9. ตอนที่ 8
ตอนที่ 8
พสุธาไม่รู้ว่าตอนนี้สามคนพ่อลูกตระกูลกิจอนันต์ กำลังกลุ้มใจแค่ไหน ตอนนี้กำลังมองคนที่เปิดประตูออกมาจากห้องนอนรับแขก ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียวห่อหุ้มท่อนล่าง ส่วนด้านบนเปลือยเปล่า
“นายเป็นใคร มาอยู่ที่ห้องน้องชายของฉันได้ยังไง” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา
พสุธาได้ยินคำถามนี้ เขาก็เดาออกทันทีเลยว่าอีกฝ่ายคือพี่ชายของปฐพี ที่มีชื่อเล่นว่า ‘เสี่ย’
“สวัสดีครับ ผมเป็นพ่อบ้านชั่วคราวที่คุณป๋าจ้างมา แทนพ่อบ้านที่ลาหยุดครับ” พสุธาตอบอย่างสุภาพ
“อ้อ แต่นายยังดูเด็กอยู่เลยนะ อายุถึงสิบแปดหรือยัง น้องชายฉันคงไม่ได้ใช้แรงงานเด็กหรอกใช่ไหม” ปฐวีพูดถาม
“ไม่ใช่ ดินอายุสิบแปดแล้ว” ไม่ใช่พสุธาที่พูดตอบ แต่เป็นปฐพีที่เดินออกมาจากห้องนอนใหญ่ พูดตอบแทน
“อ้อ ชื่อดินใช่ไหม นายเหมือนเด็กอายุสิบหก มากกว่าคนอายุสิบแปด” ปฐวีพูด พลางเดินไปที่ห้องครัว เปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่ม
“นายจะแก้ผ้าอีกนานไหม ไปใส่เสื้อผ้าได้แล้ว” ปฐพีพูดกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก
“ฉันแก้ผ้าตรงไหน ไม่เห็นหรือไงว่ามีผ้าเช็ดตัวอยู่” ปฐวีเลิกคิ้วใส่น้องชาย
“มันก็เหมือนกับแก้ผ้านั่นแหละ อุจาดตา”
“อุจาดตาอะไรกัน ปกติฉันก็ใส่แบบนี้ออกจะบ่อย ไม่เห็นนายจะโวยวายอะไร” ปฐวีมองน้องชายอย่างแปลกใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องมองมาตาเขม็ง ก็ยักไหล่ แล้วยอมเดินกลับเข้าห้องไปใส่เสื้อผ้าแต่โดยดี เพราะกลัวว่าถ้ายังไม่ยอมใส่เสื้อผ้าอีก น้องชายที่เป็นเจ้าของห้องคนนี้ จะเฉดหัวเขาออกจากห้อง
“นายมีอะไรทำก็ไปทำ ไม่ต้องสนใจหมอนั่น” ปฐพีพูดกับพสุธา
“ผมจะทำอาหารเช้าครับ ต้องทำเผื่อคุณเสี่ยหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไป
“นายรู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นชื่อเสี่ย” ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งมาที่พสุธา
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไร ก็ตอบไปอย่างระมัดระวัง
“เฮียโก้บอกมาครับ บอกว่าคุณป๋ามีพี่ชายหนึ่งคน ชื่อว่าคุณเสี่ย”
“อ้อ” ปฐพีส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะตอบ
“ไม่ต้องทำเผื่อ”
“น้องชาย อย่าใจร้ายใจดำนัก พี่ชายนายก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน” ปฐวีพูดกับปฐพี แล้วหันมาพูดกับพสุธาว่า
“หนุ่มน้อย ทำอาหารเผื่อฉันด้วยนะ อ้อ นายทำหูฉลามน้ำแดงเป็นหรือเปล่า ในตู้เย็นมีหูฉลามอยู่ ถ้าทำเป็น นายช่วยทำให้ฉันหน่อยสิ”
“ผมทำหูฉลามน้ำแดงไม่เป็นครับ” พสุธาตอบอย่างรวดเร็ว
ความจริงด้วยทักษะจากระบบ เขาย่อมทำหูฉลามน้ำแดงได้อยู่แล้ว แต่เขาต่อต้านการกินหูฉลาม ดังนั้นเขาจะไม่ทำหูฉลามน้ำแดง
