LNCrawler

บทที่ 102 ล่าสัตว์

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 102 ล่าสัตว์


คนทั้งกลุ่มพากันเดินตามมายังบริเวณลานบ้านของตาเฒ่าหวัง ครั้นทอดสายตามองกะละมังใบโตที่บรรจุต้มปลาใส่เต้าหู้ส่งกลิ่นหอมกรุ่นซึ่งฟู่ซีโจวยกออกมาวางตรงหน้า ดวงตาของแต่ละคนก็พลันเบิกกว้างจนแทบค้างเติ่ง
​
เนื้อปลาถูกหั่นแบ่งเป็นท่อนๆ ไว้อย่างประณีต หวังต้าเหอจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
​
“คุณพระช่วย ปัญญาชนฟู่ นี่คุณใช้ปลาไปทั้งหมดกี่ตัวกันล่ะเนี่ย”
​
ฟู่ซีโจวตอบกลับไปเรียบๆ
​
“แค่สองตัวครับ”
​
“ปลาเฉาแค่สองตัวแต่ได้เนื้อเยอะขนาดนี้เชียวหรือ แล้วตัวมันต้องใหญ่โตขนาดไหนกันล่ะนั่น!” หวังต้าเหอเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย “นี่คุณไปหาปลาพวกนี้มาจากที่ไหนกัน”
​
ฟู่ซีโจวโป้ปดคำโตออกไปหน้าตาเฉยโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านหรือกระดากใจแม้แต่น้อย
​
“ตกมาจากแม่น้ำทางหัวบ้านทิศตะวันออกนั่นแหละครับ”
​
“ในแม่น้ำสายนั้นยังมีปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ให้ตกได้อยู่อีกหรอ” หวังต้าชวนเอ่ยขึ้นมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อหู “คราวก่อนฉันไปนั่งเฝ้าอยู่ทั้งวัน แม้แต่ลูกปลาตัวเล็กๆ สักตัวยังไม่เห็นเงาเลย”
​
หวังต้าเหอกับหวังต้าชวนต่างก็เป็นญาติพี่น้องสายรองของหวังต้าเกิน เมื่อหวังต้าเกินได้ยินญาติทั้งสองคนเอ่ยเช่นนั้น ก็พยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
​
“อืมมม... แม่น้ำสายนั้นจวนเจียนจะแห้งขอดอยู่รอมร่อ วันธรรมดาก็แทบไม่เคยเห็นเงาปลาชุกชุมเลยสักนิด”
​
อันที่จริงหมู่บ้านเซี่ยงหยางของพวกเขาไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่น ด้วยตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิต เขาจึงอนุญาตให้ชาวบ้านไปแอบตกปลาประทังชีวิตเป็นการส่วนตัวได้ หากตกได้ตัวสองตัวเขาก็ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างไม่เข้าไปยุ่มย่าม ทว่ามีข้อห้ามเด็ดขาดคือไม่อนุญาตให้ลงไปลากอวนหรือดักจับปลาในแม่น้ำอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
​
ตาเฒ่าหวังที่ยืนสูบยาเส้นอยู่ข้างๆ ค่อยๆ พ่นควันสีขาวเป็นวงกลมลอยละล่องออกมาอย่างเชื่องช้า พลางเหลือบตามองคนเหล่านั้นอย่างไว้เชิง
​
“โชคชะตาของลูกศิษย์ฉันจะไปเหมือนกับพวกแกได้อย่างไรกัน วาสนาอย่างนี้พวกแกได้แต่อิจฉาไปเถอะ ไม่มีทางเลียนแบบได้หรอก”
​
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พากันหัวเราะร่วน ต่างเอ่ยปากชื่นชมฟู่ซีโจวกันยกใหญ่ว่า ขนาดขึ้นเขายังสามารถเก็บเห็ดหลินจือได้ ช่างเป็นคนที่มีบุญวาสนาสูงส่งอย่างแท้จริง
​
ฟู่ซีโจวปลีกตัวเดินเข้าไปในห้องครัว แอบหยิบเหล้าเก่าเก็บสองจินออกมาจากช่องว่างมิติ ก่อนจะเดินถือออกมาด้านนอก
​
“วันนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว ผมเลยหาเหล้ามาได้นิดหน่อย ให้ทุกคนได้ดื่มคลายความเหนื่อยล้ากันสักแก้ว”
​
เขาบรรจงรินเหล้าใส่ชามให้ทุกคนคนละหนึ่งชามเต็มๆ
​
“แต่ผมขอตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนนะครับ วันนี้เป็นการขุดดินลงฐานราก งานไม่ได้หนักหนาหรืออันตรายมากนัก ผมถึงยอมให้ทุกคนดื่มสุราได้ ทว่าเมื่อถึงขั้นตอนการก่อกำแพงและยกขื่อคานในวันข้างหน้า ซึ่งถือเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง วันนั้นห้ามแตะต้องสุราแม้แต่หยดเดียว ทุกคนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกน่ะครับ”
​
หวังต้าเกินประคองชามเหล้าไว้ในมือแล้วหัวเราะร่วนอย่างเบิกบานใจ
​
“ปัญญาชนฟู่วางใจได้เลย พวกเรารู้จักขอบเขตความเหมาะสมดี วันนี้ถือเป็นวันมงคลน่ายินดี ทั้งได้เริ่มลงมือก่อสร้างบ้านใหม่ อีกทั้งหมู่บ้านของเรายังมีวีรชนผู้เก่งกล้าอย่างนายอีกด้วย มาๆๆ ดื่มให้หมดชามกันไปเลย!”
