บทที่ 101 ผักสดแลกเต้าหู้
บทที่ 101 ผักสดแลกเต้าหู้
สิ้นเสียงคำพูดนั้น โดยที่ฟู่ซีโจวยังไม่ทันต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว ป้ากุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เป็นคนแรกที่ทนไม่ไหวจนต้องอ้าปากตอกกลับด้วยความเดือดดาล
“แม่ไหลจื่อ นี่หล่อนเสียสติไปแล้วหรือไง เบิ่งตาหมาๆ ของหล่อนดูให้ดีสิ นั่นน่ะเป็นถึงผู้นำจากกรมตำรวจประจำมณฑลเชียวนะ รถคันเบ้อเริ่มขนาดนั้นหล่อนตาบอดมองไม่เห็นหรืออย่างไร ถึงได้กล้าพล่ามออกมาว่าเป็นตัวปลอม ฉันว่าหล่อนคงอยากจะใส่ร้ายป้ายสีปัญญาชนฟู่อย่างบ้าคลั่งจนสมองกลับไปหมดแล้ว!”
ป้าหลิวเองก็ถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดังถุ้ย พลางด่าซ้ำเติมขึ้นมาทันควัน
“นั่นสิ ใจคอตัวเองต่ำช้าสกปรก ก็เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะโสมมเหมือนตัวเองไปเสียหมด ปัญญาชนฟู่เขาเป็นถึงวีรชนผู้กล้าหาญ แล้วลูกสาวบ้านหล่อนเป็นตัวอะไรกันล่ะ เป็นแค่หมาขี้เรื้อนที่คิดจะเกาะแข้งเกาะขาวีรชนไม่ยอมปล่อยน่ะสิ!”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ถูกต้องที่สุด!”
“ตัวเองไม่มีปัญญาทำอะไรให้เจริญแท้ๆ แต่กลับทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้ ช่างเป็นพวกใจคอดำอำมหิตเน่าเฟะเสียจริง! ฉันได้ยินมาว่าการใส่ร้ายป้ายสีวีรชนมีโทษถึงขั้นต้องเข้าไปนอนในคุกในตะรางเลยนะ แม่ไหลจื่อ ลูกชายพิการของหล่อนยังต้องให้หล่อนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลอยู่ไม่ใช่หรือไง หล่อนก็หุบปากเน่าๆ นั่นลงเสียบ้างเถอะ ประเดี๋ยวจะถูกลากตัวเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุก แล้วจะไม่มีใครคอยดูแลเจ้าไหลจื่อ จนมันนอนตายเน่าคาเตียงไปโดยไม่รู้ตัว!”
บรรดาชาวบ้านต่างพากันรุมสวดรุมด่าคนละคำสองคำ ประเคนถ้อยคำเย้ยหยันจนแม่ของหวังไหลจื่อโดนตอกกลับเสียจนหน้าม้านแทบแทรกแผ่นดินหนี
ใบหน้าของเธอพลันเปลี่ยนเป็นสีตับหมูคล้ำด้วยความอับอายและเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด เมื่อถูกฝูงชนต้อนจนจนมุมจนไม่อาจโต้แย้งกลับได้แม้แต่ครึ่งคำ
เธอจึงได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายใส่ฟู่ซีโจวอย่างเคียดแค้น ก่อนจะกระชากแขนหวังพ่านตี้ที่ยังคงยืนเหม่อลอยไม่ได้สติ แล้วพากันวิ่งเตลิดหนีไปอย่างน่าเวทนาและหมดรูป
เมื่อขับไล่ตัวน่ารำคาญอย่างแม่ของหวังไหลจื่อไปได้แล้ว ความกระตือรือร้นของเหล่าป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านก็หวนกลับมาพุ่งเป้าไปที่ฟู่ซีโจวอีกคำรบหนึ่ง
“ปัญญาชนฟู่ ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้วล่ะ มีคนรักหรือยัง”
“เธอลองดูหลานสาวบ้านป้าหน่อยเป็นไร จบชั้นมัธยมปลายเชียวนะ หน้าตาก็สะสวยหมดจด ผิวพรรณเปล่งปลั่งน่ามองทีเดียว”