“อ้อ งั้นก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะเอากลับไปให้พ่อครัวที่บ้านทำ” ปฐวีพูดอย่างไม่แปลกใจ เพราะเขาคิดว่าฝีมือการทำอาหารของพสุธา ก็คงจะทำได้แต่อาหารทั่ว ๆ ไป
นี่ไม่ใช่การดูถูก แต่พสุธาดูเด็กเกินไป อีกทั้งยังเป็นพ่อบ้านที่ถูกจ้างมาชั่วคราว ดังนั้นสามัญสำนึกของปฐวี จึงคิดว่าพสุธาไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นอะไรนัก
จนกระทั่งเขาได้ลิ้มรสอาหารที่ทำโดยพสุธา
“หืม ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเห็นนายทำกับตา ฉันจะคิดว่านายไปซื้อมาจากภัตตาคารห้าดาวแล้วนะ” ปฐวีพูด พร้อมกับยื่นส้อมไปข้างหน้า ต้องการจะจิ้มเอาหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นสุดท้ายในจาน แต่ว่าเขาก็ช้ากว่าน้องชาย เจ้าตัวปาดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ของฉัน!” ปฐวีโวยวายเสียงดัง แต่โดนน้องชายมองอย่างเย็นชา
“นี่มันบ้านฉัน คนก็ของฉัน อาหารจะเป็นของนายได้ยังไง” เสียงทุ้มต่ำเย็นชาไม่แพ้สายตา
ปฐวีกลอกตา
“ขี้หวง” บ่นน้องชาย ก่อนจะหันมาหาพสุธา
“หนุ่มน้อย น้องชายฉันจ้างนายเท่าไร ฉันให้สิบเท่าเลย นายมาเป็นพ่อครัวที่บ้านฉันไหม”
“ขอบคุณที่ชอบอาหารฝีมือผมนะครับ แต่ผมมาเป็นพ่อบ้านแค่ชั่วคราวเท่านั้นครับ” พสุธาปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม แต่ปฐพีนั้น
“กินเสร็จแล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว คิดจะมาแย่งคนจากฉัน อยากตายหรือไง” น้ำเสียงดุดัน แต่ไม่ได้ทำให้คนเป็นพี่กลัวเลยสักนิด
ปฐวีหัวเราะเสียงเบาในลำคอ มองน้องชายแวบหนึ่ง มองพสุธาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินผิวปากอารมณ์ดีเข้าห้องเล็กไป ก่อนจะปิดประตูห้อง ก็ยังไม่วายตะโกนออกมาว่า
“ถึงมื้อกลางวันแล้วเรียกด้วยนะ” หมายความว่าคนยังไม่คิดจะกลับไปในตอนนี้ ยังจะอยู่กินอาหารฝีมือของพสุธาต่อ
ปฐพีสีหน้ามืดครึ้ม คิดโทรศัพท์หามารดา ให้มาลากพี่ชายกลับไป
แต่เมื่อมารดารับโทรศัพท์ เขาถึงได้รู้ว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครอยู่เลย พ่อแม่ของเขาเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนพ่อบ้านแม่บ้าน ก็ให้ลากลับบ้าน ทิ้งปฐวีไว้ที่บ้านคนเดียว
ดังนั้นปฐวีจึงได้มายึดครองห้องนอนเล็ก ในคอนโดมิเนียมของน้องชาย
“พ่อกับแม่ทำเกินไปแล้ว ให้พ่อบ้านแม่บ้านลากลับบ้านทั้งหมด ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว บ้านหลังใหญ่ขนาดนั้น ฉันอยู่คนเดียว จะทำความสะอาดยังไง ลำบากเกินไปแล้ว ไม่สู้ปิดบ้านไว้ แล้วมาอาศัยนายจะดีกว่า” ปฐวีพูด เมื่อถึงเวลามื้อกลางวันแล้ว ปากก็พูด มือก็ตักอาหารใส่จานตัวเอง
“ไปทำอะไรให้พ่อแม่โกรธล่ะ” ปฐพีถามพี่ชายอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันก็แค่ทำบ้านรกหน่อยเดียวไม่ใช่หรือไง ต้องลงโทษให้ฉันทำความสะอาดบ้านคนเดียวเลยเหรอ”
