LNCrawler

97. ตอนที่ 95

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 95

“ตกลงคุณจะเข้า...” พสุธาถามเมธา หลังจากที่เขานำโทรศัพท์คืนมาแล้ว

“ผมตกลงครับ ผมตกลง” เมธารีบละล่ำละลักตอบตกลงในทันที ลืมสิ้นความคิดที่จะปฏิเสธ

หลังจากที่อ่านโครงการของพสุธาแล้ว แม้ว่ารายละเอียดจะไม่มากนัก แต่เขาก็สามารถรู้ได้ทันทีเลยว่า โครงการของพสุธาจะต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่ และเป็นความสำเร็จที่จะทำให้วงการเซมิคอนดักเตอร์สั่นสะเทือน ผู้นำของวงการเซมิคอนดักเตอร์ ก็ต้องเปลี่ยนไป โครงการที่เขามั่นใจมาก เทียบไม่ติดเลยกับโครงการของพสุธา ดังนั้นแล้วเมธาจึงรีบร้อนมากที่จะตอบตกลง

อันที่จริงถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะให้พสุธาพาเขาไปที่ศูนย์วิจัย แล้วเริ่มดำเนินโครงการทันที

ฝั่งพสุธาได้ยินคำตอบของเมธา เขาก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด ในเมื่อเมธาเป็นผู้พัฒนาโครงการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว เจ้าตัวจะไม่สนใจโครงการของเขาได้อย่างไรล่ะ

“ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่บริษัทของผม เดี๋ยวหลังจากจบงานนี้ เราค่อยคุณรายละเอียดกันอีกที ระหว่างนี้คุณก็คิดเรื่องเงินเดือนที่คุณต้องการ รวมถึงข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการที่คุณอยากได้ หากไม่มากเกินไป ผมจะตอบตกลงทุกข้อ” พสุธาพูดอย่างใจกว้าง เพราะเขาเห็นความสามารถของเมธา

ให้พูดตามความจริง เมธาเรียกได้ว่าอัจฉริยะตัวจริงเจ้าตัวไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าระบบเลยแม้แต่น้อย ก็สามารถพัฒนาโครงการเซมิคอนดักเตอร์มาถึงขั้นนี้ได้แล้ว หากว่าเจ้าตัวมีเงินทุนหนุนหลัง จะต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่ ๆ

“ว่าแต่ผมดูโครงการของคุณแล้ว มันดีมาก หากว่าผมไม่ได้มีโครงการของผมเองแล้ว ผมจะต้องร่วมลงทุนกับคุณแน่ ๆ แล้วทำไมคุณถึงถูกปฏิเสธจะนายทุนกลุ่มอื่นล่ะ” พสุธาถามอย่างคล่องใจ

เมธาได้ยินคำถามนี้แล้ว เขาก็ยิ้มอย่างขมขื่น

“นายทุนแต่ละคนที่ผมไปหา ไม่มีใครยินดีให้โอกาสผมได้นำเสนอโครงการเลยสักคน”

พสุธาไม่รู้ว่านายทุนพวกนั้นโชคร้าย หรือโชคดีกันแน่ โชคร้ายที่พลาดโครงการดี ๆ แบบนี้ แต่ก็โชคดีที่หากโครงการนี้พัฒนาไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว แต่ถูกโครงการของเขาชิงตัดหน้าเปิดตัว ถึงตอนนั้นนก็คงจะล้มละลายกันเลยทีเดียว

พสุธาไม่ได้พูดปลอบใจเมธา ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะสิ่งปลอบใจเดียวที่เขามี เขาก็จะยกให้เมธาดูแลอยู่แล้ว

ก็คือโครงการเซมิคอนดักเตอร์ ขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร นั่นยังไงล่ะ และเมื่อมีแนวทางนี้แล้ว พสุธาคิดว่าเมธาจะสามารถพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ ขนาดเล็กกว่าศูนย์จุดห้าขึ้นมาได้ ถึงตอนนั้น เขาจะแบ่งหุ้นส่วนหนึ่งให้กับเมธาด้วย

