LNCrawler

93. ตอนที่ 91

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 91

“รู้สิ เก้าอี้นี้ก็ต้องเป็นของสโมสรการค้าอยู่แล้ว แม่ของคุณเช่าสถานที่จัดงานนี้นี่”

คำตอบของพสุธา ทำให้คนที่ลอบฟังอยู่ เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ชั่วแวบหนึ่งพวกเขารู้สึกว่าพสุธานั้นเป็นคนมีอารมณ์ขัน ทว่าต่อมา พวกเขาก็รู้สึกว่าพสุธา ไม่ใช่คนที่ใครจะไปตอแยด้วยง่าย ๆ อย่างแน่นอน

ขณะที่คนอื่นเข้าใจคำพูดของพสุธาได้อย่างรวดเร็ง แต่ชายหนุ่มที่เป็นลูกชายคนเล็กของเจ้าภาพ กลับต้องใช้เวลาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง จึงจะเข้าใจว่าตัวเองถูกพสุธา ‘หยอก’ เข้าให้แล้ว

ใบหน้ายโสโอหังของปพนเข้นขึ้นด้วยความโกรธ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่พสุธา และนี่ก็เป็นครั้งแรก ที่ปพนได้พิจารณาใบหน้าของพสุธาชัด ๆ จากนั้นดวงตาของเขาก็หรี่ลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียดหยาม

“ดูท่าแล้ว นายมาร่วมงานนี้ได้ ก็เพราะมีผู้อุปถัมภ์สินะ” ปพนเน้นเสียงที่คำว่า ‘อุปถัมภ์’

คำพูดของปพน เป็นการดูถูกเหยียดหยามมาก ความหมายใคร ๆ ก็ฟังออก ว่าปพนกำลังดูถูกว่าพสุธา ใช้ร่างกายเข้าแลก จึงได้เข้าร่วมงานนี้ หรืออาจจะเป็นเด็กของนักธุรกิจสักคนหนึ่ง ที่ถูกพามาด้วย

พสุธายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาเย็นชาขึ้นส่วนหนึ่ง

“คุณก็มายืนอยู่ตรงนี้ได้ เพราะคุณแม่ของคุณไม่ใช่เหรอ” พสุธาถามเสียงเรียบ เขาไม่สนใจจะ ‘หยอกล้อ’ กับอีกฝ่ายอีกต่อไป

อย่างที่คิด การเล่นกับคนโง่ ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยจริง ๆ

คำพูดเรียบเฉยของพสุธา ทำให้ปพนโกรธยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มเหยียดหยามหายไป ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงโอหัง

“ถึงฉันจะมายืนตรงนี้ได้ เพราะแม่ของฉัน แต่นั่นก็คือแม่แท้ ๆ ของฉัน ไม่ใช่พวกเสี่ยเลี้ยง” ปพนคิดว่าตัวเองมีเกียรติ และสูงส่งกว่าพสุธามาก เพราะถึงแม้ว่าตัวเองจะอาศัยบารมีของพ่อแม่ แต่นั่นก็คือพ่อแม่ของตัวเอง ในฐานะที่พสุธาอาศัยคนอื่น

“ดูเหมือนว่าคุณจะพอใจมาก กับการอาศัยบารมีของพ่อแม่ ถ้าอย่างนั้นก็เก็บความภูมิใจนี้ไว้ให้ดี ๆ นะ เพราะมันอาจจะเป็นความภูมิใจเดียวในชีวิตของคุณ” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า แล้วไม่สนใจปพนอีก เขาหยิบแผ่นพับที่วางอยู่ขึ้นมาดู

บนแผ่นพันนั้น มีรายละเอียดสินค้าที่จะถูกนำมาประมูลในวันนี้ พสุธากำลังมองหากำไลหยก ที่ระบบมอบหมายภารกิจให้เขา

ทว่าพสุธายังไม่ทันจะได้ดูแผ่นพับอย่างละเอียด มันก็ถูกกระชากออกไปโดยปพน

พสุธาเงยหน้าขึ้นมอง เขาขยับริมฝีปากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเขายังไม่ทันจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงของสตรีคนหนึ่งดังขึ้นมา

“คุณพสุธา” พสุธาหันไปมองคนที่เรียกชื่อเขา ก็เห็นว่าเป็นสตรีวัยกลางคน แต่ตัวด้วยชุดผ้าไหม บนคอมีสร้อยประดับมรกต ดูเป็นผู้ดีเก่า