ขณะที่พสุธาได้ยินบทสนทนาของสองพี่น้อง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาววับขึ้นมาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะเรียกถามระบบ
‘ระบบ ข้อกำหนดของนาย คือฉันต้องลำบากใช่ไหม จะอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่ลำบากก็พอถูกไหม’
‘ถูกต้อง โฮสต์จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ลำบาก ก็ถือว่าไม่ผิดกฏ’
เมื่อได้รับคำยืนยันจากระบบ ริมฝีปากของพสุธาก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที
งั้นเขาพาพี่ชายไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ก็ได้ใช่ไหม
คฤหาสน์หลังใหญ่ พื้นที่สักสิบไร่ พวกเขาอยู่กันสองคนพี่น้อง เรื่องดูแลรักษาและทำความสะอาด ก็เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อย สร้างความลำบากให้เขาได้แน่นอน
พสุธาคิดแล้วก็ติดต่อหาวินิจ ให้อีกฝ่ายหาซื้อคฤหาสน์ให้เขา
อะไรนะ ไม่กลัวว่าพี่ชายของเขาจะสงสัยอย่างนั้นเหรอ
ไม่เป็นไร เขาจะบอกว่าเพราะคฤหาสน์มีคนตาย เจ้าของขายไม่ออก ปล่อยเช่าก็ไม่มีใครเช่า เลยให้เขาเช่าในราคาถูก แค่เดือนละสองพันเท่านั้น แลกกับการดูแลคฤหาสน์
หินซื่อบื้อของเขาจะต้องไม่สงสัยแน่!
“วันนี้นายเลิกงานเร็วหน่อยก็แล้วกัน สักบ่ายสาม ฉันจะออกไปทำธุระข้างนอก แล้วไม่กลับมากินข้าวเย็น ส่วนพรุ่งนี้ นายมาสายหน่อยก็ได้ สักสิบโมง” ปฐพีพูดกับพสุธา ขณะที่พสุธากำลังเก็บกวาดโต๊ะอาหาร และจะนำจานอาหารไปล้าง
“ได้ครับ” พสุธารับคำ และไม่ได้ถามอะไร เพราะว่าเขาเป็นพ่อบ้านที่ไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย
“นายจะไปไหน” พสุธาไม่ถาม แต่ปฐวีถาม และเจ้าตัวก็คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ถามได้ ในฐานะพี่ชายแท้ ๆ
“ไม่ต้องยุ่ง” ปฐพีตอบพี่ชายของตัวเองอย่างเย็นชา
“เฮ้ พี่ชายอย่างฉันมาอยู่เป็นเพื่อนแท้ ๆ นายจะทิ้งฉันไปไหน หือ” ปฐวีไม่สลด แม้จะถูกความเย็นชาของน้องชายจู่โจมเข้าใส่
“เพราะนายมาอยู่ ฉันถึงต้องออกไป รำคาญนาย” ปฐพีพูด ซึ่งน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทำให้พสุธาคิดว่าเป็นเรื่องจริง
แต่ปฐวีคล้ายจะไม่เชื่อ เจ้าตัวหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“อย่ามาวางมาดหน่อยเลย ตอนเด็ก ๆ ใครก็ไม่รู้ที่เอาแต่ติดฉัน ถ้าฉันไม่นอนด้วย ก็จะนอนไม่หลับ” ปฐวียิ้มเจ้าเล่ห์ ส่วนปฐพีสีหน้ามืดครึ้ม
“มีแต่คนแก่เท่านั้น ที่จะพูดเรื่องเก่า ๆ”
“ก็ฉันแก่กว่านายห้าปี” ปฐวีที่ตอนนี้อายุยี่สิบห้าแล้ว ยักไหล่พูดอย่างไม่สะทกสะท้าน ที่ถูกกล่าวหาว่าแก่
เขารู้ดีว่าเขาในวัยยี่สิบห้า ยังไม่เติบโตเต็มที่ด้วยซ้ำ รู้ไหม เสน่ห์ของผู้ชายวัยสามสิบ ถึงจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาทอง!
