96. ตอนที่ 94
ตอนที่ 94
“ช่วงบ่ายอาจารย์ยกคลาส” สีไม้ประกาศในฐานะหัวหน้าห้องเรียน ที่ได้รับแจ้งมาจากอาจารย์ผู้สอน
“ทำไมยกคลาสล่ะ วันนี้ยังเห็นอาจารย์สอนรุ่นพี่อยู่เลย” นักศึกษาคนหนึ่งถามอย่างแปลกใจ
การประกาศยกเลิกคลาสเรียน ไม่ได้เรียกเสียงโห่ร้องอย่างดีใจจากนักศึกษาทั้งหลาย พวกเขารู้ดีว่าครั้งนี้ยกเลิกไป แต่ก็ยังต้องมีคลาสชดเชยอยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะไปชดเชยเวลาอื่น ไม่สู้เรียนตามตารางยังดีกว่า เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เตรียมตัว เตรียมใจกันมาแล้ว
“อาจารย์แจ้งแค่ยกเลิก แต่ไม่ได้แจ้งเหตุผล” สีไม้ยักไหล่ เขาเองก็ให้คำตอบเพื่อนไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อสีไม้ไม่มีคำตอบให้ คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้เซ้าซี้ พวกเขาเก็บของบนโต๊ะเรียน เตรียมที่จะไปพักกลางวัน บางคนที่เห็นว่าไม่มีเรียนแล้ว ก็ไม่คิดจะกินข้าวที่โรงอาหาร แต่จะกลับบ้านเลย
พสุธาก็เตรียมที่จะกลับบ้านเช่นกัน ไม่สิ เขาจะหาภารกิจพิเศษจากธนาคารภารกิจมาทำ เพื่อเพิ่มคะแนน
ทว่าพสุธายังไม่ทันจะได้ออกจากห้องเรียน ก็มีคนเดินเข้ามาในห้องเสียก่อน
พสุธามองไป ก็เห็นใบหน้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา
นี่ไม่ใช่คณบดีของคณะบริหารธุรกิจ และคณบดีของคณะเศรษฐศาสตร์หรอกหรือ
เมื่อเห็นทั้งคู่ พสุธาก็มีลางสังหรณ์ในใจ ถึงเหตุผลของการยกเลิกคลาสเรียนในวันนี้
“คุณพสุธา ได้ยินว่าคลาสเรียนช่วงบ่ายของคุณยกเลิกกะทันหัน ดังนั้นช่วงบ่ายคุณน่าจะว่างใช่ไหมครับ พวกเราอยากเชิญคุณอย่างเป็นทางการ เข้าร่วมงานเสวนาที่พวกเราจัดขึ้นมาครับ” คณบดีคณะบริหารธุรกิจ พูดด้วยรอยยิ้มที่แฝงความประจบประแจง แบบที่หากนักศึกษาคณะตัวเองมาเห็น ก็คงจะตื่นตะลึงกันไม่น้อย แต่ถ้าเห็นว่าคณบดีของตัวเองกำลังประจบใครอยู่ พวกเขาก็น่าจะหายตื่นตะลึง แล้วคิดว่ามันสมเหตุสมผลดี
อย่างไรตัวตนของพสุธา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครในมหาวิทยาลัยนี้จะเทียบได้เลย หมายถึงในแง่ของฐานะ
ฝั่งพสุธา เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็รู้เลยว่าลางสังหรณ์ของเขานั้นถูกต้องแม่นยำแล้ว
ที่อาจารย์ผู้สอนยกเลิกคลาสอย่างกะทันหัน เป็นเพราะจะเปิดทางให้เขาได้เข้าร่วมงานเสวนานี้นี่เอง
ก็ไม่ใช่ว่าเขาให้คุณวินิจมาแทนเขาแล้วหรือไง
พสุธาไม่รู้ว่า มีนักธุรกิจมากมายที่ไม่ทราบความจริง รู้เพียงแค่ข่าวลือที่เคยได้ยินมา ดังนั้นจึงพากันมาร่วมงานเสวนาครั้งนี้อย่างกระตือรือร้น บางคนถึงขั้นจ่ายเงินในราคาที่สูง เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสเข้าร่วมงาน บางคนถึงขนาดบริจาคเงินปรับปรุงสนามกีฬาเสียด้วยซ้ำ
