95. ตอนที่ 93
ตอนที่ 93
“นี่บ้านของเรากำลังจะล้มละลายแล้วเหรอครับ!” ปฐวีพูดเสียงแตกตื่น เมื่อเขาเดินเข้าบ้านมาแล้ว พบว่าแม้จะดึกแล้ว แต่พ่อแม่ และปู่ของเขา ยังรวมตัวกันที่ห้องโถง เบื้องหน้าของพวกเขา มีทรัพย์สินมากมายวางอยู่ ทั้งเครื่องประดับ กุญแจรถยนต์ หนังสือครอบครองกรรมสิทธิ์มากมาย ที่มีทั้งบ้าน ที่ดิน รถ รวมถึงหุ้นต่าง ๆ ด้วย
“ไม่ใช่สิ ไม่เห็นได้ยินข่าวอะไรมาก่อนเลย บ้านเราจะล้มละลายได้ยังไง” ปฐวีพูดเองตอบเอง แต่น้ำเสียงยังมีความแตกตื่นอยู่
คำพูดของปฐวี ทำให้เขาได้รับสายตามองค้อนจากผู้เป็นมารดา และสายตาตำหนิจากผู้เป็นพ่อ และปู่
“พูดอะไรของแกน่ะ บ้านเราไม่ได้ล้มละลายสักหน่อย ปากเสียจริง ๆ เลยเจ้าเด็กคนนี้” คุณปู่พิภพพูดแล้วก็ถลึงตาใส่หลานชายคนโต
ปฐวียิ้มแห้งที่ถูกดุ ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงกล่าวโทษว่า
“อย่าโทษผมสิครับ เป็นใครบ้างจะไม่ตกใจ เข้าบ้านมาแล้วเห็นทุกคนนั่งคำนวณทรัพย์สินกันกลางดึกแบบนี้” ปฐวีพูด ก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังจะล้มละลาย จนต้องขายทรัพย์สิน แล้วอยู่ ๆ เอาของพวกนี้ออกมาทำไมตอนดึก ๆ ดื่น ๆ ครับ” ปฐวียังคงข้องใจ
“พวกเรากำลังดูว่าทรัพย์สินพวกนี้ พอค่าสินสอดน้องดินหรือเปล่า” คุณมาธาวีพูด แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ตอนนี้เธอได้รับการยืนยันแล้วว่า ลูกชายของเธอนั้นหายจากอาการแพ้น้ำปะปาแล้ว และอาจจะรวมถึงอาการแพ้อาหารทะเลด้วย
ตอนแรกเธอไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไรนัก เมื่อได้ยินจากปากลูกชาย เมื่อปฐพีอัดคลิปวิดีโอตอนที่เจ้าตัวเอามือไปแช่น้ำประปาจากก๊อกน้ำ แล้วไม่เกิดอาการแพ้เช่นทุกครั้ง คุณมาธาวีก็ดีใจจนร้องไห้ออกมาเลย
ในที่สุด ลูกชายของเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ไม่ต้องเจอกับสายตาล้อเลียนของคนอื่น เมื่อเจ้าตัวต้องมีรถห้องน้ำส่วนตัวตามไปทุกที่ และก็ไม่ต้องกับสายตาเย้ยหยันคนอื่น ที่ไม่เชื่อว่าปฐพีจะแพ้น้ำประปาจริง ๆ คิดว่าเจ้าตัวเพียงแค่สร้างเรื่อง เพื่อทำให้ตัวเองดูโดดเด่นกว่าใคร ๆ
ปฐพีไม่เคยพูดเรื่องนี้ และทำราวกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่คุณมาธาวีรู้ดี เมื่อตอนเด็ก ๆ ลูกชายของเธอต้องเจอกับเรื่องเหล่านั้น พอโตขึ้นมา สถานการณ์จึงเริ่มดีขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะลูกชายของเธอ ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกรังแกอีกต่อไป
แต่ถึงจะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะหมดไป มันยังคงมีอยู่ แต่ไม่โจ่งแจ้งเท่าเดิม ทว่าตอนนี้ ลูกชายของเธอหายดีแล้ว รักษาได้แล้ว และคนที่ช่วยรักษา ก็คือคนที่ลูกชายของเธอตกหลุมรัก ส่วนเธอก็อยากได้มาเป็นสะใภ้มาตั้งแต่แรกแล้ว
เรื่องนี้ทำให้นอกจากความเอ็นดูที่มีให้มากอยู่แล้ว ก็ยังมีความรู้สึกขอบคุณ และซาบซึ้งใจเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงความฮึกเหิมที่จะล่อลวง แค่ก หมายถึงช่วยลูกชายพาลูกสะใภ้เข้าบ้าน!
