89. ตอนที่ 87
ตอนที่ 87
“คุณพักดื่มน้ำก่อนดีไหมครับ”
“คุณทำงานหนักมาห้านาทีแล้ว มานั่งพักสักครู่ดีไหมคะ”
“ตรงนี้ค่อนข้างจะสกปรก ฉันทำเองค่ะ”
“อันนี้ค่อนข้างหนัก เดี๋ยวผมยกเองครับ”
ประโยคเหล่านี้ดังขึ้นแทบจะทุก ๆ ห้านาที ทำให้พสุธาปวดหัวตุบ ๆ เขานึกเสียใจแล้วที่รับงานนี้ ไม่สิ รู้แบบนี้เขาน่าจะขับรถคันอื่นมามากกว่า ถ้าไม่ปั่นจักรยาน ก็ควรจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าคันแรก ที่เขาซื้อให้กับศิลา
แต่กว่าจะตระหนักถึงเรื่องนี้ ก็สายไปเสียแล้ว
“พวกคุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ ผมเป็นพนักงานทำความสะอาด งานเหล่นี้เป็นหน้าที่ของผม คุณจ่ายเงิน ผมให้บริการ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากครับ พวกคุณอย่ากังวลกันมากเกินไป” พสุธาพยายามพูดอย่างใจเย็น แต่หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขา ก็ทำให้สองสามีภรรยานึกกลัวขึ้นมา พวกเขาจึงรับปากเสียงเบา แล้วเดินอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปที่สนามหน้าบ้านแทน
เห็นมหาเศรษฐีมาทำความสะอาดบ้านของตัวเองแล้ว ใจไม่ค่อยดี ดังนั้นไม่มองจะดีกว่า
เมื่อสองสามีภรรยาออกไปแล้ว พสุธาก็ทำงานได้สะดวกขึ้น และรวดเร็วคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น ใช้เวลาราว ๆ สามชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเขาก็ทำความสะอาดบ้านทั้งหลังเสร็จสิ้น
เมื่อสองสามีภรรยาเข้ามาดู พวกเขาก็ต่างมองกันอย่างอึ้ง ๆ เพราะบ้านหลังนี้ของพวกเขา ก่อนหน้านี้ดูโทรมไปไม่น้อย เนื่องจากอยู่อาศัยมาหลายปี แต่ตอนนี้ พวกเขารู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าบ้านใหม่ ทุกอย่างดูสว่างไสว กลิ่นก็หอมสดชื่น ไม่มีกลิ่นอาหาร กลลิ่นอับของเสื้อผ้า หรือแม่กระทั่งกลิ่นกายติดอยู่เลย
“เหมือนผมซื้อบ้านหลังใหม่เลย” วิศรุตพูดเสียงตื่นเต้น ขณะที่มองพสุธธาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น
พสุธาเป็นคนรวยไม่ผิดแน่ แต่ทำไมคนรวยระดับนี้ ถึงได้มีความสามารถในการทำความสะอาดขนาดนี้ล่ะ นี่มันยิ่งกว่ามืออาชีพอีกนะ ปกติแล้วคนรวยเขาจะเอาเวลาไปทำสิ่งที่ต่อยอดเงิน หรือต่อยอดธุรกิจได้ไม่ใช่เหรอ แล้วมหาเศรษฐีที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ ทำไมถึงแหวกขนบของมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ล่ะ
หรือว่าการทำความสะอาด ก็เป็นเส้นทางหาเงินของเจ้าตัว
ไม่สิ ค่าจ้างแค่สามพันบาทเท่านั้น จะเอาไปทำอะไรได้ แค่ผ่อนรถที่เจ้าตัวขับอยู่ ก็ไม่พอแล้ว ต่อให้เจ้าตัวทำงานทุกวัน ก็ต้องทำงานถึงยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปดปี จึงจะเก็บเงินซื้อรถคันนั้นได้