ทางเจ้าภาพของงาน ก็รู้ดีว่าความนิยมที่ถล่มทลายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ เป็นผลกระทบมาจากใคร ดังนั้นพวกเขาจึงกังวลมาก ว่ามหาเศรษฐีทั้งหลาย จะผิดหวัง เมื่อไม่เห็นพสุธาปรากฏตัวขึ้นในงาน และเกรงว่าความผิดหวังนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองใจ แล้วหันมาเล่นงานพวกเขา ด้วยคิดว่าพวกเขาจงใจปล่อยข่าวลง
พวกเขาถูกใส่ร้ายจริง ๆ พวกเขาไม่ได้ปล่อยข่าวเลยสักนิด ใครจะไปรู้ว่าข่าวที่พวกเขาเชิญพสุธามาร่วมงานเสวนาในครั้งนี้ ใครกันแน่ที่ปล่อยข่าวออกไป ผู้ต้องสงสัยมีเยอะเกินไป เพราะอย่างไรก็ตาม ตอนที่เขาเชิญพสุธา พวกเขาก็ไม่ได้ทำอย่างรัดกุมสักเท่าไร คงจะมีนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมา บังเอิญได้ยินเข้า จึงพูดต่อ ๆ กันไป แล้วไปสร้างความเข้าใจผิดให้กับบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย
นักธุรกิจทั้งหลาย เบื้องหน้าก็ให้เกียรติอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศอย่างพวกเขา แต่เบื้องหลัง ใครจะรู้ว่าจะลอบเล่นงานพวกเขาอย่างไร หากไปสร้างความขุ่นเคืองใจเข้า
ทว่านี่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่พวกเขาอยากให้พสุธาเข้าร่วมงานเสวนาด้วย อันที่จริง เหตุผลหลัก ๆ เลยก็คือ พวกเขาอยากจะรู้แนวคิด หรือวิธีการคิดของพสุธา ที่ทำให้เจ้าตัวก้าวมาอยู่จุดนี้ได้
หากพสุธารู้ความคิดของอาจารย์ทั้งหลาย เขาคงจะยิ้มด้วยความขมขื่น
เขาจะไปมีแนวคิดอะไร ทุกอย่างเป็นการจัดการของระบบทั้งนั้น เขาไม่ได้อยากได้หุ้นมากมาย เขาอยากได้ทักษะติดตัวมากกว่า!
กลับมาที่ตอนนี้ หลังจากพสุธานิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของคณบดี เขาก็พูดตอบ
“ผมไปร่วมงานในฐานะผู้ฟังได้ แต่ผมจะไม่ขึ้นเวที และไม่เข้าร่วมวงเสวนา” พสุธาพูดตอบกลับไป
คณบดีทั้งสองมีสีหน้าผิดหวังชั่วครู่หนึ่ง แต่พริบตาต่อมาพวกเขาก็เปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว รีบตกปากรับคำ ยืนยันว่าพสุธาแค่ไปนั่งฟังก็พอ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร
เมื่ออีกฝ่ายรับปากแล้ว พสุธาจึงยอมพยักหน้ารับปากอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจสักเท่าไรนัก
คณบดีทั้งสองยินดีอย่างยิ่งยวด ที่พสุธายอมไปร่วมงาน พวกเขากล่าวขอบคุณสำหรับความร่วมมือของพสุธา แล้วรีบพากันกลับไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าถ้าอยู่ต่ออีกเพียงแค่วินาทีเดียว พสุธาจะเปลี่ยนใจขึ้นมา
พสุธาพูดไม่ออก เมื่อคณบดีที่ภูมิฐานสง่างามทั้งสอง พากันวิ่งหนีไป
พวกสีไม้กระพริบตาปริบ ๆ มองตามหลัง แล้วก็หัวเราะออกมา แต่นักศึกษาคนอื่นมองพสุธาด้วยสีหน้าแปลก ๆ
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าพสุธารวยมาก รวยอย่างมหาศาล รวยเกินกว่าที่พวกเขาจะนึกจินตนาการออก แต่พอเห็นคณบดีทั้งสองคน ปฏิบัติต่อพสุธาเช่นนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง และยิ่งรู้สึกว่าพสุธากับพวกตัวเองนั้น อยู่คนละโลกกัน