ฝั่งปฐวีเมื่อได้ยินคำตอบของผู้เป็นมารดา เขาก็นิ่งอึ้งไป ก่อนจะพูด
“นี่คือจะยกสมบัติให้น้องสะใภ้ทั้งหมดเลยจริง ๆ เหรอ” ปฐวีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดหน่อย
ทายาทรุ่นที่สามแบบเขา ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง แต่น้องสะใภ้ที่ยังไม่ได้แต่งเข้ามา ก็จะได้ครอบครองสินทรัพย์ทั้งหมดแล้ว
แต่คิดอีกที เป็นแบบนี้ก็ดีนะ เขาจะได้มีข้ออ้างเกาะน้องสะใภ้กิน
แค่คิด ปฐวีก็น้ำลายแทบจะไหลแล้ว อยากลิ้มรสชาติอาหารฝีมือของพสุธาขึ้นมาอีกแล้ว
“แม่ พรุ่งนี้ไปสู่ขอน้องสะใภ้เลยดีไหม ใช่ ไปพรุ่งนี้นี่แหละ เอาพวกนี้ไปให้หมดเลย ปู่เตรียมเอกสารมอบหุ้นหรือยัง พ่อ เตรียมจะส่งต่อตำแหน่งให้น้องสะใภ้ตอนไหนล่ะ” ปฐวีพูดรัวเร็ว ตอนนี้เขาดูกระตือรือร้นยิ่งกว่าใคร ๆ ทำให้คุณมาธาวีอดที่จะหวั่นใจไม่ได้
ไม่ใช่ว่าลูกชายคนเล็กของเธอหายดี แล้วลูกชายคนโตมาป่วยแทนหรอกนะ!
“มึงจะไปไหนน่ะ” นะโมถามพสุธา เมื่อเห็นว่าพสุธาจะเดินออกจากห้องนอน
“จะไปดูคุณป๋าสักหน่อย” พสุธาพูดตอบ
เขาให้ปฐพีมาพักค้างคืนที่บ้านของเขาในคืนนี้ ก็เพื่อจะดูว่ายาของระบบนั้นมีผลกระทบในแง่ลบต่อร่างกายของปฐพีหรือเปล่า และหากมี เขาจะได้ดำเนินการช่วยเหลือทัน
ไม่สิ ต้องบอกว่าถ้ามี เขาจะได้บังคับให้ระบบช่วยเหลือ และรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทัน
ดังนั้นแล้ว เขาควรจะไปดูปฐพีสักหน่อย
อันที่จริง เขาคิดถึงขั้นจะไปนอนห้องเดียวกับปฐพีด้วยซ้ำ แต่ตอนที่เขาพึมพำประโยคนี้ขึ้นมา ก็ถูกศิลามองด้วยสายตาเคร่งเครียดทันที ทำให้พสุธาต้องรีบปัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ไม่เป็นไร โชคดีที่ห้องของปฐพีก็อยู่ชั้นสามเหมือนกัน แล้วเขาได้ให้วิญญาณคู่รักอย่างคุณพร้อม และหม่อมหลวงศศินช่วยจับตามองแล้ว
ถามว่าทำไมต้องรบกวนวิญญาณคู่รัก แทนที่จะใช้งานบุญมี หรืออันนาที่ไร้คู่
ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ของทั้งสองน่ากลัวเกินไปน่ะสิ ถึงแม้ว่าปฐพีจะเคยเห็นทั้งสองอยู่หลายครั้ง แต่เห็นตอนนอนหลับ เขากลัวว่าปฐพีจะฝันร้ายเอาได้
ว่าแล้วเขาต้องช่วยสะสมบุญให้กับทั้งสองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอันนา เพื่อให้เธอสามารถคงสภาพที่สวยงามเอาไว้ได้ ไม่ใช่สภาพที่ถูกทำร้ายจนตาย
กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อพสุธาตอบนะโมแล้ว เขาก็สวมรองเท้าแล้วเดินออกจากห้อง
“คุณป๋า ผมเข้าไปได้ไหมครับ” พสุธาเคาะประตูห้องนอนของปฐพี แล้วส่งเสียงถาม
