LNCrawler

92. ตอนที่ 90

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 90

หลังจากถูกยึดทรัพย์สิน และถูกขับไล่ออกจากคฤหาสน์หลังงาม พวกเขาก็ยังทะเลาะและกล่าวโทษว่าใครกันที่เป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้

จากที่เคยโทษพสุธา ก็หันมากล่าวโทษกันและกัน ต่างก็ขุดการกระทำสิ้นคิดของอีกฝ่ายมาโจมตี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน เรื่องการใช้เงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก

เรื่องที่เด่นชัยมีเมียเก็บ และยังมีลูกนอกสมรสด้วยกันอีกหนึ่งคน ก็ถูกลูกชายคนโตของตัวเองเปิดโปงออกมาแล้ว

“พวกเราอย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย รีบหาที่พักกันก่อนดีกว่า” เด่นหล้าพูดขึ้นมา หลังจากที่ทะเลาะจนเหนื่อย และอับอายกับสายตาของผู้คนที่มองมาแล้ว

พวกเขาทั้งห้าคนส่งเสียงเอะอะด่าทอกัน ทั้ง ๆ ที่หอบของพะรุงพะรัง นี่ทำให้คนรอบข้างมองพวกเขาเหมือนมองคนบ้า บางคนถึงขั้นคิดจะแจ้งตำรวจ

ใช้ชีวิตเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวยมาตลอดยี่สิบกว่าปี เด่นหล้า รับไม่ได้เป็นอย่างมาก ที่จะต้องเผชิญกับสายตาเช่นนั้น เขาจึงข่มกลั้นความโกรธ ความเสียใจ แล้วพูดขึ้นมา

“แล้วจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ไอ้สารเลวนั่นมันยึดของของพวกเราไปหมดแล้ว” เด่นชัยพูดเสียงตวาด

“ไม่ใช่พ่อซื้อคอนโดให้เมียเก็บกับลูกนอกคอกของพ่อเอาไว้เหรอ พวกเราก็ไปอยู่ที่นั่นกัน” เด่นหล้าพูดออกมา และนั่นทำให้ดาวิกาตาแทบจะถลนออกจากเบ้า

“อะไรนะ! ไอ้สารเลว แกกล้านอกใจฉันได้ยังไง ยังมีมารหัวขนนั่นอีก ฉันจะตีแกให้ตาย!” ดาวิกาไม่เหลือคราบผู้ดีไฮโซ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ในมือคว้ากระเป๋า ไล่ตีเด่นชัย

เด่นชัยก็ไม่ยอมอยู่เฉยให้ตีอยู่แล้ว

“อีบ้า ไม่ดูสภาพตัวเองบ้าง ทั้งแก่ ทั้งเหี่ยว วัน ๆ รู้จักแต่ใช้เงิน สั่งสอนลูกก็ไม่ได้เรื่อง แต่ละคนไม่มีดีเลยสักคน ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ยังจะไม่ให้ฉันไปมีคนอื่นอีกหรือ!” เด่นชัยตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน

ดาวิกาโกรธมากยิ่งขึ้น ขณะที่บรรดาลูกทั้งสามคน ต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด เพราะคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็คือคำตำหนิตัวเองเช่นกัน

“พ่อจะมาโทษพวกเราได้ยังไง พ่อเองนั่นแหละที่บริหารบริษัทไม่ได้เรื่อง จนมันขาดทุนแบบนี้” เด่นคุณรีบพูดขึ้นมา

เขามั่นใจมากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ความผิดของเขา

เป็นความผิดของพ่อ และเด่นหล้า ที่บริหารบริษัทไม่ได้เรื่อง

“ไอ้เด็กเปรต แกกล้าด่าฉันเหรอ ไอ้ลูกอกตัญญู ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่น่าคว้าผู้หญิงโง่ ๆ อย่าแม่แกมาทำพันธุ์ ลูกออกมาถึงได้โง่ทุกตัวแบบนี้” เด่นชัยตวาดด่าอย่างหยาบคาย