“ไปๆ หลบไปเลย หลานสาวบ้านเธอจะมาสู้ลูกสาวบ้านฉันได้อย่างไร ลูกสาวบ้านฉันทำอาหารเก่งเป็นเลิศอีกต่างหาก”
กลุ่มผู้คนพากันรุมล้อมฟู่ซีโจวเอาไว้แน่นขนัด ต่างแก่งแย่งชิงดีกันเสนอตัวแนะนำคู่หมายให้เขากันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ฟู่ซีโจวถูกเสียงเจื้อยแจ้วเซ็งแซ่รุมเร้าเสียจนรู้สึกปวดหัวตุบๆ ราวกับศีรษะจะระเบิดออกมา
หวังต้าเกินเห็นสถานการณ์เริ่มชุลมุนวุ่นวายจนเกินขอบเขต จึงรีบก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับตะเบ็งเสียงปรามลั่นขึ้นมาทันควัน
“พอได้แล้วๆ พวกเธอจะทำอะไรกันน่ะ!”
เขาแกล้งกระแอมไอเคลียร์ลำคอหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปกวาดสายตามองทุกคนพลางเอ่ยขึ้นว่า
“ปัญญาชนฟู่เป็นถึงวีรชนผู้ทำคุณประโยชน์ หากพวกเธอคิดอยากจะแนะนำคนรักให้เขา ฉันก็ไม่ได้คิดจะห้ามปรามอะไรหรอกนะ แต่มีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งที่พวกเธอทุกคนต้องฟังให้กระจ่างชัดเจน”
“หากใครหน้าไหนบังอาจเอาเยี่ยงอย่างหวังพ่านตี้ คิดใช้เล่ห์เหลี่ยมคดโกง หรือใช้เล่ห์กลหน้าด้านไร้ยางอายมาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่หมู่บ้านเซี่ยงหยางของเราล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พากันยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความกระดากอาย ก่อนจะรีบเอ่ยปากรับรองกันเป็นพัลวันว่าจะไม่มีทางทำเรื่องบัดสีเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด
พร้อมกันนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะรุมด่าพฤติกรรมไร้ยางอายของครอบครัวหวังไหลจื่อซ้ำอีกรอบตั้งแต่หัวจรดเท้า
ฟู่ซีโจวจึงอาศัยจังหวะนี้หันไปพูดกับหวังต้าเกินทันที
“หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ พวกเรารีบไปช่วยกันสร้างบ้านต่อกันเถอะครับ เรื่องบ้านหลังนี้ค่อนข้างเร่งด่วนอยู่เหมือนกัน”
“ใช่ๆๆ เรื่องสร้างบ้านสำคัญที่สุด!”
หวังต้าเกินตบต้นขาฉาดใหญ่ พลางช่วยกันคนรอบข้างแล้วพาฟู่ซีโจวเบียดตัวแทรกฝูงชนออกมาได้อย่างหวุดหวิด
คนทั้งกลุ่มจึงพากันสาวเท้าก้าวอย่างรวดเร็วกลับไปยังพื้นที่จัดสรรสำหรับสร้างบ้าน
ในใจของหวังต้าเกินกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี รู้สึกว่าตนเองมีหน้ามีตาและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงหันไปสั่งหวังเต๋อฟาผู้เป็นหลานชายว่า
“ไปเอาประทัดที่บ้านมาสักสองสายสิ รอให้เราจุดประทัดส่งเสียงดังกึกก้องเอาฤกษ์เอาชัยเสียหน่อย แล้วค่อยเริ่มลงมือขุดดินสร้างบ้านกัน”
แม้หวังเต๋อฟาจะไม่ชอบเรื่องการเรียนการอ่านตำรา ทว่ากลับเป็นเด็กหนุ่มที่หัวไวและเฉลียวฉลาดคล่องแคล่วไม่น้อย
“ได้เลยครับปู่!”