​
ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศภายในลานบ้านก็พลันคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ทุกคนต่างเคี้ยวเนื้อปลาแสนโอชะ แกล้มด้วยสุรากลมกล่อม ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งเช้าราวกับถูกชะล้างมลายหายไปจนหมดสิ้น
​
มื้ออาหารนี้ทำให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญอย่างยิ่งยวด พอถึงช่วงบ่ายที่ต้องลงมือทำงานต่อ แต่ละคนจึงคึกคักกระปรี้กระเปร่าราวกับถูกฉีดเลือดไก่ลงไปในร่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล หลุมฐานรากถูกขุดรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
​
ฟู่ซีโจวเห็นว่าทางฝั่งสร้างบ้านไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องให้เขาคอยพะวงแล้ว จึงแอบเดินทอดน่องเข้าไปหาตาเฒ่าหวัง ชายชรากำลังนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งพลางอาบแสงแดดอุ่นๆ อย่างสบายอารมณ์
​
“อาจารย์ครับ”
​
ฟู่ซีโจวขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับยื่นบุหรี่ให้หนึ่งมวน
​
“วันนี้อาจารย์แบกจอบออกไปทำอะไรมาหรอครับ”
​
ยามนี้งานเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของหมู่บ้านเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว ไร่นาก็ไม่มีงานกสิกรรมใดหลงเหลืออยู่อีก ชายชราแบกจอบออกไปข้างนอกเช่นนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะแอบไปขุดหาอะไรบางอย่างก็เป็นได้ ฟู่ซีโจวมองดูตาเฒ่าหวังที่ภายนอกดูซอมซ่อโรยราแต่แท้จริงแล้วร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก ในใจก็นึกอยากจะไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยจัดการเรื่องการนำหมูไปแลกเปลี่ยนให้อยู่พอดี
​
ตาเฒ่าหวังปรือตาขึ้นมาข้างหนึ่ง รับมวนบุหรี่ไปจุดสูบด้วยตนเอง จากนั้นก็หลับตาลงตามเดิมพลางพ่นถ้อยคำห้วนสั้น
​
“เรื่องของฉันอย่าสอดรู้สอดเห็นให้มากนัก มีอะไรจะพูดก็รีบว่ามา”
​
“ฮะๆ อาจารย์ครับ ผมอยากจะขอร้องให้อาจารย์ช่วยอะไรสักหน่อยน่ะครับ”
​
ฟู่ซีโจวเอ่ยหยั่งเชิงขึ้นมาอย่างนอบน้อม
​
ตาเฒ่าหวังหลับตาสูบควันยาเส้นเข้าปอดไปหนึ่งคำอย่างแช่มช้า
​
“กระดูกแก่ๆ ใกล้เข้าโลงอย่างฉัน จะไปช่วยทำอะไรให้แกได้ คิดจะใช้งานคนแก่อย่างฉันงั้นหรอ ฝันไปเถอะ ไม่มีทางเสียหรอก ไปหาคนอื่นนู่นไป”
​
สิ้นเสียงตัดรอน เขาก็หลับตาพริ้ม ทำทีเป็นไม่รับรู้ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป
​
ฟู่ซีโจวถูกปฏิเสธกลับมาตรงๆ เช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด เขารู้นิสัยใจคอของชายชราผู้นี้ดีว่าชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง ในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายเอ่ยปากปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมให้ช่วยในเวลานี้ก็คงแทบไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว
​
ในเวลานี้ทางฝั่งพื้นที่ก่อสร้างบ้านมีหวังต้าเกินกับพวกชาวบ้านคอยช่วยสอดส่องดูแลอยู่ ย่อมไม่มีเรื่องติดขัดใดๆ ให้ต้องกังวล ฟู่ซีโจวจึงใคร่ครวญเปลี่ยนความคิด แล้วตัดสินใจว่าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ดูก่อน
​
วันนี้เพียงแค่เขาหยิบปลาสองตัวออกมา ทุกคนก็พากันประหลาดใจจนตาค้างแล้ว หากวันข้างหน้ายังขืนหยิบเสบียงอาหารจากช่องว่างมิติออกมาเรื่อยๆ เกรงว่าจะต้องตกเป็นเป้าสายตาและถูกสงสัยเข้าจนได้ ฟู่ซีโจวจึงผละตัวมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหวังจะลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง หากล่าสัตว์ป่าตัวโตๆ หรือของดีกลับมาได้ ย่อมสามารถนำมาทำกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ให้พวกชาวบ้านกินได้อย่างสบายใจโดยไม่มีใครสงสัย แต่ถ้าหากล่าไม่ได้จริงๆ การที่เขาจะเจียดเนื้อหมูออกมาให้กิน ก็ยังต้องแกล้งทำเป็นเดินทางเข้าไปซื้อในตัวอำเภอ ซึ่งนับว่ายุ่งยากและเสียเวลาไม่น้อย
