LNCrawler

91. ตอนที่ 89

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 89

เช้าวันจันทร์ที่ไม่สดใสสำหรับใครหลาย ๆ คน รวมถึงพสุธาเองก็ด้วยเช่นกัน

พสุธาตื่นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่สดชื่นเท่าไรนัก เขายังอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย ทว่าสุดท้ายก็จำยอมลุกจากที่นอน เพราะว่าวันนี้เขาต้องไปเรียน ขณะที่ศิลา และนะโมนั้นได้หยุดงาน

ศิลาหยุดเพราะบริษัทปิดทำการ ส่วนนะโมหยุด เพราะว่าเขาลา

แม้ว่าการไปเกาะส่วนตัว จะเป็นการไปเที่ยว แต่ก็ทำให้นะโมรู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย เขาจึงขอหยุดเพิ่มอีกหนึ่งวัน

แน่นอนว่าเจ้านายใหญ่อย่างพสุธา ไม่มีทางไม่อนุญาต

อนุมัติให้เพื่อนหยุดงานได้ แต่ตัวเองยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียน

แต่ก็ไม่ใช่พสุธาหรอกที่ต้องตื่นแต่เช้าไปเรียน สามหนุ่มที่เมื่อคืนก็นอนค้างคืนที่นี่ ก็ต้องตื่นแต่เช้าเช่นกัน

“ไอ้ดิน หน้าจะทิ่มชามอยู่แล้ว” เฮียโก้พูดกับพสุธา เมื่อพสุธานั่งสัปหงกอยู่ที่โต๊ะอาหาร

“หือ” พสุธาส่งเสียงในลำคอ แล้วลืมตาขึ้นอย่างงุนงง

เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอวูบหลับไป ทั้ง ๆ ที่กำลังกินมื้อเช้าอยู่

“เมื่อคืนมึงไม่ได้นอนเหรอ ทำไมถึงได้ดูง่วงขนาดนี้ ทำเอากูเกรงใจที่จะง่วงบ้างเลย” เฮียโก้ถามอย่างแปลกใจ

“นึกขึ้นได้ว่ามีการบ้านที่ยังไม่ได้ทำ ก็เลยทำทั้งคืนเลยน่ะเฮีย” พสุธาตอบ แล้วก็หาวปากกว้าง ทำเอาคนที่เหลือรู้สึกอยากหาว แล้วก็หาวตามบ้าง

“มึงมัวแต่รับจ๊อบจนกระทบเรื่องเรียนเหรอ เดี๋ยวก็โดนพ่อตีหรอกมึง” เฮียโก้หยอกล้อพสุธา

“กูว่าระดับเจ้าพ่อลูคัส ไม่ตีหรอกลูกอะ น่าจะตีอาจารย์ที่ไม่ให้ลูกชายเขาผ่านมากกว่า” พันไมล์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธาฟังแล้วเถียงไม่ออก รู้สึกว่าลูคัสสามารถทำอย่างนั้นได้จริง ๆ

นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิดเดียว

“แล้วทำเสร็จหรือยัง ของวิชาอะไร พี่ช่วยได้ไหม” ปฐพีถามพสุธา

“ช่วยทำของกูสิ ของกูก็ยังไม่เสร็จเหมือนกัน” พันไมล์พูดขึ้นมาก่อน

“ทำที่ตีนกูนี่สิ” ปฐพีตอบเพื่อนเสียงเย็น

พันไมล์ร้องอย่างผิดหวัง

“อะไรว้า ที่กับน้องดินมึงเสนอตัว ที่กับกูล่ะหยาบคายจัง”

“มึงยังไม่ชินอีกเหรอ ก็รู้ว่าไอ้ป๋ามันสองมาตรฐาน น้องดินก็มาตรฐานหนึ่ง คนอื่นก็อีกมาตรฐานหนึ่ง” เฮียโก้พูดขึ้นมา

พสุธามองปฐพี อยากรู้ว่าปฐพีจะแก้ตัวหรือเปล่า ซึ่งเขาก็ได้ยินปฐพีตอบว่า

“รู้แล้วก็ดี” นี่ก็คือการยอมรับอย่างตรง ๆ เลย

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้

เขาไม่ได้เผลอทำเสน่ห์ใส่ปฐพีใช่ไหม ทำไมอีกฝ่ายถึงดูหลงเขาขนาดนี้

“ไอ้ดิน เกาะส่วนตัวมึงน่ะ ไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวเหรอ” เฮียโก้มองอย่างเอือมระอาใส่เพื่อนสนิท แล้วหันมาพูดกับพสุธาแทน

พสุธาชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“ยังไม่มีความคิดนั้นน่ะเฮีย” เกาะส่วนตัวที่เขาได้รับรางวัลมาจากระบบ ก่อนหน้านี้ได้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว บนเกาะจึงมีทั้งรีสอร์ท ทั้งสิ่งสร้างความบันเทิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสปา ปีนผา โดดร่ม แข่งรถ แข่งเรือ เรียกได้ว่ามีแทบจะครบหมดทุกอย่าง สำหรับสิ่งที่สร้างความบันเทิงได้

แต่ก่อนที่พสุธาจะรับช่วงมา ก็ได้หยุดพักรับนักท่องเที่ยวแล้ว พสุธาเองก็ยังไม่มีแผนการที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว เพราะนั่นหมายความถึงงานที่เพิ่มมากขึ้น

ถ้าตอนนี้เขาเพิ่มงานให้คุณวินิจ เขากลัวจริง ๆ ว่าคุณวินิจจะล้มโต๊ะ ไม่ทำงานให้เขาแล้ว แล้วลาออกไปเลย

“น่าเสียดาย เกาะของมึงโคตรสวย ยิ่งมองจากบนเครื่องบินนะ เหมือนพระจันทร์เสี้ยวเลย” เฮียโก้พูดอย่างเสียดาย

“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่สมควรรับนักท่องเที่ยวเลยไม่ใช่เหรอเฮีย เกาะสวย ๆ แบบนั้น จะได้ไม่ถูกนักท่องเที่ยวทำลายยังไงล่ะ” พสุธาคิดอย่างจริงจังถึงเรื่องนี้

“ก็จริงของมึง” เฮียโก้คล้อยตาม

“เกาะสวยมาก ถ้าเปิดให้เช่าเป็นสถานที่จัดงานแต่ง ต้องดีมากแน่ ๆ” พันไมล์พูดขึ้นมาบ้าง

พสุธาชะงักไป ก่อนจะแกล้งถามยิ้ม ๆ

“น่าแปลกใจที่พี่พันไมล์คิดถึงเรื่องจัดงานแต่งขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่าไปที่นั่นแล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกอยากแต่งงานขึ้นมาใช่ไหมครับ”

“พูดอะไรน่ะ อย่างพี่ไม่รีบแต่งงานหรอก จะอยู่เป็นโสดให้สาว ๆ เสียดายเล่นไปอีกหลายปี” พันไมล์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธาก็ยิ้ม

“ดีเลยครับ พี่พันไมล์ต้องโสดไปอีกหลาย ๆ ปีเลยนะครับ อย่าเพิ่งคิดเรื่องมีแฟนเลย”

ปฐพีมองพันไมล์ที่รับปากพสุธาอย่างเริงร่า เขาก็อดเวทนาเพื่อนไม่ได้

หมอนี่รู้หรือเปล่า ว่ากำลังขุดหลุมฝังตัวเองอยู่น่ะ

“เฮียโก้ล่ะ เฮียก็จะอยู่เป็นโสดไปอีกนาน ๆ เลยด้วยไหม” พสุธาเปลี่ยนเป้าหมายไปหาเฮียโก้

“กูเหรอ เรื่องนี้ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกูคนเดียว บอกไม่ได้หรอก ว่าจะโสดไปอีกนานแค่ไหน” เฮียโก้ตอบพสุธา พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก

พสุธาหรี่ตาลง ก่อนจะฉีกยิ้ม แล้วพูดว่า

“พูดแบบนี้คือคิดจะมีแฟนแล้วสินะ เฮียก็รีบไม่เบานะเนี่ย ทำไมไม่เอาอย่างหินล่ะ รายนั้นบอกว่าจะมีแฟนตอนอายุสามสิบห้า”

ปฐพีเกือบจะสำลักน้ำ เมื่อได้ยินพสุธาพูดแบบนี้ แล้วยิ่งหันไปเห็นสีหน้าของเพื่อนสนิท เขาก็ยิ่งเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