“ไอ้แก่ กล้าด่าฉันว่าเป็นผู้หญิงโง่เหรอ ฉันก็ไม่น่าหลงผิด ไปแต่งงานกับแก ไอ้ผู้ชายไม่ได้เรื่อง ไอ้สารเลว ไอ้คนร่าน นอกใจเมีย!” ดาวิกาไม่ได้ปกป้องลูก แต่ปกป้องตัวเอง เธอด่าเสียงดังยิ่งกว่าเดิม ยิ่งด่า ก็ยิ่งหยาบคายขึ้นเรื่อย ๆ

เด่นชัยอับอายที่ถูกด่า ก่อนที่ความอับอายจะเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น จิกผมดาวิกา แล้วสะบัดมือใหญ่ของตัวเอง ตบเข้าที่หน้าดาวิกาอย่างจัง จนอีกฝ่ายล้มกระเด็นไปที่พื้น

ลูกทั้งสามคน ไม่ว่าจะลูกจริงลูกปลอม ยืมมองผู้เป็นพ่อแม่โต้เถียงกัน สายตาของพวกเขามีความเบื่อหน่าย แล้วก็มีความไม่อยากจะเชื่อด้วย

ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกตัวเอง จะตกต่ำจนถึงขั้นนี้ ครอบครัวที่เคยมีความสุข รักใคร่กันดี มาถึงจุดนี้ได้ยังไง

ดูเหมือนว่าเรื่องจะเริ่มตั้งแต่ที่พวกเขา ไปเจอพสุธา

ใช่ ต้องเป็นเพราะว่าพสุธาเป็นตัวซวยแน่ ๆ พวกเขาถึงได้เจอเรื่องแบบนี้

สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครสักคนที่คิดได้ว่าความผิดของตัวเองอยู่ที่ไหน แต่ยังโยนความผิดไปให้พสุธา

 

พสุธาก็ไม่สนใจว่าใครจะโยนความผิดให้ตัวเอง ตอนช่วงเย็น เขาได้รับสายจากคุณวินิจ รายงานเรื่องความคืบหน้าในการยึดทรัพย์สิน

“ท่านประธาน ไล่ครอบครัวกิจอนันต์ออกจากบ้านไปหมดแล้วครับ ทรัพย์สินทั้งหมดก็ยึดมาได้แล้ว แต่พวกเอกสารครอบครองกรรมสิทธิ์ ยังต้องให้ทนายความเกษมช่วยจัดการ แล้วก็ ทนายความเกษมบอกว่า ความจริงคอนโดมิเนียยมที่ชานเมือง ต่อให้นายเด่นชัยจะซื้อให้เมียน้อย และโอนเป็นชื่อของเมียน้อยแล้ว แต่ก็ยังสามารถเรียกคืนมาได้ ทำไมท่านประธานไม่ให้ยึดมาด้วยล่ะครับ” คุณวินิจ และทนายความเกษมต่างก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมพสุธาถึงปล่อยคอนโดมิเนียมย่านชานเมืองนั่นไป ถึงแม้ว่ามูลค่ามันจะไม่เท่าไร แต่ถ้ายึดมา นั่นก็เท่ากับตัดหนทางรอดของนายเด่นชัยจริง ๆ เพราะว่าการปล่อยไป ทำให้นายเด่นชัยสามารถไปยึดคอนโดมิเนียมคืนจากเมียน้อยได้

พวกเขาแอบคิดว่า พสุธามีเยื่อใยบางเบาให้กับครอบครัวอยู่บ้าง จึงเหลือที่นอนหลังสุดท้ายเอาไว้ให้คนเหล่านั้น

“ถ้ายึดมาหมด คนพวกนั้นก็จะมาหาเรื่องผมน่ะสิ ถึงแม้ว่าจะเซ็นหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว แต่คนพววกนั้นหน้าด้านขนาดนั้น ตอนนี้ไร้ที่ซุกหัวนอน จะไม่หยิบบุญคุณมาอ้าง แล้วเรียกร้องเงินจากผมได้ยังไง แทนนที่จะปล่อยให้มาสร้างความวุ่นวายกันผม ให้พวกเขาไปตบตีแย่งชิงบ้านกับเมียน้อยนายเด่นชัยดีกว่า” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า

และเป็นอีกครั้งที่คุณวินิจ นึกทึ่งกับความรอบคอบของพสุธา

“ท่านประธานฉลาดจริง ๆ ครับ ผมคิดไม่ถึงเลย” คุณวินิจพูดชื่นชม ก่อนจะถามต่อว่า

“แล้วถ้าคนพวกนั้นสู้กับเมียน้อยเรียบร้อยแล้ว แล้วยังมาสร้างความวุ่นวายกับท่านประธานล่ะครับ”

