99. ตอนที่ 97
ตอนที่ 97
“บังเอิญจังเลย ไม่คิดเลยว่าฉันจะได้เจอเด็กที่ถูกอุ้มผิดตัวถึงสองคน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ระบบของโรงพยาบาลชุ่ยขนาดไหนกันแน่ ถึงได้มีเด็กอุ้มผิดตัวเยอะขนาดนี้” เจ้าของห้องพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เห็นใจ และไม่พอ
แปลกใจที่บังเอิญเจอเด็กที่ถูกอุ้มผิดถึงสองคน
เห็นใจพสุธาที่ถูกอุ้มผิดตัว อีกทั้งครอบครัวที่แท้จริงก็ยังไม่ต้อวการเจ้าตัวอีก
และไม่พอใจกับความหละหลวมของโรงพยาบาล
“แล้วพ่อแม่ที่เลี้ยงดูนายมาล่ะ” เจ้าของห้องถาม เขาคิดว่าบางทีพสุธาอาจจะโชคดี ถึงแม้ว่าครอบครัวที่แท้จริงจะไม่ยอมรับเจ้าตัว แต่ครอบครัวบุญธรรมอาจจะรักเจ้าตัวมากก็ได้
“โชคร้ายที่ครอบครัวที่อุ้มผมผิดไป ก็ไม่ค่อยดีนัก พ่อติดพนัน แม่ติดเหล้า แต่โชคดีที่พี่ชายดีกับผมมาก” เมื่อเอ่ยถึงพี่ชาย ริมฝีปากของพสุธาก็ฉีกยิ้มออกมา แววตาเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน
เจ้าของห้องเห็นสีหน้าแววตาของพสุธา ที่นิ่งเรียบตอนพูดถึงพ่อแม่ และยิ้มอ่อนโยนตอนพูดถึงพี่ชายของเจ้าตัว เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าที่พสุธาเล่าออกมานั้น เป็นเรื่องจริง และเจ้าตัวก็เพียงแค่เล่าให้เขาฟังเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเรียกคะแนนสงสารอะไร
“แต่นายเก่งมากเลยนะ ทั้ง ๆ ที่โตมาในครอบครัวแบบนั้น ก็ยังสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ คะแนนสอบเข้าก็สูงเป็นอันดับหนึ่งด้วย เก่งมาก ๆ เลย” เจ้าของห้องชมพสุธาอย่างจริงใจ และต้องการให้กำลังใจพสุธา
“ขอบคุณครับ” พสุธาก็น้อมรับคำชมเอาไว้อย่างเต็มใจ
“นอกจากทำงานนี้แล้ว นายรับจ้างสอนพิเศษไหม ฉันมีน้องชายกำลังเรียนอยู่มอต้นคนหนึ่ง เขากำลังหาครูสอนพิเศษ ฉันว่านายเหมาะมากเลยนะ ถ้านายสนใจ ฉันจะติดต่อให้ รับรองว่าเรื่องค่าตอบแทน ไม่เอาเปรียบนายอย่างแน่นอน” เจ้าของห้องพูดอย่างหวังดี และใจดี
พสุธาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงโดนดุจฝันหลอกเอาได้ ก็เป็นคนที่ซื่อ และไว้ใจคนง่ายขนาดนี้
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทุกอย่างที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องโกหกที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเจ้าตัว