อันที่จริง พวกเขาส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีฐานะดี พ่อแม่ถ้าไม่เป็นข้าราชการระดับสูง ก็เป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่าหลายร้อย ถึงหลายพันล้านบาทกันทั้งนั้น พวกเขาไม่เคยรู้สึกด้อยกว่าใครเลย จนกระทั่งได้มาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับพสุธา
ไม่ใช่ว่าพสุธาทำตัวหรูหรา กลับกันเลย นอกจากรถที่เจ้าตัวสลับขับไม่ซ้ำแต่ละวัน อย่างอื่น ๆ พสุธาวางตัวได้ติดดินมาก ถึงขนาดห่อข้าวมากินเองเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงค่อย ๆ รู้สึกว่าตัวเองและพสุธา อันที่จริงก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก จนกระทั่งได้เห็นคณบดีปฏิบัติต่อพสุธาอย่างเกรงอกเกรงใจแบบนี้ พวกเขาจึงได้รู้สึกอย่างชัดเจน ถึงความแตกต่างระหว่างกัน
พสุธาถอนหายใจ เมื่อเห็นสายตาอิจฉาของเพื่อนร่วมห้องเรียนที่มองมา จากนั้นเขาก็ลงมือเก็บของต่อ แล้วชวนพวกสีไม้ออกไปหาอะไรกินกัน
“ดิน มึงโคตรเจ๋งเลย สุดจะเท่ ขนาดคณบดียังต้องเกรงใจมึง” สีเทียนกับพสุธาอย่างกระตือรือร้น
พสุธาชำเลืองสายตามองสีเทียน
“นี่มันใช่เรื่องของความเท่เหรอ ไม่เห็นสายตาของคนอื่นที่มองกูหรือไง” พสุธาพูดเสียงเหนื่อยใจ
เขาแค่อยากใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างเรียบง่าย แต่เพราะลูคัสเลย ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาตั้งแต่วันแรก และชีวิตเรียบง่ายที่เขาใฝ่ฝัน ก็สลายหายวับไปตั้งแต่วันแรกที่เขาเหยียบเข้ารั้วมหาวิทยาลัย
แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่พสุธาก็ยังไม่ลืมที่จะโทษลูคัส
งานเสวนาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตอนสิบสี่นาฬิกา ทว่าราว ๆ สิบสามนาฬิกา บรรดานักธุรกิจที่มาร่วมงาน ต่างก็มาถึงสถานที่จัดงานกันแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เจ้าภาพของงานตกใจมาก เพราะว่าพวกเขาเคยจัดงานเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว และนี่เป็นครั้งแรก ที่บรรดานักธุรกิจมาถึงก่อนเวลาเริ่มงานขนาดนี้ ปกติแล้วอย่างมากก็มาถึงก่อนสักสิบนาที บางคนกระทั่งมาสายเลยด้วยซ้ำ
คณบดีทั้งสองไม่รู้ว่า บรรดานักธุรกิจที่มาในวันนี้ พวกเขาถึงกระทั่งยกเลิกตารางงานที่เดิมเอาไว้ เพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ งานที่ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่รู้สึกว่ามีความสำคัญอะไร จนกระทั่งได้ข่าวว่าพสุธามาร่วมงาน
“คุณเจนภพ คุณก็มาด้วยเหรอเนี่ย”
“อ้าว คุณวีรภาพ ไหนบอกว่าวันนี้จะไปเซ็นสัญญาธุรกิจ ทำไมมาร่วมงานได้ล่ะ”
“เอ๊ะ นั่นมันตาเฒ่าธนาธรไม่ใช่เหรอ ไหนบอกว่าต้องไปลอนดอน ไม่ได้มาร่วมงานนี้ไง”
