บทที่ 11 ตอกหน้าซูอวิ๋น
บทที่ 11 ตอกหน้าซูอวิ๋น
เมื่อเดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้า ฟู่ซีโจวก็พุ่งตรงไปยังโซนขายธัญพืชและเสบียงอาหารทันที ชายหนุ่มล้วงเอาคูปองพร้อมกับเงินสดออกมาจากกระเป๋าอย่างรวดเร็ว
“สหายครับ รบกวนขอแป้งข้าวโพดยี่สิบชั่ง แล้วก็ข้าวกล้องอีกยี่สิบชั่งครับ”
หลังจากที่พนักงานขายจัดการตวงเสบียงอาหารใส่ถุงให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ฟู่ซีโจวก็เดินหันไปเลือกซื้อของตามแผนกอื่นๆ ต่ออย่างไม่รอช้า
หลังจากที่ใช้คูปองในมือไปจนเกือบหมด ในมือของเขาก็เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมายเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มมอลต์สกัด น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ไปจนถึงบุหรี่ต้าเฉียนเหมินจำนวนสองคอตตอน และเหล้าเหมาไถอีกสองขวด
ข้าวของมากมายที่ถูกหิ้วจนเต็มไม้เต็มมือทั้งสองข้าง ล้วนดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างให้หันมามองด้วยความสนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฟู่ซีโจวเพิ่งจะชำระเงินค่าเหล้าเหมาไถกับพนักงานขายเสร็จและกำลังเตรียมตัวจะเดินจากไป ทว่าจู่ๆ เขากลับได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันแกมประชดประชันดังแว่วมาจากด้านข้าง
“แหมๆ... เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ แต่กลับมาซื้อขนมนมเนยไปซะตั้งเยอะแยะ คงจะตะกละตะกลามน่าดูเลยสินะ”
ชายหนุ่มหันขวับไปมองตามต้นเสียงทันที
หญิงสาวในชุดเสื้อลายดอกกำลังเบะปากมองมาทางเขาด้วยท่าทีเหยียดหยาม นัยน์ตาที่ดูไร้แววราวกับปลาตายของหล่อนเอาแต่จ้องเขม็งวนเวียนไปตามข้าวของในมือเขาอย่างไม่วางตา
สีหน้าและท่าทางแบบนั้น ดูราวกับว่าหล่อนพร้อมจะพุ่งเข้ามาแย่งชิงของในมือเขาไปได้ทุกเมื่อ
ฟู่ซีโจวรู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าเคยเจอหล่อนที่ไหนมาก่อน
เขาจึงสวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจทันควัน
“บ้านคุณอยู่ริมทะเลหรือไงครับ ถึงได้ชอบทำตัวกว้างขวางแส่เรื่องของชาวบ้านนัก? ผมก็ใช้เงินของตัวเองซื้อของแท้ๆ แล้วคุณจะมายุ่งอะไรด้วยล่ะ?”
จ้าวเหมยถูกตอกกลับจนสะอึก ใบหน้าของหล่อนพลันแดงก่ำขึ้นมาด้วยความโกรธ
“ตอนนี้มีคนตั้งมากมายที่อดอยากจนไม่มีข้าวกินให้รอดไปวันๆ แต่นายกลับมาซื้อของฟุ่มเฟือยเยอะแยะขนาดนี้ นี่มันพฤติกรรมของพวกนายทุนหน้าเลือดชัดๆ!”
สีหน้าของฟู่ซีโจวพลันเย็นชาลงในทันที
“พอเถียงสู้ไม่ได้ก็เที่ยวยัดข้อหาให้คนอื่นมั่วซั่วเลยงั้นสิ? เงินและคูปองทั้งหมดของผมล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานที่ผมทำมาหากินอย่างสุจริต สามารถตรวจสอบได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณมีหลักฐานนักล่ะก็ เชิญไปแจ้งความจับผมได้เลย”
“แต่ถ้าคุณไม่มีหลักฐานอะไรเลย แล้วมาทำตัวอิจฉาตาร้อนคนอื่นอยู่ตรงนี้ล่ะก็ ผมว่าคุณกลับไปทบทวนตัวเองให้ดีๆ เถอะนะ ว่าทำไมคุณถึงไม่มีปัญญาซื้อของพวกนี้ได้ เป็นเพราะคุณขยันไม่พอหรือเปล่า? ถ้าเป็นแบบนั้น คุณนั่นแหละที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของสังคม!”