“คุณคงเป็นคนที่ขี้สงสารสินะครับ ความจริงผมพูดดไปอาจจะไม่เหมาะ แต่ก็อยากจะบอกกับคุณว่า อย่าเที่ยวไปไว้ใจ หรือสงสารใครง่าย ๆ แบบนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวถูกพาไปขาย แล้วอาจจะไปช่วยเขานับเงินอีกด้วย” พสุธาเห็นแก่ความใจดีของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวเตือนไป
เจ้าของห้องชะงักไป เขาเกาแก้มอย่างเขิน ๆ
“นายคงไม่ได้หลอกฉันหรอกใช่ไหม ฉันเห็นสายตานายตอนเล่าเรื่อง มันชัดมากว่านายแค่ราวกับเล่าเรื่องที่มันผ่านไปนานแล้ว และไม่ได้ต้องให้ฉันสงสารนาย” เจ้าของห้องคิดว่าเขามีสายตาที่มองคนออกอยู่นะ
“คุณมองออกว่าผมไม่ได้หลอกคุณ แล้วทำไมถึงมองคนที่หลอกคุณไม่ออกล่ะ” พสุธาพึมพำ
“นายพูดว่ายังไงนะ” เจ้าของห้องถามพสุธา เมื่อได้ยินสิ่งที่พสุธาพูดไม่ชัด
พสุธายังไม่ทันจะได้พูดตอบอะไร เสียงโทรศัพท์ของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เพื่อนฉันน่าจะมาถึงแล้ว ฉันลงไปรับเพื่อนก่อนนะ” เจ้าของห้องพูด แล้วกดรับโทรศัพท์ พร้อมกับหยิบคีย์การ์ดเดินออกไปจากห้อง
พสุธามองตามหลังไปชั่วแวบหนึ่ง แล้วก็ลงมือทำความสะอาดต่อไป
ใช้เวลาไม่นานนัก เสียงประตูห้องก็เปิดอีกครั้ง พร้อมกับเสียงที่ (พยายามจะ) ใสซื่อของดุจฝัน
“สกาย ขอบคุณจริง ๆ นะที่ให้เรามาอยู่ด้วย เรารู้สึกเกรงใจมาก ๆ เลย แต่ถ้าไม่มาหานาย เราก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใครแล้ว”
“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเกรงใจ เพื่อนก็ต้องช่วยเหลือเพื่อนสิ นายพักให้สบายใจเถอะ เอาไว้ถ้าหาห้องได้เมื่อไร ค่อยย้ายออกไปก็ได้” สกาย หรือที่มีชื่อจริงว่าท้องฟ้า พูดตอบกลับไปเสียงปลอบ
“จริงสิ นายกินอะไรมาหรือยัง ให้ฉันโทรสั่งให้ไหม”
“ขอบใจนะ ตอนนี้ฉันมีเงินติดตัวอยู่ไม่กี่บาท นายพอจะมีไข่สักฟองไหม ฉันทอดกินเองก็ได้” ดุจฝันพูดเสียงเจียมตัว แต่ทำให้ท้องฟ้าสงสารเจ้าตัวยิ่งกว่าเดิม
“ไข่แค่ฟองเดียวจะไปพอได้ยังไงล่ะ ในตู้เย็นฉันพอมีของอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นนายลองทำดูไหม” ท้องฟ้าพูดอย่างไม่ยินยอมให้เพื่อนลำบาก
ดุจฝันได้ยินคำพูดของท้องฟ้า ก็ชะงักไป
ให้เขาทำอาหารเหรอ เขาทำเป็นที่ไหนกัน ที่บอกว่าจะทอดไข่เอง ก็แค่แสร้งพูดไปให้ดูเกรงใจ ให้อีกฝ่ายสงสารมากกว่าเดิม
ถ้าเขาทำอาหารเองจริง ๆ คำโกหกที่เขาสร้างมาก็ถูกเปิดโปงน่ะสิ
ดุจฝันลอบกลอกตาไปมาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่จะพูด
“โอเค งั้นฉันขอรบกวนใช้ครัวนายหน่อยนะ” ดุจฝันพูด ก่อนที่จะทำเป็นเดินไปสองสามก้าว แล้วเซล้ม มือยกขึ้นกุมหน้าผาก หลับตาแน่น คล้ายคนที่มีอาการหน้ามืดกะทันหัน ทำเอาท้องฟ้าตกใจมาก รีบผวาเข้าไปประคองอย่างรวดเร็ว