แน่นอนว่านั่นต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าเจ้าตัวจะไม่ใช้เงินไปกับเรื่องอื่น ๆ เลย
พสุธาไม่สนใจความคิดของสองสามีภรรยา เมื่อทั้งคู่กดรับงานให้เขาในแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีนเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็ขับรถออกมาทันที
ทิ้งให้สองสามีภรรยาวุ่นวายอยู่กับการตามหาตัวตนที่แท้จริงของพสุธาต่อไป
ใช่แล้ว ตอนที่สองสามีภรรยาออกไปนั่งที่สนามหน้าบ้าน พวกเขาไม่ได้นั่งเฉย ๆ แต่ช่วยกันค้นหาว่าพสุธาคือใครกันแน่ แต่ในแอปพลิเคชัน มีเพียงแค่รูปและชื่อเท่านั้น ไม่มีข้อมูลอย่างอื่น ทำให้พวกเขาหาตัวตนที่แท้จริงของพสุธาไม่เจอ
หากว่าทั้งคู่มีญาติเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ก็คงจะรู้จักพสุธาไปแล้ว หรือถ้าพวกเขาเป็นมหาเศรษฐี ก็คงจะรู้จักพสุธาเช่นกัน น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ใช่ทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่จะรู้ถึงความรวยที่แท้จริงของพสุธา
ฝั่งพสุธา หลังขับออกมาจากบ้านของวิศรุต เขาก็ผ่านบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตอนขามาก่อนหน้านี้ เขาไม่ทันได้สังเกต เพิ่งจะสังเกตเห็นเอาตอนนี้
บ้านเดี่ยวที่มีรูปแบบคล้ายกับบ้านของวิศรุต แต่ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันมาก ทั้ง ๆ ที่ยังมีเสื้อผ้าตากอยู่ มีร่องรอยของการอาศัยอยู่ กลับให้ความรู้สึกเหมือนบ้านร้าง
พสุธาจอดรถมองดู แต่รออยู่นาน เขาก็ไม่ได้ยินประกาศภารกิจพิเศษจากระบบ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทำอะไรมากกว่ามองอีกครั้งหนึ่ง แล้วขับรถออกไป
ความจริงตอนที่พสุธามอง เขารู้แล้วว่าในบ้านหลังนั้นมีอะไรผิดปกติ
มีคนในบ้านนั้นที่เลี้ยงผี! แล้วยังเป็นผีตายโหงอีกด้วย
การที่ผีอยู่ร่วมกับคน นานวันเข้าพลังชีวิตของคนก็จะถูกดูดกลืน หากไม่ป่วยหนัก เป็นบ้า ก็จะค่อย ๆ ตายในที่สุด
หากว่าไม่ได้เป็นความตั้งใจจะเลี้ยง พสุธาก็คงจะยื่นมือเข้าไปช่วย แต่เขามองดูแล้ว ก็รู้ว่าเจ้าของบ้านตั้งใจเลี้ยง เพราะโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้อยู่ด้วย
ด้วยทักษะของระบบ ทำให้สายตาของพสุธาค่อนข้างจะดีกว่าคนปกติทั่วไป เขาสามารถมองผ่านกระจกหน้าต่างของบ้านเข้าไปเห็นด้านในบ้านได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะอยู่ไกลออกมาก็ตาม
เมื่ออีกฝ่ายตั้งใจเลี้ยง และระบบก็ไม่ได้มอบภารกิจ พสุธาก็ไม่รั้นที่จะหาเรื่องใส่ตัว เขาขับรถจากมาอย่างเงียบ ๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ถัดไป ที่เขาต้องไปทำความสะอาด