บรรดานักธุรกิจที่มาถึงงาน พวกเขาก็เจอกับคนคุ้นหน้าคุ้นตา แล้วก็กัดฟันกรอด ๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยถามกันแล้วว่าจะมาร่วมงานหรือไม่ แต่ละคนก็บอกว่าบัตรหายากบ้าง ติดธุระไม่ว่างบ้าง แต่ที่ไหนได้ วันนี้ก็มาร่วมงานกันหมด
ไม่ต้องถามหาเหตุผล พวกเขาก็รู้กันอย่างชัดเจน ล้วนเป็นพวกหมาป่าเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น ปิดบังเรื่องมาร่วมงาน เพราะต้องการให้คนอื่นคิดว่างานนี้ไม่ได้สำคัญอะไรมาก และเปลี่ยนใจที่จะไม่มา
นี่ไม่ใช่ต้องการทำลายงานเสวนา แต่เป็นการลดคู่แข่ง แต่ละคนที่มางานในวันนี้ พวกเขาก็มาพร้อมกับโครงการใหญ่ในมือ โครงการที่ต้องการเงินลงทุน แล้วทอดตามองไปทั่ววงการธุรกิจ ก็มีเพียงพสุธาเท่านั้น ที่มีเงิดสดหมุนเวียนมหาศาล ราวกับไม่มีวันหมด พวกเขามั่นใจมากว่าถ้าพวกเขาเชิญพสุธามาร่วมลงทุนในโครงการของพวกเขาได้ พวกเขาจะได้รับเงินทุนมหาศาล
แต่ละคนไม่รู้เลย พสุธามีเงินสดหมุนเวียนในมือตอนนี้ไม่ถึงหนึ่งหมื่นล้านด้วยซ้ำ ที่เขาเห็นเขาได้หุ้นเพิ่มเป็นว่าเล่น นั่นก็เพราะระบบทั้งนั้น
เบื้องหลังพวกเขากีดกันกัน แต่เบื้องหน้า พวกเขาก็ยังทักทายกันอย่างยิ้มแย้ม ราวกับว่าที่พยายามกีดกันกันก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“คุณวีรภาพ ได้ยินว่าพวกคุณหมายตาเหมืองโคบอลต์ที่คองโก เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
“เฮ้ คุณเจนภพ ข่าวสารของคุณไม่อัพเดตเลย เหมืองโคบอลต์ที่นั่น มีทุนใหญ่หมายตาอยู่ ได้ยินว่าพวกเขามีเงินลุงทุนกว่าห้าแสนล้านบาท ผมสู้ไม่ไหวหรอก” คุณวีรภาพแสร้งบ่นอย่างผิดหวัง แต่ในใจลอบด่าเจนภพ
ฮึ่ม ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ พูดถึงเหมืองโคบอลต์ต่อหน้าพวกจิ้งจอกทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าต้องการเพิ่มคู่แข่งให้ฉันหรือไง
แต่ว่าที่เขาพูดออกไปนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก มีคู่แข่งที่เตรียมทุ่มเงินทุนกว่าห้าแสนล้านบาท เพื่อเตรียมแย่งชิงสิทธิ์ในการขุดแร่โคบอลต์ ซึ่งเป็นแร่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และอิเล็กทรอนิกส์
เขาเองวางแผนโครงการนี้มาหลายเดือน เพื่อแย่งสิทธิ์นี้ ทว่าอยู่ ๆ ก็มีคู่แข่งทุนหนาโผล่ขึ้นมา พวกเขาที่ระดมทุนได้เพียงแค่สามแสนล้านบาท จึงต้องหาผู้ลงทุนเพิ่ม และใช่ พวกเขาหมายตาพสุธาให้มาร่วมทุนด้วย
วีรภาพไม่พูด แต่เจนภพที่ฟังคำตอบของวีรภาพ ก็รู้ทันทันที ในใจวางแผนสารพัด ว่าจะแย่งชิงเงินทุนกับคนอื่น ๆ อย่างไรดี
พวกเขามั่นใจมาก ว่าพสุธาจะร่วมลงทุนในธุรกิจของพวกเขา นั่นก็เพราะว่าพสุธาเปิดบริษัทซอร์กรุ๊ปขึ้นมา และหนึ่งในบริษัทลูก ก็มีซอร์ อินเวสท์เมินท์ บริษัทสำหรับลงทุน
ในเมื่อมีบริษัทสำหรับลงทุน แล้วจะไม่ลงทุนในธุรกิจได้อย่างไรล่ะ
พวกเขาไม่รู้ว่าบริษัทลงทุนของพสุธานี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อลงทุนในศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรโดยเฉพาะ
บรรดานักธุรกิจต่างก็มีแผนการในใจของตัวเอง แล้วก็พูดคุยกับเพื่อนนักธุรกิจอย่างหักเหลี่ยมเฉือนคม จนกระทั่งคุณวินิจมาถึง พวกเขาก็รีบเข้าไปทักทายคุณวินิจกันอย่างกระตือรือร้น
“โอ้ คุณวินิจก็มางานนี้ด้วยเหรอเนี่ย”
“คุณวินิจ เมื่อวานผมเข้างานช้าไป ไม่มีโอกาสได้ทักทายคุณวินิจเลย”
“คุณวินิจ สบายดีใช่ไหมครับ เมื่อวานน่าเสียดายที่ผมกลับมาไม่ทันร่วมงานการกุศล พวกเราเลยไม่ได้เจอกัน”
คุณวินิจมองคนที่พูดประโยคเมื่อสักครู่นี้ เขาก็ยิ้มอย่างรู้ทัน
เสียดายที่ไม่ได้เจอเขาอะไรกัน เสียดายที่ไม่ได้เจอท่านประธานของเขามากกว่าน่ะสิ
เพราะเมื่อวานท่านประธานของเขาไปที่งานเลี้ยงอย่างไม่มีการประกาศล่วงหน้า ทำให้หลานคนพลาดโอกาสที่จะได้เจอพสุธา นั่นทำให้แต่ละคนเสียดายจนแทบตายแล้ว แล้วก็ไม่ยอมพลาดงานนี้
รู้ทันก็ส่วนรู้ทัน แต่คุณวินิจก็ไม่ได้เปิดโปงออกมา เขาพูดคุยกับนักธุรกิจเหล่านี้อย่างเป็นกันเอง ทว่าก็วางมาดของผู้ช่วยพิเศษมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลายล้านล้านด้วย
พวกเขาคุยกันอย่างครึกครื้น จนกระทั่งเหลือเวลาอีกราว ๆ สิบห้านาที งานเสวนาก็จะเริ่มอย่างเป็นทางการ พวกเขาจึงไปหาที่นั่งกัน
เพื่อลดข้อผิดพลาด ทางผู้จัดของงาน จึงไม่ได้ระบุที่นั่งของแขกที่มาร่วมงาน ใครอยากจะนั่งตรงไหนก็นั่ง เลือกที่นั่งกันตามสบาย
อันที่จริงเพราะว่าผู้จัดงานก็รู้ว่าแขกที่มา ต้องเลือกอยากนั่งใกล้ ๆ พสุธาแน่ ๆ ดังนั้นถ้าเขาจัดรายชื่อ แล้วทำให้แขกที่ต้องนั่งห่างออกไปขุ่นเคืองใจ แบบนั้นพวกเขาก็เดือดร้อนน่ะสิ ดังนั้นแล้ว พวกคุณเชิญแย่งชิงเอาเองเถอะ แย่งชิงไม่ทัน ก็ไม่ใช่ความผิดของผู้จัดงานอย่างพวกเขาแล้ว
เหล่าบรรดาเศรษฐีเมื่อเห็นว่าไม่ระบุที่นั่ง พวกเขาก็คิดกันเอาเองว่าพสุธาจะต้องนั่งข้างคุณวินิจเป็นแน่ จึงได้พยายามแย่งชิงที่นั่งข้างคุณวินิจกัน
แน่นอนว่าไม่มีฉากตบตีแย่งชิงกันหรอก อย่างไรก็เป็นนักธุรกิจใหญ่กันทั้งนั้น ก็แค่พุดจาหักเหลี่ยมเฉือนคมกันไม่กี่ประโยค คุณวีรภาพก็แย่งชิงที่นั่งข้างคุณวินิจมาได้ ทำให้ได้รับสายตาเชือดเฉือนจากคนอื่น
ทว่าเมื่อถึงเวลาเริ่มงานแล้ว พวกเขาไม่เห็นพสุธามานั่งข้างคุณวินิจ ก็มองกันอย่างแปลกใจ จนกระทั่งต้องกระซิบถามผู้จัดงาน แล้วก็ได้ใจความว่า พสุธาไม่ได้ขึ้นพูดในวันนี้ เจ้าตัวมอบหมายให้คุณวินิจขึ้นไปพูดแทนตัวเอง ส่วนพสุธานั้นนั่งชมอยู่ทางด้านหลัง
สิ้นคำตอบนี้ สายตาทุกคู่ก็หันไปยังด้านหลังทันที แล้วก็เห็นเด็กหนุ่มที่โดดเด่นในชุดนักศึกษา นั่งอยู่แถวสุดท้ายของงาน
เห็นแบบนั้น แต่ละคนก็คับแค้นในแทบตายแล้ว
ก่อนหน้านี้พวกเขาแย่งชิงอะไรกันล่ะ ตอนนี้คนไปนั่งอยู่ข้างหลังแล้ว จะเปลี่ยนที่นั่งตอนนี้ก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่งานเริ่มแล้วเลย ต่อให้งานยังไม่เริ่ม คนที่ได้เก้าอี้แถวหลัง ยังจะยอมแลกกับพวกเขาอีกเหรอ แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว!