ไม่มีคำตอบกลับมา แต่พสุธาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวยาว ๆ มาที่ประตู และไม่นาน ประตูบานหนาก็ถูกเปิดออก
“อาบน้ำเหรอครับ” พสุธาถามปฐพี เมื่อเห็นว่าเส้นผมของเจ้าตัวยังเปียกชื้น และที่แขนยังมีหยดน้ำเล็ก ๆ เกาะอยู่
“ครับ” ปฐพีพูดตอบด้วยรอยยิ้ม แล้วเบี่ยงตัวให้พสุธาเดินเข้ามาในห้อง
“ทำไมถึงกล้าอาบล่ะครับ นี่ไม่ใช่น้ำแร่สักหน่อย” พสุธาจนใจกับความเชื่อมั่นในเม็ดยาจริง ๆ
พสุธาไม่รู้ ปฐพีไม่ได้เชื่อมั่นในเม็ดยา เจ้าตัวเชื่อมั่นในตัวของเขาต่างหาก
“ก่อนอาบ พี่ทดสอบแล้วครับ พี่หายจากอาการแพ้น้ำประปาแล้วจริง ๆ” ปฐพีตอบเสียงทุ้มนุ่ม ดวงตาคู่คมที่ใช้มองพสุธา เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง และความลึกซึ้ง
“คนครอบครัวของพี่ก็รู้เรื่องนี้แล้ว พวกท่านรู้สึกขอบคุณนายมาก และอยากจะมาขอบคุณนายด้วยตัวเอง” ปฐพีไม่ได้บอกว่า ครอบครัวของเขา อยากจะขอบคุณพสุธา ด้วยการใช้ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล เป็นสินสอดในการสู่ขอพสุธา
“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกครับ” พสุธาโบกมือปฏิเสธ เขาคงจะวางตัวไม่ถูก ถ้ามีผู้ใหญ่หลายคนมาคอยขอบคุณเขาอย่างจริงใจ
พสุธานึกถึงตอนที่พ่อแม่ของแสงจันทร์มาขอบคุณเขา นั่นก็ทำให้เขาแทบจะรับมือไม่ไหว
ในที่สุดพสุธาก็พบว่า การรับมือกับคนเลว ง่ายกว่าการรับมือกับคนดี
ฝั่งปฐพีเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ยิ้มอย่างอบอุ่น แล้วพูดว่า
“นี่ไม่ใช่เรื่องความเกรงใจ แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณ กับเกรงใจ ไม่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
ปฐพีคิดว่ามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะความรู้สึกขอบคุณ เขามีไว้สำหรับคนใกล้ชิดหรือกระทั่งคนแปลกหน้า ที่หยิบยื่นสิ่งดี ๆ หรือน้ำใจให้เขา แต่ความรู้สึกเกรงใจ มีไว้สำหรับคนที่มีความสัมพันธ์ห่างเหินกัน
ปฐพีไม่อยากวางตัวห่างเหินกับพสุธา เพราะนั่นมันทำให้รู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา เป็นเพียงแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เขาทั้งจริงใจ และจริงจังกับพสุธามาก
พสุธาครุ่นคิดถึงคำพูดของปฐพี เขาพบว่าบางครั้งความรู้สึกขอบคุณ กับความรู้สึกเกรงใจ ก็แยกไม่ออกจริง ๆ