วันนี้พสุธารับงานเอาไว้สองงาน งานหนึ่งเขาใช้เวลาราว ๆ สามถึงสี่ชั่วโมง ก็เท่ากับเวลาทำงานของคนอื่น ๆ ไม่ถือว่าหนักเกินไป
ระหว่างที่พสุธาขับรถอยู่นั้น คุณวินิจก็โทรศัพท์มา พสุธาจึงได้เบี่ยงรถจอดข้างทาง ก่อนจะกดรับสาย
“ท่านประธาน ท่านซื้อหุ้นกิจการเพิ่มอีกแล้วหรือครับ” เสียงของคุณวินิจดังขึ้น และเขาใช้ประโยคคำถามแทนคำทักทาย
“อ้อใช่ ผมลืมบอกคุณไป เพิ่งได้มาเมื่อวานนี้นี่เอง” พสุธาก็ค่อยนึกขึ้นได้ว่าลืมบอกคุณวินิจในเรื่องนี้
“ท่านประธานซื้อเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่ห้างหรือครับ” คุณวินิจถามต่อ
“ก็ประมาณนั้น” พสุธาตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพราะว่าเขาไม่ได้ซื้อ แต่ได้มาจากรางวัลภารกิจที่ช่วยตัวประกันได้สำเร็จ
“ท่านประธานมีเงินสดเท่าไรกันแน่ครับ” คุณวินิจหลุดปากถามออกมาด้วยความตื่นตะลึง
“ขอโทษครับ ผมละลาบละล้วงเกินไป” คุณวินิจรีบขอโทษเมื่อนึกขึ้นได้ น้ำเสียงลนลานรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีครั้งต่อไป” พสุธาตอบเสียงเนิบช้า ทว่าคุณวินิจรู้สึกว่าตัวเองรอดตายมาอบ่างหวุดหวิด
ท่านประธานใจดี บางเรื่องล้อเล่นด้วยได้ แต่บางเรื่องก็ห้ามล้ำเส้นอย่างเด็ดขาด
“คุณโทรฯมาแค่เพราะต้องการจะถามเรื่องนี้เหรอ” พสุธาถามออกไป
“ไม่ใช่ครับ ผมยังมีเรื่องอื่นจะรายงานอีก เรื่องแรกก็คือ การรับสมัครผู้ช่วยพิเศษ มีบรรดาทายาทมหาเศรษฐี หรือแม้กระทั่งรองประธานจากบริษัทอื่น ๆ สมัครเข้ามาด้วยครับ ท่านประธานจะให้ผมคัดออกเลยไหมครับ” คุณวินิจพูดถาม
พสุธาขมวดคิ้ว แต่ไม่นานก็คลายออก
เขามีการ์ดรับสมัครผู้ช่วยของระบบ ซึ่งทำให้เขาระบุได้ว่าใครที่สามารถไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคัดใครออก
“ไม่เป็นไร รวบรวมใบสมัครของพวกเขาส่งมาให้ผม แล้วผมจะเลือกเองว่าให้ใครเข้ามาสัมภาษณ์ได้บ้าง” พสุธาตอบกลับไป
“ตกลงครับ เรื่องที่สอง สำหรับแบบสร้างโรงงาน ตอนนี้สถาปนิกจากบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการร่วมงานกับเรา ต่างก็สอบถามเข้ามาว่า จะขอพบท่านประธาน สำหรับเรื่องความต้องการต่าง ๆ ในตัวโรงงาน ท่านประธานสะดวกพบพวกเขาหรือเปล่าครับ”
“เรื่องนี้คุณจัดการได้เลย เรื่องข้อกำหนดก็อย่างที่ผมบอกไป ความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” พสุธาคร้านจะไปเจอสถาปนิก ถึงแม้ว่าโรงงานชิป จะเป็นโรงงานที่สำคัญกับเขามากที่สุดก็ตาม
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ แล้วก็เรื่องสุดท้าย ตอนนี้ทางทนายความเกษมได้เร่งรัดหนี้สินของกิจอนันต์แล้วครับ คาดว่าวันจันทร์นี้ ก็จะได้รับคำสั่งศาลให้ยึดบ้านได้แล้ว”