พวกเขาคิดได้ถูกต้อง เพราะคนที่ได้นั่งข้างพสุธา ก็คือภาณุ คนที่หาบัตรเข้างานมาจนได้ เขาตื่นเต้นจนแทบแย่ ตอนที่พสุธาเดินมานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ เขา
เขาอยากจะพูดทักทาย แต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ จึงคิดว่ารอให้งานเริ่มก่อน แล้วค่อยหาประเด็นน่าสนใจคุยกับพสุธา
พสุธาก็ชำเลืองมองคนที่ลอบมองเขาอยู่บ่อย ๆ เจ้าตัวดูประหม่ามากทีเดียว ทั้ง ๆ ที่แต่งงานอย่างนักธุรกิจใหญ่ ข้อมือสวมนาฬิกาหรู คนแบบนี้แล้ว ส่วนมากจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงไม่ใช่เหรอ แล้วประหม่าอะไรกัน
พสุธามองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไป นั่นมันเมธานี่นา
ตอนที่พสุธามองไป เมธาก็มองพสุธาอยู่เช่นกัน
เมธามางานนี้ ก็เพราะเขาอยากมาเจอพสุธา หลังจากที่เมื่อคืนมอบนามบัตรกับพสุธาไป แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ติดต่อมา ทำเอาเขากระวนกระวายใจ จึงกัดฟันเสี่ยงดวงมาที่นี่ดู
ส่วนที่เมธาเข้างานมาได้อย่างไร ก็เพราะว่าเขาเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ และเป็นลูกรักของอาจารย์ ดังนั้นจึงพอจะขอบัตรเชิญเข้างานมาได้บ้าง
พสุธาเห็นเมธา เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ติดต่อเมธาไปเลย
เมื่อวานนี้ เขาใช้การ์ดรับสมัครผู้ช่วยแล้ว โดยระบุว่าต้องการผู้ช่วยสำหรับรับผิดชอบบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งระบบก็เลือกเมธามา ความจงรักภักดีร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
เมื่อเห็นแบบนี้ พสุธาก็อดคิดไม่ได้ว่า ระบบเป็นฝ่ายจัดแจงให้เมธาเข้าหาเขาเมื่อวานหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นมันจะบังเอิญลงล็อคขนาดนี้ได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของระบบหรือเปล่า พสุธาก็ตั้งใจที่จะร่วมงานกับเมธาอยู่ดี
ฝั่งเมธาเห็นพสุธามองมาที่เขาเสียที ทั้งพยักหน้าทักทายเป็นสัญญาณว่าพสุธาจำเขาได้ เขาก็ตื่นเต้นทันที รีบลุกขึ้นเดินมาหาพสุธา ตื่นเต้นจนลืมไปว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในงานเสวนา
โชคดีที่พวกเขานั่งอยู่แถวหลังสุด กับรองหลังสุด ทำให้เป็นที่สนใจไม่มากนัก
“คุณพสุธา” เมธาเดินมายืนอยู่ข้างหลังพสุธา แล้วโน้มตัวลงพูดด้วยน้ำเสียงประหม่า
“คุณเมธาใช่ไหม ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่ ผมกำลังคิดจะหาโอกาสพูดคุยกับคุณอยู่พอดี” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
เมธาตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา
“ผม ผมมาที่นี่เพื่ออยากพบคุณโดยเฉพาะ” เมธาพูดกับพสุธาอย่างประหม่าเหมือนเดิม
“ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยสะดวก หลังจบงาน...” พสุธาจะบอกว่าหลังจบงาน พวกเขาค่อยคุยกัน แต่นักศึกษาอีกคน ที่นั่งอยู่อีกด้านของเขา ก็เสนอขึ้นมาก่อน
“ถ้าน้องดินมีธุระจะคุยกับรุ่นพี่คนนี้ เดี๋ยวพี่ย้ายที่นั่งเองค่ะ” นักศึกษาสาวจากคณะบริหารธุรกิจพูดบอก ตอนแรกเธอดีใจมาก ที่ได้นั่งข้างพสุธา ตอนนี้ก็ยังดีใจอยู่ ทว่าการได้นั่งข้างพสุธา แต่ไม่ได้แสดงตัวต่อหน้าพสุธา ก็ไม่มีความหมายอะไร สู้ยกที่นั่งให้กับคนที่พสุธามีธุระจะคุยด้วยดีกว่า ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เธอก็ได้แสดงความมีน้ำใจ วันหน้าบังเอิญเจอกัน พสุธาก็คงจะจำเธอได้บ้าง