“หินอยากมีแฟนตอนอายุสามสิบห้า หรือมึงยอมให้หินมีแฟนตอนอายุสามสิบห้ากันแน่” เฮียโก้พูดเสียงจนใจ

“ก็ไม่ต่างกันหรอกเฮีย เพราะสุดท้ายแล้ว หินก็จะมีแฟนตอนอายุสามสิบห้าอยู่ดี”

“แล้วมึงล่ะ บังคับให้พี่มึงมีแฟนตอนอายุสามสิบห้า ไม่ใช่ว่ามึงชิ่งมีแฟนก่อน แล้วปล่อยให้พี่มึงเหงานะ” เฮียโก้ถามเสียงขึ้นจมูก แต่ก็ถูกเพื่อนอย่างปฐพีมองด้วยสายตาเยียบเย็น

สายตาของปฐพีราวกับจะบอกกับเฮียโก้ว่า

‘ถ้าคำพูดมึง ทำให้ดินมีความคิดมีแฟนตอนอายุสามสิบห้า มึงตายแน่’

แต่เฮียโก้ไม่สนใจสายตาข่มขู่ของเพื่อนสนิท เขาส่งสายตาตอบโต้กลับไปว่า

‘ใครใช้ให้มึงขำกูล่ะ อย่าคิดว่ากูไม่เห็นนะ!’

ขณะที่สองเพื่อนซี้กำลังส่งสายตาโต้เถียงกันอยู่นั้น พสุธาก็ตอบขึ้นมาว่า

“มีแฟนตอนอายุสามสิบห้าก็ไม่เลวนะ วัยกำลังดี โตพอที่จะรู้วิธีรักใครสักคนแล้ว”

“อันนี้ตอบกู หรือกำลังบอกใคร” เฮียโก้เลิกคิ้ว น้ำเสียงหยอกล้อ แววตาเยาะเย้ยมองไปยังเพื่อนสนิท

“บอกตัวเอง” พสุธาตอบหน้าตาย ก่อนจะหันไปมองปฐพี

“คุณป๋าได้ยินแบบนี้แล้ว ยังอยากต่อแถวอยู่ไหม”

“ต่อสิครับ ระหว่างต่อแถว พี่ก็จะสอนวิธีรักใครสักคนให้กับดินด้วย เผื่อว่าจะย่นระยะเวลาได้บ้าง” ปฐพีตอบเสียงทุ้มนุ่ม ทว่า

“สรุปแล้วน้องดินเอาวิธีที่มึงสอนไปรักคนอื่น” พันไมล์แหย่เพื่อน ก่อนจะร้องเสียงหลง เมื่อโดนเพื่อนรักถีบจนตกเก้าอี้

พสุธาหัวเราะเบา ๆ

เขารู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขานี้ เป็นไปได้ด้วยดี ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ไม่ควรจะหาคนอื่นมาเพิ่มแล้วจริง ๆ

 

“พวกมึงไปก่อนเลย ขอรับโทรศัพท์ก่อน” พสุธาพูดกับเพื่อนทั้งสามคน เมื่อพวกเขากำลังจะไปที่โรงอาหาร แต่โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน

เป็นคุณวินิจนั่นเองที่โทรศัพท์มา

“ได้ แล้ววันนี้จะกินน้ำอะไร จะซื้อไว้รอ” น้ำทิพย์พูดตอบ พร้อมกับถามออกมา

“น้ำเปล่านั่นแหละ วันนี้เอาแบบเย็น ๆ นะ”

“รับทราบ” น้ำทิพย์แกล้งตอบเสียงขึงขัง ก่อนจะหัวเราะ แล้วเดินไปพร้อมกับสีเทียน และสีไม้

เมื่อเพื่อนทั้งสามเดินไปแล้ว พสุธาก็กดรับสายโทรศัพท์จากคุณวินิจ

“ฮัลโหล” พสุธากรอกเสียงของตัวเองลงไป

“ท่านประธานครับ มีคำสั่งออกมาแล้วครับ” คุณวินิจพูดเสียงยินดีปนสะใจ

พสุธาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้

“มีคำสั่งศาลออกมาแล้วหรือ” พสุธาถามเพื่อความแน่ใจ ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจผิด

“ใช่แล้วครับ มีคำสั่งศาลให้ยึดทรัพย์ของครอบครัวกิจอนันต์ ทั้งบริษัท บ้าน ที่ดิน เงินสดในบัญชีธนาคาร รวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ เหลือไว้เพียงแค่คอนโดมิเนียมขนาดเจ็ดสิบตารางเมตร ย่านชานเมืองเท่านั้น” คุณวินิจพูดตอบ

พสุธาได้ฟังแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองคงจะมีความสะใจไม่น้อย ทว่าพอได้ยินเข้าจริง ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนว่าได้ยินเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อครอบครัวกิจอนันต์ เหมือนมีแมลงวันคอยบินมาสร้างความรำคาญให้เขา และไม่มีคนปกติที่ไหน จะสะใจเวลาที่เห็นฝูงแมลงวันตายล่ะมั้ง

“อ้อ คุณก็จัดการไปตามสมควรนั่นแหละ” พสุธาตอบไปอย่างไม่ใส่ใจมากนัก ถึงอย่างไรเขาก็เคยสั่งงานคุณวินิจไปแล้ว เรื่องที่จะจัดการกับคฤหาสน์กิจอนันต์อย่างไร

“จริงสิ ทนายความเกษมทำงานได้ดี หักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นโบนัสให้ทนายความเกษมด้วยนะ” พสุธามอบรางวัลให้กับผู้ที่ทำประโยชน์เสมอ

“ได้ครับ” คุณวินิจก็ไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่พสุธาให้เขามา มีความหมายมากกว่านี้เสียอีก

“คุณยังมีเรื่องอะไรอีกไหม” พสุธาถามคุณวินิจ

“ท่านประธานชอบตีกอล์ฟหรือเปล่าครับ พอดีว่ามีสนามกอล์ฟเปิดใหม่ พวกเขามอบบัตรวีไอพีระดับไดมอนด์มาครับ ซึ่งบัตรระดับนี้ ในประเทศมีเพียงแค่ห้าใบเท่านั้น”

“กอล์ฟเหรอ ผมไม่ค่อยชอบเล่น คุณเก็บเอาไว้เถอะ ถ้ามีแบ่งเป็นระดับแบบนี้ แสดงว่ามีการจัดกลุ่มพวกมหาเศรษฐีแต่ละระดับสินะ ถ้าคุณถือบัตรใบนั้น ก็จะสร้องคอนเน็คชันได้ เอาไว้กับผมก็ไร้ประโยชน์” พสุธายังไม่มีความคิดที่จะสร้างคอนเน็คชันในแวดวงธุรกิจตอนนี้ เขายังคงมุ่งเป้าไปที่การทำภารกิจจากระบบมากกว่า

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเก็บรักษาบัตรเอาไว้ก่อน เมื่อท่านประธานต้องการ ผมจะคืนให้นะครับ” คุณวินิจรู้ว่าบัตรวีไอพีระดับไดมอนด์ที่อยู่ในมือเขา มีความสำคัญแค่ไหน

นักธุรกิจที่จะเข้าไปอยู่ในโซนวีไอพีระดับไดมอนด์ได้ จะต้องมีทรัพย์สินมากกว่าห้าแสนล้านขึ้นไป ซึ่งในประเทศมีเพียงห้าคนเท่านั้น

หากเขามีจังหวะดี ๆ เข้าไปตีกอล์ฟ ก็จะได้เจอกับเจ้าของบัตรสมาชิกอีกสี่ท่าน

โอกาสแบบนี้ ถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธา อย่าว่าแต่พื้นที่ระดับไดมอน์เลย แม้แต่ระดับโกลด์ เกรงว่าเขาก็คงจะเฉียดเข้าไปไม่ได้ เพราะจะเข้าพื้นที่วีไอพีระดับโกลด์ได้ ต้องมีสินทรัพย์มากกว่าห้าร้อยล้านบาทขึ้นไป

“ได้” ฝั่งพสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะว่าเขาขี้เกียจจะพูดมากก็เท่านั้น