“โอ้ ดีจริง” พสุธาไม่ได้รู้สึกสะใจเมื่อได้ยินเรื่องนี้ แค่คิดว่าในที่สุด เรื่องก็จบสักที
เมื่อถูกยึดทรัพย์สินทุกอย่าง คนของครอบครัวกิจอนันต์ก็น่าจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง ไม่โผล่หน้ามาสร้างปัญหาให้เขา
“ยึดบ้านสำเร็จแล้ว คุณหาทีมเข้าไปจัดการสักหน่อย พวกเฟอร์นิเจอร์เอาไปทิ้งให้หมด หรือถ้ามีพนักงานขนไหนสนใจ ก็ยกให้ไปเลยก็ได้ จากนั้นหาทีมอินทีเรียเข้ามาช่วยผมปรับให้บ้านเหมาะสมสำหรับเลี้ยงสุนัข อ้อ ประกาศหาพี่เลี้ยงสุนัขสักห้าคนด้วย”
คำสั่งนี้ของพสุธา ทำให้คุณวินิจตื่นตะลึงพรึงเพริดไปเลย
ท่านประธานยึดคฤหาสน์ของพ่อแม่ที่แท้จริง เอามาทำบ้านสุนัขอย่างนั้นเหรอ การแก้แค้นนี้ ช่างเป็นการแก้แค้นที่โหดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาเลย
นี่มันคือการโจมตีทางจิตใจ ซึ่งโหดเหี้ยมยิ่งกว่าการโจมตีทางกายภาพใด ๆ ทั้งสิ้น!
คุณวินิจพลันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่เลือกอยู่ฝ่ายเดียวกับพสุธา ไม่ได้เลือกเป็นศัตรูกับพสุธา
“ท่านประธานจะให้ผมหาข้อมูลสายพันธุ์สุนัข และฟาร์มสุนัขหรือเปล่าครับ” คุณวินิจถามขึ้นมา
“หามาไว้ก็ได้ แต่หลัก ๆ ผมอยากรับเลี้ยงสุนัขจากแหล่งที่ประกาศหาบ้านมากกว่า”
“ท่านประธานคิดจะทำมูลนิธิสุนัขหรือเปล่าครับ ถ้าท่านจะทำ ผมจะจัดการเรื่องยื่นขอทำมูลนิธิ เรื่องนี้ช่วยท่านประธานลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะครับ” คุณวินิจเสนออย่างกระตือรือร้น
พสุธานิ่งคิดไปเพราะเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เขาแค่อยากรับเลี้ยงสุนัขที่ไม่มีบ้านเท่านั้น อีกอย่างเพราะศิลาชอบสุนับ เขาจึงคิดจะเลี้ยงสุนัข ไม่ได้คิดหาประโยชน์จากเรื่องนี้
“เอาไว้ก่อนเถอะ” พสุธาตอบกลับไป ก่อนจะพูดต่อว่า
“พูดถึงเรื่องมูลนิธิ ผมอยากจะบริจาคเงินเพื่อเด็กยากไร้สักหน่อย คุณช่วยตรวจสอบมูลนิธิที่ไว้ใจได้สักหน่อยสิ” พสุธาคิดว่าตัวเองได้เงินจากระบบมาไม่น้อยเลย เขาควรจะแบ่งปันสักหน่อย
“ได้ครับ” คุณวินิจรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะขอตัววางสายไป
หลังวางสายจากคุณวินิจ พสุธาก็ขับรถต่อ สถานที่ที่เขาต้องไปทำความสะอาดหลังต่อไป เป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก มีขนาดเจ็ดสิบตาราเมตร
เมื่อไปถึง ก็พบเจ้าของห้องที่เป็นชายวัยราว ๆ สามสิบปีคนหนึ่ง
“นายมาถึงแล้ว รีบ ๆ เลย จัดการกับพวกขยะเหม็น ๆ นี่ให้เร็วเลย” เจ้าของห้องพูดกับพสุธาอย่างเร่งร้อน เขาปิดจมูกด้วยท่าทางรังเกียจ
พสุธาก็ย่นจมูกเล็กน้อย เมื่อเข้าไปในห้องแล้วได้กลิ่นเหม็นจากเศษซากอาหาร เขากวาดตาดู ก็พบว่าเป็นพวกกล่องอาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ ที่กินแล้วถูกวางทิ้งเอาไว้รวม ๆ กัน