“ดุจฝัน นายเป็นอะไรน่ะ จะเป็นลมเหรอ” ท้องฟ้าถามอย่างเป็นห่วง
พสุธาที่เดินออกมาจากห้องน้ำ ก็ทันเห็นฉากนี้พอดี
พสุธาได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้แล้ว เขารู้ได้ทันทีเลยว่าดุจฝันกำลังเสแสร้งอยู่ เพื่อที่จะหนีการทำอาหาร พสุธาจุดรอยยิ้มที่มุมปาก เขาแสร้งทำหน้าแปลกใจ
“ดุจฝัน ทำไมถึงเป็นนายล่ะ” เสียงของพสุธาไม่ได้ดังมากนัก แต่แสดงออกถึงความแปลกใจอย่างแท้จริง ทำให้ท้องฟ้ามองพสุธาอย่างสงสัย ส่วนดุจฝันนั้นจำเสียงของพสุธาไม่ได้ คิดว่าเป็นคนรู้จักคนอื่นของเขา ก็ตัวแข็งทื่อไปชั่วแวบหนึ่ง แล้วคิดหาหนทางเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้
ดุจฝันอยากรู้ว่าคนที่พูดประโยคเมื่อครู่นี้เป็นใคร แต่เขาไม่กล้าลืมตาขึ้นมอง กลัวว่าจะถูกท้องฟ้าที่ประคองอยู่จับได้
“นี่คือเพื่อนของฉันเอง นายรู้จักเหรอ” ท้องฟ้าไม่รู้เลยว่าคนที่เขาประคองอยู่นั้นกำลังเล่นละคร พูดถามพสุธาอย่างแปลกใจ
พสุธามีสีหน้าสับสนยิ่งกว่าเดิม
“เพื่อนคุณเหรอครับ แต่เขาเป็นคนที่พ่อแม่ของผมอุ้มผิดตัวไป” น้ำเสียงของพสุธา ก็ฟังดูสับสนไม่แพ้สีหน้าและแววตาของเจ้าตัว
ท้องฟ้าได้ยินคำตอบของพสุธา เขาก็ชะงักไป ส่วนดุจฝันที่แกล้งเป็นลมนั้น ตอนนี้ก็เกือบจะเป็นลมจริง ๆ แล้ว ขาอ่อนยวบ แต่ตัวแข็งทื่อ
อะไรนะ เป็นมันอย่างนั้นเหรอ เป็นพสุธาเหรอที่อยู่ที่นี่ เป็นไปได้ยังไง จะเป็นพสุธาไปได้ยังไง ถ้าเป็นพสุธาจริง ๆ มันต้องเล่นงานฉันแน่ มันต้องเปิดโปงฉัน เล่นงานฉัน มันอิจฉาฉัน มันต้องไม่ยอมให้ฉันมีชีวิตที่สบายแน่ ๆ ไม่ได้ จะยอมให้มันเปิดโปงไม่ได้เด็ดขาด
ดุจฝันคิดแล้วก็แสร้งทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งตัว เหมือนคนที่หมดสติจริง ๆ
ท้องฟ้าที่กำลังสงสัยและสับสนอยู่นั้น ก็เปลี่ยนเป็นลนลาน และเป็นห่วงทันที
“ดุจฝัน ดุจฝัน นายเป็นอะไรไปน่ะ ดิน นายมาช่วยฉันหน่อยสิ เพื่อนฉันหมดสติไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร” ท้องฟ้าเรียกพสุธามาช่วยเหลือ
พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขารีบเข้าไปประคองดุจฝันทันที พร้อมกับแกล้งลืมว่าที่มือของเขานั้นยังสวมถุงมืออยู่เลย และเขาเพิ่งจะไปล้างชักโครกมา
พสุธา และท้องฟ้าพาดุจฝันไปนอนที่โซฟา จากนั้นพสุธาก็แกล้งยื่นนิ้วที่ยังอยู่ในถุงมือ ไปอังที่ใต้จมูกของดุจฝัน ทำเอาดุจฝันที่แกล้งหมดสติไป ถึงกับตื่นขึ้นมาด้วยอาการคลื่นไส้
“เหม็นเป็นบ้า แกเอาอะไรให้ฉันดม” ดุจฝันตวาดเสียงแหลม ไม่เหมือนคนที่ดูอ่อนแอเมื่อครู่นี้เลยสักนิด