“พูดได้ดีมาก!”
บรรดาผู้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างพากันปรบมือให้กำลังใจอย่างอดไม่ได้
แม้ว่าลึกๆ แล้ว พวกเขาเองก็รู้สึกอิจฉาและอยากได้ข้าวของที่ฟู่ซีโจวซื้อมาอยู่เหมือนกันก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขากลับรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมของคนที่เอะอะก็คอยใส่ร้ายป้ายสียัดข้อหาให้คนอื่นอย่างหน้าไม่อายแบบนี้เสียมากกว่า
“แก...!”
“พวกแก!”
ขอบตาของจ้าวเหมยพลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที เดิมทีหล่อนตั้งใจจะยัดข้อหาให้ฟู่ซีโจวเพื่อข่มขู่รีดไถผลประโยชน์สักเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ถือว่าเป็นญาติกัน ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ เขาก็คงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับหล่อนอยู่ดี
แต่หล่อนกลับนึกไม่ถึงเลยว่า ลูกไม้ตื้นๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาตลอดนี้ จะกลับกลายเป็นไม่ได้ผลกับฟู่ซีโจวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อจ้าวเหมยเห็นผู้คนรอบข้างพากันชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์ หล่อนก็ทนแบกรับความอับอายไม่ไหว ต้องรีบยกมือขึ้นปิดหน้าปิดตาแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่วันนี้หล่อนเดินทางมาที่นี่ ก็เพื่อตั้งใจจะมาขออาศัยพักพิงที่บ้านของหลินต้าจวินผู้เป็นคุณลุงห่างๆ ชั่วคราว เนื่องจากพรุ่งนี้หล่อนจะต้องนั่งรถไฟเพื่อเดินทางไปเป็นปัญญาชนลงชนบทแล้ว
ดังนั้นการที่หล่อนแวะมาที่ห้างสรรพสินค้าในตอนนี้ ก็เพื่อเตรียมซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ ทว่าใครจะไปคิดว่าหล่อนกลับต้องมาถูกฟู่ซีโจวฉีกหน้าและทำให้อับอายขายขี้หน้าอย่างหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้
หล่อนโกรธแค้นจนแทบจะขบกรามแน่น พลางตั้งปณิธานไว้ในใจอย่างแน่วแน่ว่า เดี๋ยวพอได้เจอกับจ้าวชุนฮวาผู้เป็นป้าเมื่อไหร่ หล่อนจะต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องให้จงได้
และหลังจากนั้น หล่อนก็จะได้กอบโกยผลประโยชน์กลับมาบ้าง!
แน่นอนว่าฟู่ซีโจวไม่มีทางรู้เลยว่า จ้าวเหมยคือหลานสาวแท้ๆ ของจ้าวชุนฮวา
ถึงแม้ว่าในชาติที่แล้วเขาจะเคยพบหน้าจ้าวเหมยมาก่อน แต่เรื่องราวมันก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว
ดังนั้น เขาจึงไม่มีความทรงจำหลงเหลือเกี่ยวกับเธอในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้กับผู้คนรอบข้าง จากนั้นก็หิ้วถุงตาข่ายใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย หมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี
เมื่อฟู่ซีโจวนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีคูปองผ้าที่ยังไม่ได้ใช้งานเหลืออยู่ ชายหนุ่มก็ตั้งใจว่าจะใช้มันซื้อผ้ากลับไปให้หมด เพื่อที่จะได้ให้ผู้เป็นแม่ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับทุกคนในครอบครัว
ทว่าทันทีที่เขาก้าวเท้าไปยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ขายผ้า เขาก็พลันได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นมา
“ซีโจว?”
ฟู่ซีโจวเงยหน้าขึ้นไปมองซูอวิ๋นที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
และในวินาทีนั้นเอง เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ซูอวิ๋นก็ทำงานเป็นพนักงานขายอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เช่นกัน
ช่างโชคร้ายอะไรขนาดนี้
ทำไมเขาถึงไม่เอะใจให้เร็วกว่านี้นะ?