“ถ้าพวกนั้นมาหาผม ผมก็จะหางานให้พวกเขาทำ” พสุธาตอบอย่างใจดี แต่งานที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ให้ครอบครัวกิจอนันต์นั้น ก็คือพนักงานในเรือสำราญของลูคัส

บนเรือสำราญของลูคัส มีลูกค้าทุกรูปแบบ คนเย่อหยิ่งแบบพวกกิจอนันต์ต้องคอยไปรับใช้ลูกค้าเหล่านั้น จะต้องอกแตกตายแน่

อย่างไรก็ตาม ถ้าคนพวกนั้นไม่มายุ่งกับเขาอีก เขาก็จะไม่หางานให้อีกฝ่ายทำ

ฝั่งคุณวินิจ เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา แวบแรกเขาคิดว่าพสุธาใจดีเกินไป แต่เมื่อนึกถึงน้ำเสียงของพสุธา เขาก็เปลี่ยนเป็นไว้อาลัยให้กับครอบครัวกิจอนันต์ในใจ

 

เป็นอย่างที่พสุธาต้องการ การเหลือคอนโดมิเนียมย่านชานเมืองเอาไว้ให้กับครอบครัวกิจอนันต์ ทำให้คนของครอบครัวกิจอนันต์ ไม่มาวุ่นวายกับพสุธา เพราะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอาละวาด และทวงคอนโดมิเนียมคืนจากเมียเก็บของเด่นชัย

แน่นอนว่าคนที่จะเป็นเมียเก็บได้ ก็ไม่ใช่คนที่ว่านอนสอนง่าย หรือรับมือง่ายนักหรอก เมื่อรู้ว่าเด่นชัยล้มละลาย เธอก็เตรียมที่จะพาลูกหนีอยู่แล้ว ยังติดต่อนายหน้าเพื่อขายคอนโดมิเนียมเสียด้วยซ้ำ แล้วจะยอมคืนห้องให้กับเด่นชัยได้อย่างไร

เมียเก็บไม่ยอมคืน เมียหลวงพยายามทวงคืน ส่วนเด่นชัยก็ทวงคืนห้องอย่างหนักเหมือนกัน เจ้าตัวต้องการนำห้องไปขาย เพื่อนำเงินมาลุงทุนทำธุรกิจใหม่อีกครั้ง มั่นใจมากว่าตัวเองจะสามารถกลับมารุ่งโรจน์ได้เหมือนเดิม

ไม่ใช่แค่เด่นชัยเท่านั้นที่หวังเงินจากการขายห้อง เด่นหล้า เด่นคุณ หรือแม้กระทั่งดุจฝัน ก็อยากได้เงินจากการขายห้องด้วยเหมือนกัน

พวกเขาสอบถามแล้ว หากว่าจะขาย ห้องนี้ก็สามารถขายได้ราว ๆ สองล้านบาท

สองล้านบาท หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาจะไม่แยแสเลยสักนิด แต่ตอนนี้ เป็นจำนวนเงินที่พวกเขาต่างก็ต้องการแย่งชิงมันมา

และนั่นทำให้พวกเขาจะต้องทะเลาะกับเมียเก็บของเด่นชัยแล้ว ยังทะเลาะกันเองอีกด้วย

 

พสุธาไม่สนใจเรื่องของครอบครัวกิจอนันต์แล้ว นับตั้งแต่วันที่ให้คุณวินิจไปดำเนินการยึดทรัพย์ เขาก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก วัน ๆ หนึ่ง ยุ่งอยู่กับการเรียน และการหาคะแนนภารกิจ

หลังเลิกเรียน พสุธาจะไปทำความสะอาดบ้านลูกค้าจากแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีนทุกวัน ยกเว้นก็แต่วันนี้ วันที่เขาจะไปร่วมงานประมูลการกุศล ซึ่งถือเป็นการออกงานสังคมครั้งแรกของเขา