ท้องฟ้าชะงักไป
“อ้อ ขอโทษครับ ผมลืมถอดถุงมือไปเลย เพิ่งจะไปล้างชักโครกมา” พสุธาแกล้งพูดเสียงใสซื่อ แต่ทำให้ดุจฝันนั้นเบิกตากว้างจนแทบจะถลน ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียน แล้วก็ล้างตัวอย่างรวดเร็ว เพราะคิดถึงตอนที่พสุธามาจับตัวเขา ตอนที่ท้องฟ้าเรียกให้มาช่วยพยุง
ท่าทางที่ดูแข็งแรงสบายดีของดุจฝัน ทำให้ท้องฟ้านิ่งอึ้งไปยิ่งกว่าเดิม
“ดูท่าทางจะไม่เป็นอะไรมากแล้วนะครับ เสียงดัง แล้วยังวิ่งเร็วแบบนั้น” พสุธาพูดราวกับโล่งอก
ท้องฟ้ามองพสุธา จากนั้นก็มองไปยังดุจฝันที่ยังขัดตัวด้วยสีหน้ารังเกียจ ขยะแขยง
“ที่ก่อนหน้านี้นายบอกว่าเพื่อนของฉัน คือคนที่พ่อแม่นายอุ้มผิดตัวไป นายพูดเรื่องจริงเหรอ” ท้องฟ้าถามพสุธา
พสุธาพยักหน้าตอบอย่างเรียบง่าย
“ใช่ครับ ตอนเห็นเขาเดินเข้ามาพร้อมกับคุณ ผมก็แปลกใจจริง ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นคนเดียวกัน ความจริงผมเอะใจตั้งแต่แรก ชื่อดุจฝัน และเป็นเด็กที่ถูกอุ้มผิดตัว ได้รู้แบบนี้ ผมก็สงสัยว่าจะเป็นคนเดียวกัน แต่คุณบอกว่าพ่อแม่ของอีกฝ่ายไล่เจ้าตัวออกจากบ้าน เมื่อรู้ว่าเป็นลูกที่ถูกอุ้มผิด แล้วรับลูกแท้ ๆ กลับบ้าน เรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่าเป็นคนละคนกัน เพราะว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของผมมาหาผมที่บ้านจริง ๆ แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า ถึงผมจะเป็นสายเลือดแท้ ๆ ของพวกเขา แต่ก็ไม่สำคัญไปกว่าสายใยความผูกพันที่เขามีต่อดุจฝัน” พสุธาพูดความจริงออกไป
ตอนแรกเขาคิดว่าจะแค่บอกใบ้ แต่เพราะก่อนหน้านี้ท้องฟ้าแสดงความหวังดีต่อเขาอย่างจริงใจ ทั้งพูดชมให้กำลังใจ ทั้งจะช่วยหางานพิเศษให้ ทำให้พสุธาอดไม่ได้ และต้องช่วยให้อีกฝ่ายตาสว่างโดยเร็ว
ฝั่งท้องฟ้า เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็นิ่งอึ้งไปยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นสับสน เพราะไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่พูดความจริง ด้วยสิ่งที่เขาได้ยินจากทั้งสองคน มันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ด้านหนึ่งบอกกับเขาว่า เขาควรจะเชื่อดุจฝัน เพราะว่าดุจฝันเป็นเพื่อนของเขา เขาไม่ควรจะสงสัยเพื่อนตัวเอง
แต่อีกด้านหนึ่ง การกระทำของดุจฝัน ก็ทำให้คำพูดของพสุธา ดูจะเป็นเรื่องจริงมากกว่า
ต่อให้เขาจะโง่แค่ไหน แต่เขาก็มองออกแล้ว ว่าการที่ดุจฝันเป็นลมหมดสติเมื่อครู่นี้ เป็นแค่การแสดงของเจ้าตัว