“นอกจากนี้ วันที่นี่สิบมีงานเลี้ยงการกุศล ที่จัดขึ้นเพื่อเด็กยากไร้ ในงานจะมีของถูกนำมาประมูล มีทั้งจากมหาเศรษฐีที่ส่งของต่าง ๆ มาประมูล รวมถึงพวกดารา โดยที่เงินที่ได้จากการประมูล จะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อเด็กยากไร้ โดยไม่ผ่านการหักค่าใช้จ่าย ท่านประธานต้องการจะเข้าร่วมหรือเปล่าครับ” คุณวินิจบอกเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้พสุธาเคยให้เขาหาข้อมูของมูลนิธิเด็กยากไร้ คุณวินิจจึงคิดว่าพสุธาน่าจะสนใจงานนี้

ตอนแรกพสุธาตั้งใจจะปฏิเสธ เขาอยากบริจาคเงินอย่างเงียบ ๆ ไม่อยากไปแสดงตนสักเท่าไร แต่ก็มีเสียงของระบบดังขึ้นเสียก่อน

‘ตรวจพบภารกิจพิเศษ ทำความสะอาดกำไลหยก เมื่อภารกิจสำเร็จ จะได้รับ สองพันคะแนน และกล่องสุ่มระดับทองคำหนึ่งกล่อง’

“ในงานมีกำไลหยกถูกนำมาประมูลหรือเปล่า” พสุธาถามคุณวินิจ

คุณวินิจที่ได้ยินคำถามนี้อย่างกะทันหัน เขาก็ชะงักไป ก่อนจะพูดตอบอย่างระมัดระวัง

“ทางผู้จัดยังไม่ได้แจ้งข้อมูลส่วนนี้ ผมจะรีบหาข้อมูลมารายงานท่านประธานครับ”

“ไม่เป็นไร เอาเป็นว่างานประมูลครั้งนี้ ผมไปกับคุณก็แล้วกัน” พสุธาตัดสินใจ เมื่อระบบแจ้งเตือนภารกิจพิเศษมาในตอนนี้ พสุธาก็มั่นใจว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับงานประมูลการกุศลอย่างแน่นอน

“ดีครับ ท่านประธานเข้าร่วมงานเองแบบนี้ ผู้จัดงานต้องยินดีมากแน่ ๆ” คุณวินิจพูดอย่างกระตือรือร้น เขามีความสุขมากที่จะได้ออกงานพร้อมกับท่านประธานของตัวเอง

คอยดูสิ พวกคนในงานจะต้องอิจฉาเขาแน่ ๆ

พสุธาไม่รู้เลยว่าคุณวินิจมีความคิด เหมือนนางสนมที่ได้รับเลือกให้เดินเข้างานเลี้ยงพร้อมกับฮ่องเต้ เขาพูดกับคุณวินิจอีกสองสามประโยค แล้วก็วางสายลง

คุณวินิจเมื่อมีความสุขมาก เขาก็ทำงานที่ได้รับมาอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าเดิม พาทีมกฎหมายของทนายความเกษม ที่นำทีมโดยปลื้มปีติ ไปยึดทรัพย์ของครอบครัวกิจอนันต์

ตอนนี้คนในครอบครัวกิจอนันต์ ยังไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่โตนั้น กำลังจะจบลงแล้ว แต่ละคนยังใช้ชีวิตอย่างล่องลอย เด่นชัยดื่มเหล้า เด่นหล้า และเด่นคุณพาคนมามั่วสุม ดาวิกานั่งทำเล็บ ส่วนดุจฝันกำลังนั่งคุยโทรศัพท์กับชายวัยสี่สิบปี ที่มาติดพันตัวเอง

กิจกรรมของแต่ละคนดำเนินไปอย่างนั้น จนกระทั่งมีคนกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาในบ้าน

“พวกแกมาทำอะไรกันที่บ้านของฉัน!” ดาวิกาที่นั่งทำเล็บอยู่ที่ห้องโถงของบ้าน ก็พูดถามขึ้นมา เมื่อเห็นพวกคุณวินิจเดินเข้ามา

ก่อนหน้านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณวินิจ ดาวิกามีท่าทีประจบประแจง แต่ตอนนี้ เหมือนคนที่ไม่เอาอะไรแล้ว ยกเว้นความเย่อหยิ่งที่ยังรักษาเอาไว้ เชิดหน้าพูดด้วยน้ำเสียงกร้าว