ทางด้านซูอวิ๋นนั้นไม่ได้รับรู้ถึงความรังเกียจเดียดฉันท์ที่แฝงอยู่ภายในใจของฟู่ซีโจวเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่หล่อนเหลือบไปเห็นถุงตาข่ายใบใหญ่ในมือของเขา ดวงตาของหล่อนก็แทบจะถลนออกมาจ้องมองด้วยความโลภ
ทั้งเครื่องดื่มมอลต์สกัด ขนมหวาน บุหรี่ และสุรา... ของทุกชิ้นล้วนกระตุ้นความอิจฉาตาร้อนของหล่อนจนลุกเป็นไฟ
นี่จะต้องเป็นของที่เขาใช้เงินแปดร้อยหยวนที่หล่อนเพิ่งให้ไปซื้อมาอย่างแน่นอน!
เมื่อนึกถึงเงินจำนวนแปดร้อยหยวนก้อนนั้น หัวใจของซูอวิ๋นก็ราวกับกำลังถูกมีดกรีดจนเลือดไหลซิบๆ
ในวันนั้น หลังจากที่หล่อนกลับไปถึงบ้านและเล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง โดยหวังว่าพวกเขาจะยอมควักเงินแปดร้อยหยวนออกมาเพื่อนำไปคืนให้กับตระกูลหลิน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าหล่อนถูกด่าทอกลับมาอย่างสาดเสียเทเสีย
พ่อกับแม่บอกว่า เงินที่กลืนลงท้องไปแล้ว มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคายออกมาคืนด้วย?
หล่อนไม่ควรจะให้เงินก้อนนี้กับเขาไปตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ!
แต่หล่อนย่อมรู้ดีแก่ใจว่า หากหล่อนไม่ยอมคืนเงินให้ฟู่ซีโจว เขาย่อมต้องไปอาละวาดที่หน่วยงานของหล่อนอย่างแน่นอน
และเมื่อถึงตอนนั้น หล่อนอาจจะถึงขั้นถูกจับไปประจานและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหนาสาหัสก็เป็นได้
เมื่อพ่อกับแม่ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมให้เงินเด็ดขาด ซ้ำยังอ้างว่าในเมื่อตระกูลหลินต้องการจะแต่งงานกับหล่อนอยู่แล้ว ก็ให้ถือเสียว่าเงินแปดร้อยหยวนก้อนนี้เป็นสินสอดทองหมั้นที่ทางตระกูลหลินมอบให้ก็แล้วกัน
ซูอวิ๋นจนปัญญาที่จะโต้เถียง จนถึงป่านนี้หล่อนก็ยังไม่กล้าบากหน้าไปปรึกษาเรื่องแต่งงานกับหลินเจี้ยนเยี่ยเลยด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ ภายในใจของซูอวิ๋นก็เต็มไปด้วยความขมขื่นและเคียดแค้น หล่อนฝืนบีบน้ำตาแสร้งทำสีหน้าน่าสงสารเวทนาออกมา
“ซีโจว... นายซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ...”
ฟู่ซีโจวไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา เขาเพียงแค่จ้องมองหล่อนด้วยแววตานิ่งเฉย
ซูอวิ๋นขบเม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะจงใจกดเสียงให้แผ่วเบาลงกว่าเดิม
“ตั้งแต่ที่ต้องถอนหมั้นกับนาย ฉันก็เสียใจมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน...”
“นายพอจะมอบเครื่องดื่มมอลต์สกัดกระป๋องนั้นให้ฉันได้ไหม? ถือซะว่าให้ฉันเอาไปชงดื่มเพื่อบำรุงร่างกายก็แล้วกัน”
ทันทีที่พูดจบ หล่อนก็ส่งสายตาเว้าวอนจ้องมองเขาอย่างน่าสงสาร
ที่ผ่านมา เพียงแค่หล่อนแสร้งทำตัวน่าสงสาร ไม่ว่าหล่อนอยากจะได้อะไร ฟู่ซีโจวก็มักจะยอมประเคนให้หล่อนทุกอย่างเสมอ
ดังนั้นหล่อนจึงมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ครั้งนี้ก็จะต้องสำเร็จเหมือนเช่นเคย
ซูอวิ๋นแลบลิ้นเลียริมฝีปากเบาๆ หล่อนรู้สึกราวกับว่ากำลังจะได้ลิ้มรสความหอมหวานของเครื่องดื่มมอลต์สกัดในอีกไม่ช้านี้แล้ว
ฟู่ซีโจวทอดสายตามองดูการกระทำอันจอมปลอมของหล่อน พลางแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจอย่างเย็นชา
ในชาติที่แล้ว หล่อนก็เคยใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ หลอกลวงเอาเสบียงอาหารของเขาไปตั้งมากมาย
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจใยดีซูอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับหันไปตะโกนเรียกหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านในเคาน์เตอร์ ซึ่งดูจากลักษณะท่าทางแล้วน่าจะเป็นระดับหัวหน้าอย่างแน่นอน
“คุณหัวหน้าครับ! คุณหัวหน้าท่านนั้นครับ! ผมต้องการจะร้องเรียนครับ!”