ถ้าเรื่องนี้ยังโกหก แล้วเรื่องก่อนหน้านี้ จะไม่โกหกด้วยหรอกหรือ
ท้องฟ้าคิดแล้วก็รู้สึกขมขื่นมาก ภาวนาให้เป็นแค่เรื่องความเข้าใจผิด เพราะความรู้สึกของการถูกเพื่อนหลอกลวง และหลอกใช้ มันชวนให้เจ็บปวดใจสิ้นดี
“นายมีหลักฐานหรือเปล่า” ท้องฟ้าพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย เขารู้สึกว่าโดนคนที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรกหลอก ยังดีกว่าโดนคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนหลอกเอาได้
แต่ท้องฟ้าไม่รู้ว่า ที่จริงแล้วการโดนหลอกที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เป็นตัวเองถูกคนอื่นหลอก แต่เป็นการหลอกตัวเอง และตอนนี้ท้องฟ้าก็เป็นเช่นนั้น
“หลักฐานอะไรครับ ผมไม่มีอะไรหรอก ผมมีแค่หนังสือสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ที่พวกเขาร่วมกันลงชื่อ อ้อ ผมเจอพวกเขาครั้งแรกวันที่ยี่สิบห้า เดือนหก ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมพูดจริงหรือโกหก คุณไปลองตรวจสอบดูได้ ว่าตั้งแต่วันนั้น ดุจฝันใช่ชีวิตยังไง” ก่อนที่ครอบครัวจะล้มละลาย ดุจฝันยังใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า ไปออกงานหลายต่อหลายงาน เข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์อยู่บ่อย ๆ ต่อให้ดุจฝันจะรอบคอบ ลบภาพเหล่านี้ออกจากบัญชีโซเชียลของตัวเอง แต่ต้องมีภาพของเจ้าตัว อยู่ในบัญชีโซเชียลคนอื่น ๆ แน่
“เพราะก่อนหน้านี้คุณแสดงความหวังดีต่อผม ผมจึงไม่อยากให้คุณถูกหลอก แต่คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นก็แล้วแต่คุณ” พสุธาพูดเพียงแค่นี้ และตัดสินใจที่จะไม่พูดเรื่องนี้อีก เขาถือได้ว่าเขาทำสิ่งที่ควรจะทำไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับท้องฟ้า ว่าจะยอมเชื่อเขาหรือเปล่า
พสุธาพูดจบ ก็ไปทำงานของตัวเองต่อ
ท้องฟ้ามองพสุธาที่หยุดพูด แล้วกลับไปทำงานของเจ้าตัว จากนั้นก็มองไปยังห้องน้ำที่ไม่ได้ปิดประตู ดุจฝันตอนนี้ไม่สนใจว่าเสื้อผ้าของตัวเองจะเปียกแล้ว เปิดน้ำรดตัว แล้วยังคงถูตัวไม่หยุด ปากก็พึมพำบางอย่างไปด้วย
ท้องฟ้าไม่ได้ยิน แต่จากสีหน้า และแววตา ก็เดาได้ว่าไม่ใช่ถ้อยคำที่น่าฟังนัก
แต่ปกติดุจฝันเป็นคนเรียบร้อยน่ารัก ทั้งยังอ่อนแอบอบบาง ทำไมถึงได้มีท่าทางแบบนี้ไปได้นะ
ท้องฟ้ายังคงไม่เข้าใจ เขาขยับเท้าจะก้าวไปหาดุจฝัน อยากจะไปถามหาความจริง ทว่าขยับเท้าไปได้เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น เขาก็ดึงขาตัวเองกลับมา เดินไปหยิบชุดคลุมอาบน้ำที่ยังไม่ได้ใช้ เอามาส่งให้กับดุจฝัน