ขณะที่พสุธากำลังพูดคุยอยู่กับเมธานั้น เขาก็ไม่ได้สังเกตเลยว่าข้าง ๆ ของเขา ภาณุกำลังเอียงหูฟังด้วย และมีสีหน้าอิจฉาเมธาอย่างยิ่งยวด ที่ได้รับความสนใจจากพสุธา

ภาณุจ้องมองเมธา เขาตัดสินใจส่งข้อความหาผู้ช่วยพิเศษของตัวเอง ให้อีกฝ่ายมาลอบจดจำใบหน้าของเมธา จากนั้นก็ไปสืบหาข้อมูลขอเมธามา

ขอเพียงแค่รู้ว่าเมธาเรียนจบด้านไหนมา มีความเชี่ยวชาญด้านไหน ถึงตอนนั้นเขาก็คาดเดาได้แล้วว่า โครงการที่พสุธามีอยู่ในมือ มันคือโครงการอะไร

เมื่อเขารู้แล้ว เขาก็อาจจะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน นั่นไม่ใช่ว่าเขาก็จะได้แบ่งน้ำซุปมากินด้วยเหรอ

พสุธากินเนื้อไป เดี๋ยวเขากินน้ำซุปเอง

ภาณุคิดอย่างมีความสุข แต่เมื่อเขานึกถึงเรื่องที่ลูกชายของเขาสารภาพมา ภาณุก็สีหน้ามืดครึ้ม ทว่าต่อมา เขาก็คิดอะไรออก

ดวงตาของภาณุเปล่งประกาย เขารู้วิธีที่จะเข้าหาพสุธาแล้ว

“คุณพสุธาครับ” ภาณุเรียกพสุธาเสียงเบา หลังจากที่มีประกาศว่าการเสวนาจะพักห้านาที ให้ผู้เข้าร่วมนั้นไปผ่อนคลายยืดเส้นยืดสาย

พสุธาหันมองไปยังภาณุ เขาจำได้ว่าตอนแรก ๆ ภาณุเอาแต่ลอบมองมาทางเขา

“รู้จักผมด้วยเหรอครับบ” พสุธาถามออกไป

“รู้จักสิครับ เมื่อวานผมก็อยู่ในงานด้วย แต่ผมไม่มีโอกาสได้ไปทักทายคุณพสุธา ขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท” ภาณุรีบออกตัวขอโทษก่อน

พสุธาผงะไป เขาไม่นึกว่าภาณุจะขอโทษเขาแบบนี้ เขายิ้มขื่นในใจ

“มีอะไรให้ต้องขอโทษกันล่ะครับ พวกเราต่างก็แค่ไปร่วมงานเท่านั้นเอง” เขาไม่ได้หลงตัวเองถึงขนาดต้องโกรธคนที่ไม่ได้เข้ามาทักทายเขา

“คุณพสุธาใจกว้างจริง ๆ เลยครับ” ภาณุเอ่ยชมพสุธา ทำเอาพสุธาจนใจ

เขาใจกว้างเหรอ เห็นกันชัด ๆ ว่าอีกฝ่ายไม่มีความผิด แล้วเขาจะถือโทษได้อย่างไรล่ะ

“คุณรู้จักผมแล้ว คุณจะไม่แนะนำตัวสักหน่อยเหรอครับ” พสุธาเปลี่ยนเรื่อง เขากลัวว่าอีกประเดี๋ยว ภาณุจะคุกเข่าขอโทษเขากับพื้น

อย่าคิดว่าเขาเวอร์เกินไป ภาณุมีความเป็นไปได้ที่จะทำเช่นนั้นจริง ๆ

“ขอโทษครับ ผมเสียมารยาท ลืมแนะนำตัวเองไป ผมภาณุครับ ทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้าครับ” ภาณุรีบแนะนำตัวเอง เขากลัวว่าถ้าแนะนำช้าไป เดี๋ยวจะถูกพวกหมาป่าเจ้าเล่ห์ทั้งหลายที่กำลังจ้องตาเป็นมันมาทางนี้ แย่งชิงโอกาสเอาได้

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” พสาพูดแล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้เมธา

เมธามองพสุธา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าอึกอักว่า

“คุณพสุธาพอจะมีเวลาไหมครับ ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะแจ้งคุณ”