พสุธายังไม่ทันจะได้คาดเดาว่าเธอคือใคร ก็มีคนเฉลยเสียก่อน

“แม่” ปพนเรียกมารดาของตัวเอง

ใช่แล้ว คนที่เอ่ยเรียกพสุธาเมื่อครู่นี้ ก็คือคุณหญิงประภาศิริ ผู้เป็นเจ้าภาพของงานครั้งนี้นั่นเอง

ปพนเรียกมารดาของตัวเองอย่างแปลกใจ เพราะเห็นมารดาของตัวเอง เหมือนจะทักทายพสุธา

“อ้าว ลูกก็อยู่ตรงนี้ด้วยหรือ หรือว่ามาทักทายคุณพสุธา” คุณหญิงประภาศิริถามลูกชายของตัวเอง เธอคิดว่าลูกชายของตัวเอง และพสุธารู้จักกันมาก่อน และนั่นทำให้เธอดีใจมาก ถึงขั้นยิ้มกว้างกว่าเดิม

บรรดานักธุรกิจที่ลอบมองอยู่ เมื่อเห็นรอยยิ้มของคุณประภาศิริ พวกเขาก็รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ต่างคนก็ยิ้มในสีหน้า รอดูเรื่องตลกของคนอื่น

ฝั่งปพน เมื่อได้ยินคำถามของมารดา เขาก็ไร้ซึ่งความฉุกคิดใด ๆ พูดตอบเสียงไม่พอใจว่า

“ใครอยากจะไปทักทายคนแบบนี้ แม่ แม่รีบเรียกคนมาลากมันออกไปเถอะ มันกล้ามานั่งที่ตรงนี้ ไม่ดูเลยว่าตัวเองคู่ควรหรือเปล่า” ปพนพูดเสียงเหยียดหยาม

คุณหญิงประภาศิรินิ่งอึ้งไป หัวใจเต้นผิดจังหวะ มีลางสังหรณ์ไม่ดี แต่ก็ยังพยายามจะปลอบใจตัวเอง

“ลูกพูดถึงใครอยู่” คุณหญิงประภาศิริ แทบจะสวดมนต์ภาวนา ขอให้คนที่ลูกรักของเธอพูดถึง ไม่ใช่คนที่เธอให้ความสำคัญที่สุดในค่ำคืนนี้

“ก็ไอ้เด็กนี่...” ปพนพูดยังไม่ทันจบ เขาก็ต้องหน้าหันด้วยแรงจากฝ่ามือของมารดา ที่กระทบใบหน้าของเขาเข้าอย่างจัง

“แกกำลังชี้ใคร กำลังด่าใครอยู่! หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ไม่รอให้ลูกชายของเธอพูดจบ เมื่อยืนยันแล้วว่าลูกชายของเธอกำลังดูถูกพสุธาอยู่ เธอก็ไม่รอช้า สะบัดมือออกไปทันที เพื่อให้ลูกชายของเธอหยุดพูด

เธอไม่ได้กำลังปกป้องพสุธา แต่กำลังปกป้องลูกชาย และตระกูลของพวกเขาอยู่ต่างหาก

ท่ามกลางสายตาของคนมากมาย และเธอก็เป็นคนมีหน้ามีตา ทั้งยังเป็นเจ้าภาพของงานนี้ ถ้าหากไม่มีเหตุผลจำเป็นจริง ๆ เธอจะไม่ตบหน้าลูกชายของตัวเองอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นไม่ใช่แค่การตบหน้าลูกชายตัวเอง แต่ยังเป็นการตบหน้าตัวเองด้วย

ทว่าเมื่อคิดว่าการยอมอับอาย ดีกว่าการต้องล้มละลาย คุณประภาศิริก็กังวลว่าเมื่อครู่นี้เธอจะออกแรงเบาไป ทำให้พสุธายังไม่หายขุ่นเคืองใจ

คุณหญิงประภาศิริกลัวอย่างสุดหัวใจ เธอรู้ว่าพสุธามีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งยังมีวิธีการที่ลึกลับ ในการเข้าครอบครองหุ้นบริษัท ขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก พสุธายังสามารถกว้านซื้อหุ้นจนเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองได้ แล้วกับบริษัทที่มีมูลค่าไม่กี่หมื่นล้านของพวกเขา พสุธาคงจะสามารถกลืนกินได้ภายในคำเดียวเท่านั้น

คุณหญิงประภาศิริกลัวจริง ๆ กลัวจะเป็นเหมือนครอบครัวกิจอนันต์

ใช่ เธอรู้เรื่องของครอบครัวกิจอนันต์ที่ล้มละลาย และยังรู้ถึงขั้นว่า พสุธาใช้บ้านของพ่อแม่ที่แท้จริง ปรับปรุงเป็นบ้านสุนัข