พสุธาสวมชุดสูทที่คุณวินิจจัดเตรียมมาให้ มันเป็นชุดสูทที่สั่งตัดมาอย่างดี มีความประณีต และให้ความสง่างามมาก เมื่ออยู่บนเรือนร่างที่สมส่วนของพสุธา บนข้อมือของเสื้อ ก็ถูกกลัดด้วยคัฟลิงค์รูปร่างสี่เหลี่ยม ที่ฝังด้วยทับทิมเม็ดโต มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าราคาสูงเสียดฟ้า ที่ปกเสื้อยังติดเข็มกลัดทับทิม เข้าคู่กับคัฟลิงค์เป็นอย่างดี

เครื่องประดับพวกนี้ พสุธาไม่ได้ซื้อเอง แต่ถูกปฐพีส่งมาให้ เมื่อเจ้าตัวรู้ว่าพสุธาจะไปร่วมงานประมูลในคืนนี้

แน่นอนว่านอกจากจะส่งเครื่องประดับเหล่านี้มาให้พสุธาแล้ว ปฐพีก็ยังจะส่งตัวเองไปร่วมงานด้วย เรื่องนี้ทำให้ครอบครัวของเขาแปลกใจมากทีเดียว ที่เขาเสนอไปร่วมงานด้วยตัวเอง ไม่ต้องบีบบังคับเหมือนทุกครั้ง ทว่าเมื่อรู้ว่าปฐพีไปเพราะพสุธาจะไปร่วมงานด้วย พวกเขาก็หายแปลกใจในทันที

พสุธาไม่รู้เรื่องนี้ หลังจากที่เขาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ก็เตรียมจะไปร่วมงานเลี้ยงด้วยตัวเอง ทว่าเมื่อพสุธาออกจากประตูบ้านมา ก็เจอขบวนโรลส์รอยซ์ แฟนทอม จอดรออยู่แล้ว รถคันกลางขบวน ก็มีแฟรงค์ยืนรออยู่ ส่วนสองคันหัวท้าย ก็มีบอดี้การ์ดยืนเรียงรายอยู่

“พวกนายมาได้ยังไง” พสุธาถามออกไป น้ำเสียงมีความจนใจ และเหนื่อยใจ

เหนื่อยใจกับความเล่นใหญ่ของคนเหล่านี้

เขาแค่จะไปทำภารกิจของระบบ ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้ไหม เขาขับรถไปเองก็พอแล้ว

“นายน้อยไปร่วมงานเลี้ยงทั้งที พวกเราจะไม่ตามไปได้อย่างไรล่ะครับ” แฟรงค์พูดตอบ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว ที่พวกเขามายืนอยู่ตรงนี้

“ฉันขับรถไปเองได้ ไม่ต้องทำให้เอิกเกริกขนาดนี้ ฉันแค่ไปร่วมงานการกุศล ไม่ได้ไปเดินพรมแดง” พสุธาปฏิเสธที่จะเดินทางไปกับพวกแฟรงค์

“นายน้อยขับรถไปเองก็ได้ แล้วพวกเราจะขับตามอารักขา” แฟรงค์พูดอย่างสบาย ๆ แต่เส้นเลือดที่ขมับของพสุธาเต้นตุบ ๆ และสุดท้ายพสุธาก็ต้องยอมแพ้ให้กับความดื้อด้านของแฟรงค์ นั่งโรลส์รอยซ์ แฟนทอม ไปร่วมงาน

ก่อนจะขึ้นรถ พสุธายังไม่ลืมกำชับบุญมี ให้อยู่ดูแลบ้าน ห้ามไม่ให้ผีตนไหนเข้ามาในบ้าน แล้วถ้ามีโจร หรือคนร้ายเข้ามาในบ้าน ให้หลอกให้ตกใจตายไปเลย

ตอนแรกพสุธาตั้งใจจะชวนศิลา และนะโมไปงานนี้ด้วย เพื่อให้ทั้งสองคนได้เปิดหูเปิดตา แต่เมื่อคิดว่าการออกงานครั้งนี้ของเขา จะเป็นที่จับตามองมาก พสุธาก็ไม่อยากให้ศิลา และนะโม ตกเป็นเป้าสายตาด้วย

เดาได้ไม่ยากเลยว่า หากวันนี้ศิลา และนะโมตามเขาไปด้วย วันต่อไป เจ้าตัวจะต้องเจอคนมากมายแค่ไหนเข้ามาตีสนิท เพื่อหาผลประโยชน์