“ดึกแล้ว เราอย่าพูดเรื่องเข้าใจยากแบบนี้เลยครับ” เมื่อไม่เข้าใจ พสุธาก็เลือกที่จะไม่ขบคิดอีกต่อไป เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วมองปฐพีอย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าปฐพีไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร เขาจึงเอ่ยราตรีสวัสดิ์
“ราตรีสวัสดิ์เหมือนกันครับ” ปฐพีตอบพสุธา ก่อนจะเดินมาส่งพสุธาที่ประตูห้อง
พสุธาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำเล็กน้อย นี่มันของเขาเอง แต่ยังต้องให้แขกมาส่งที่หน้าประตูด้วย
เช้าวันศุกร์ พสุธาตื่นเช้ามาด้วยอาการงัวเงียเช่นเคย ขณะที่ปฐพีตื่นมาด้วยอาการสดชื่นยิ่งกว่า แม้ว่าเมื่อคืนเขาจะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะถูกสายตาสองคู่จ้องมองมา
สายตาสองคู่ที่ว่า ก็คือสายตาของคุณพร้อม และหม่อมหลวงศศินนั่นแหละ หลุงจากที่อดทนอยู่ค่อนคืน ปฐพีก็ถามทั้งสองว่าจ้องเขาทำไม แล้วก็ได้คำตอบว่า
‘นายท่านสั่งมา ให้พวกเราดูว่าคุณมีอันตรายหรือไม่’
คำตอบนี้ ทำให้ปฐพียิ้มออกมาอย่างมีความสุข แล้วหลับฝันดี
กลับมาที่ตอนเช้าของวันนี้ เมื่อพสุธาเดินออกมาจากห้องนอน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ปฐพีเปิดประตูห้องนอนออกมาพอดี
“นอนหลับสบายหรือเปล่าครับ” พสุธาถาม แล้วก็อ้าปากหาวอย่างคนที่อยากจะกลับไปนอนต่อ
“หลับสบายดี แต่นายนอนไม่ค่อยหลับหรือเปล่า” ปฐพีถามอย่างใส่ใจ
“ไม่ครับ หลับสบายดี แต่คงจะสบายกว่านี้ ถ้าได้นอนต่อ ไม่ต้องตื่นเช้าไปเรียน” พสุธาไม่ปิดบังความเกียจคร้านของเขาในวันนี้เลยสักนิดเดียว
ปฐพีหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แต่ไม่ได้คิดริเริ่มจะชวนพสุธาโดดเรียน
เขารู้สึกว่าถ้าเขาทำแบบนั้น เขาจะต้องถูกพี่ชายของพสุธาหมายหัวเอาแน่ ๆ ข้อหาทำน้องชายของเจ้าตัวเสียคน
ถึงแม้ว่าศิลาจะดูไม่น่ากลัวก็เถอะ แต่เพราะถ้าเขาทำให้ศิลาโกรธ พสุธาก็อาจจะโกรธเขาไปด้วย ปฐพีจึงไม่กล้าเสี่ยง
“พวกเราลงไปกันเถอะครับ จะสายแล้ว วันนี้ผมมีควิซตอนเช้าด้วย” พสุธาพูดเหมือนเร่งรีบ แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นสักเท่าไรนัก
แม้ว่าวันนี้จะมีสอบย่อยสำหรับเก็บคะแนนในคาบวิชาเช้า แต่พสุธาก็ไม่ได้ตื่นเต้น หรือหวาดหวั่น เพราะเขามั่นใจในความรู้ของตัวเองมากพอ
“ดิน พี่ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมา กินไหม” เมื่อพสุธาลงมาชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงของศิลาทันที
“มีของป๋าด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่าป๋ากินของแบบนี้ไหม” ศิลาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ เพราะเขาคิดว่าปฐพีเป็นคุณชายที่ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด ไม่น่าจะกินของข้างทางหรือเปล่า