คนคนนี้โหดเหี้ยมอย่างเหลือเชื่อ เด็ดขาดและไร้ความปราณี ขนาดพ่อแม่แท้ ๆ ยังเล่นงานถึงขนาดนั้นได้ แล้วจะปล่อยคนอื่นที่สร้างความขุ่นเคืองใจให้ ไปได้อย่างไร

“คุณพสุธาคะ ลูกชายของดิฉันไม่รู้ดีรู้ชั่ว คุณชายคิดเสียว่าเขาเป็นแมลงหวี่แมลงวัน อย่าลดตัวมาถือโทษเลยนะคะ” คุณหญิงประภาศิริขอโทษแทนลูกชายเสียงสั่น

คำพูดของคุณหญิงประภาศิริ ทำให้ปพนอึ้งไม่แพ้ตอนที่โดนตบหน้าเลยสักนิด

เพื่อไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้านี่ แม่ของเขาถึงขั้นดูถูกเขาเลยเหรอ

ปพนคิดในใจอย่างไม่ยินยอม เตรียมตัวที่จะอาละวาด

“แม่..”

“หุบปาก ฉันบอกให้แกหุบปากไว้ไม่ใช่หรือไง ถ้าแกยังกล้าพูดอีกคำเดียว ฉันจะส่งแกไปแอฟริกา” คุณหญิงประภาศิริขู่ลูกชาย ก่อนจะยกมือเรียกคนมาลากลูกชายของเธอออกไป

พสุธามองคุณหญิงประภาศิริอย่างเย็นชา เขายังไม่ทันจะได้เอาคืนที่อีกฝ่ายดูถูกเขา คุณหญิงประภาศิริ ก็ให้คนมาลากคู่กรณีออกไปแล้ว เห็นชัด ๆ เลยว่าเธอทำไปเพราะปกป้องลูกชายของตัวเอง

แววตาเย็นชาของพสุธา ทำให้แวบหนึ่ง คุณหญิงประภาศิริรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าเสือตัวใหญ่ มันน่ากลัวจนเธอต้องก้าวถอยหลังหนีไปสองก้าว ก่อนจะพูดเสียงสั่น

“คุณพสุธา ขอโทษนะคะ เป็นความผิดดิฉันเอง ที่สั่งสอนลูกได้ไม่ดี” คุณหญิงประภาศิริลนลานขอโทษแทนลูกชายของเธอ

“คุณรู้ว่าสั่งสอนลูกชายได้ไม่ดี ก็ดีแล้วครับ ผมแนะนำว่าให้สอนเขาให้ดี ก่อนที่จะปล่อยเขาออกมาเจอสังคม เพราะไม่อย่างนั้น สังคมก็จะสอนเขาเอง และสังคมคงจะไม่ใจดีเหมือนแม่อย่างคุณ” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาจิบ

ตอนแรกพสุธาไม่คิดอยากจะวางอำนาจ หรืออวดอ้างฐานะใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เพราะถูกคนเข้ามาสร้างความวุ่นวาย พสุธาจึงตระหนักได้ว่า ถ้าเขาไม่อยากวุ่นวาย ก็ต้องทำตัวให้ไม่มีคนกล้ามาสร้างความวุ่นวายกับเขา

“เข้าใจแล้วค่ะ หลังจากนี้ดิฉันจะสั่งสอนเขาให้ดีอย่างแน่นอน” คุณหญิงประภาศิริรีบตอบสัญญาอย่างรวดเร็ว เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้ารับปากช้าไป พสุธาจะลงมือสั่งสอนลูกชายของเธอด้วยตัวเอง

พสุธาได้ยินอย่างนั้น ก็ไม่ได้เชื่อสักเท่าไร เพราะว่าถ้าเธอดูแลควบคุมลูกชายของตัวเองได้ วันนี้คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

ทว่าพสุธาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ถือว่าเห็นแก่ที่เธอเป็นเจ้าของงาน เขาจึงไว้หน้าเธอบ้าง

พอดีกับที่คุณวินิจเดินเข้ามา

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ท่านประธาน” คุณวินิจถามเจ้านายของตัวเอง สีหน้ากังวล เพราะเขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ รวมถึงปฏิกิริยาของหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคุณหญิงประภาศิริ ที่ดูจะกลัวพสุธา มากกว่าเกรงใจ

พสุธาไม่ได้พูดอะไร เป็นคุณหญิงประภาศิริที่พูดตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“เป็นเพราะฉันสั่งสอนลูกชายได้ไม่ดีเองค่ะ ทำให้ไปสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับคุณพสุธาเข้า”