​
เขาไม่ได้เลือกเดินตามทางสัญจรสายหลัก ทว่ากลับจงใจลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลัง ครั้นเดินมาถึงบริเวณเชิงเขา เขาก็ก้มตัวลงเลือกเก็บก้อนหินขนาดพอเหมาะมือหลายก้อนขึ้นมาไว้ในอุ้งมือพลางกลิ้งเล่นไปมา
​
บนภูเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยแมกไม้หนาทึบและพงหญ้ารกชัฏ ฟู่ซีโจวจึงไม่ได้สาวเท้าเร็วเกินจนเกินไป สายตาคอยกวาดมองสังเกตไปรอบทิศทางอย่างละเอียดละออ เดินไปได้ไม่ไกลเท่าใดนัก สองเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงักลง ตรงพงหญ้าด้านหน้าห่างออกไปไม่ไกล มีกระต่ายป่าขนสีเทาหลายตัวกำลังก้มหน้าก้มตากัดแทะรากหญ้าอย่างเพลิดเพลิน ใบหูยาวเรียวของพวกมันกระดิกไหวไปมาเป็นระยะ
​
ฟู่ซีโจวลอบล้วงหยิบหินก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ คีบไว้ที่ปลายนิ้วอย่างมั่นคง เพียงสะบัดข้อมือเบาๆ ก้อนหินก็พุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างฉับพลัน เสียงดัง ‘ตุบ’ แว่วขึ้นเมื่อก้อนหินพุ่งเข้ากระทบเป้าหมายอย่างแม่นยำ กระต่ายตัวที่กำลังก้มหน้ากินหญ้าอยู่พลันล้มพับลงไปนอนแน่นิ่งหมดสติคาพื้นทันที
​
กระต่ายป่าตัวที่เหลือต่างพากันตื่นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบโกยอ้าวเตรียมจะกระโดดหนี ทว่ามือของฟู่ซีโจวรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ก้อนหินอีกหลายเม็ดถูกดีดซัดออกไปติดๆ กัน เสียงกระทบหนักๆ ดังขึ้นถี่ๆ ไม่กี่ครั้ง พงหญ้าบริเวณนั้นก็พลันสงบเงียบสนิทลงทันใด
​
เขาเดินตรงเข้าไปสำรวจ พบว่ามีกระต่ายป่าทั้งหมดห้าตัว นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น เขาหยิบตัวหนึ่งขึ้นมาพินิจดู แล้วยกอีกตัวหนึ่งขึ้นมาตรวจตรา มีทั้งตัวผู้และตัวเมียปะปนกันอยู่ครบครัน
​
ในชั่วขณะหนึ่งเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากนำตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัวไปปล่อยเลี้ยงไว้ในมิติเพาะปลูกและเพาะเลี้ยง ไม่ช้าก็คงขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานจนกลายเป็นฝูงกระต่ายขนาดใหญ่ คราวนี้เวลาอยากจะกินเนื้อกระต่ายก็คงสะดวกสบายยิ่งนัก แต่ครั้นใคร่ครวญดูอีกรอบก็รู้สึกว่าไม่อาจทำได้ กระต่ายพวกนี้มีสัญชาตญาณในการขุดรูโพรง ดินดำอุดมสมบูรณ์ในมิติเพาะปลูกคงไม่อาจทนต่อการคุ้ยเขี่ยทำลายของพวกมันได้ ยุคสมัยนี้การจะหาปูนซีเมนต์มาเทเสริมความแข็งแรงสร้างคอกกักขังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ช่างเถอะ อย่าเลี้ยงเลยจะดีกว่า ฟู่ซีโจวจึงสลัดความคิดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงเชือกออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง จัดการมัดกระต่ายป่าทั้งห้าตัวเข้าด้วยกัน แล้วโยนใส่ลงไปในตะกร้า
​
หลังจากสะพายตะกร้าขึ้นบ่า เขาก็ตระเตรียมจะเดินลงจากภูเขา ทว่าเพิ่งจะหันหลังกลับ ก็พลันได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนเรียกชื่อดังมาจากด้านหลัง
​
“ซีโจวหรอนั่น”
​
ฟู่ซีโจวเหลียวหลังกลับไปมอง ก็เห็นหยางเว่ยตงเดินลัดเลาะโผล่ออกมาจากทางเดินแคบๆ อีกสายหนึ่ง ในมือของอีกฝ่ายยังถือหนังสติ๊กอยู่ด้ามหนึ่งด้วย
​
“นายก็ขึ้นมาล่าสัตว์เหมือนกันหรอ”
​
ฟู่ซีโจวเอ่ยถาม
​
หยางเว่ยตงพยักหน้ารับ พลางสาวเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหา ครั้นก้มลงมองเห็นกระต่ายป่าที่นอนเรียงรายอยู่ในตะกร้าสะพายหลัง ดวงตาของเขาก็พลันลุกวาวขึ้นมาทันที
​
“ให้ตายเถอะ นายเก่งกาจเกินไปแล้ว ล่ามาได้ตั้งเยอะขนาดนี้เชียว...”
