98. ตอนที่ 96
ตอนที่ 96
พสุธามองผ่านกระจกหลัง ก็เห็นชัดถึงมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ที่ขับไล่ตามเขามาตลอดทาง ซึ่งด้วยความสามารถในการขับขี่ระดับเทพที่เขาได้มาจากระบบ หากเขาต้องการที่จะสลัดคนที่ไล่ตามเขามาให้ตามไม่ทัน ก็เป็นเรื่องง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่าพสุธาไม่ทำอย่างนั้น ยังใจดีขับช้าเป็นบางครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะไล่ตามเขาไม่ทันแล้ว
พสุธาปล่อยให้ขับตามเขามาเรื่อย ๆ จนเขามาถึงคอนโดมิเนียมโครงการหนึ่ง
วันนี้เขาทำความสะอาดห้องขนาดเจ็ดสิบห้าตารางเมตร และถึงแม้ว่าเขาจะอยากเล่นสนุกกับพวกปพนสักหน่อย เขาก็ไม่ละทิ้งงานของตัวเอง
แน่นอนว่าระหว่างคะแนนความลำบาก กับพวกคนโง่ พสุธาย่อมต้องเลือกอย่างแรกอยู่แล้ว
ส่วนพวกคนโง่นั้น ปล่อยให้รอไปช้า ๆ เถอะ เสร็จงานแล้วค่อยกลับไปเล่นด้วย
ฝั่งหัวทอง เมื่อเห็นพสุธาเลี้ยวรถเข้าไปในคอนโดมิเนียม ก็ขับตามเข้าไปในทันที จากนั้นก็จอดในจุดที่อยู่ห่างจากพสุธาไปไม่ใกล้ไม่ไกล
พสุธาชำเลืองสายตามองเล็กน้อย ก่อนจะหยิบอุปกรณ์เดินเข้าไปด้านใน
หัวทองมองตาม แต่เลือกที่จะไม่เดินตามเข้าไป ยังคงจับตามองดูรถของพสุธา แล้วติดต่อหาลูกพี่ของตัวเอง
“ลูกพี่ ผมปักหมุดไปให้แล้วนะ ลูกพี่พาพวกมาได้เลย” หัวทองรายงานลูกพี่ของตัวเอง
“พวกไอ้นุมันเป็นห่าอะไร กูโทรฯไปไม่รับสายกูสักตัว หรือคิดจะเล่นตลกกับกู” ปพนพูดอย่างโมโห น้ำเสียงตวาดกร้าวของเจ้าตัว ทำให้หัวทองดึงโทรศัพท์ออกจากหูของตัวเอง ด้วยกลัวว่าหูตัวเองจะแตกเสียก่อน
“ลูกพี่ลองติดต่อคนอื่น ๆ หรือยัง”
“กูโทรศัพท์หาหมดแล้ว ๆม่รับสายกูสักตัวเดียว มึงตามตัวพวกมันมาให้กูเลยนะ” ปพนสั่งอย่างเผด็จการ
หัวทองเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำสั่งของลูกพี่
“ทำไมรู้สึกแปลก ๆ หว่า พวกไอ้นุมันหายตัวไปหมดแบบนี้ นี่มันน่าสงสัยแล้วนะ” หัวทองพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะพยายามกดโทรศัพท์ติดต่อหาเพื่อนที่มักจะรวมกลุ่มกันไปเที่ยวเล่นอยู่เสมอ ทว่าเขาพยายามต่อต่อใคร ก็ไม่มีใครรับสายเลยสักคน บางคนถึงขนาดติดต่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หัวทองรู้สึกแปลกประหลาดมาก และยิ่งสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าตัวตัดสินใจกัดฟันโทรศัพท์หาแม่ของเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่ง ที่ใจดีที่สุด และเอ็นดูเขาที่สุด