“กินได้ครับ ขอบคุณพี่หิน” ปฐพีที่อายุน้อยกว่าศิลาไม่กี่เดือน ก็เรียกศิลาว่าพี่อย่างหน้าไม่อาย ทำเอาคนถูกเรียกว่าพี่ยังเขินแทน
“เดี๋ยวเอาไปกินที่มอ ตอนนี้ใกล้จะสายแล้ว” พสุธามองดูเวลา ถ้าเขาออกจากบ้านช้ากว่านี้อีกสักห้านาที เขาจะไปไม่ทันสอบย่อยจริง ๆ
“ได้สิ เดี๋ยวพี่หยิบขวดน้ำไปให้ด้วย” ศิลาพูดแล้วก็หยิบขวดน้ำสองขวดใส่ถุงผ้าให้กับพสุธา
พสุธา และปฐพีไปรถคันเดียวกัน ก็คือรถของพสุธา
“ให้พี่ขับดีไหม” ปฐพีอาสาขับรถเอง เพื่อให้พสุธามีเวลากินข้าวบนรถ
พสุธาก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร ยื่นกุญแจรถที่เขาหยิบมาส่ง ๆ ให้กับปฐพี
ปฐพีรู้วิธีการเลือกรถที่จะขับในแต่ละวันของพสุธาแล้ว เขาก็ได้แต่หัวเราะ
นี่เรียกว่าเป็นความลำบากใจของคนรวยหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะเลือกขับรถคันไหนดี
ปฐพีคิด ก่อนจะเปิดประตูให้พสุธา แล้วค่อยไปขึ้นรถฝั่งคนขับบ้าง
ไม่นานนัก เฟอร์รารี่สีแดงปราดเปรียว ก็ขับเคลื่อนออกจากโรงจอดรถ
“นายกินข้าวสิ เดี๋ยวพอไปถึงมอจะได้ไม่ต้องรีบกิน” ปฐพีพูดกับพสุธา
พสุธาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหยิบข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ศิลาซื้อมาให้ ขึ้นมากิน
พสุธากินข้าวเหนียวไปหนึ่งห่อ และหมูปิ้งไปสามไม้ ก็รู้สึกอิ่มแล้ว แต่เขาก็หยิบขึ้นมาอีกหนึ่งไม้ ทว่าไม่ได้ส่งเข้าปากตัวเอง แต่ยื่นไปจ่อปากปฐพี
ปฐพีที่อยู่ ๆ ก็ถูกป้อน เขาก็ชะงักไปจนเกือบเหยียบคันเร่งเพิ่ม แต่วินาทีต่อมาที่ตั้งหลักได้ เขาก็กัดหมูปิ้งไปหนึ่งคำ ยังไม่ทันได้เคี้ยว ก็มีข้าวเหนียวที่ถูกปั้นจากในห่อ ยื่นตามมา
“อร่อยดีนะ” ปฐพีพูดขึ้นมา หลังจากที่กลืนคำแรกลงคอไปแล้ว
“ร้านโปรดหินเลยนะ ถ้าชอบวันหลังจะซื้อให้กินอีก” พสุธาพูดยิ้ม
“แล้วจะป้อนให้อีกได้ไหม” ปฐพีถามเสียงกรุ้มกริ่ม พลางชำเลืองมองพสุธาแวบหนึ่ง
“ไม่ป้อนแล้วครับ” พสุธาพูดตอบ แต่มือก็ยื่นหมูปิ้งมาจ่อปากปฐพีอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ปฐพีไม่ได้อ้าปากกัดหมูปิ้งอีก เขาพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้น หมูปิ้งก็คงไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้ว”
ขณะที่บนรถของพสุธา มีบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหอมหวาน (?) บนรถผู้บริหารหลาย ๆ คัน ตอนนี้เลขาที่นั่งอยู่ด้านหน้า ก็เจอเข้ากับสถานการณ์ใกล้เคียงกัน