“นายเปียกหมดแล้ว อาบน้ำไปเลยเถอะ นี่เป็นของใหม่ ฉันยังไม่เคยใช้ นายไม่ต้องกังวล” ท้องฟ้าพูด
คำพูดของท้องฟ้า ทำให้ดุจฝันชะงักค้างไป สีหน้าแข็งทื่อ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ ตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง
“สกาย ฉัน..” ดุจฝันต้องการจะแก้ตัว แต่ท้องฟ้าก็ยกมือขึ้นห้าม
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย นายอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา อาบน้ำเสร็จแล้วค่อยคุยกัน” ท้องฟ้าพูดอย่างใจดี
“ได้ แต่นายต้องฟังฉันนะ ไม่ว่าหมอนั่น ฉันหมายถึงเขาจะพูดอะไร นายอย่าเชื่อเด็ดขาดเลยนะ เขาเกลียดฉันที่ฉันถูกพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาอุ้มผิดไป ทำให้เขาต้องมีชีวิตที่ลำบาก เขาจะต้องใส่ร้ายฉันให้นายฟังแน่ ๆ นายเชื่อใจฉันนะ” ดุจฝันพูดเสียงร้อนใจ แล้วยังไม่วายแกล้งก้มหน้าบีบน้ำตา
ท้องฟ้าใจมองดุจฝัน แล้วค่อยพูดเสียงเบา
“เอาล่ะ เดี๋ยวเราค่อยพูดกันทีหลัง นายไปอาบน้ำเถอะ” ท้องฟ้าพูดแล้วก็หันหลังเดินออกมา โดยไม่ลืมปิดประตูห้องน้ำให้ดุจฝันด้วย
เมื่อเดินออกมาแล้ว ท้องฟ้าก็คิดอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
“ฮัลโหล เกรซ ฉันมีเรื่องอยากจะถาม เรื่องของดุจฝันน่ะ จำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาสนิทกับพวกโรมใช่ไหม แล้วทำไมช่วงหลายวันมานี้ พวกเขาถึงดูจะไม่ค่อยสนิทกันแล้วล่ะ” อันที่จริงแล้ว ท้องฟ้าคิดว่าใช้คำว่า ดุจฝันถูกกีดกันออกจากกลุ่ม จะถูกกว่า และเพราะแบบนั้น เขาจึงได้เห็นใจดุจฝัน
“อยู่ ๆ ทำไมนายถึงถามเรื่องนี้ หรือว่าหมอนั่นหางโผล่แล้ว ฉันก็บอกแล้วว่าหมอนั่นมันเสแสร้ง คบไม่ได้ นายไม่รู้สินะ ที่ถูกเฉดหัวออกจากกลุ่ม ไม่ใช่เพราะบ้านหมอนั่นล้มละลายหรอกนะ แต่หมอนั่นไปอ่อยแฟนโรมต่างหาก โรมกับคนอื่นเลยรังเกียจจนไล่ออกจากกลุ่มน่ะสิ” ปลายสายพูดอย่างดุเดือด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ท้องฟ้ากะพริบตาปริบ ๆ เขาสงสัยว่าพวกเขาได้เรียนคณะเดียวกันจริง ๆ หรือเปล่า ทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยล่ะ
“เธอบอกว่าครอบครัวของดุจฝันล้มละลายเหรอ” ท้องฟ้ายังคงถามเสียงเบากลับไป
“ใช่สิ เรื่องนี้นายก็ไม่รู้เหรอ เขารู้ทั่วกันทั้งวงสังคมแล้ว มีแต่คนสมน้ำหน้าบ้านนั้น ได้ยินว่ารังเกียจลูกจริง รักลูกปลอม สมควรที่จะกรรมตามทันแล้ว” เกรซพูดเสียงขึ้นจมูก