คราวนี้มีคนรับสาย
“สวัสดีครับคุณป้า” เมื่อปลายสายกดรับโทรศัพท์ หัวทองก็รีบกรอกเสียงประจบประแจงของตัวเองลงไปทันที
“สวัสดี” เสียงของปลายสายนั้นดูจะขมขื่นไม่น้อย ทำเอาหัวทองสัมผัสได้ เขาเริ่มลนลานมากกว่าเดิม
“คุณป้าครับ พี่ไทอยู่บ้านหรือเปล่าครับ พอดีว่าผมมีธุระจะคุยกับพี่ไท แต่ว่าติดต่อพี่ไทไม่ได้เลย” หัวทองถาม น้ำเสียงประหม่า
“ไทเกอร์ไม่อยู่บ้านหรอกลูก พ่อเขาส่งไปต่างประเทศแล้ว” มารดาของไทเกอร์พูดตอบ
“อะไรนะครับ! ไปต่างประเทศแล้วเหรอครับ ทำไมผมไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย พี่ไทไม่บอกกันบ้างเลยล่ะครับ” หัวทองพูดเสียงสูงตามอารมณ์ตกใจของตัวเอง
“พ่อเขาส่งไปกะทันหันน่ะ” มารดาของไทเกอร์ไม่ได้เปิดเผยต่อว่า ผู้เป็นสามีของเธอนั้น บังคับให้ลูกชายขึ้นเครื่องบินโดยสารไปในนาทีสุดท้าย ไปในประเทศที่ไม่ต้องการวีซ่า และมีเที่ยวบินไหนที่เร็วที่สุด พวกเขาก็เลือกเที่ยวบินนั้น โดยไม่สนใจประเทศเลยด้วยซ้ำ ขอแค่ไม่ต้องใช้วีซ่าก็พอ เพราะว่าพวกเขาไม่มีเวลาขอวีซ่าแล้ว
และก็ไม่ใช่แค่ลูกชายของเธอคนเดียว เพื่อนคนอื่น ๆ ของลูกชายเธอ ก็ถูกส่งไปในลักษณะเดียวกัน ถึงขั้นส่งคนไปตามประกบ ป้องกันไม่ให้พากันหนีกลับมาด้วย
ตอนที่เธอรู้ว่าสามีของเธอทำเรื่องแบบนี้ เธอก็ตื่นตะลึงไปเลย ถึงขั้นคัดค้านคำสั่งของสามี ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอคล้อยตามตลอด ทว่าเมื่อได้ยินสาเหตุของการกระทำนี้ เธอก็ถอนหายใจ แล้วตัดใจส่งลูกขึ้นเครื่องไปด้วยความขมขื่น
สามีเธอกลัวล้มละลาย ส่วนเธอกลัวลูกชายจะถูกเอาคืนจนตาย
เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี ที่สามารถครอบครองทรัพย์สินได้มหาศาลขนาดนั้น ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าใช้วิธีที่มือเปื้อนเลือดมาด้วยหรือเปล่า
พสุธาไม่รู้ความคิดของสตรีคนนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเถียงจนแทบขาดใจ
มือของเขาไม่เคยเปื้อนเลือด เคยแต่เปื้อนน้ำยาล้างจาน และน้ำยาทำความสะอาด!