คุณวินิจได้ยินคำพูดนี้ เขาก็หน้าตึงขึ้นมาทันที

“อะไรนะ มีคนมาหาเรื่องท่านประธานเหรอครับ ผมจะจัดการ...” คำพูดนี้ของคุณวินิจ ทำให้คุณหญิงประภาศิริหน้าซีดขึ้นมาอีกครั้ง

พสุธาชำเลืองสายตามองเธอ ก่อนจะพูดเสียงเนิบช้ากับคุณวินิจว่า

“ช่างมันเถอะ ก็แค่แมลงวันตัวหนึ่ง” พสุธายกคำพูดที่คุณประภาศิริใช้เรียกปพนขึ้นมา นั่นทำให้คุณประภาศิริไม่สามารถโกรธเคืองพสุธาได้เลย

เธอรีบพูดขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะขอตัวไปจัดการเรื่องงานในคืนนี้ต่อ

ความจริงเธอก็แค่อยากจะรีบหนีออกไปก่อน ไปปรึกษากับสามีว่าควรจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี เธอกลัวว่าพสุธาจะผูกใจเจ็บ แล้วไปเล่นงานธุรกิจของครอบครัวเธอทีหลัง ถ้าเป็นแบบนั้น สามีของเธอ ต้องหย่ากับเธอแน่

พสุธาไม่รู้ว่าคุณประภาศิริกลัวเขาไปคิดบัญชีย้อนหลัง หลังจากที่คุณประภาศิริไปแล้ว ก็มีคนเดินเข้ามาทักทายคุณวินิจมากมาย

อันที่จริงทักทายคุณวินิจเป็นฉากบังหน้า ความจริงพวกเขาต้องการที่จะเข้าหาพสุธาต่างหาก เมื่อเดินเข้าไป คุณวินิจก็ต้องแนะนำพสุธาให้พวกเขารู้จัก

นักธุรกิจแต่ละคน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น แต่แผนการนี้ พสุธาก็มองออก ดังนั้นนอกจากคนที่มีเรื่องน่าสนใจมาชวนคุยจริง ๆ พสุธาก็ไม่ได้พูดตอบใครเลย เขาวางท่าทางเยือกเย็น ราวกับกำแพงที่กั้นขวางระหว่างเขาและคนอื่น ๆ

พสุธารู้สึกว่าการออกงานสังคม ต้องปั้นหน้าแบบนี้ มันเหนื่อยยิ่งกว่างานอื่น ๆ ที่เขาทำมาเสียอีก

ขณะที่พสุธากำลังเบื่อหน่ายอยู่นั้น ก็ได้มีชายคนหนึ่งสวมแว่นหนา สวมชุดสูทที่ดูใหญ่กว่ารูปร่าง ทำให้ดูเทอะทะ และโบราณ เดินเข้ามาหาเขา พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ

“คุณพสุธา ผมขอเวลาสักครู่ได้ไหมครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก ทว่าพสุธาสัมผัสได้ถึงความดิ้นรนต่อสู้ของเจ้าตัว

ดูเหมือนว่าการเดินเข้ามาหาเขาของเจ้าตัว จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากพอสมควร

พสุธาไม่ได้ตอบในทันที แต่จ้องมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ สายตาที่ไม่สามารถอ่านอารมณ์ได้ของพสุธา ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกดดันมากยิ่งขึ้น เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลง ท่ามกลางสายตาที่มองมาของคนอื่น ๆ

ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง เขาอยากจะขุดรูที่พื้น แล้วมุดหนีไป

“เอ่อ ผมขอโทษที่..” ชายหนุ่มกำลังจะขอโทษที่รบกวนพสุธา ทว่าเขายังไม่ทันที่จะพูดจบ พสุธาก็พูดขึ้นมาว่า

“ทิ้งนามบัตรเอาไว้ แล้วผมจะติดต่อกลับไป” พสุธาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

คำพูดของพสุธา ทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง ไม่คิดว่าพสุธาจะให้โอกาสตัวเอง ถึงแม้จะแค่มอบนามบัตรก็เถอะ

ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มคนนี้เท่านั้นที่ตื่นตะลึง แต่คนอื่น ๆ ก็แปลกใจด้วยเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาก็มอบนามบัตรให้พสุธา แต่นั่นคือการที่เขามอบให้เอง พสุธาไม่ได้เป็นเอ่ยปาก ถึงกระทั่งเจ้าตัวไม่ได้รับเก็บเอาไว้เองเสียด้วยซ้ำ เป็นคุณวินิจที่รับแทน แต่คราวนี้พสุธาเอ่ยปากให้ชายหนุ่มที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนมีเงิน ทิ้งนามบัตรเอาไว้ ทำให้พวกเขาแปลกใจ และสงสัยอย่างมาก ว่าเพราะอะไรมหาเศรษฐีระดับพสุธา ถึงสนใจชายหนุ่มคนนี้