ต้องบอกว่านักศึกษาสาวคนนี้ มีไหวพริบดีมากจริง ๆ
พสุธามองเธอ จากนั้นก็พูดขอบคุณ
“ขอบคุณนะครับรุ่นพี่ ผมต้องรบกวนรุ่นพี่แล้ว” พสุธาก็ยอมรับน้ำใจนี้จากอีกฝ่าย แม้จะรู้ว่าเธอมีจุดประสงค์ก็ตาม
นักศึกษาสาวเมื่อได้ยินพสุธายอมรับน้ำใจจากเธอ เธอก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบสละที่นั่งให้เมธา แล้วลุกขึ้นเดินไปนั่งยังที่นั่งของเมธาแทน
“คุณเป็นศิษย์เก่าของที่นี่เหรอ” พสุธาถามเสียงเบา เพราะเขาสังเกตได้ว่ารุ่นพี่หญิงคนเมื่อครู่นี้ เรียกเมธาว่ารุ่นพี่
“ใช่ครับ ผมจบปริญญาเอกจากที่นี่ แต่ว่าเป็นคณะวิศวกรรมวัสดุ” เมธาถือโอกาสนี้แนะนำประวัติการศึกษาของตัวเอง
“อ้อ” พสุธาพยักหน้าช้า ๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก นั่นทำให้เมธากระวนกระวายใจขึ้นมา
“คือว่า ผมมีโครงการอยากจะนำเสนอ คุณพสุธาเอ่อ ให้โอกาสผมได้นำเสนอได้ไหมครับ” เมธาสูดลมหายใจ เรียกกำลังใจ แล้วพูดเข้าประเด็นทันที
พสุธาลอบหนักใจ เขาอยากให้เมธาดูแลธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของเขา แต่ว่าเมธาใสซื่อ ไม่มีชั้นเชิงนักธุรกิจเลยสักนิด แบบนี้ถ้าไปเจอคู่ค้า จะต่อรองทางธุรกิจให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าพลาดท่าเสียทีไปให้อีกฝ่ายจนหมดนะ
ดูเหมือนว่าเขายังต้องให้คุณวินิจ หรือไม่ก็ผู้ช่วยพิเศษที่จะรับมาใหม่ ดูแลเรื่องการบริหาร ส่วนเมธา ดูแลเรื่องเทคนิค และเทคโนโลยี
“คุณเอาเอกสารโครงการมาหรือเปล่า ผมจะอ่านเอง” อยู่ในงานแบบนี้ พวกเขากระซิบคุยกัน ก็เสียมารยาทมากพอแล้ว ยังให้เมธาเสนองานอีก อาจารย์ทั้งหลายได้มองเขาตาเขียวแน่
เมธาได้ยินคำพูดของพสุธา ก็ยื่นแฟ้มเอกสารรายละเอียดโครงการที่เขาเตรียมมา ให้กับพสุธาทันที
พสุธารับมาอ่านเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาลุ้น ๆ ของเมธา และสายตาที่ลอบมองของภาณุ
เขาได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่อย่างชัดเจน และเมื่อวานเขาก็อยู่ในงานประมูลการกุศลด้วย ทำให้ภาณุรู้ว่าเมธาเป็นคนเดียวที่พสุธาให้ความสนใจ ในงานนั้น
ดังนั้นแล้ว เขาก็อยากจะรู้ว่าเพราะอะไร พสุธาจึงได้สนใจคนที่ดูซื่อ ๆ คนนี้นัก
พสุธาไม่สนใจสายตาที่มองมา เขาตั้งใจอ่านโครงการของเมธา จากนั้นเขาก็ต้องแปลกใจ เพราะว่าเมธานั้นกำลังทำโครงการผลิตชิป ที่มีขนาดศูนย์จุดเจ็ดนาโนเมตร นั่นมันเทียบเท่ากับเทคโนโลยีชิปที่บริษัทอาร์เอ็ม บริษัทอันดับหนึ่งด้านเซมิคอนดักเตอร์ ประกาศเปิดตัวออกมา และอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้มีคุณภาพเสถียร โดยยังกล่าวอีกว่า ในอีกไม่ถึงสามปี พวกเขาจะสามารถผลิตชิป ขนาดศูนย์จุดเจ็ดนาโนเมตรให้ทุกคนสามารถใช้งานได้
พสุธาชำเลืองสายตามองเมธา เขาสงสัยว่าเมธานั้น ได้ทำอะไรที่เข้าข่ายการ ‘ขโมยเทคโนโลยี’ หรือเปล่า
หรือว่าเจ้าตัวเป็นอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง ที่วิจัยเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง
เมธาเห็นพสุธามองมาอย่างประเมิน เขาก็ประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง มือชื้นไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง แล้วก็มีสีหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินพสุธาพูดว่า
“โครงการของคุณน่าสนใจมาก แต่น่าเสียดายที่ผมมีโครงการที่น่าสนใจมากกว่า” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
“นี่..” เมธาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง เพื่อบอกกับพสุธาว่าโครงการของเขานั้นคุ้มค่าที่จะลงทุนแน่ ๆ
“และผมก็คิดว่าคุณน่าสนใจกว่าโครงการของคุณ ดังนั้นผมจะยื่นคำเชิญอย่างเป็นทางการ คุณต้องการมาร่วมงานกับผมไหม” คำพูดของพสุธา ทำให้เมธาสับสนขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ปฏิเสธโครงการของเขา แล้วก็ชวนเขาไปร่วมงาน โดยบอกว่าเขาน่าสนใจกว่าโครงการที่เขานำเสนออย่างนั้นเหรอ
มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“นี่ ผมต้องการทำโครงการนี้” เมธาพูดเชิงปฏิเสธ เขาทุ่มเทกับโครงการในมือของเขาไปมาก เขาจะยอมแพ้ง่าย ๆ ไม่ได้โดยเด็ดขาด
พสุธายิ้มบาง เขาไม่แปลกใจที่เมธาจะปฏิเสธ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเปิดไฟล์เอกสารบางอย่างให้เมธาได้ลองอ่านดู
“ลองดูโครงการของผม แล้วผมจะให้คุณตัดสินใจใหม่ ว่าอยากจะร่วมงานกับผมหรือเปล่า แน่นอนว่าผมมีโอกาสให้คุณแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น” พสุธาพูดอย่างสบาย ๆ
เมธาแม้ว่าใจแน่วแน่ที่จะปฏิเสธ แต่เพื่อไม่ให้เสียมารยาท เขาก็ยื่นมือไปรับโทรศัพท์ของพสุธามาอ่านข้อมูลโครงการ ที่พสุธาต้องการให้เขาพิจารณาดู
ตอนแรกเมธาอ่านด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้คาดหวังอะไร จนกระทั่งเขาอ่านไปเรื่อย ๆ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ มือของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
“นี่ นี่มันจริงหรือเปล่าครับ” เมธาถามเสียงสั่น
เขาตื่นตะลึงจริง ๆ ในขณะที่เขาภูมิใจกับเทคโนโลยีชิป ขนาดศูนย์จุดเจ็ดนาโนเมตรของเขา คนที่เข้าต้องการเชิญมาเป็นนายทุน ก็หยิบโครงการที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำกว่าเขาออกมา หากว่าเขาไม่ได้เห็นโครงการนี้ แล้วไปได้นักลงทุนคนอื่น รอจนโครงการของพสุธาสำเร็จผล พวกเขาจะต้องล้มละลายเป็นแน่
ก็ถ้ามีชิปที่คุณภาพดีกว่า ใครจะอยากซื้อชิปที่คุณภาพด้อยกว่ากันล่ะ อีกทั้งจากราคาประเมิณต้นทุนแล้ว ต้นทุนโครงการของพสุธา ยังต่ำกว่าต้นทุนโครงการของเขาถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
นี่มันไม่น่าเชื่อเกินไป
“ผมอยากเจอคนที่คิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา” เมธาพูดเสียงเบา แต่ความตื่นเต้น และกระหายความรู้ในแววตาของเมธาชัดเจนมาก
“คุณได้เจอแล้ว” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
เทคโนโลยี เป็นระบบที่ให้มา ดังนั้นแล้วเขาจะไปหาตัวคนคิดค้นมาจากที่ไหนล่ะ ก็ได้แต่พูดคลุมเครือไปแบบนี้นี่แหละ
เมธามองพสุธาอย่างสับสน ก่อนที่เขาจะคาดเดาอะไรได้
“หมายถึงคุณเองน่ะเหรอครับ”
พสุธายิ้มในสีหน้า ไม่พูดตอบ ทว่าในใจนั้นก็โอดครวญ
อย่าถามเยอะ เขาตอบไม่ได้ เอ๊ะ หรือว่าเขาจะอ้างลูคัสอีกดี