กลับมาที่หัวทอง เมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสาย เขาก็กระวนกระวายใจหนักกว่าเดิม
“ทำไมอยู่ ๆ คุณลุงถึงส่งพี่ไทไปล่ะครับ” หัวทองละล่ำละลักถาม
“เรื่องนี้ป้าเองก็บอกไม่ได้ แต่ป้าอยากจะเตือนอะไรเราบางอย่าง รักพวกพ้องน่ะไม่ผิด แต่อย่ารักแบบผิด ๆ จนทำให้ตัวเองเดือดร้อน และทำให้ครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย” หลังจากที่พูดจบ เธอก็วางสายไปเลย
หัวทองได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็นิ่งอึ้งไป และอยู่ ๆ เขาก็คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เรื่องที่ปพนบอกว่ามีคนมาทำให้เจ้าตัวเสียหน้า และเรียกร้องให้พวกเขาไปช่วยเล่นงานอีกฝ่ายเพื่อแก้แค้น
ในตอนนั้นทุกคนต่างก็กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าการทำให้ปพนเสียหน้า ก็คือการทำให้พวกเขาเสียหน้าด้วยเช่นกัน ทว่ามาในตอนนี้ ทุกคนที่เคยกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง เหลือเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ นั้นหายตัวไปกันหมดเลย
หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืนนี้กันแน่
หัวทองคิดอย่างสังหรณ์ใจไม่ดี
ปกติแล้วแม้ว่าหัวทองจะเป็นพวก ‘ไม่เอาถ่าน’ แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมาก นั่นก็คือไวต่อสิ่งอันตราย
ตั้งแต่แรกที่ได้เห็นพสุธาในวันนี้ เขาก็สัมผัสได้ว่าพสุธานั้นไม่ธรรมดาเลย ไม่ใช่คนที่ควรจะไปยั่วยุด้วย แต่ลูกพี่ของเขาก็ยืนยันว่าพสุธาเป็นแค่คนที่ขายตัวให้กับเสี่ยแก่ ๆ แลกกับการได้เบียดเสียดเข้ามาอยู่ในวงสังคมหรูหราของพวกเขา
เพราะปพนยืนยันแบบนี้ ตอนนี้เขาจึงได้ตามพสุธามาถึงที่นี่
“เอายังไงดี เอายังไงดีล่ะ” หัวทองพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจ
“ลูกพี่ โอ๊ย อยู่ ๆ ผมก็ปวดท้องขึ้นมา ปวดมากเลย ผมต้องไปโรงพยาบาลแล้ว เรื่องจัดการหมอนั่น เราเลื่อนกันไปก่อนนะลูกพี่” หัวทองตัดสินใจที่จะโทรศัพท์หาปพน แล้วทำเสียงโอดครวญราวกับปวดท้องหนักจริง ๆ ก่อนจะกดวางสาย โดยไม่รอฟังเสียงโวยวายของปพน
“กลับไปสืบดูก่อนดีกว่า เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล ลูกพี่ ขอโทษด้วยนะ แต่ผมใช้ชีวิตแบบนี้ได้ เพราะมีครอบครัวหนุนหลัง ผมจะทำให้ครอบครัวล่มจมไม่ได้ ผมไม่อยากลำบาก” หัวทองพึมพำกับตัวเอง
หากพสุธามาได้ยินประโยคนี้ เขาคงจะอดไม่ได้ที่ชมหัวทอง
ถึงจะดูไม่เอาไหน แต่ก็เป็นพวกหัวไว มีไหวพริบในการเอาตัวรอดไม่น้อยเลยจริง ๆ
ฝั่งปพน เมื่อได้ยินคำพูดของหัวทอง ก็โมโหจนขว้างโทรศัพท์ทิ้ง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ทรวงอกเคลื่อนที่ถี่กระชั้นเพราะลมหายใจ
“ตาพล เป็นอะไรอีกแล้ว อาละวาดอะไรอีก” คุณหญิงประภาศิริถามผู้เป็นบุตรชาย