ไม่มีใครรู้ และพสุธาก็ไม่คิดเปิดปากไขข้อสงสัยให้ใคร

ที่พสุธาให้โอกาสชายหนุ่มคนนี้ หนึ่งเพราะความมุ่งมั่นของเจ้าตัว ที่แม้ว่าจะกลัว แต่ก็ยังรวบรวมความกล้ามาหาเขา และสอง เพราะเขาเห็นแฟ้มเอกสารที่เจ้าตัวถืออยู่ บนนั้นมันเขียนว่าโครงการเซมิคอนดักเตอร์

เขาได้รับรางวัลจากระบบ เป็นเทคโนโลยีการผลิตชิปขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตรมาไม่ใช่เหรอ แล้วชิปมันก็คือชื่อเรียกสั้น ๆ ของเซมิคอนดักเตอร์ใช่ไหม

เขากำลังหาผู้รับผิดชอบโครงการนี้อยู่พอดี หากชายหนุ่มคนนี้เหมาะสม ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถวางใจในเรื่องนี้ได้เลยเหรอ

แน่นอนว่าความเหมาะสมที่เขาพูดถึง ไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่เป็นของความซื่อสัตย์ และจงรักภักดี

เขามีเทคโนโลยีอยู่แล้ว กระทั่งเครื่องจักรสำหรับการผลิตก็มีอยู่แล้วด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงต้องการคนที่ไว้ใจได้มากกว่า มากกว่าคนที่มีความสามารถ

พสุธาตรวจดูคะแนนความลำบากของตัวเอง ตอนนี้เขามีสองพันเก้าร้อยเก้าสิบคะแนน ยังเหลืออีกพันกว่าคะแนน จึงจะสามารถบัตรรับสมัครผู้ช่วยใบที่สามได้

เขาจึงต้องให้อีกฝ่ายทิ้งนามบัตรเอาไว้

ฝั่งชายหนุ่ม หลังจากที่หายตื่นตะลึงแล้ว เขาก็รีบหยิบนามบัตรของตัวเองมาส่งให้พสุธาทันที

“นี่ผม ผมชื่อเมธา รบกวนคุณพสุธาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยื่นนามบัตรให้กับพสุธา แล้วก็โค้งตัว จากนั้นก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าอยู่นานไปกว่านี้ จะทำให้พสุธาเกิดความรำคาญใจเอาได้

พสุธามองนามบัตร ก่อนจะใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเอง นี่ยิ่งทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้แต่คุณวินิจก็ยังแปลกใจ

“ท่านประธาน คนคนนั้น..” คุณวินิจพูดขึ้นมา

“ผมแค่สนใจนิดหน่อย คุณยังไม่ต้องสนใจ ตอนนี้สนใจเรื่องการประมูลก่อน ผมต้องการกำไลหยก คุณจับตาดูการประมูล ถ้ามีกำไลหยก ประมูลมาให้ผม งบประมาณไม่จำกัด” พสุธาพูดกับคุณวินิจ

คำพูดของพสุธา ไม่ใช่แค่คุณวินิจเท่านั้นที่จดจำเอาไว้ คนอื่น ๆ ก็จดจำเอาไว้ด้วยเหมือยนกัน เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอประมูลแข่งกับพสุธา จนทำให้พสุธาขุ่นเคืองใจเอาได้

ความจริงพวกเขาอยากจะประมูล แล้วนำไปมอบให้พสุธาเสียด้วยซ้ำ แต่คิดไปคิดมา พสุธาคงจะรำคาญใจ มากกว่าดีใจที่พวกเขาทำแบบนั้น พวกเขาจึงได้เปลี่ยนแผนการ

พสุธาไม่รู้ว่าเพราะความขี้เกียจยกป้ายของเขา ทำให้เขาคู่แข่งไปได้กลุ่มใหญ่

หลังจากที่พสุธาพูดจบ เขาก็คิดอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย ทว่ายังไม่ทันจะได้ลุกไปไหน ก็เห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเดินเข้ามาก่อน และยังเดินมานั่งลงข้าง ๆ เขาด้วย

“ทำไมมาช้าจังล่ะครับ” พสุธาแปลกใจ เขามองเวลาที่นาฬิกาข้อมูล พบว่าอีกเพียงแค่ห้านาที งานประมูลก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

“เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางนิดหน่อยครับ พี่เลยมาช้า” ปฐพีพูดตอบ

“อุบติเหตุเหรอครับ คุณป๋าได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” พสุธาถามอย่างใส่ใจทันที

“ไม่ครับ พี่สบายดี ที่เกิดอุบัติเหตุคือคนอื่น แต่ทำให้ต้องปิดถนนชั่วขณะหนึ่ง พี่เลยมาสาย”

“โล่งอกไปครับ” พสุธาพูด ก่อนจะขอตัวไปห้องน้ำ ซึ่งปฐพีที่เพิ่งมาถึง ก็ตามไปด้วย

“พี่ก็จะไปเข้าอยู่เหมือนกันครับ”

“คุณป๋าต้องเข้าห้องน้ำส่วนตัวนี่นา” พสุธาพูด แล้วก็นึกถึงรถห้องน้ำของปฐพี คิดแล้วเขาก็ทั้งขำ ทั้งเห็นใจคนแพ้น้ำปะปา

“พี่เตรียมกระดาษทิชชูเปียกมาครับ แล้วก็ยังมีขวดน้ำแร่ด้วย” ปฐพีพูดตอบ

พสุธาพยักหน้าเมื่อได้ยินอย่างนั้น เขาคิดว่าปฐพีแก้ปัญหาได้ดี

จะว่าไป ระบบมียาที่สามารถแก้อาการแพ้ของปฐพีได้หรือเปล่า ถ้ามี เขาจะยอมกัดฟันแลกมาให้เจ้าตัว ตอบแทนที่เจ้าตัวสักเม็ด

แน่นอนว่าถ้ามันแพงมาก ปฐพีก็จะต้องทนลำบากไปอีกนานเลยทีเดียว

เมื่อคิดถึงคะแนนความลำบากที่มีอยู่น้อยนิดของตัวเอง พสุธาก็หดหู่ใจ ทว่าต่อมาเขาก็ปลอบใจตัวเองว่า

วันนี้ต้องทำภารรกิจให้สำเร็จ คว้าสองพันคะแนนมาให้ได้!

 

เมื่อพสุธาและปฐพีกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน การประมูลก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ของชิ้นแรกที่ถูกนำมาประมุล เป็นของสะสมของเศรษฐีคนหนึ่ง หรือก็คือสามีของคุณหญิงประภาศิริ ผู้เป็นเจ้าภาพของงานนั่นเอง มันคือแจกันโบราณของจีน

เอ่อ ทางการจีนคงจะไม่ส่งคนมารวบตัวไปใช่ไหม ไม่ใช่ว่าของโบราณของจีน ถูกห้ามนำออกนอกประเทศนี่นา

แต่ต่อมาพสุธาก็ได้คำตอบ ของโบราณบางอย่างที่ไม่ได้มีความพิเศษมากนัก ก็สามารถ ‘มอบให้เป็นของขวัญ’ แต่ชาวต่างชาติได้

แจกันโบราณที่ถูกนำมาประมูลนี้ ก็มีอายุราว ๆ ร้อยกว่าปี ไม่ใช่ของที่ใช้กันในราชสำนัก แต่เป็นของในบ้านขุนนางเล็ก ๆ คนหนึ่ง

พสุธาไม่สนใจของเหล่านี้ แต่เศรษฐีบางคนชื่นชอบ ก็เริ่มเสนอราคากัน

“นายจะประมูลชิ้นไหน” ปฐพีกระซิบถามพสุธา เขามั่นใจมากว่าในงานประมูลนี้ ต้องมีของที่พสุธาหมายตาเอาไว้ ไม่อย่างนั้น เจ้าตัวคงไม่มาร่วมงานนี้

พสุธามือหนึ่งปิดปากหาว อีกมือหนึ่งก็ใช้นิ้วจิ้มไปยังรูปกำไลหยกบนแผ่นพับ

ปฐพีมองแล้วก็รู้สึกแปลกใจ เพราะกำไลหยกที่พสุธาหมายตา ไม่ได้มีความพิเศษตรงไหนเลย ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามออกไป

ของที่พสุธาหมายตา จะต้องมีความพิเศษตรงไหนสักอย่างแน่ ๆ

เป็นอีกครั้งที่ปฐพีมั่นใจในตัวพสุธามาก

พสุธาไม่รู้ความคิดของปฐพี เขานั่งมองของชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ถูกประมูลไป ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย รอจนกระทั่งกำไลหยกถูกนำขึ้นมาบนเวที พสุธาถึงได้ดูกระตือรือร้นขึ้นมา