“เรื่องอะไรครับ” พสุธาถามออกไป นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับภาณุแล้ว

ภาณุกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา ให้ได้ยินกันแค่สองคน

“คือว่าผมมีลูกชายไม่ได้เรื่องอยู่หนึ่งคน ปกติแล้วชอบรวมกลุ่มเที่ยวเล่นกับเพื่อน เมื่อคืนนี้ เพื่อนในกลุ่มที่ถือตัวเองเป็นพี่ใหญ่ ก็ได้มีคำสั่งหนึ่งออกมาครับ” คภาณุพูดถึงตรงนี้แล้วก็เงียบไป

พสุธาหรี่ตาลงเล็กน้อย

“คงจะเกี่ยวข้องกับผมสินะครับ” พสุธายังคาดเดาได้อีกด้วยว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่ภาณุกล่าวถึง กคือปพน

ยังจะมีอะไรให้คิดไม่ถึงอยู่ล่ะ พวกลูกหลานเศรษฐี มักจะรวมกลุ่มอยู่กับพวกลูกหลานเศรษฐีด้วยกันอยู่แล้ว และลูกหลานเศรษฐีที่เขามีเรื่องด้วย ก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือปพน

ภาณุเห็นแววาอันตรายของพสุธา ก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนูตัวเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่หน้าเสือร้าย

นี่มันบ้ามาก พสุธายอายุไม่เท่าไรเอง ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังต้องใชเวลาสั่งสมประสบการณ์ ถึงจะมีออร่าน่ากลัวจนข่มขวัญคนรุ่นเขาได้ แต่พสุธาอายุยังน้อย ทำไมถึงมีออร่าน่ากลัวนี้แล้วล่ะ

ก่อนหน้านี้เขาหวั่นเกรงพสุธา เพราะจำนวนสินทรัพย์ และวิธีการที่เจ้าตัวได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้น ๆ แต่ตอนนี้ความหวั่นเกรงที่เขามีต่อพสุธา ไม่ใช่เพราะสิ่งของนอกกายพวกนั้นอีกแล้ว แต่เป็นแววตา และพลังบารมีที่แผ่ออกมาจากพสุธาต่างหาก

นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไป

“คุณภาณุ” พสุธาเรียกภาณุ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวนิ่งไป

“ครับ อ้อครับ” ภาณีขานรับพสุธา ตอนแรกขานอย่างเลื่อนลอน แต่ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังจะพูดเรื่องอะไร เขาจึงได้พูดต่อว่า

“เจ้าลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของผม และเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ได้รับคำสั่งให้ดักเล่นงานคุณพสุธา โชคดีที่ลูกชายของผมถึงจะไม่ได้เรื่อง แต่ก็ยังไม่เลวร้าย เขานำเรื่องนี้มาบอกกับผม และถอนตัวออกจากเพื่อนกลุ่มนั้นแล้ว ส่วนผมก็มาแจ้งเรื่องนี้กับคุณพสุธา คุณพสุธาต้องระวังตัวนะครับ เจ้าเด็กกร่างนั่น เป็นพวกใจแคบ เห็นใครที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา หมอนั่นจะเล่นงานหมด” ภาณุถือโอกาสนี้ส่งข่าวให้พสุธา สร้างความดีความชอบ และต้องการแจ้งกับพสุธาอย่างแนบเนียนว่า ลูกชายของเขาถึงจะเคยเป็นเพื่อนกับปพน แต่เพราะเรื่องของพสุธา จึงได้ตัดเพื่อนกับอีกฝ่ายไปแล้ว ไม่ได้เข้าร่วมแผนการโง่ ๆ ของปพนด้วย ดังนั้นหากพสุธาจะเล่นงานปพน ก็ขออย่าได้รวมพวกเขาไปด้วยเลย

พสุธามองคุณภาณุ เขารู้เจตนาของภาณุอย่างชัดเจน ทว่าเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร

อย่างไรการคุยกับคนฉลาด ก็ดีกว่าคุยกับคนโง่ อีกฝ่ายยื่นไมตรีมาแล้ว เขาก็แค่ต้องมีไมตรีตอบกลับไป