ส่วนศิลา และนะโมเอง เมื่อเห็นว่าพสุธาจะไปร่วมงานประมูลการกุศล พวกเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากไปด้วยเลยสักนิด ถึงขนาดที่นะโมออกตัวพูดก่อนเลยว่า ตัวเองจะไม่ไปงานแบบนี้เด็ดขาด ไม่ใช่เพราะว่าใจจืดใจดำ ไม่อยากทำการกุศล แต่เป็นเพราะวางตัวไม่ถูก กลัวไปทำอะไรให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกในงาน

ตอนที่ได้ยินนะโมพูดแบบนั้น พสุธาก็เถียงกลับไปทันทีว่า ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะนะโมหรอก แม้ว่านะโมจะลงไปนอนกลิ้งกับพื้นก็ตาม

เพราะตราบใดที่มีเงิน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ถูกเสมอ

อะไรนะ แล้วถ้าผิดล่ะ นั่นแปลว่ายังมีเงินไม่มากพอน่ะสิ

 

งานประมูลการกุศลจัดขึ้นที่สโมสรการค้าสยามประเทศ ซึ่งเป็นสถานที่โอ่อ่า และหรูหราเป็นอย่างยิ่ง ที่บริเวณทางเข้า มีการปูพรมแดง และมีสื่อมวลชนตั้งกล้องรออยู่ ทำให้บรรยากาศไม่ต่างอะไรกับการเดินพรมแดงของเหล่าดารา

ทว่าคนที่เดินพรมแดงในงานนี้ มีทั้งนักธรุกิจ และมีทั้งดาราคนดัง บางคนได้รับเชิญจากเจ้าภาพ และบางคนที่ขวนขวายมาที่งานนี้เอง

ทำไมถึงได้มีคนพยายามมาเข้าร่วมงานการกุศล เป็นเพราะว่าเขามีจิตใจที่เมตตามากหรือ เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น คนส่วนใหญ่พยายามหาทางมาเข้าร่วมงานนี้ ก็เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์ จากการที่นักธุรกิจมากมายมารวมตัวกัน บางคนมาเพื่อหวังจะยกระดับฐานะของตัวเอง และบางคนมาเพื่อหาเงินลงทุนทางธุรกิจ

แต่ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลอะไร เมื่อพวกเขามาแล้ว ก็จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน

สื่อมวลชนที่มาทำข่าวในวันนี้ ก็มีทั้งสื่อจากสายธุรกิจ และสื่อบันเทิง เมื่อไรก็ตามที่มีรถมาจอดตรงพรมแดง สื่อก็จะหันกล้องไปหา แล้วเตรียมกดชัตเตอร์

หากเป็นคนดังที่มีชื่อเสียง พวกเขาก็จะกดชัตเตอร์บ่อยหน่อย แต่หากเป็นคนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก เสียงชัตเตอร์ก็จะดังแค่ไม่กี่ครั้ง

ส่วนบรรดาผู้ที่มาร่วมงาน เมื่อลงจากรถแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เข้าไปในงาน พวกเขายืนกันอยู่แถว ๆ ทางเข้าห้องโถงหลัก เพื่อพูดคุย และให้สื่อจับภาพตัวเอง

คุณวินิจก็ยืนอยู่แถว ๆ ทางเข้าห้องโถงหลักของงานด้วยเช่นกัน แต่จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่เพื่อให้สื่อจับภาพตนเอง แต่เขากำลังรอท่านประธานของตัวเองอยู่

“นั่นคุณวินิจ ผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธาใช่ไหม”

“ใช่ เขานั่นแหละ”

“แปลกจริง ทำไมวันนี้เขามาถึงงานเร็ว หลัง ๆ มานี้ เขามักจะมาถึงงานใกล้ ๆ เวลาเริ่มงานตลอดเลยนี่”

“นั่นน่ะสิ แต่ดูท่าทางแล้ว เขาเหมือนรอใครอยู่”

“หืม ใครที่จะหน้าใหญ่ถึงขนาดให้คุณวินิจมารอได้ ถึงคุณวินิจจะเป็นผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธา แต่เจ้าของธุรกิจหมื่นล้าน เจอคุณวินิจ ยังต้องให้เกียรติอยู่หลายส่วนเลยนะ”