​
ขณะเอ่ยปาก เขาก็ไม่เห็นว่าในมือของฟู่ซีโจวจะมีอาวุธหรือเครื่องมือล่าสัตว์ใดๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
​
“แล้วนายใช้เครื่องมืออะไรล่าพวกมันกัน....”
​
ฟู่ซีโจวก้มลงหยิบก้อนหินบนพื้นขึ้นมาเม็ดหนึ่ง
​
“เจ้านี่ไง”
​
หยางเว่ยตงเบิกตากว้างจนแทบถลน
​
“แค่ก้อนหินเนี่ยนะ!”
​
เขาเอ่ยพลางแสดงสีหน้าอิจฉาตาร้อนอย่างเปิดเผย
​
“อยู่ที่จุดพักปัญญาชน ปากฉันแทบจะจืดชืดจนไร้รสชาติไปหมดแล้ว วันๆ กินแต่ผักกาดขาวกับมันฝรั่ง หน้าตาจะกลายเป็นสีเขียวตามผักอยู่รอมร่อ ก็เลยคิดอยากจะขึ้นมาเสี่ยงโชคบนภูเขาดูบ้าง เผื่อว่าจะล่าสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยกลับไปกินเนื้อเปิดกระเพาะให้ชุ่มคอบ้างสักมื้อ”
​
อันที่จริงในอดีตเขาเคยฝึกฝนยิงหนังสติ๊กตามพ่อมาบ้าง ตอนขึ้นเขามาจึงพกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม แต่ผลลัพธ์คือพอเจอกระต่ายป่า พวกมันก็เผ่นแน่บหนีหายไปในพริบตา พอเจอนกเข้าตัวหนึ่ง ยิงหนังสติ๊กใส่ไปเต็มแรง เจ้านกกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ขนเส้นเดียว ซ้ำยังบินหนีไปอย่างลอยหน้าลอยตา ก่อนจะบินจากไปมันยังอุตส่าห์ถ่ายมูลนกลงมาข้างเท้าของเขาหนึ่งกอง ช่างเป็นการเย้ยหยันกันอย่างหน้าด้านๆจริงๆ
​
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
​
“ฉันก็เหมือนกัน ตั้งใจจะหาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไปทำกับข้าวเลี้ยงพวกลุงๆที่มาช่วยสร้างบ้านสักหน่อย”
​
หยางเว่ยตงยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นให้อย่างชื่นชม ก่อนจะเอ่ยชวนด้วยความกระตือรือร้น
​
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปด้วยกันดีไหม”
​
ฟู่ซีโจวไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
​
“งั้นเดินลึกเข้าไปข้างในกันอีกหน่อยเถอะ....”
​
หยางเว่ยตงพลันมีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
​
“ตกลงเลย!”
​
ทั้งสองคนจึงพากันเดินลึกเข้าไปในป่าทึบบนภูเขา ยิ่งก้าวล้ำเข้าไปลึกเท่าใด เส้นทางเบื้องหน้าก็ยิ่งทุรกันดารยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น แมกไม้น้อยใหญ่ขึ้นเบียดเสียดหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเดินสำรวจไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงเศษ ฟู่ซีโจวก็พลันได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เขาจึงรีบหยุดชะงักฝีเท้าลง แล้วคว้าแขนของหยางเว่ยตงเอาไว้ สายตาทอดยาวมองตามทิศทางต้นเสียงนั้นไปอย่างระแวดระวัง
​
“อย่าเพิ่งขยับ มีเหยื่ออยู่ข้างหน้า”

............................