ส่วนว่าอีกฝ่ายจะหาผลประโยชน์จากเขาได้หรือเปล่า ก็ต้องดูที่ความสามารถของเจ้าตัวเองแล้ว

“ขอบคุณที่แจ้งข่าวนี้ครับ” พสุธาพูดขอบคุณกลับไป หลังจากที่เขานิ่งคิดไปชั่วครู่หนึ่ง

“ไม่เป็นไรเลยครับ ไม่เป็นไรเลย ยังไงก็เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” ภาณุพูดอย่างรวดเร็ว แต่ในใจลิงโลดด้วยความยินดี

ต่อไปถ้าเกิดเรื่องกับคุณพสุธา เขาก็ไม่ต้องมีเอี่ยวด้วยแล้วใช่ไหม

ภาณุคิดแล้วก็โล่งใจ โล่งใจที่ตัวเองไหวตัวทัน จับพิรุธของลูกชายได้ จนสามารถยับยั้งความผิดพลาด ที่อาจจะนำมาซึ่งความวินาจได้

ถามว่าทำไมคุณภาณุถึงมั่นใจมาก ว่าลูกชายคนเล็กของเขาอย่างอนุวัฒน์ จะยอมทำตามคำสั่งของเขา ถอนตัวออกจากกลุ่มของปพน

เพราะว่าเขาส่งบรรดาลูก ๆ ของเขาไปที่แอฟริกาหมดแล้วน่ะสิ ไปอยู่ที่นั่นสักปีสองปี กลับมาจะต้องสงบเสงี่ยมลงแน่ ๆ

ใช่ภาณุไม่ได้ส่งไปแค่คนเดียว แต่ส่งไปทั้งสามคนเลย ทำเอาลูกอีกสองคน ไปโมโหใส่อนุวัฒน์ โทษฐานที่ทำให้พวกเขาซวยไปด้วย

พสุธาไม่รู้เรื่องนี้เลย และยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาหาเขาแล้ว

พสุธาพบว่าบางคนเป็นคนที่เขาเจอเมื่อวานนี้ ในงานประมูลการกุศล แต่บางคนก็เป็นคนที่เขาเพิ่งจะเคยพบหน้า

แต่ภาณุรู้จักทุกคนในที่นี้ดี และเขาก็จำได้ว่าใครบ้างที่มีลูกหลานอยู่กลุ่มเดียวกับปพน เขาลังเลใจว่าจะเตือนแต่ละคนดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะถามพสุธาก่อน เผื่อว่าพสุธาจะมีแผนการอยู่ในใจ

“คุณพสุธา เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับที่ได้เจอคุณที่นี่”

“คุณพสุธา คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำให้คนรุ่นเก่าอย่างพวกเรารู้สึกละอายจริง ๆ ที่เก่งสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้”

“คุณพสุธา ผมชื่นชมคุณมากจริง ๆ อยากจะศึกษาวิธีการทำธุรกิจของคุณ ไม่รู้ว่าคุณยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์หรือเปล่า”

แต่ละคนพูดกับพสุธา แย่งกันพูดจนพสุธาไม่มีโอกาสได้ตอบอะไร

“ท่านประธาน” คุณวินิจที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ก็พอจะช่วยขัดจังหวะความกระตือรือร้นของบรรดานักธุรกิจเหล่านี้เอาไว้ได้บ้าง

“คุณวินิจ คุณมาพอดี ผมมีเรื่องงานจะพูดคุยกับคุณด้วย” พสุธาพูดกับคุณวินิจ และเป็นการบอกเป็นนัย ๆ กับคนอื่น ๆ ว่าเขานั้นมีธุระ ไม่สะดวกพูดคุยกับใครแล้ว

ต่างก็เป็นคนฉลาดกันทั้งนั้น แม้ว่าจะรู้สึกไม่ยินยอม แต่สุดท้ายก็ยอมล่าถอยออกไป

พลาดการพูดคุยกับพสุธา ยังดีกว่าสร้างความไม่ประทับใจให้พสุธา

แต่ละคนพากันคิดเช่นนี้ จากนั้นไม่นาน รอบข้างของพสุธาก็เหลือคนอยู่เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