“ยังหาบัตรเชิญเข้าร่วมงานไม่ได้อีกหรือไง”
“ท่านประธานครับ ตอนนี้บัตรเชิญเข้าร่วมงานเป็นที่แย่งชิงกันมากครับ ก่อนหน้านี้มีการเสนอขายกันที่ราคาสูงมาก พวกเรารู้ตัวช้าไป ไปหาซื้อตอนนี้ คนที่มีบัตรอยู่ในมือ ก็ไม่ยอมขายกันแล้วครับ” คนเป็นเลขานุการตอบอย่างลำบากใจ
เขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ไม่ว่าเจ้านายจะสั่งงานยากแค่ไหน เขาก็ทำได้สำเร็จเสมอ ทว่าครั้งนี้ เขาหาบัตรเชิญเข้าร่วมงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นไม่ได้ นี่มันเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกอับอายมากที่สุด และสงสัยกับความสามารถของตัวเอง
ปกติแล้วงานเสนาที่มหาวิทยาลัยจัดแบบนี้ มีคนที่กระตือรือร้นเข้าร่วมงานไม่เยอะ บัตรเชิญหลาย ๆ ใบถูกทิ้งข้างอย่างไม่ใยดี แต่ตอนนี้ทุกคนกลับต้องการบัตรเชิญ และยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อมัน แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้แม้ว่าจะมีเงิน แต่ก็ไม่มีใครยอมขายแล้ว
เหตุผลที่ทำให้เกิดสถานการณ์อันชวนให้ตื่นตะลึงเช่นนี้ เป็นเพราะมีข่าวลือมาว่า พสุธาจะเข้าร่วมงานเสวนาในครั้งนี้ด้วย
พสุธาเป็นใคร คนเป็นเลขาไม่เข้าใจ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในหมู่ผู้มีอำนาจ หรือหมู่นักธุรกิจมาก่อน แต่ดูเหมือนว่าเจ้านายของเขา และนักธุรกิจคนอื่น ๆ จะให้ความสำคัญกับเจ้าตัวอยู่มาก
“ฉันไม่สนว่าแกจะใช้วิธีไหน แต่ถ้าไม่อยากถูกไล่ออก ก็ต้องหาบัตรเชิญมาให้ฉันให้ได้”
ชายวัยกลางคนที่มีพุงกลมเหมือนหมีแพนด้า พูดอย่างโหดร้าย ส่วนเลขานุการฟังแล้วอยากจะร้องไห้ ทว่าไม่กล้าโต้แย้งอะไร ได้แต่รับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ภาณุมองเลขานุการที่นั่งอยู่ข้างคนขับ จากนั้นก็หรี่ตาลงเล็กน้อย นึกถึงเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟัง
พสุธาคนนั้น คนที่สร้างความสงสัยในงานประมูลการกุศลที่คุณหญิงประภาศิริจัดขึ้น หลายคนสงสัยมาตลอดเลยว่าเจ้าตัวเป็นใครกันแน่ รวมถึงตัวเขาด้วยเช่นกัน
และเพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าพสุธาจะต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาเป็นแน่ เขาจึงกระตือร้นที่จะหาตัวตนที่แท้จริงของพสุธา จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งแอบกระซิบบอกเขา และนั่นทำให้เขาตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก
เด็กคนนี้ จะประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด และเพราะรู้แบบนี้แล้ว เขาจจึงได้เรียกบรรดาลูก ๆ ทั้งหลายของเขาเข้ามา แล้วสั่งสอนว่าใครที่ห้ามล่วงเกินอย่างเด็ด
ตอนนั้นเองที่ลูกชายคนเล็กของภาณุมีสีหน้าซีดเผือด นั่นทำให้ภาณุรู้สึกผิดสังเกตทันที
‘เจ้านุ เกิดอะไรขึ้น แกไปสร้างเรื่องอะไรมาอีกแล้วใช่ไหม’ คุณภาณุคล้ายจะรู้จักลูกชายของตัวเองดี ดังนั้นเมื่อภานุถามเขาจึงพุ่งเป้าไปที่ความผิดของลูกชายทันที
‘ไม่ใช่นะพ่อ ไม่ใช่จริง ๆ ผมยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย’ อนุวัติพูดเสียงขมขื่น
เมื่อคืนเขาได้รับภารกิจมาจากเพื่อนขาใหญ่ สั่งให้พวกเขาไปเล่นงานเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมกับส่งรูปภาพแอบถ่ายมาให้
ตอนที่ได้รับคำสั่งนี้ พวกเขายังฮึกเหิมกันอยู่เลย รับปากกันอย่างสนุกสนานว่าจะต้องเล่นงานอีกฝ่ายให้ร้องหาแม่เลย แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่พ่อของเขาก็ยังกลัว และยังห้ามไม่ให้พวกเขาไปล่วงเกิน
อนุวัฒน์สับสนมาก สรุปแล้วเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมพ่อของเขาถึงได้ดูหวั่นเกรงนัก ขณะที่ปพน บอกเขาว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มที่ขายเรือนร่างเท่านั้น
‘พูดมา อย่าให้ฉันต้องถามซ้ำ’ ภาณุพูดเสียงลอดไรฟัน
อนุวัฒน์มองดูสีหน้าผู้เป็นพ่อ ก่อนจะเปิดปากเล่าอย่างหวาดกลัว
กลัวว่าจะถูกพ่อตี และตัดเงินค่าขนม
เมื่อภาณุได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาก็โกรธจนหายใจหอบถี่
‘แกนะแก วัน ๆ รู้จักแต่ทำเรื่องไร้สาระ คบหาแต่เพื่อนเลว ๆ แกเลิกคบไอ้เพื่อนพวกนี้ไปเลยนะ โดยเฉพาะไอ้เด็กกร้าวร้าวนั่น ห้ามไปยุ่งกับมันอีกเด็ดขาด’ ภาณุหมายถึงปพน
ตอนนี้เขาอยากจะบีบคอปพนให้ตาย ตัวเองหาเรื่องซวยคนเดียวก็พอแล้ว อย่ามาพาคนอื่นไปซวยด้วยได้ไหม
แต่ยังโชคดีที่เขารู้เรื่องนี้ก่อน ก่อนที่จะมีใครทำอะไรโง่ ๆ ลงไป ดังนั้นภานุจึงได้รีบสั่งห้ามลูกชาย
‘พ่อ เขาน่ากลัวมากเลยเหรอ’ อนุวัฒน์ถามอย่างสงสัย และไม่เข้าใจ
พ่อของเขาก็มีทรัพย์สินหลานหมื่นล้านนะ ยังจะต้องกลัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งด้วยเหรอ
เห็นสายตาของลูกชาย ภาณุก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เขาพูดตอบว่า
‘น่ากลัวถึงขนาดที่ถ้าเขาให้ฉันเรียกเขาว่าปู่ ฉันก็ต้องเรียกอย่างแน่นอน’ ภาณุพูดตอบ ทว่าลูกชายของเขานั้นก็
‘ไม่มั้ง เขาน่าจะไม่อยากมีหลานแก่ ๆ แบบพ่อหรอก’