“รู้ไหมว่าวัยอย่างฉันเนี่ย มีสาว ๆ มารุมล้อมตั้งเท่าไร อีกหน่อยก็จะยิ่งมีมากกว่านี้ ส่วนนายน่ะ ทำตัวเป็นภูเขาน้ำแข็งต่อไปเถอะ ใครจะยอมมาทนหนาวเย็นตายอยู่กับนาย” ปฐวีเยาะเย้ยน้องชาย แต่ว่าปฐพีไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย
“ฉันก็ไม่ได้อยากมี น่ารำคาญ”
“นายมันไร้หัวใจจริง ๆ เลย” ปฐวีส่ายหน้าให้กับน้องชาย
พสุธาได้ยินบทสนทนาของสองพี่น้อง เขาก็ยิ้มออกมา เพราะรู้สึกว่ามันตลกดี และสองพี่น้องคู่นี้ ก็แตกต่างจากเขาและศิลา
คู่นี้มีฝีปากที่เสมอกัน เพียงแค่ปฐพีมีความนิ่งมากกว่า เมื่อเถียงสู้ไม่ได้ เจ้าตัวก็จะใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว
ส่วนเขากับศิลา เขารู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นแม่ มากกว่าจะเป็นน้องชาย
ก็พี่ชายของเขาซื่อบื้อขนาดนั้น ถ้าเขาไม่ดูแล ไม่คอยระวังให้ดี เจ้าตัวคงถูกเอาเปรียบจนเหลือแต่กระดูกแล้ว
คิดแล้วก็นึกขึ้นได้ ป่านนี้พี่ชายของเขาน่าจะสัมภาษณ์งานเสร็จแล้วใช่ไหม
โทรศัพท์ไปถามดีกว่า
ระหว่างที่รอเครื่องล้างจานทำงานเสร็จ พสุธาก็หลบออกไปโทรศัพท์หาพี่ชายของเขขา
“หิน สัมภาษณ์งานเป็นยังไงบ้าง ไม่โดนแกล้งใช่ไหม” พสุธาถามพี่ชายของตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายกดรับสายแล้ว
“ไม่โดนแกล้ง พี่โตแล้ว ไม่มีใครแกล้งแล้ว” ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงจนใจ ที่น้องชายทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่จะถูกเพื่อนแกล้ง ก่อนจะพูดตอบเรื่องสัมภาษณ์งาน
“สัมภาษณ์งานก็ราบรื่นมาก พี่สัมภาษณ์ผ่านแล้วนะ เขาประกาศผลเลย ให้พี่เริ่มงานได้เร็วที่สุด” คราวนี้น้ำเสียงของศิลาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ใบหน้าเรียวของเจ้าตัวสว่างสดใส ดวงตาเป็นประกายใสกระจ่าง ในหัวสมองตอนนี้มีความคิดว่าถ้าได้เงินเดือนก้อนแรก จะเอาไปซื้อของขวัญอะไรให้น้องชายดี
“เยี่ยมไปเลย ดินรู้อยู่แล้วว่าหินเก่งที่สุด ยังไงก็ต้องได้งานแน่ ๆ” พสุธากล่าวชมพี่ชายของตัวเองอย่างจริงใจ
“ว่าแต่หินคิดจะไปเริ่มงานเมื่อไรล่ะ นี่ก็เพิ่งจะวันที่หนึ่งของเดือนเองใช่ไหม ถ้าหินเริ่มงานวันพรุ่งนี้เลย ก็เหมือนกับได้ทำงานเต็มเดือนเลยนะ” พสุธาอยากให้พี่ชายของเขาไปเริ่มงานใหม่เร็ว ๆ และออกจากที่ทำงานที่เอาเปรียบลูกน้องแบบนั้น
“ไม่ได้ หินยังไม่ได้ส่งต่องาน ต้องสะสางงานที่เก่าให้เรียบร้อย หินเลยว่าจะไปเริ่มงานวันที่ยี่สิบ” ศิลาตอบเสียงเบา แต่จริงจัง
พสุธาถอนหายใจ เขาไม่แปลกใจกับคำตอบเลย
หินซื่อบื้อก็เป็นแบบนี้แหละ มีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่ยอมเอาเปรียบใคร ดีแต่ให้คนอื่นเขาเอาเปรียบ!