“คุณจำเขาได้หรือเปล่า” พสุธาพูดกับคุณวินิจ แล้วหันไปมองเมธา เพื่อให้คุณวินิจรู้ว่าเขาหมายถึงใคร

“คุณเมธา พวกเราเจอกันในงานเมื่อคืนนี้ครับ” คุณวินิจพูดตอบ

ตอนที่เจอ เมธาได้แนะนำตัว และคุณวินิจก็จำอีกฝ่ายเอาไว้ ไม่ใช่ว่าเมธานั้นโดดเด่นกว่าใคร ๆ แต่เป็นเพราะท่านประธานของเขา แสดงออกชัดเจนมากว่าสนใจเมธา ดังนั้นเขาจึงจำอีกฝ่ายให้ขึ้นใจ

“ต่อไปนี้เขาจะมาร่วมงานกับเรา เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบด้านเทคนิค และเทคโนโลยีของโครงการใหญ่ของผม ก็ที่ดินสองผืนที่กำลังจะสร้างโรงงานนั่นแหละ” พสุธาพูดกับคุณวินิจ คำพูดของเขาไม่ได้เปิดเผยใจความสำคัญมากมายนัก แต่เพียงแค่นี้ ก็ทำให้คนที่เอียงหูแอบฟังนั้น ดวงตาวาววามได้แล้ว

คุณวินิจชะงักไป เขาแปลกใจ และตกใจ ไม่คิดว่าเจ้านายของตัวเอง จะให้ความสำคัญกับเมธาขนาดนี้ ถึงขั้นให้อีกฝ่ายดูแลโครงการใหม่ของเจ้านายเลย

เขาไม่รู้ว่าท่านประธานกำลังจะทำโครงการอะไรอยู่กันแน่ รู้เพียงแค่ว่ามันเกี่ยวข้องกับด้านอิเล็กทรอนิกส์ แต่การรู้เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เขามั่นใจได้ว่า โครงการนี้ของเจ้านั้น เป็นโครงการใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ไม่คิดว่าเจ้านายจะเลือกคนมารับผิดชอบได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

คุณวินิจคิดในใจ ก่อนที่จะได้ยินคำถามของพสุธา

“แล้วเรื่องรับสมัครผู้ช่วยพิเศษ ไปถึงไหนแล้ว”

“ปิดรับสมัครวันนี้แล้วครับ หลังจากปิดรับสมัคร ผมจะรวบรวมประวัติของแต่ละคน มาคัดแยกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วส่งให้ท่านประธานนะครับ”

ที่คัดแยก คุณวินิจหมายถึงจะคัดแยกผู้สมัครที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลใหญ่ และผู้สมัครที่มาจากตระกูลใหญ่ ออกจากกัน

“ดี ผมจะรีบหาคนที่เหมาะสมมาช่วยงานคุณ” พสุธาพูดให้กำลังใจคุณวินิจ เขาคิดจะดูประวัติคนที่จะมาเป็นผู้ช่วยพิเศษคนใหม่ก่อน หากว่าสู้คุณวินิจไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะให้คุณวินิจรับหน้าที่ดูแลธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของเขา แล้วให้ผู้ช่วยพิเศษคนใหม่ รับหน้าที่ของคุณวินิจในตอนนี้ไป

อย่างไร พสุธาก็ให้ความสำคัญกับโครงการเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดอยู่แล้ว

เพราะว่าเขาจะหาเงินในครบหนึ่งล้านล้านบาทหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับโครงการนี้แล้ว!

คุณวินิจพูดคุยกับพสุธาต่ออีกชั่วครู่หนึ่ง ก็ไปเตรียมตัวขึ้นเวที ส่วนพสุธานั้นก็นั่งอยู่ที่เดิม

“คุณพสุธาดื่มกาแฟไหมครับ ผมจะให้ผู้ช่วยนำมาเผื่อ” ภาณุกระซิบถามพสุธา

ที่งาน ได้มีของว่างเป็นพวกกาแฟ และเบเกอรี่เตรียมเอาไว้ให้ โดยปกติแล้วพวกผู้ช่วยที่มาพร้อมกับเจ้านาย จะนำมาเสิร์ฟให้เจ้านานของตัวเอง เจ้านายไม่ต้องลุกไปทำเอง