“นั่นน่ะสิ นอกจากคุณพสุธาแล้ว ยังมีใครที่ทำให้คุณวินิจต้องมารอได้”

“เอ๊ะ หรือว่าคุณพสุธาจะมา”

“ไม่มีทาง คุณพสุธาเก็บตัวมาก เขาไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ไหนเลย ไม่เคยแม้กระทั่งจะเปิดเผยตัวต่อหน้าสื่อด้วยซ้ำ”

“ก็จริง อีกอย่างถ้าคุณพสุธามาร่วมงาน จะไม่มีข่าวหลุดออกมาได้ยังไง ถ้าผมเป็นเจ้าภาพ แล้วคุณพสุธามาร่วมงาน ผมจะประกาศไปสามวัน สิบวัน”

เหล่าผู้ที่มาร่วมงานกัน ต่างก็ซุบซิบสงสัยกัน ว่าทำไมคุณวินิจถึงได้มาร่วมงานเร็วผิดปกติ และยังเหมือนกำลังยืนรอใครอยู่ด้วย

คุณวินิจก็ได้ยินเสียงซุบซิบนี้ แต่เขาไม่คิดจะหันกลับไปตอบ เขากำลังรอเจ้านายของตัวเอง ไม่มีเวลาว่างไปสนใจคนอื่นจริง ๆ

อีกอย่างถ้าเขาพูดตอบออกไป คนพวกนี้ได้แห่กันมารุมล้อมแน่ ถึงตอนนั้นท่านประธานจะมองเห็นเขาเหรอ!

ขณะที่คุณวินิจกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีรถโรลส์รอยซื แฟนทอม สามคันเข้ามาจอด

แม้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐี และมหาเศรษฐี แต่ขบวนโรลส์รอยซ์ แฟนทอม ก็ยังคงดึงดูดสายตาพวกเขาอยู่ดี ต่างก็พากันจ้องมองว่าใครกันที่จะลงมาจากรถ เพราะคันหนึ่งก็ราคาเกือบหกสิบล้านบาทแล้ว และนี่ยังมาเป็นขบวนสามคัน พวกเขารู้ว่าคันกลางจึงจะเป็นเจ้านายที่แท้จริงของขบวนรถนี้ ส่วนหัวท้ายสองคัน เป็นผู้ติดตาม

มหาเศรษฐีคนไหนที่เอาแต่ใจ ถึงขนาดให้ผู้ติดตามนั่งโรลส์รอยซ์ แฟนทอม

บรรดานักธุรกิจต่างก็ค่อนขอดอยู่ในใจ

บรรดาสื่อมวลชนก็เก็บภาพกันตั้งแต่ประตูรถยังไม่เปิดด้วยซ้ำ

คุณวินิจมองขบวนรถ พยายามเพ่งสายตามองผ่านกระจกเข้าไป แต่ว่ากระจก็ทึบจนเขามองไม่ออกว่าคนข้างในเป็นใคร

แต่ก็ไม่ต้องรอให้คุณวินิจสงสัยนาน เมื่อแฟรงค์เดินลงมาจากรถ มาเปิดประตูให้ผู้เป็นนายน้อย

นั่นมันแฟรงค์นี่! ถ้าอย่างนั้นคนที่อยู่ในรถ ก็คือท่านประธานของเขา!

คุณวินิจจำแฟรงค์ได้ เพราะเคยเจอที่งานวันเกิดของศิลา

แน่นอนว่าเขาจำได้ขึ้นใจ ทั้ง ๆ ที่เห็นหน้าเพียงไม่กี่นาที เพราะตอนนั้นแฟรงค์นำรถหรูเกือบหกสิบคันไปมอบให้พสุธาอย่างไรล่ะ

คุณวินิจขยับตัวอย่างกระตือรือร้น รีบเดินไปต้อนรับเจ้านายของตัวเองทันที

คนอื่น ๆ ที่จับตามองอยู่ เมื่อเห็นคุณวินิจเดินไปต้อนรับที่ด้านหน้า พวกเขาก็สบตากัน ในใจก็นึกรู้แล้วว่าคนที่อยู่บนรถ ต้องเป็นคนที่คุณวินิจยืนคอยอยู่แน่