เพียงชั่วครู่ หวังเต๋อฟาก็วิ่งถือประทัดสองสายกลับมาอย่างรวดเร็ว
หวังต้าเกินรับประทัดมาแขวนไว้กับกิ่งไม้ใกล้ๆ ก่อนจะจุดไม้ขีดไฟจ่อเข้าที่สายชนวนอย่างคล่องแคล่ว
เปรี๊ยะ ปังๆๆ!
เสียงประทัดแตกกระหน่ำดังกึกก้องสดใสสะท้อนกังวานไปทั่วผืนฟ้าเหนือหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนที่ถือพลั่วเตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงเริ่มลงมือขุดดินกันอย่างกระตือรือร้น
ฟู่ซีโจวจึงหันไปเอ่ยกับหวังต้าเกินว่า
“หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ ทางนี้คงต้องรบกวนพวกท่านแล้วล่ะครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปเตรียมอาหารกลางวันสำหรับทุกคนก่อน”
“ได้เลย! เธอไปเถอะ มีพวกเราคอยช่วยลงแรงอยู่ทั้งคน สบายใจหายห่วง...”
หวังต้าเกินตอบรับอย่างอารมณ์ดี พลางก้มหน้าก้มตาลงมือขุดหลุมลงเสาเข็มฐานรากไปพร้อมกับคนอื่นๆ
ครั้นฟู่ซีโจวเดินกลับมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน เขาจึงไม่รอช้า รีบมุ่งตรงเข้าไปในห้องครัวทันที จากนั้นก็ลอบนำปลาเฉาตัวโตที่ยังมีชีวิตกระโดดดิ้นดุ๊กดิ๊กออกมาจากมิติเพาะปลูกจำนวนสามตัว
ปลาเฉาที่เขาคัดเลือกออกมานั้นมีน้ำหนักราวๆ เจ็ดถึงแปดจินต่อหนึ่งตัว นับว่าตัวใหญ่และมีเนื้อแน่นหนามากพอที่จะแบ่งให้ทุกคนกินกันได้อย่างอิ่มหนำสำราญ
หลังจากจัดการขอดเกล็ดและชำแหละทำความสะอาดปลาจนเรียบร้อยแล้ว ฟู่ซีโจวก็ตั้งใจจะทำต้มปลาใส่เต้าหู้ ทว่าในครัวกลับไม่มีเต้าหู้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขาจึงเปิดกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของขึ้นมา ก่อนจะนำผักโหยวม่ายสดใหม่เขียวชอุ่มหนึ่งมัดใหญ่ใส่เข้าไปในพื้นที่แลกเปลี่ยนทันที
เขาพิมพ์ส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มว่า
[ผักโหยวม่ายปลอดสารพิษหนึ่งจิน ขอแลกกับเต้าหู้สามจิน มีใครสนใจแลกไหมครับ]
เมื่อสมาชิกในกลุ่มเห็นข้อความที่เขาส่งเข้ามา บรรยากาศภายในกลุ่มก็พลันคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
[กระผม ผอ.หวัง: โอ๊ย ผักเขียวสดฉ่ำน่ากินขนาดนี้เชียวหรอ เจ้าพ่อเสบียง ใช้อย่างอื่นแลกแทนไม่ได้หรอ พอดีที่บ้านฉันไม่มีเต้าหู้เลยน่ะ]
ฟู่ซีโจวพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[ฟู่ซีโจว: ขออภัยด้วยครับ ต้องการแลกเฉพาะเต้าหู้เท่านั้น และต้องการเดี๋ยวนี้เลย รอไม่ได้ครับ กำลังรีบมาก]
[ขาข้างที่ยังดีของคนขาเป๋: อ้าว รอสักครึ่งชั่วโมงไม่ได้จริงหรอ ตอนนี้ฉันสามารถรีบวิ่งไปซื้อที่ตลาดสดให้ได้นะ]
เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาต่างเคยลิ้มลองรสชาติพืชผักหลากหลายชนิดที่ฟู่ซีโจวนำมาแลกเปลี่ยนแล้ว จึงทราบเป็นอย่างดีว่าผักพวกนี้สดกรอบ หวานฉ่ำ และมีรสชาติยอดเยี่ยมเพียงใด
[พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง: ฮ่าๆ ทางนี้มีจ้ะ! เต้าหู้ดีเกลือที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนๆ กรุ่นๆ อยู่เลย เจ้าพ่อเสบียง ฉันขอแลกกับนายเอง]
[ฟู่ซีโจว: ตกลงครับ]
การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นลงในชั่วพริบตา
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในมโนสำนึกทันที
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ การแลกเปลี่ยนสิ่งของสำเร็จ ได้รับพลังงาน 10 แต้ม]
ฟู่ซีโจวแอบบ่นอุบในใจ ไม่จำเป็นต้องรายงานทุกอย่างละเอียดขนาดนี้ก็ได้มั้ง
เขานำเต้าหู้ทั้งสามจินออกจากช่องว่างมิติ แล้วเทใส่ลงในหม้อต้มปลาจนหมดในคราวเดียว
รอจนกระทั่งต้มปลาใส่เต้าหู้เดือดพล่านส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนสุกได้ที่และตักขึ้นมาพักไว้ เขาก็นำผักกาดขาวออกมาจากมิติอีกหนึ่งหัว
จัดการลงกระทะทำผัดผักกาดขาวซอสเปรี้ยวหวานจานโต
กลิ่นหอมเย้ายวนใจของอาหารรสเลิศพลันลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้านทันที
เมื่อทำอาหารเสร็จเรียบร้อยและสังเกตเห็นว่าเวลายังเหลืออยู่อีกพอสมควร ฟู่ซีโจวจึงหยิบชามกระเบื้องใบใหญ่ออกมา ตักต้มปลาใส่เต้าหู้ชามโตพูนๆ พร้อมกับหยิบหมั่นโถวเนื้อนุ่มอีกหลายลูกใส่ตะกร้า จากนั้นก็แอบเดินมุ่งหน้าตรงไปยังคอกวัวอย่างเงียบเชียบ
เวลานี้ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงแล้ว บรรดาชาวบ้านต่างไม่มีงานเร่งด่วนในไร่นาให้ทำ และตามปกติก็แทบไม่มีใครเดินเฉียดมาแถวท้ายหมู่บ้านแห่งนี้เลย ฟู่ซีโจวจึงไม่ได้หวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดพบเห็น
เขาเดินทอดน่องจนมาถึงบริเวณคอกวัว
ขณะนั้นซูหย่าฉินและเฉียวเซี่ยเสวี่ยกำลังจัดแจงเตรียมจะทำอาหาร เมื่อแลเห็นฟู่ซีโจวเดินตรงเข้ามา ทั้งสองคนจึงต่างพากันหยุดชะงักงานในมือลงทันที
“ซีโจว ลูกมาที่นี่ทำไมกัน”
ซูหย่าฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พลางชะเง้อคอมองออกไปด้านนอกอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านมาแถวนี้จึงค่อยเบนสายตากลับเข้ามา
“ผมเอาของกินมาส่งให้น่ะครับ”
ฟู่ซีโจววางชามอาหารขนาดใหญ่และหมั่นโถวลงบนโต๊ะไม้อย่างเบามือ
“พอดีเพิ่งต้มปลาเสร็จใหม่ๆ ยังกรุ่นๆอยู่เลย ทุกคนรีบกินตอนร้อนๆ เถอะครับ”
อันที่จริงซูหย่าฉินได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาแต่ไกลแล้ว
เธอทอดสายตามองต้มปลาใส่เต้าหู้ชามเบ้อเริ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกอยากอาหาร ทว่าก็ยังคงเอ่ยตัดพ้อด้วยความเอ็นดูและห่วงใยว่า