“ของประมูลชิ้นต่อไป เป็นกำไลหยกของคุณหญิงผกามาศนะคะ กำไลหยกวงนี้ มีประวัติความเป็นมาที่น่าประทับใจมากค่ะ เพราะเป็นกำไลหยก ที่เคยถูกสวมใส่โดยเต๋อเฟย...” อ้อ เป็นของโบราณอีกชิ้นหนึ่ง แต่ว่านี่นับเป็นของราชวงศ์จีน นำมาประมูลได้เหรอเนี่ย

พสุธาสงสัย แต่สุดท้ายเขาก็ยังส่งสายตาให้คุณวินิจยกป้ายประมูลอยู่ดี

“เสนอไปเลย สิบล้าน” พสุธากระซิบเบา ๆ

คุณวินิจเบิกตากว้างทันที ถึงแม้ว่าเจ้านายของเขาจะรวยมหาศาล แต่การเสนอราคารวดเดียวก็เพิ่มเป็นเท่าตัวเนี่ย มันไม่สิ้นเปลืองเกินไปหน่อยหรือ

คุณวินิจปวดใจ แต่ก็ยกป้ายประมูลตามคำสั่งผู้เป็นนาย

“สิบล้านบาทจากหมายเลขหนึ่งนะคะ มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ” พิธีกรบนเวทีพูดด้วยน้ำเสียงเร้าอารมณ์ ให้คนอยากจะสู้ราคา ทว่าไม่มีใครที่ยกป้ายสู้ราคาเลย

หนึ่งเพราะว่าตกใจที่พสุธายกป้ายครั้งเดียว ก็เสนอราคาไปถึงสิบล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ห้าล้านบาทเท่านั้น

คนที่เสนอราคาเป็นเท่าตัวแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วแต่เป็นคนที่มีเงินมาก และมีกำลังสู้สูง พวกเขาไม่อยากแข่งด้วย

ส่วนเหตุผลที่สอง ก็เป็นเพราะมีหลายคนในงานที่รู้จักพสุธา และรู้ว่าพสุธาหมายตากำไลหยกชิ้นนี้ พวกเขาจึงพร้อมใจกันหลีกทางแต่โดยดี

ต่อให้ประจบไม่ได้ ก็อย่าได้คิดสร้างความขุ่นเคืองใจให้

กระดูกของพวกเขา ไม่แข็งพอจะให้พสุธาเคี้ยวเล่นหรอกนะ!

และด้วยเพราะสองเหตุผลนี้ พสุธาจึงได้กำไลหยกมาในราคาสิบล้านบาท โดยไร้คู่แข่ง

เมื่อประมูลของที่ต้องการได้แล้ว พสุธาก็หมดความสนใจอย่างสิ้นเชิงต่องานนี้ เพราะต่อให้เป็นการประมูลการกุศล แต่คนส่วนใหญ่ที่มา มีใครบ้างที่อยากจะช่วยเหลือเด็กยากไร้โดยบริสุทธิ์ใจ ส่วนใหญ่มาเพราะผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น

นี่หมายรวมถึงเขาเองด้วย

พสุธาต้องการช่วยเหลือเด็กยากไร้ แต่เขาจะเลือกมูลนิธิเอง ไม่ใช่บริจาคในงานแบบนี้

เมื่อจ่ายเงิน และรับของแล้ว พสุธาก็ออกจากงานทันที ท่ามกลางสายตาเสียดายของใครหลายคน ถึงขนาดที่บางคนรีบลุกตามออกมาด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ทันอยู่ดี พสุธาขึ้นรถไปแล้ว

แฟรงค์มองนายน้อยของตัวเองที่ขึ้นมาบนรถ ก่อนจะมองไปยังบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ แต่ก็ก้าวขึ้นรถมาอย่างมั่นอกมั่นใจ ราวกับว่ารถคันนี้เป็นของตัวเอง

“สวัสดีคุณแฟรงค์” ปฐพีทักทายแฟรงค์อย่างสบาย ๆ เป็นกันเอง ไม่เกรงกลัวสายตาของลูกน้องมาเฟียเลยสักนิดเดียว

ได้ยินเสียงของปฐพี พสุธาถึงได้รู้ว่าปฐพีขึ้นรถมากับเขาด้วย

“แล้วรถคุณป๋าล่ะครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ

“พี่ให้กลับไปตั้งแต่ส่งพี่เสร็จแล้วครับ” ปฐพีตอบอย่างเรียบง่าย แต่ก็ทำให้พสุธารู้ว่าปฐพีวางแผนเอาไว้แล้ว