“เรื่องจริงเหรอ ไม่ใช่ว่าพอเจอลูกแท้ ๆ ก็ไล่ดุจฝันออกจากบ้านเหรอ” ท้องฟ้าถามเสียงแผ่ว ตอนนี้เขายืนยันได้แล้วว่าที่พสุธาพูดนั้นเป็นความจริง ส่วนที่ดุจฝันพูด เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด
“ไล่ออกอะไรกันล่ะ ก่อนที่จะล้มละลาย ยังพาไปอวด ไปออกงานอยู่เลย ทำเอาเขานินทากันทั่ว ความจริงเลี้ยงดูมาสิบกว่าปี คิดว่าเป็นลูกแท้ ๆ มาตลอด มอบความรักความเอาใจใส่ให้ จะผูกพันจนไม่อยากเสียไป ก็ไม่แปลก แต่จะรักลูกคนอื่น จนรังเกียจลูกตัวเอง นี่มันก็เกินไปหน่อย ตอนนั้นครอบครัวก็ไม่ได้จน มีเงินให้ใช้ไม่ขาด ทำไมต้องตัดขาดกับลูกในสายเลือดด้วย ก็รับกลับมาเลี้ยงเพิ่มอีกคนไม่ได้หรือไง” เกรซยังคงใส่อารมณ์ ราวกับว่าเป็นเรื่องของตัวเอง
“ทำไมเธอรู้เรื่องเยอะจัง ฉันไม่รู้อะไรเลย” ท้องฟ้ายิ้มขื่น คิดว่าเพราะตัวเองไม่รู้อะไรเลย ถึงได้โดนหลอกเอาได้แบบนี้
“นั่นน่ะสิ ทำไมนายถึงไม่รู้ล่ะ ปกติก็เป็นคนใส่ใจเรื่องของคนอื่นดีนี่นา” เกรซพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
ท้องฟ้าหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะพูด
“สงสัยฉันยังคงใส่ใจเรื่องของคนอื่นไม่พอ เอาเถอะ ขอบคุณสำหรับคำตอบนะ ฉันวางก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่” ดุจฝันกดตัดสายโทรศัพท์ เมื่อเสียงน้ำในห้องน้ำนั้นได้หยุดลงแล้ว
ไม่นานประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออก โดยที่ดุจฝันสวมเสื้อคลุมอาบน้ำออกมา
ความจริงหากไม่ใช่เพราะร้อนใจ ต้องการรีบร้อนออกมาอธิบายให้ท้องฟ้าฟัง ดุจฝันคงยังจะไม่ออกจากห้องน้ำเร็ว ๆ นี้ ในใจเขายังคงขยะแขยงที่ถูกพสุธาจับทั้งถุงมืออยู่เลย
“สกาย ให้ฉันอธิบายหน่อยนะ”
“นายใส่เสื้อผ้าให้เสร็จก่อนเถอะ แล้วค่อยคุยกัน” ท้องฟ้าพูดเสียงใจดีเหมือนปกติ นั่นทำให้ดุจฝันสับสนชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดว่าท้องฟ้านั้นเชื่อใจตัวเอง จึงได้ไม่รีบร้อนที่จะให้เขาอธิบาย
พอคิดแบบนี้แล้ว ดุจฝันก็ใจเย็นลง ทว่าสายตายังคงกวาดมองหาพสุธาอยู่
“เขากลับไปแล้วเหรอ” ดุจฝันหมายถึงพสุธา
“ยัง เขาทำงานอยู่” ท้องฟ้าส่ายหน้าแล้วพูดตอบ ก่อนจะบอกให้ดุจฝันไปแต่งตัวอีกครั้ง
ดุจฝันก็ลากกระเป๋าเดินทางไปเปิด แล้วหยิบเสื้อผ้าออกมาใส่
ท้องฟ้ามอง ก็เห็นว่าเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งนั้น ยังมีกระเป๋าราคาแพงอีกหลายใบในกระเป๋าเดินทางของเจ้าตัว