เมื่อวานนี้ที่เธอตบหน้าลูกชายต่อหน้าคนทั้งงาน แล้วยังให้คนลากออกไปจากงานอีก ทำให้เธอรู้สึกผิดกับลูกชายมาก ทว่าเธอก็ไม่สามารถตามใจลูกชายได้อีกแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ สามีของเธอได้ล่วงรู้แล้ว ติดแค่ว่าเจ้าตัวไปทำธุรกิจสำคัญที่ต่างประเทศ เดินทางกลับมาไม่ได้ ดังนั้นจึงยังไม่ได้จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพียงแค่สั่งเธอว่า ให้เธอไปขอโทษพสุธาอีกครั้ง และให้เข้มงวดกับปพนให้ดี ทางที่ดีให้ขังไว้ในบ้าน ห้ามไม่ให้ใช้โทรศัพท์ อย่าให้ไปก่อเรื่องอะไรอีก
แต่คุณหญิงประภาศิริที่เคยชินกับการตามใจลูกชายมาตลอด จะตัดใจเข้มงวดกับลูกชายคนเล็กได้อย่างไร ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ยึดโทรศัพท์ของลูกชาย แค่ห้ามไม่ให้ออกจากบ้านเท่านั้น
“เพราะแม่นั่นแหละ เพราะแม่ตบผม ทำให้ลูกน้องผมหายหัวไปหมดแล้ว พวกมันไม่เคารพผมแล้ว!” ปพนคิดว่าที่เขาติดต่อเพื่อนในกลุ่มไม่ได้ เป็นเพราะมารดาตบหน้าตัวเองต่อหน้าคนทั้งงานเมื่อวานนี้ ทำให้ความน่ายำเกรง ความน่าเคารพของเขาหายไป พวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มจะต้องคิดว่าเขานั้นไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง เป็นเด็กที่ยังไม่โต ดังนั้นจึงพากันหนีหายไปแล้ว
คุณหญิงประภาศิริ เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เธอก็หน้าเผือดสี มีความเสียใจ
“นั่นเพราะลูกทำผิด แม่ถึงต้องลงมือ ถ้าแม่ไม่ลงมือเอง แล้วให้คนอื่นลงมือ นั่นจะทำให้ลูกเดือดร้อนกว่านี้” คนเป็นแม่พยายามอธิบายให้ลูกชายเข้าใจ น่าเสียดายที่ลูกชายของเธอนั้นเป็นบัวในตม ไม่สามารถเข้าใจคำพูดของเธอได้
“ผมจะเดือดร้อนอะไร ไอ้เด็กกระจอกนั่น มันจะทำอะไรผมได้ อย่างพวกเราจะต้องกลัวใครด้วยหรือไง” ปพนพูดอย่างหยิ่งผยอง เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครเลย
คุณหญิงประภาศิริมองลูกชายตัวเองอย่างผิดหวังขึ้นมา
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า ครอบครัวของพวกเราไม่ได้รวยที่สุดในโลก ยังมีคนที่รวยกว่าพวกเรามากอยู่ ดังนั้นหลังจากนี้ ลูกก็ระวังหน่อยเถอะ อย่าไปหาเรื่องใครเข้า ไม่อย่างนั้นมันจะเดือดร้อนไปถึงพ่อของลูกด้วย ถึงเวลานั้น ถ้าครอบครัวของเราถูกเล่นงานจนธุรกิจพัง ลูกเองก็จะลำบากไปด้วยนะ” คุณหญิงประภาศิริพูดอย่างคาดหวังว่าลูกชายของเธอจะกลัวความลำบาก จนยอมลดการสร้างเรื่องลง
ทว่าน่าเสียดาย เธอประเมินลูกชายคนเล็กของเธอสูงไป คำพูดของเธอนั้นไม่ได้เข้าหูปพนเลยแม้แต่น้อย
ปพนมองมารดาอย่างรู้สึกรำคาญ จากนั้นเขาก็ย่ำเท้าเดินตึงตังขึ้นไปบนห้อง
เปล่า ไม่ได้ขึ้นมานอน แต่พยายามติดต่อหาเพื่อนในกลุ่ม และตอนนี้ คนเดียวที่เขาโทรศัพท์ติดก็คือหัวทอง แต่หัวทองก็ไม่รับสายของเขาแล้ว