“ขอบคุณครับ แต่ผมดื่มกาแฟมาแล้ว” พสุธาปฏิเสธน้ำใจจากภาณุ

“จริงสิ ในกลุ่มคนเมื่อครู่นี้ มีหลานคนที่มีลูกหลานอยู่ในกลุ่มของปพน คุณพสุธาจะให้ผมไปเตือนพวกเขาสักหน่อยไหมครับ พวกเขาจะได้เตือนลูกหลานของตัวเอง” ภาณุถามพสุธา

พสุธามองภาณุอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามความคิดเห็นเขาก่อน

อย่างไรวงสังคมของพวกภาณุ ก็นับว่ารู้จักกันดี ไม่ว่าเบื้องหลังจะแข่งขัน หรือขัดแย้งกันอย่างไร เบื้องหน้าก็รักษาผลประโยชน์ร่วมกันเอาไว้

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณความหวังดีของคุณภาณุแล้วครับ” คำพูดนี้ของพสุธา ก็คือการอนุญาตให้ภาณุเตือนคนเหล่านั้นได้

ไม่ใช่ว่าพสุธาใจดี แต่เขาคิดว่าให้โอกาสคนเหล่านี้ได้ห้ามปรามลูกหลานตัวเอง แต่ถ้ารู้เรื่องแล้ว ยังห้ามลูกหลานของตัวเองไม่ได้ จนมาสร้างความรำคาญใจให้เขา ถึงตอนนั้นก็อย่าโทษว่าเขาจะร้าย ถ้าจะไม่ปราณีกิจการของคนเหล่านี้

ไม่ใช่ว่ากร่างได้เพราะมีครอบครัวหนุนหลังหรอกเหรอ ลองดูว่าถ้าครอบครัวล้มละลายแล้ว ยังจะกร่างได้อยู่หรือเปล่า

ภาณุตอนแรกก็แปลกใจที่พสุธาให้โอกาส แต่เมื่อเห็นแววตาของพสุธา เขาก็ดีใจอย่างสุดขีด ที่ตัวเองรีบส่งลูกทั้งสามคนไปยังแอฟริกา ตัดทุกโอกาสที่ลูกชายของเขาจะไปสร้างความขุ่นเคืองใจให้พสุธา

รอดแล้ว ธุรกิจของเขารอดแล้ว

 

หลังจากที่งานเสวนาจบลง ภาณุก็รีบลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปหาพวกนักธุรกิจที่อยู่แถวหน้า ๆ ขณะที่พสุธาฉวยโอกาสว่าตัวเองอยู่ใกล้ประตูที่สุด หลบออกไปก่อนแล้ว

เขายังต้องไปทำภารกิจของระบบต่อ

ขณะที่พสุธาหลบหายไปแล้ว เมธาก็อยู่รอคุณวินิจ ตามที่พสุธาสั่งเอาไว้ ส่วนนักธุรกิจคนอื่น ๆ ก็โดนภาณุรั้งเอาไว้แล้ว

“นายมาขวางทางพวกเราทำไม” วีรภาพถามภาณุเสียงขรึม พูดถึงฐานะแล้ว กิจการของเขานั้นมีมูลค่าสูงกว่าภาณุ ดังนั้นแล้วเขาจึงวางท่าต่อหน้าภาณุได้ ทว่าคำพูดของภาณุต่อมา ทำให้เขาไม่สามารถวางท่าเย่อหยิ่งได้อีกต่อไป

“คุณวีรภาพ หลานชายของคุณเป็นเพื่อนกับปพนใช่ไหม รู้หรือเปล่าว่าพวกเขาวางแผนกันจะไปเล่นงานคุณพสุธา” คุณภาณุพูดให้ได้ยินกันอย่างชัดเจน นั่นทำให้นักธุรกิจคนอื่น ๆ หันไปมองวีรภาพ แล้วก็ค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างจากวีรภาพ รวมถึงนักธุรกิจอีกหลายคน ที่มีลูกหลานอยู่กลุ่มเดียวกับปพน