เขายิ้มอย่างจนใจ แล้วก็ไม่สนใจปฐพีอีก ทำเป็นหยิบกระเป๋ามารื้อค้นอะไรบางอย่าง ก่อนจะหยิบผงซักฟอก และแปรงขึ้นมา

ปฐพีเคยเห็นของสองอย่างนี้แล้ว จึงไม่ได้แปลกใจสักเท่าไร ทว่าแฟรงค์ที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ก็มองนายน้อยของตัวเองอย่างแปลกใจ

นายน้อยของเขาหยิบของพวกนี้มาทำไม ไม่สิ ต้องถามว่านายน้อยของเขาพกของเหล่านี้มาด้วยทำไม

แฟรงค์สงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามออกมา และพสุธาก็ไม่ได้พูดอะไร เจ้าตัวหยิบแก้วน้ำขึ้นมาอีกใบ รินน้ำใส่ลงไป ตามด้วยผงซักฟอก ใช้แปรงตีให้เป็นฟอง แล้วเอากำไลใส่ลงไป

กำไลวงนี้ ตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นบนเวที พสุธาก็รู้แล้วว่ามันมีพลังงานชั่วร้ายสะสมอยู่ข้างใน หากใครสวมกำไลวงนี้ติดตัวสักหนึ่งเดือน จะต้องค่อย ๆ ป่วยตายในที่สุด

ไม่รู้ว่าเจ้าของคนก่อนหน้านี้ ได้สวมใส่มันหรือเปล่า

พสุธาคิด ขณะที่สายตาก็จ้องมองไปยังกำไลที่อยู่ในแก้วน้ำ มองกลุ่มหมอกสีดำที่ค่อย ๆ ถูกปล่อยออกมาจากกำไล และกำไลหยกที่ก่อนหน้านี้สีหม่นหมอง ก็ค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมอกสีดำถูกชะล้างออกจนหมด กำไลหยกธรรมดา ๆ ก็กลายเป็นกำไลหยกที่ล้ำค่าหายาก และหากนำไปขาย จะต้องได้กำไรหลายเท่าตัวเป็นแน่

ทว่าพสุธายังไม่คิดเรื่องขายกำไลหยก เขากำลังฟังเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจได้สำเร็จ ได้รับคะแนนความลำบากสองพันคะแนน ได้รับกล่องสุ่มระดับทองคำ โฮสต์ต้องการที่จะเปิดกล่องสุ่มรางวัลเลยหรือไม่’

‘เปิดเลย’ พสุธาชำเลืองสายตามองปฐพีแวบหนึ่ง แล้วตอบระบบ

‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับยาเธอจะต้องชนะ เธอจะต้องไม่แพ้ หนึ่งเม็ด’

พสุธามุมปากกระตุก ไม่ใช่เพราะได้รับยา แต่เป็นเพราะชื่อยาต่างหาก

‘ระบบ นี่มันคือยาอะไร’ พสุธาถามระบบ

‘โฮสต์โปรดสังเกตชื่อยา มันก็บอกชัดเจนว่าเป็นที่ทำให้คนชนะทุกสิ่งอย่างยังไงล่ะ’ ระบบตอบอย่างน่าหมั่นไส้

พสุธาอยากจะจับระบบมันปั้นเป็นก้อน ๆ แลวบีบเอาไว้ในกำมือ แต่น่าจนใจที่ระบบไม่มีรูปร่างที่แตะต้องได้ เป็นเพียงแค่ชุดข้อมูลเท่านั้น พสุธาจึงได้แต่ต้องอดทน แล้วเบี่ยงความสนใจไปยังของรางวัลที่เขาเพิ่งจะได้รับมา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดกล่องสุ่ม แล้วได้รางวัลเป็นเม็ดยา ว่าแต่เม็ดยานี่ มีคุณสมบัติอะไรแน่ แค่ทำให้คนชนะเหรอ

หมายความว่าถ้าเขาลงแข่งกีฬาอะไรสักอย่าง กินยานี่เข้าไป ก็จะไม่แพ้ใช่ไหม

เดี๋ยวก่อน ไม่แพ้!

พสุธาฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าระบบจะมียาสำหรับแก้อาการแพ้ของปฐพีหรือเปล่า แล้วตอนนี้เขาก็เปิดกล่องสุ่มรางวัล ได้เม็ดยา ‘เธอจะต้องชนะ เธอจะต้องไม่แพ้’ มาเนี่ยนะ

อย่าบอกว่ามันแค่เรื่องบังเอิญ เขาไม่เชื่อเด็ดขาด ต้องมีใครสักคนแถวนี้กำลังลำเอียงแน่ ๆ

‘ระบบ นายแปรพักตร์แล้วใช่ไหม!’