นอกจากกล่องเศษซากอาหารแล้ว ยังมีพวกเสื้อผ้าที่ถูกหมักหมมเอาไว้ในตระกร้าด้วย
พสุธาที่เป็นมืออาชีพ ยังอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้ารังเกียจชั่วแวบหนึ่ง
ทำไมถึงได้สกปรกขนาดนี้
พสุธาคิด แต่สุดท้ายก็รีบลงมือทำความสะอาด เพื่อกำจัดบรรยากาศที่แม้แต่หมายังไม่อยากอยู่นี้ทิ้งไป
เมื่อพสุธาทำความสะอาดเสร็จสิ้น กลิ่นหอมสดชื่นและผ่อนคลาย ก็ทำให้ชายเจ้าของห้องเปลี่ยนเป็นคนละคน จากที่มีสีหน้ามืดหม่น ก็ดูจะสว่างขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าบึ้งตึงก่อนหน้านี้ ก็มีรอยยิ้มแห้ง ๆ มอบให้พสุธา
“คุณเก่งมากเลย ตอนนี้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สกปรกในห้อง ไม่ใช่ขยะ แต่เป็นตัวผมเอง” ชายเจ้าของห้องพูดอย่างขมขื่น
พสุธายิ้มบางส่งให้คำพูดนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาอยากจะพยักหน้าเห็นด้วย
ใช่ คุณนั่นแหละที่ซกมกที่สุด ดูจากกลิ่นแล้ว ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะไม่ได้อาบน้ำมาสักสอง สามวันแล้ว
พสุธาเตือนตัวเองว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของจมูก เขาต้องระวังไม่ให้ตัวเองเผลอรับงานคนคนนี้อีก
ขณะที่พสุธากำลังขับรถกลับบ้าน ฝั่งของคนที่กำลังจะเสียบ้านอย่างพวกครอบครัวกิจอนันต์ ตอนนี้ก็นั่งล้อมวงกันอยู่ด้วยสีหน้ามืดหม่น
“เจ้าของตึกเกรซนั่นกัดเราไม่เลิกจริง ๆ มันถึงขนาดไปซื้อหนี้ของพวกเรา” เด่นชัยกัดฟันพูดด้วยความเกลียดชัง
เด่นหล้าก็พูดน้ำเสียงที่เกลียดชังไม่แพ้กันว่า
“เป็นเพราะไอ้เด็กโสโครกนั่น ที่ทำให้เจ้าของตึกเกรซเล่นงานพวกเรา” ยังคงโยนความผิดให้พสุธาอยู่เช่นเดิม
“ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นตัวหายนะแบบนี้ ฉันคงไม่คลอดมันออกมา” ดาวิกาพูด ตาของเธอแดงก่ำ จากที่เคยใช้ชีวิตสุขสบาย ไปไหนมาไหนก็มีคนอิจฉา ตอนนี้กลับไปต่างหนูท่อตัวหนึ่ง ที่ไปไหนมาไหนก็ถูกคนมองอย่างรังเกียจ
ดาวิกายังคิดไปอีกว่า ถ้าเธอไม่คลอดพสุธาออกมา เธอก็ไม่ต้องอุ้มผิดตัว อุ้มทายาทเห็บหมัดเหลือบไรกลับมา
ใช่ ตอนนี้ในสายตาของดาวิกา ดุจฝันคือทายาทเห็บหมัดเหลือบไร เหตุเพราะมีพ่อแม่ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ ไม่ใช่ลูกที่เป็นหน้าเป็นตาให้เธออีกแล้ว
ดุจฝันตอนนี้ก็สถานะในบ้าน ก็ไม่ต่างอะไรจากคนรับใช้ จากเจ้าชายน้อยของบ้าน ที่ใครก็ประคบประหงม ตอนนี้เป็นตัวรองรับอารมณ์ ใครที่อารมณ์ไม่ดี ก็จะด่าดุจฝันเป็นการระบายอารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่เด่นหล้า และเด่นคุณ ที่เคยเอ็นดูดุจฝันราวกับไข่ในหิน