“ลูกคนนี้นี่ มีของดีๆ อร่อยๆ ทำไมไม่เก็บไว้กินเองล่ะ หือ”
และจังหวะนั้นเอง คนอื่นๆ ในตระกูลฟู่ต่างก็พากันทยอยเดินออกมาจากห้องด้านใน พอแลเห็นต้มปลาใส่เต้าหู้ชามโตวางตระหง่านอยู่เต็มตา แต่ละคนต่างก็พลันรู้สึกหิวโหยขึ้นมาจนท้องร้องโครกคราก
ทั้งที่วันนี้ไม่ได้ลงไปใช้แรงงานในทุ่งนาแท้ๆ อีกทั้งเมื่อเช้าก็กินกันจนอิ่มตื้อแล้ว เหตุใดตอนนี้ถึงได้รู้สึกหิวโซขนาดนี้กันนะ
ฟู่ซีโจวเห็นทุกคนในครอบครัวต่างจดจ้องมองชามปลาต้มเป็นตาเดียว จึงแย้มยิ้มพลางเอ่ยอธิบายให้ทุกคนคลายความกังวล
“ผมทำไว้เยอะแยะเลยครับ ทางฝั่งผมต้องทำอาหารเลี้ยงตอบแทนพวกชาวบ้านที่มาช่วยสร้างบ้านอยู่แล้ว ก็เลยถือโอกาสทำเผื่อทุกคนด้วย แม่ครับ ไม่ต้องเหนื่อยทำกับข้าวแล้วนะ เที่ยงนี้ก็กินของพวกนี้ให้เต็มที่เถอะ เดี๋ยวผมต้องขอตัวกลับไปก่อนล่ะ”
เดิมทีฟู่เหวินปินตั้งใจจะซักถามฟู่ซีโจวถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาพบเขาในวันนี้ ทว่าเมื่อนึกกังวลว่าหากมีใครบังเอิญผ่านมาเห็นเขาอยู่ที่นี่นานๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่อธิบายได้ลำบาก จึงเอ่ยตัดบทขึ้นมาแทน
“เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นลูกก็รีบกลับไปก่อนเถอะ”
ฟู่ซีโจวบอกลาแล้วสาวเท้าผละออกจากคอกวัวไปอย่างรวดเร็ว
ฟู่เหวินปินจึงหันไปบอกให้ฟู่เจี้ยนเซินรีบไปตามท่านผู้เฒ่าทั้งสามคนจากคอกวัวข้างๆ ให้มาร่วมล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
ซูหย่าฉินรีบลงมือผัดกับข้าวที่เหลือให้เสร็จสิ้น จากนั้นทุกคนก็เริ่มต้นลงมือกินอาหารกลางวันพร้อมหน้าพร้อมตา
เนื้อปลาสดหวานเคี่ยวผสานเข้ากับเต้าหู้นุ่มละมุนจนเข้าเนื้อ รสชาติกลมกล่อมชวนเจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง มื้ออาหารกลางวันมื้อนี้จึงทำให้ทุกคนในคอกวัวกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำราญใจยิ่งนัก
ทางด้านฟู่ซีโจว เมื่อเดินกลับมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง ก็เห็นชายชรากำลังแบกจอบขึ้นบ่าเตรียมจะก้าวเท้าเข้าประตูรั้วลานบ้านมาพอดี
ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อครู่นี้แอบออกไปทำอะไรที่ไหนมา
ตาเฒ่าหวังสูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน
“เจ้าหนุ่ม แกทำกับข้าวเสร็จแล้วรึ”
“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยวผมจะไปเรียกทุกคนมากินข้าวกัน...”
ฟู่ซีโจวจึงเดินตรงไปยังพื้นที่จัดสรรสร้างบ้าน เพื่อส่งเสียงบอกให้พวกชาวบ้านพักมือแล้วมาร่วมโต๊ะกินข้าวกลางวันด้วยกัน
..........................