“ก็ได้ ตามใจหิน แต่ว่าวันนี้ดินได้เลิกงานเร็ว เดี๋ยวจะแวะซื้อของกินเข้าไป เลี้ยงฉลองที่หินได้งานใหม่นะ หินรออยู่ที่ห้อง ห้ามออกไปทำงานเสริมนะ” พสุธาพูดอย่างรู้ทัน
หินที่กำลังจะไปรับงานเสริมที่ร้านหนังสือ เมื่อได้ยินที่พสุธาพูด เขาก็ยิ้มแห้ง
“พี่ไปทำงานที่ร้านหนังสือ ได้ตั้งสองร้อยนะ”
“สองร้อยแลกกับการถูกดินงอน หินว่ามันคุ้มไหม” พสุธาใช้ไม้ตายกับพี่ชายตัวเอง
และมันก็ได้ผลเหมือนทุกครั้ง ศิลารีบต้องอย่างร้อนรนว่าเขาจะไม่ไปทำงานเสริมในวันนี้แล้ว จะอยู่ที่ห้องรอพสุธากลับมา
“ดีมาก เป็นเด็กดีนะ เดี๋ยวดินรีบกลับ” พสุธาพูดจบก็กดวางสาย เมื่อเขาหันกลับจะเข้าห้อง ก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่ข้างหลังเขา
เป็นพี่ชายเจ้าของห้องนั่นเอง
“คุยกับน้องชายเหรอ” ปฐวีถามอย่างไม่เขินอายเลยสักนิด ที่มายืนฟังคนอื่นเขาคุยโทรศัพท์
“พี่ชายครับ” พสุธาแม้ว่าจะไม่ชอบใจ แต่เรื่องที่เขาคุยกับพี่ชาย ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะให้คนอื่นฟังไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ว่าอะไร และตอบคำถามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี
“พี่ชาย? ฟังจากที่นายพูดกับฝั่งนั้น เหมือนนายจะพูดกับน้องชายอายุห้า หกขวบเสียมากกว่า” ปฐวีแปลกใจจริง ๆ เขาคิดว่าพสุธาคุยกับเด็กน้อยอายุห้า หก ขวบเสียอีก
ที่ปฐวีคิดแบบนั้น เพราะเขาได้ยินแค่ประโยคสุดท้าย ที่พสุธาบอกให้พี่ชายเป็นเด็กดี รออยู่ที่บ้าน
พสุธาได้ยินที่ปฐวีพูด เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าอีกฝ่ายมาทันได้ยินแค่ประโยคสุดท้ายของเขา เพราะถ้ามาทันฟังที่เขาพูดไปก่อนหน้า จะต้องไม่คิดว่าคนที่อยู่ปลายสาย เป็นเด็กห้า หกขวบอย่างแน่นอน
“คุณเสี่ยมีอะไรให้ผมทำหรือเปล่าครับ” พสุธาไม่คุยเรื่องพี่ชายของเขาอีก เลี่ยงไปถามเจ้าตัวแทน
“อ้อ จะบอกว่าเครื่องล้างจานมันทำงานเสร็จแล้วนะ มันส่งเสียงร้องอยู่ แต่ว่าฉันไม่รู้ว่าจะใช้งานมันยังไง” ปฐวีผู้เป็นคุณชายที่ไม่เคยทำงานบ้าน ดังนั้นแล้วจึงใช้เครื่องล้างจานอัตโนมัติไม่เป็น
“อ้อ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ครับ” พสุธาพูดแล้วกลับไปที่ห้องครัว จัดการเอาพวกจานชามออกจากเครื่องล้างจาน ไปเข้าตู้อบเชื้อ จากนั้นก็เก็บเข้าชั้นวางจานอย่างดี
จัดการกับพวกจานชามเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็ไม่มีงานอะไรให้ทำอีก เพราะว่าแม้คอนโดมิเนียมของปฐพีจะกว้างขวาง แต่งานที่ต้องทำทุกวันก็มีไม่มาก