ขณะที่หัวทองเกือบจะหักหลังลูกพี่ของตัวเองแล้ว พสุธาก็เข้ามาในห้องของลูกค้าที่จ้างเขามาทำความสะอาดแล้ว
ลูกค้าคนนี้ไม่ได้เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ แต่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน
บังเอิญจริง ๆ เพราะว่าดุจฝันก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนี้ด้วยเช่นกัน
ว่าแต่ยังได้เรียนอยู่หรือเปล่านะ ว่ากันว่าค่าเทอมของมหาวิทยาลัยนี้ มีราคาเริ่มต้นที่หนึ่งแสนบาทต่อเทอม ตอนนี้ครอบครัวกิจอนันต์ล้มละลายแล้ว ดุจฝันก็ไม่น่าจะได้เรียนที่นั่นแล้วหรือเปล่า
ไม่สิ เทอมนี้น่าจะจ่ายค่าเทอมไปแล้ว ก็คงจะยังไปเรียนต่อได้ จนกว่าจะหมดเทอม และหากเทอมหน้าไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าเทอมด้วย ถึงตอนนั้นก็ต้องลาออก
ว่าแต่ดุจฝันจะกล้าไปเรียนหรือเปล่า
พสุธาคาดเดาไม่ถูก หากหน้าบางหน่อย ก็อาจจะอายจนไม่กล้าไปเรียน เพราะว่าจากที่เคยเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ก็กลายเป็นครอบครัวล้มละลายแล้ว ทว่าหากหน้าหนาสักหน่อย ก็ยังคงไปเรียนได้ จากนั้นก็อยู่ที่ทัศนคติ และวิธีการใช้ชีวิตของดุจฝันแล้ว
อยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีแต่คนรอบตัวเป็นคนรวย หากมีมุมมองที่ถูกต้อง ก็สามารถใช้โอกาสนี้หาเส้นทางการพัฒนาตัวเองในด้านการงานได้ แต่หากต้องการใช้ทางลัด ก็หาใครสักคนมาเลี้ยงดู
พสุธาไม่ได้คาดเดาต่อว่าดุจฝันจะเลือกเส้นทางไหน เขายืนยันตัวตนกับเจ้าของห้องแล้ว ก็เริ่มทำงาน
ฝ่ายเจ้าของห้องเป็นนักศึกษาชาย รูปร่างหน้าตาเหมือนพวกไอดอลสมัยนี้ พสุธาไม่ได้สนใจสักเท่าไร แต่อีกฝ่ายมองพสุธาด้วยสายตามีคำถาม
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไป
“นายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสยามปราชญ์เหรอ” เจ้าของห้องถามพลางจ้องมองไปยังเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัย ที่ติดอยู่ที่เนคไทด์ของพสุธา
“อ้อ ครับ” พสุธาตอบสั้น ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปลดเทคไทด์ออกไปเก็บใส่กระเป๋า
เขาลืมไปเลยว่ายังไม่ได้ถอดเนคไทด์ออก
“นักศึกษาที่นั่น ก็ไม่ได้มีแต่คนที่มีฐานะหรอกเหรอ” เจ้าของห้องถามอย่างแปลกใจ
“มีปะปนกันไปครับ” พสุธาพูดตอบ
อันที่จริงเขาอยากตอบว่า ‘ตัวเลขที่ใช้เข้ามหาวิทยาลัย คือตัวเลขผลคะแนนสอบจากการสอบเข้า ไม่ใช่ตัวเลขเงินในบัญชี ยกเว้นแต่ว่าจะใช้เส้นสาย’
สุดท้ายพสุธาก็ไม่ได้พูดความในใจออกไป
“ถ้าอย่างนั้นนายก็เป็นเด็กเรียนดี แต่ยากไร้ใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ นายตั้งใจทำความสะอาดไป เดี๋ยวฉันให้เงินพิเศษ” เจ้าของห้องพูดอย่างใจกว้าง
พสุธาก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง
“ขอบคุณครับ” ขณะที่พสุธาพูดตอบ เขาก็เอามือซ่อนไปข้างหลัง แล้วค่อย ๆ ปลดนาฬิกาที่ข้อมือออกอย่างแนบเนียน
นาฬิกาที่ข้อมือของเขา มีราคาอยู่ที่สิบสามล้าน ถ้าอีกฝ่ายเห็นเข้า เขาก็อดได้เงินพิเศษเพิ่มน่ะสิ
เจ้าของห้องไม่ทันได้สังเกต เขาพูดขึ้นอีกว่า
“ปกติฉันจะจ้างคนมาทำความสะอาดห้องทุกสามวัน เอาแบบนี้แล้วกัน ถ้านายทำงานได้ดี ฉันจะเลือกจ้างนายตลอดเลย”
“เอ่อ ตอนนี้คิวงานของผมเต็มไปถึงปีหน้าแล้วครับ” พสุธาพูดตอบไป เขาทำท่าทีเกรงใจเล็กน้อย
ฝั่งเจ้าของห้อง เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา ก็นิ่งอึ้งไป ก่อนจะมองหน้าพสุธาชัด ๆ แล้วเขาก็อุทาน
“โอ้ ฉันเพิ่งสังเกตหน้านายชัด ๆ นายน่ารักจริง ๆ เลย แก้มกลม ๆ ของนายน่าบีบมาก นายดูเหมือนเด็กมัธยม มากกว่าเด็กมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้มีพวกโรคจิตอยู่มาก นายจะเลือกรับงานต้องระวังหน่อยนะ ยิ่งรับทำงานตามบ้านแบบนี้ ยิ่งอันตราย” เจ้าของห้องพูดอย่างจริงใจ และหวังดี นี่สร้างความประทับใจให้กับพสุธามากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวถามเรื่องฐานะของเขา ทำให้พสุธาคิดไปว่าเจ้าตัวละลาบละล้วงมากเกินไป
อืม ตอนนี้ก็คิดอยู่ แต่ว่ามันเป็นความละลาบละล้วงที่มาพร้อมกับความหวังดี
“ขอบคุณครับ ผมจะระวัง” เมื่ออีกฝ่ายหวังดี พสุธาก็ตอบรับไปด้วยความยินดี
“ว่าแต่นายเรียนอยู่คณะอะไร” จ้าของห้องพูดถามต่อ
ตอนนี้พสุธาไม่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายแค่อัธยาศัยดี หรือเป็นคนชอบ ‘อยากรู้อยากเห็น’ กันแน่ แต่เขาก็พูดตอบออกไป
“นิติครับ”
“จริงเหรอ จะแอบบอกอะไรให้นะ ตอนแรกฉันก็อยากเข้าที่นั่นเหมือนกัน แต่คะแนนฉันไม่ถึงน่ะสิ เดี๋ยวนะ ฉันนึกได้แล้ว นายชื่อพสุธาใช่ไหม ฉันจำได้ว่าคนที่สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของคณะนิติศาสตร์ ก็ชื่อพสุธา นั่นใช่นายหรือเปล่า”
“ในรุ่นผม มีผมชื่อพสุธาคนเดียว” พสุธาตอบกลับไป เขาไม่ได้พูดตรง ๆ ว่านั่นคือเขาเอง แค่คำพูดของเขา ก็หมายความเช่นนั้นเหมือนกัน
“นายเก่งจริง ๆ เลย ว่าแต่ด้วยผลการเรียนของนาย น่าจะขอทุนได้นี่นา ทำไมต้องมาลำบากทำงานด้วย”
“งานก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ครับ อีกอย่างต่อให้ขอทุนได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด” พสุธาตอบกลับไปเสียงเนิบ มือก็ทำความสะอาดไปด้วย
“ก็..” เจ้าของห้องทำท่าจะพูดอะไรต่อ ทว่าก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
เมื่อเจ้าตัวหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยโทรศัพท์มาหา ดังนั้นเขาจึงกดรับสาย
“ฮัลโหล ดุจฝัน” ชื่อที่เจ้าของห้องเอ่ยเรียกขึ้นมา ทำให้พสุธาต้องสะดุดหู
ดุจฝันเหรอ แค่คนชื่อเหมือน หรือว่าจะเป็นคนคนเดียวกัน