“คุณพูดผิดแล้ว บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านของพวกคุณอีกต่อไป” คุณวินิจพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“หมายความว่ายังไง ถ้าไม่ใช่บ้านของฉัน จะบอกว่าเป็นบ้านของแกหรือไง” ดาวิกาพูดเสียงเยาะเย้ย แววตาก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยัน เธอดูถูกคุณวินิจ ดูถูกว่าคุณวินิจก็เป็นเพียงแค่ลูกจ้างคนหนึ่งเท่านั้น

“ก็ไม่ใช่บ้านของผมเช่นกัน” คุณวินิจพูด ก่อนจะหยิบคำสั่งศาลออกมา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม

“แต่ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกคุณ รวมถึงบ้านหลังนี้ กลายเป็นของเจ้านายผมแล้ว”

“อะไรนะ แกพูดว่าอะไรนะ” ไม่ใช่เสียงของดาวิกา แต่เป็นเสียงของเด่นชัย ที่มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

จากเดิมที่มีท่าทางเมามาย เมื่อได้ยินคำพูดของคุณวินิจ ก็เหมือนมีน้ำเย็นสาดลงมา ทำให้สร่างเมาในทันที

คุณวินิจไม่ได้พูดอะไร แต่ยื่นสำเนาคำสั่งศาลให้เด่นชัยได้ดู

“ไม่จริง ต้องไม่ใช่เรื่องจริง ฉันไม่เชื่อ ออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้” เด่นชัยคล้ายเสียสติไปแล้ว โวยวายไม่ยอมรับความจริง ยังลงมือฉีกสำเนาคำสั่งศาลที่ให้ยึดทรัพย์ด้วย

คุณวินิจหัวเราะ

“รู้แล้วว่าคุณต้องฉีกทิ้ง แต่ฉีกไปก็ไร้ประโยชน์ นั่นมันแค่สำเนา ผมถ่ายสำเนามาเยอะเลยทีเดียว คุณจะเอาไปฉีกเล่นก็ได้นะ” คุณวินิจพูด แล้วก็ยื่นมือไปทางผู้ช่วย จากนั้นสำเนาคำสั่งศาลอีกปึกใหญ่ก็ถูกส่งมา คุณวินิจโปรยไปตรงหน้าสองสามีภรรยา

ไม่สิ ไม่ใช่แค่สองผัวเมียแล้ว เพราะว่าทั้งลูกจริง ลูกปลอม ตอนนี้ก็ออกมากันครบแล้ว

สีหน้าแต่ละคนไม่มีใครยอมรับความจริงเลย

“ไม่จริง จะมีคำสั่งศาลออกมาได้ยังไง ทำไมพวกฉันไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย” เด่นชัยพูดถาม ตาแดงก่ำ

“คุณจะรู้ได้ยังไงล่ะ ในเมื่อคุณไม่ยอมไปที่ศาลตามหมายเรียก ถ้าคุณไปที่ศาล บางทีอาจจะได้ไกล่เกลี้ย ไม่โดนยึดทรัพย์เร็วขนาดนี้” คุณวินิจพูดเยาะเย้ย แต่นั่นทำให้ครอบครัวกิจอนันต์ใกล้จะอกแตกตายยิ่งกว่าเดิม

เด่นชัยนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีหมายเรียกไปขึ้นศาลจริง ๆ แต่ตัวเองไม่ยอมไป หลอกตัวเองว่าถ้าไม่ไปขึ้นศาล ก็ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ที่มีอยู่ ลืมไปว่าศาลมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์ได้ทันที

“คุณวินิจ พวกเราคุยกันหน่อยได้หรือเปล่า ขอเวลาให้พวกเรา ขอแค่หนึ่งปี ไม่สิ ขอแค่ครึ่งปี แค่ครึ่งปี ผมต้องหาเงินมาคืนเจ้านายคุณให้ได้” จากที่อาละวาด เด่นชัยก็เปลี่ยนท่าทีเป็นขอร้อง

“คงจะไม่ได้ ท่านประธานของผมมีคำสั่งมาแล้ว บ้านหลังนี้ของพวกคุณ ท่านประธานของผมก็มีแผนที่จะใช้งานแล้วด้วย” คุณวินิจพูดเสียงเนิบช้า ก่อนจะพูดต่อว่า

“ท่านประธานของผมบอกว่า บ้านของพวกคุณเหมาะสมมาก ที่จะเป็นบ้านสุนัข!”