“คุณป๋ามีงานอะไรให้ผมทำอีกไหมครับ” รับเงินเขามาแล้ว ก็เกรงใจที่จะนั่งว่าง ๆ เขาดูเวลาแล้ว ยังเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงบ่ายสาม ซึ่งเป็นเวลาที่ปฐพีให้เขาเลิกงานในวันนี้
“ไม่มี นายกลับไปเลยก็ได้” ปฐพีส่ายหน้าตอบ
“ไม่หักค่าแรงใช่ไหมครับ” พสุธาถาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ
“ไม่หัก” ปฐพีที่นิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง ก็พูดตอบออกมา
“โอ้ โล่งอกไปทีครับ งั้นผมกลับแล้วนะครับ” เมื่อได้ยินว่าไม่ถูกหักเงินค่าจ้าง พสุธาก็แสดงความโล่งใจออกมาทันที ก่อนจะพูดลาเจ้าของห้องเสียงสดใส แล้วกลับออกไปในทันที
แต่เพิ่งออกจากห้องของปฐพีได้ไม่ทันไร พสุธาก็นึกขึ้นมาได้
‘ระบบ วันนี้ฉันได้เลิกงานก่อนเวลา จะต้องทำงานชดเชยหรือเปล่า’ พสุธาถามอย่างระแวง เพราะว่างานที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เขาต้องทำให้ครบกำหนดที่ระบบกำหนดไว้ ซึ่งเหลืออีกหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดวัน ไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ให้ผ่านภารกิจ แล้วเขาต้องทำงานชดเชย
เขากลัวว่าระบบจะนับว่าวันนี้เขาทำงานแค่ครึ่งวัน แล้วให้เขาทำงานชดเชยครึ่งวันที่เหลือ
ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะยุ่งยากมาก เพราะว่าปฐพีจ้างเขาเป็นพ่อบ้านแค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพ่อบ้านตัวจริงกลับมา เขาก็ถูกเลิกจ้างแล้ว ถ้าเขาต้องทำงานชดเชย เขาจะใช้ข้ออ้างอะไรได้ล่ะ
‘ไม่ต้อง เพราะว่าเจ้านายเป็นผู้ออกคำสั่งให้เลิกงานเร็ว ไม่ใช่โฮสต์ลางานด้วยตัวเอง’ ระบบตอบมา
พสุธาโล่งใจอีกครั้ง คราวนี้เขากลับบ้านได้อย่างสบายใจ
ไปซื้อของกลับไปทำอาหารเลี้ยงฉลองที่หินซื่อบื้อเปลี่ยนงานใหม่ดีกว่า
ขณะที่พสุธาสบายใจ แต่ก็มีคนไม่สบายใจอยู่ นั่นก็คือพิชัย ตอนนี้สีหน้าของเจ้าตัวเคร่งเครียดมาก เบื้องหน้าเขาก็เป็นสมุดบัญชีกองใหญ่ และพนักงานบัญชีอีกหลายสิบคน
สาเหตุที่เกิดความเคร่งเครียดนี้ ต้องบอกว่าเกี่ยวกับพสุธา และศิลา
เพราะว่าการสัมภาษณ์งานของศิลา ได้รับคำสั่งว่าให้ตามธรรมเนียมการรับสมัคร และสัมภาษณ์บุคลากรอย่างปกติ ดังนั้นแล้วตอนที่ศิลามาสัมภาษณ์งาน ก็ได้รับการทดสอบด้วย