ฝั่งดุจฝันเมื่อได้ยินดาวิกาด่าพสุธา ดวงตาของเขาก็หลุบต่ำลง ตอนนี้ดุจฝันไม่สนใจแล้วว่าพสุธาในใจของคนในครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาเพียงต้องหาที่พึ่งคนใหม่
ครอบครัวกิจอนันต์กำลังจะล้มละลายตกต่ำแล้ว และเขาจะทนอยู่กับครอบครัวเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เขาเกิดมาเพื่ออยู่สูงส่งเหนือใคร ทำไมเขาถึงต้องไปร่วมลำบากด้วยล่ะ
ด้วยความคิดเช่นนี้เอง ช่วงนี้ดุจฝันจึงออกจากบ้านตอนกลางคืนบ่อย ๆ เขาไปตามคลับระดับสูงต่าง ๆ เพื่อหาขาทองคำ
และดุจฝันก็เจอขาทองคำอยู่คนหนึ่ง เป็นอีกฝ่ายที่เข้ามายื่นข้อเสนอต้องการเลี้ยงดูดุจฝัน แต่ดุจฝันก็ยังไม่ได้ตอบตกลง เพราะว่าขาทองคำคนนนี้ มีอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว อีกทั้งยังหน้าตาไม่น่าชวนมองด้วย
ดุจฝันรังเกียจรูปร่างหน้าตาของขาทองคำคนนี้ แต่รักในเงินของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงยื้อเอาไว้ รอว่าหากเจอคนที่น่าพึงพอใจกว่า ก็จะชิ่งหนีทันที
คนที่น่าพึงพอใจสำหรับดุจฝัน ก็เป็นคนอย่างพวกปฐพี ที่มีดีทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ และชาติตระกูล
น่าเสียดายที่คนแบบปฐพี มีไม่เยอะนัก และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พวกที่จะคบหากับตาสีตาสาที่ไหน พวกเขาเลือกที่จะคบหากับคนระดับเดียวกันเสียมากกว่า หรือไม่ก็อาจจะเล่น ๆ กับคนที่มีฐานะไม่ดี แล้วค่อยไปแต่งงานกับคนที่มีฐานะทัดเทียมกัน
เพียงแต่ดุจฝันไม่เข้าใจถึงเรื่องนี้ ดังนั้นจึงเพ้อฝันต่อไป
พสุธาไม่รู้เลยว่า แม้แต่ตอนนี้แล้ว ครอบครัวกิจอนันต์ก็ยังไม่รู้ว่าความผิดของตัวเองอยู่ที่ไหน ยังคงโยนความผิดทั้งหมดมาให้เขาอยู่ดี
ขณะที่พสุธากำลังขับรถกลับบ้านอยู่นั้น โทรศัพท์ของเขาก็แจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า เมื่อพสุธาชำเลืองสายตามองดู ก็เห็นว่าเป็นข้อความจากศิลา
พสุธามองหาที่จอดรถ เมื่อเจอจุดที่เหมาะสม เขาก็เบี่ยงรถเข้าไปจอดชั่วคราว เพื่ออ่านข้อความของศิลา
ข้อความที่ศิลาส่งมา ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร เจ้าตัวแค่ถ่ายรูปมาให้พสุธาดู มีทั้งรูปของตัวเอง รูปของนะโม หรือรูปรวม รูปธรรมชาติ
‘ครั้งหน้า พวกเรามาด้วยกันนะ ที่นี่สวยมาก ดินต้องชอบมากแน่ ๆ’ ข้อความนี้ตามมาหลังจากที่รูปถ่ายทั้งหมดถูกส่งมา
พสุธายกยิ้มที่ริมฝีปาก เมื่อเห็นว่าในรูปภาพนั้น ศิลายกยิ้มอย่างสดใสแค่ไหน แต่ต่อมาเขาก็ต้องหรี่ตามองดู เมื่อมีรูปภาพส่งมาจากนะโม แต่ในรูปนั้น ศิลากำลังฉีกยิ้มสดใส เกาะอยู่ที่หลังของเฮียโก้
นี่กระต่ายน้อยของเขาถูกล่อลวงไปแล้วใช่ไหม!