ถ้าถูกขับไล่ออกจากบ้านจริง ทำไมเจ้าตัวถึงได้เอาของราคาแพงพวกนี้ออกมาด้วยได้ล่ะ ไม่ใช่ควรจะถูกยึดเอาไว้หรอกเหรอ
เมื่อเกิดความสงสัยแล้ว มองเห็นอะไร ก็จะรู้สึกสงสัยไปเสียหมด
ท้องฟ้ายิ้มขื่นกับตัวเอง จากนั้นก็นั่งนิ่ง รอให้ดุจฝันมาอธิบาย
ท้องฟ้าคิดว่าเพื่อความยุติธรรม เขาฟังคนอื่นแล้ว ก็ควรจะฟังดุจฝันด้วย แต่เขาลืมไป ก่อนหน้านี้ดุจฝันก็มีโอกาสได้พูดไปมากมายแล้ว แต่พสุธา เพิ่งจะมีโอกาสได้พูดความจริงในวันนี้นี่เอง
“สกาย เขาพูดอะไรกับนายบ้างเหรอ” ดุจฝันนั่งลงข้างท้องฟ้า แล้วพูดถาม
“นายคือเด็กที่ถูกอุ้มสลับตัวกับเขาจริงหรือเปล่า” ท้องฟ้าไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับไปแทน
“ใช่ เขานั่นแหละ แต่ว่าเรื่องนี้ ไม่ควรจะเป็นความผิดของฉันใช่ไหม ตอนนั้นฉันยังไม่รู้อะไรเลย เป็นพ่อแม่ที่อุ้มพวกเราผิดตัว” ดุจฝันรีบพูดทันที ความจริงเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดของดุจฝัน ก็ถือว่าถูกต้อง แต่ว่าหลังจากนั้นล่ะ เรื่องที่เจ้าตัวได้ประโยชน์ แต่กลับไปบอกต่อใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นเหยื่อ
“นายบอกว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงนายมา พอเจอลูกแท้ ๆ ของตัวเอง ก็ไล่นายออกจากบ้านเลยไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมถึงกลายเป็นว่าดินยังลำบาก ต้องมารับจ้างทำความสะอาดบ้านอยู่ล่ะ”
“เอ่อ ก็เพราะว่าครอบครัวล้มละลายแล้วน่ะสิ เขาเลยต้องออกมาหางานทำ” ดุจฝันลอบกลอกตาชั่วแวบหนึ่ง จากนั้นก็หาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าเสียงของพสุธาก็ดังออกมาก่อน
“บ้านนายประกาศล้มละลายวันที่สิบเจ็ด ถูกยึดทรัพย์ในวันเดียวกัน แต่ฉันทำงานนี้มาตั้งแต่วันที่เก้า ก่อนที่จะประกาศล้มละลาย และก่อนหน้านี้ ฉันก็รับจ้างล้างจาน ก่อนหน้าทำงานล้างจาน ตอนที่เจอครอบครัวของพวกนายแล้ว ฉันก็ยังทำงานล้างจานอยู่ ไม่ได้เพิ่งทำงานตอนที่ครอบครัวของนายล้มละลายนะ” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
ดุจฝันตัวแข็งทื่อ สีหน้าแข็งค้าง ก่อนที่มือจะค่อย ๆ กำเข้าหากันแน่
สารเลว สารเลว! หมอนี่ต้องการจะเปิดโปงเขา ทำไมบนโลกนี้ต้องมีมันด้วย ถ้าไม่มีมัน ฉันก็ไม่ต้องลดตัวมาทำอะไรแบบนี้!
ดุจฝันมองพสุธาอย่างเกลียดชัง
พสุธายิ้มในสีหน้า ส่งให้ดุจฝัน แล้วพูดถามเสียงเนิบช้า
“นายเรียนคณะไหนน่ะ คณะภาพยนตร์ สาขาเขียนบทละครหรือเปล่า หรือเรียนมายากลมา ถึงได้ถนัดกลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำขนาดนี้”