วิธีการทดสอบของบริษัทเท็นซี สำหรับแผนกบัญชี คือผู้เข้าสัมภาษณ์จะได้รับสมุดบัญชีหนึ่งเล่ม และตรวจสอบสมุดบัญชีเล่มนั้นว่ามีความผิดพลาดอะไรหรือเปล่า แน่นอนว่าสมุดบัญชีที่นำออกมาให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ตรวจสอบ ไม่ใช่สมุดบัญชีจริงของบริษัท แต่เป็นสมุดบัญชีที่จัดทำขึ้นมา มีทั้งสิ้นสิบหกเล่ม และจะสุ่มหยิบมาให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์
ปัญหามันอยู่ตรงที่ ผู้ช่วยของหัวหน้าฝ่ายบัญชีหยิบสมุดบัญชีมาผิดเล่ม แทนที่จะหยิบเล่มที่ถูกจัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ดันไปหยิบพลาดเป็นสมุดบัญชีจริง ถึงแม้จะรู้ว่าสมุดบัญชีถูกหยิบสลับไป หลังจากที่ผ่านไปได้สิบนาที และรีบนำสมุดบัญชีอีกเล่มไปเปลี่ยน แต่นั่นก็สายไปแล้ว เพราะว่าศิลาตรวจพบความผิดปกติของตัวเลขในบัญชีแล้ว
เมื่อศิลาระบุความผิดพลาดออกมา ตอนแรกพวกเขาไม่เชื่อ เพราะว่าสมุดบัญชีเล่มจริง ที่หยิบมาผิดนี้ ไม่เคยตรวจพบปัญหามาก่อน แล้วศิลาที่เพิ่งจะดูสมุดบัญชีได้แค่สิบนาที จะตรวจสอบเจอได้ยังไง
แต่เมื่อศิลาชี้จุดที่ผิดพลาด ให้พวกเขาได้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็หน้าถอดสี เพราะความผิดพลาดนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดจริง ๆ แต่เป็นการตกแต่งตัวเลขอย่างตั้งใจ
มีคนยักยอกทรัพย์ของบริษัท และที่สำคัญก็คือ ก็ทุจริตนี้ ไม่ได้ถูกเปิดโปงโดยคนของบริษัท แต่ถูกเปิดโปงโดยคนที่มาสัมภาษณ์งาน และใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น
สำหรับพนักงานที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ พวกเขามองศิลาเหมือนมองพวกเหนือมนุษย์ เพราะคนปกติ ไม่มีทางเจอความจุดผิดปกติได้เร็วขนาดนี้
แต่เมื่อพิชัยรู้เรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ
เขาคิดว่าพสุธาจงใจส่งศิลา พี่ชายของเจ้าตัวมาที่บริษัท ก็เพื่อมาเปิดโปงเรื่องนี้ เพราะพสุธารู้เรื่องที่บริษัทมีคนทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขาขายหน้ามาก
เขาบริหารบริษัทมาหลายปี ไม่พบเจอการทุจริต แต่พสุธาที่ไม่เคยเข้ามาบริษัทเลย กลับรู้เรื่องนี้ได้ นี่เป็นเพราะศิลามีสายข่าวที่น่ากลัวมาก บางทีเจ้าตัวอาจจะวางคนของตัวเองเอาไว้ในบริษัท โดยที่เขาไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย
ด้วยความคิดนี้ ทำให้พิชัยรู้สึกหวั่นเกรงในตัวพสุธามากยิ่งขึ้น
พสุธาไม่รู้เลยว่า พิชัยมีความเข้าใจผิดเช่นนี้ ถ้าเขารู้ เขาคงนับถือในความช่างจินตนาการของพิชัย