เป็นใครกัน

พวกเขาสงสัย และไม่กี่วินาทีต่อมา ก็เห็นรองเท้าสีดำวาววับยื่นออกมาจากรถ ก่อนจะตามมาด้วยร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำ ที่ขับเน้นให้เจ้าตัวดูสง่างามเป็นอย่างมาก แม้แต่แก้มกลม ๆ สองข้างที่ทำให้เจ้าตัวดูเยาว์วัย ก็ยังไม่สามารถลดทอนความสง่างามลงได้

“เด็กมาก ใครกัน”

“นี่ทายาทตระกูลไหน ไม่คุ้นเลยสักนิด”

บรรดาสื่อมวลชนต่างก็ส่งเสียงถามกันอย่างอื้ออึง พวกเขาตกใจในความเยาว์วัยของพสุธา ขณะเดียวกันก็ตกใจในความสง่างาม และมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา

ขณะที่สื่อมวลชนเดาไม่ออก แต่นักธุรกิจหลายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น พวกเขาเดาออกแล้ว

“เด็กหนุ่ม อายุน้อย รวยมหาศาล คุณวินิจมารอด้วยตัวเอง นี่มันก็ชัดแล้วไม่ใช่เหรอ”

“พระเจ้า นี่มันข่าวใหญ่เลยนะ คุณพสุธาปรากฎตัวในงานสังคมครั้งแรก”

“ไม่ได้แล้ว ต้องรีบไปทักทาย”

สิ้นเสียงนี้ นักธุรกิจที่คาดเดาตัวตนของพสุธาได้ ต่างก็ก้าวเท้ายาว ๆ ไปหาพสุธา บางคนแทบจะวิ่งเสียด้วยซ้ำ

พสุธาที่ลงจากรถมาได้ ก็แทบจะผงะไป เมื่อเห็นกลุ่มคนวิ่งเข้ามาหาตัวเอง แล้วเขาก็นึกขอบคุณที่ยอมให้พวกแฟรงค์มาด้วย เพราะพวกแฟรงค์สามารถกันคนเหล่านั้น ไม่ให้ประชิดตัวเขาได้

ออร่าที่อันตรายของลูกน้องมาเฟีย ทำให้นักธุรกิจทั้งหลายสงบเสงี่ยมลง พวกเขาถอยไปคนละสองก้าว อ้าปากเตรียมจะทักทายพสุธา แต่คุณวินิจก็รวดเร็วกว่า ผายมือนำทางพสุธาเข้าไปในงาน

พสุธาก็เดินเข้าไปในงานโดยที่ไม่ได้พูดอะไร และไม่สนใจกลุ่มคนที่เดินตามเขามาเป็นขบวนนั่นด้วย

“ท่านประธาน พวกเขาน่าจะเดาตัวตนของท่านประธานออกแล้ว” คุณวินิจกระซิบกับพสุธา

“มีอะไรน่าแปลกใจกัน คุณเล่นไปยืนรอผมอยู่ตรงนั้น” พสุธาพูดแล้วชำเลืองสายตามองคุณวินิจ

คุณวินิจชะงักไป ก่อนจะไอแห้ง ๆ

“ผมกลัวว่าจะมีคนไม่ดูตาม้าตาเรือ ขวางทางท่านประธานน่ะสิครับ” คุณวินิจพูแก้ตัว

“อย่าดูซีรีส์คุณธรรมมากนัก ใครจะมาขวางทางผม” พสุธาพูดขำ ๆ

แต่แล้วพสุธาก็ได้รู้ว่า ซีรีส์ก็อ้างอิงมาจากชีวิตจริงนั่นแหละ

พสุธานั่งอยู่ที่เก้าอี้แถวหน้าสุด และกลางสุด ที่เจ้าภาพจัดไว้ให้ เป็นตำแหน่งของแขกที่มีเกียรติที่สุดในงาน ด้วยคุณวินิจได้แอบกระซิบกับเจ้าภาพไปแล้ว ว่าครั้งนี้ท่านประธานของเขาจะมาด้วยตัวเอง เจ้าภาพจึงได้เตรียมที่นั่งที่ดีที่สุดไว้ให้ทั้งพสุธา และคุณวินิจ