ล้วนเป็นคนในแวดวงเดียวกันทั้งนั้น พวกเขาจึงรู้ว่าลูกหลานใครบ้าง ที่รวมกลุ่มกัน

“นาย รู้เรื่องนี้ได้ยังไง” วีรภาพพูดถามออกมา

“เพราะลูกชายผมก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย โชคดีที่มาสารภาพกับผมก่อน ผมเลยจัดการได้ทัน ดังนั้นแล้ว ผมมาเตือนพวกคุณด้วยความหวังดี เตือน ๆ ลูกหลานของตัวเองสักหน่อยเถอะ ว่าใครที่หาเรื่องได้ ใครที่หาเรื่องด้วยไม่ได้” ภาณุไม่บอกว่าตัวเองจัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด ด้วยการส่งลูกไปแอฟริกา

จะบอกไปทำไมล่ะ ให้คนพวกนี้เลียนแบบเขาหรือไง

“อ้อ จริงสิ คุณพสุธารู้เรื่องนี้แล้วด้วยนะ” ภาณุพูดจบ ก็เอ่ยปากขอตัวเดินออกจากกลุ่มมา

หลังจากภาณุไปแล้ว นักธุรกิจเกือบทุกคนก็รีบร้อนจากไปบ้าง พวกเขาลืมความคิดที่จะไปหาพสุธาแล้ว

ตอนนี้ยังจะไปหาทำไมอีก รีบกลับไปจัดการลูกหลานที่ไม่ได้เรื่องที่บ้านจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นหากสายเกินไป ไปสร้างเรื่องกับคุณพสุธาเข้าแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเขาคงไม่มีแม้แต่ที่จะให้ร้องไห้!

 

“ลูกพี่ ไอ้หมอนั่นมันขับรถออกมาจากมอแล้วนะ แต่ว่าลูกพี่ เราจะเล่นงานมันจริง ๆ เหรอ มันดูไม่ธรรมดาเลยนะลูกพี่” ที่ประตูรั้วมหาวิทยาลัย มีเด็กหนุ่มที่ย้อมผมสีทองพูดโทรศัพท์ ดวงตาจับจ้องไปยังท้านรถที่ขับออกไปด้วยแววตาเคลือบแคลง

รถเฟอร์รารี่สีแดงคันนั้น ราคาไม่ธรรมดา มันมีราคาสูงถึงสี่สิบล้านบาท

พวกเขายังไม่สามารถขับรถราคาแพงขนาดนี้ได้เลย รถของพวกเขาที่แพงที่สุด ยังอยู่แค่ที่สิบล้านบาทเท่านั้น

คนเป็นลูกน้องเริ่มกังวลใจ แต่ปพนที่วางตัวเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่ม กลับยังดูถูกเหยียดหยาม

“มันจะเป็นอะไรได้ รถนั่นอาจจะเป็นของเสี่ยเลี้ยงของมัน” ปพนยังคงเชื่อมั่นมาก ว่าพสุธามีเสี่ยเลี้ยง

“มึงรีบตามมันไปเลย แล้วพวกกูจะตามไป” ปพนพูดสั่งต่อ นั่นทำให้เด็กหนุ่มที่รับหน้าที่เฝ้าติดตามพสุธา รีบขึ้นมอเตอร์ไซด์ของตัวเอง แล้วขับตามไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่รู้เลยว่า การเคลื่อนไหวของตัวเองนั้น ตกอยู่ในสายตาของใครบางคน

สายตาที่เหมือนกับอสรพิษที่กำลังรอเหยื่อ

“นายน้อย จะไม่ให้ผมจัดการพวกมันจริง ๆ เหรอครับ” แฟรงค์พูดถามนายน้อยของตัวเอง น้ำเสียงราวกับกำลังอยากหาเรื่องสนุกทำ

“ยังมีโอกาสให้นายได้ลงมือ แต่ตอนนี้ปล่อยให้พวกมันเล่นตลกกันไปก่อน”

ในสายตาของพสุธา พวกปพนก็ไม่ต่างอะไรกับตัวตลก

คิดจะลอบทำร้ายร่างกายของเขาเหรอ เขายืนให้พวกมันต่อยโดยไม่สู้ ก็ยังไม่รู้เลยว่ากระดูกมือของพวกมันจะอยู่ดี หรือแหลกละเอียดเพราะต่อยเขากันแน่