“อะไรนะ นายถูกไล่ออกจากบ้านอีกแล้วเหรอ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร นายมาพักที่ห้องฉันก่อนก็ได้ หา ไม่รบกวน ไม่รบกวน พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่นา มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน อะไรนะ เรื่องค่าเช่าห้องเหรอ ไม่ต้องหรอก ห้องนี้แม่ซื้อให้ฉัน นายมาอยู่ได้เลย จะช่วยทำความสะอาดบ้านเหรอ ไม่เป็นไร ปกติฉันจ้างคนมาทำความสะอาดอยู่แล้ว วันนี้ก็จ้างมาพอดีเลย อ่า ได้ ๆ นายมาได้เลย หรือจะให้ฉันไปช่วยเก็บข้าวของไหม โอเค ได้ เดี๋ยวฉันรอนะ ถ้าถึงแล้วก็โทรศัพท์มา เดี๋ยวฉันจะลงไปรับ”
พสุธาไม่ได้ยินว่าอีกฝั่งหนึ่งพูดอะไรมา แต่จากคำพูดของเจ้าของห้อง พสุธาก็พอจะคาดเดาได้
เจ้าของห้องมีเพื่อนชื่อดุจฝัน และเพื่อนคนนี้ ถูกที่บ้านไล่ออกมาอีกแล้ว ดังนั้นจึงมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าของห้อง และเจ้าของห้องก็ใจดี เสนอตัวชวนเพื่อนมาอยู่ด้วย
ว่าแต่สรุปแล้ว ดุจฝันที่เจ้าของห้องพูดถึง ใช่ดุจฝันที่อุ้มผิดตัวกับเขาหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็ต้องบอกว่ามันช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ศัตรูเจอกันบนทางคับแคบจริง ๆ
ขณะที่พสุธากำลังคิดไป ทำงานไปอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงทอดถอนใจจากเจ้าของห้อง
“เพื่อนฉันน่าสงสารมาก มีชีวิตอย่างดีมาตลอด สุดท้ายถึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นเด็กที่ถูกอุ้มสลับตัว พอพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาสิบแปดปี เจอลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง ก็ไล่เพื่อนฉันออกจากบ้าน นายว่ามันยุติธรรมหรือเปล่า”
พสุธาได้ยินอย่างนี้ เขาก็รู้ชัดแล้วว่าเป็นดุจฝันคนเดียวกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวเวอร์ชันสลับกับความจริงด้วย
พสุธาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูด
“บังเอิญจริง ๆ ผมก็เป็นเด็กที่ถูกอุ้มผิดตัวเหมือนกัน แต่ว่าพอเจอครอบครัวที่แท้จริง ไม่ว่าจะพ่อแม่ หรือพี่ชาย ต่างก็ไม่ยอมรับผม เขายอมรับเพียงแค่ลูกชายที่เขาเลี้ยงดูมาสิบกว่าปีคนนั้น แล้วก็เซ็นสัญญาตัดขาดกับผม” พสุธาไม่ใช่คนที่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวเองให้คนอื่นฟัง แต่เขาเห็นว่าเจ้าของห้องเป็นคนจริงใจ ใสซื่อ ชอบช่วยเหลือคนอื่น และเจ้าตัวกำลังโดนดุจฝันหลอก เขาจึงอยากจะช่วยสักหน่อย
แน่นอนว่าคำพูดที่เขาพูดไปน่ะ จะช่วยทำให้อีกฝ่ายตาสว่างได้หรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดของเจ้าตัวแล้ว
ประเดี๋ยวถ้าดุจฝันมาถึงแล้วเจอเขา จะต้องมีปฏิกิริยาแน่ ๆ ถ้าเจ้าของห้องมีไหวพริบสักหน่อย ก็น่าจะพอคาดเดาอะไรได้บ้าง
พสุธาอดไม่ได้ ที่จะตั้งหน้าตั้งตารออยู่บ้าง