พสุธาคิดอยู่ในใจ ก่อนจะส่งสติ๊กเกอร์ไปให้นะโม
“หัวเราะอะไรน่ะน้องโม” พันไมล์ถามนะโมอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
“หัวเราะแมวขี้หวงน่ะสิ” นะโมพูดตอบ ขณะที่มองสติ๊กเกอร์แมวไฟลุกที่พสุธาส่งมา
เขาอยากรู้จริง ๆ เลยว่าพสุธาคิดอย่างไรถึงได้ซื้อสติ๊กเกอร์แมวมาใช่ หรือว่ารู้ตัวแล้วว่าตัวเองเหมือนแมวขนาดไหน
“บนเกาะยังมีแมวตัวอื่นอีกเหรอ” พันไมล์ถามนะโมอย่างสงสัย
นะโมก็มองพันไมล์อย่างสงสัยเช่นกัน
ทำไมพันไมล์พูดเหมือนว่าบนเกาะนี้มีแมวอยู่แล้วจริง ๆ
“พี่เคยเห็นแมวบนเกาะนี้เหรอ ทำไมพูดเหมือนว่าบนเกาะนี้มีแมวจริง ๆ” นะโมถามออกไป
“อ้าว บนเกาะนี้ไม่มีแมวหรอกเหรอ แล้วน้องโมหมายถึงแมวที่ไหนล่ะ” พันไมล์ไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับไปแทน
ก็เขาจะตอบได้อย่างไรเล่า ว่าแมวที่เขาพูดถึง ก็คือแมวที่กำลังคุยกับเขาอยู่เนี่ย
ใช่แล้ว พันไมล์หมายถึงนะโมนั่นแหละ ในสายตาของพันไมล์ นะโมก็คือแมวส้มจอมดื้อรั้นนั่นเอง
“ทำไมน้ำทะเลมันถึงได้ขมแบบนี้” พนักงานชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นมา ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน
“น้ำทะเลไม่ได้ขมหรอก น้ำตามึงต่างหากที่ขม” เพื่อนชายอีกคนพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“น้ำตาของกูจริง ๆ ด้วย โถ่เอ้ย นึกว่ามาเที่ยวแล้วจะมีโอกาสจีบเพื่อนคุณพสุธาสักหน่อย ที่ไหนได้ คุณพสุธาส่งคนคุมมาด้วย”
“ยังไม่ได้เกิด ก็ถูกคุมกำเนิดซะแล้วเพื่อนกู”
“อย่างนี้แหละ เป็นหมาวัด แต่คิดจะเด็ดดอกฟ้า นั่นคนหนึ่งก็พี่ชายของคุณพสุธา อีกคนก็เพื่อนสนิทของคุณพสุธานะ ยังกล้าคิดที่จะจีบ ไม่เห็นคนที่มากับเขาด้วยหรือไง”
“อย่าไปหยองดิวะ ถึงดอกฟ้าจะมีคนมาคุม แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่คนสวนที่มีหน้าที่ดูแลดอกฟ้าเฉย ๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้”
เฮียโก้กับพันไมล์ก็ไม่ได้รู้เลยว่า ในสายตาของใครบางคน ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นคนสวนไปแล้ว