หลังจากที่นั่งลง โทรศัพท์ของคุณวินิจก็มีสายเข้า เป็นสายเกี่ยวกับธุรกิจที่สำคัญ คุณวินิจจึงต้องปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์ ทำให้พสุธานั่งอยู่ที่เก้าอี้คนเดียว โดยมีสายตาของกลุ่มคนที่ตามเขามาตั้งแต่หน้างาน คอยจับจ้อง หาโอกาสที่จะเข้ามาตีสนิทกับเขา ทว่ายังไม่ทันที่คนเหล่านี้จะมีโอกาส ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าพสุธา

“นายเป็นใคร ทำไมถึงกล้ามานั่งตรงนี้ ไม่รู้ความสำคัญของที่นั่งตรงนี้หรือไง” เสียงของชายหนุ่มแฝงความดูถูกเอาไว้

พสุธาที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ ก็เงยหน้ามองคนพูด เขาเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะอายุราว ๆ เดียวกับเขา หรืออาจจะมากกว่าแค่ปีหรือสองปี แต่งการด้วยเสื้อผ้าแบรนด์หรู และเครื่องประดับที่เจิดจ้าแสบตา อวดถึงความรวยอย่างชัดเจน

“มีคนพาผมมานั่งที่นี่” พสุธาตอบกลับไปอย่างเฉยเมย หลังจากที่สำรวจอีกฝ่ายแค่แวบเดียวเท่านั้น

“พวกไม่มีสมองคนไหน มันกล้าพานายมานั่งตรงนี้” ชายหนุ่มถามต่อ น้ำเสียงเข้มขึ้น และดังขึ้น เรียกสายตาของคนอื่นให้หันมามอง

บรรดาเศรษฐีที่รู้ตัวตนของพสุธา ต่างก็มองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าพสุธาด้วยสายตาตื่นตะลึง ก่อนที่พวกเขาจะลอบยิ้มที่มุมปาก ดีใจในความโชคร้ายของคนอื่น

“นั่นมันลูกชายคนเล็กของคุณหญิงประภาศิริใช่ไหม” นักธุรกิจคนหนึ่งพูดขึ้น และคุณหญิงประภาศิริที่เขาพูดถึง ก็คือเจ้าภาพของงานนี้

เพื่อนร่วมวงก็พยักหน้า

“ใช่ เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก กร่างเชียวล่ะ วันก่อนก็ทำร้ายคนจนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว”

“ไม่ใช่ว่าเป็นนักเรียนนอกเหรอ ทำไมทำตัวอันธพาลแบบนั้นล่ะ” คนที่ไม่รู้ข่าววงใน ถามอย่างแปลกใจ

“นักเรียนนอกอะไรกัน ลูกชายฉันเรียนที่เดียวกับเด็กนั่น บอกว่าถูกไล่ออกตั้งแต่เทอมแรกที่ไปเรียนแล้ว แต่ปิดข่าว ไม่ยอมกลับมา เตร็ดเตร่คบหากับพวกอันธพาลที่นั่น จนไม่กี่วันก่อน ก็ถูกเรียกตัวกลับมาเนี่ยแหละ”

“แบบนี้คุณหญิงประภาศิริยังกล้าให้ออกงานอีกเหรอ ช่างใจกล้าจริง ๆ”

“ก็หวังว่าหลังจากนี้ ยังจะใจกล้าได้อยู่ อยากรู้จริง ๆ เลยว่า มีคนมาดูหมิ่นซึ่งหน้าแบบนี้ คุณพสุธาจะจัดการอย่างไร”

“คนที่มาอยู่ระดับนี้ได้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว จะปล่อยให้คนอื่นมาเหยียบหน้าได้ยังไง”

พสุธาไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนกำลังจับตามอง ว่าเขาจะตอบโต้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไร

เขาพูดถามเสียงเนิบช้า

“คุณเป็นเจ้าภาพ?”

“ใช่สิ งานนี้แม่ของฉันเป็นเจ้าภาพ ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหม ว่าเก้าอี้ที่นายนั่งอยู่ มันควรจะเป็นของใคร” ปพนเชิดหน้าถามอย่างเย่อหยิ่ง

พสุธาคลี่ยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“รู้สิ เก้าอี้นี้ก็ต้องเป็นของสโมสรการค้าอยู่แล้ว แม่ของคุณเช่าสถานที่จัดงานนี้นี่”