เสียงตะโกนอันดังก้องของเขา ดึงดูดความสนใจของบรรดาลูกค้าและพนักงานขายที่อยู่รอบบริเวณนั้นให้หันขวับมามองเป็นตาเดียว
ใบหน้าของซูอวิ๋นพลันซีดเผือดลงในพริบตา
“ซีโจว... นายทำอะไร...”
หญิงวัยกลางคนเดินตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“สหาย คุณต้องการจะร้องเรียนเรื่องอะไรหรอ?”
“สหาย คุณเป็นหัวหน้าของพนักงานขายคนนี้ใช่ไหมครับ?”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้ารับคำ
“ใช่แล้วล่ะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ?”
ฟู่ซีโจวชี้นิ้วตรงไปยังซูอวิ๋นทันที
“สหายพนักงานขายคนนี้ หล่อนใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด พยายามจะรีดไถสินบนจากผมครับ!”
แววตาของซูอวิ๋นฉายแววหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด “ป่าวนะ.... ฉันไม่ได้ทำ!”
“ฟู่ซีโจว นายอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีฉันนะ!”
ทว่าฟู่ซีโจวก็พร้อมที่จะสาดโคลนใส่หล่อนอย่างไม่ลดละ
“คุณหัวหน้าครับ เมื่อกี้หล่อนเพิ่งจะพูดกับผมหยกๆ ว่า ถ้าผมไม่ยอมยกเครื่องดื่มมอลต์สกัดให้หล่อน หล่อนก็จะไม่ยอมขายผ้าให้กับผม”
“ผมก็เลยอยากจะขอถามสักหน่อยเถอะครับ ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การซื้อผ้าจะต้องเอาเครื่องดื่มมอลต์สกัดมาเซ่นไหว้แลกเปลี่ยนด้วย?”
สีหน้าของหญิงวัยกลางคนพลันเคร่งเครียดและขึงขังขึ้นมาในทันที หล่อนจ้องมองซูอวิ๋นด้วยสายตาคาดคั้น
“สิ่งที่เขาพูดมาเป็นความจริงหรือเปล่า? เธอไปขอของจากลูกค้าจริงไหม?”
ซูอวิ๋นรีบส่ายหน้ารัวๆ ปฏิเสธพัลวัน
“หัวหน้าคะ ฉันไม่ได้ทำจริงๆ นะคะ ฉันจะไปกล้าทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง! เขาตั้งใจใส่ร้ายฉันชัดๆ เลยค่ะ!”
ฟู่ซีโจวพูดเสริมขึ้นมาอย่างไหลลื่น
“แล้วผมจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปใส่ร้ายหล่อนด้วยล่ะครับ? ผมกับหล่อนก็ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันเสียหน่อย”
“ฟู่ซีโจว แก!”
ซูอวิ๋นอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่า เขาทำแบบนี้เพราะกำลังเคียดแค้นที่หล่อนเป็นฝ่ายขอยกเลิกการหมั้นหมาย
แต่หากหล่อนพูดแบบนั้นออกไป ทุกคนก็จะต้องรู้ความจริงว่าหล่อนเคยคบหาดูใจกับคุณชายตระกูลนายทุนอย่างฟู่ซีโจวแน่นอน
ซูอวิ๋นโกรธจนแทบจะขบฟันแหลกละเอียด แต่ก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันพูดซ้ำไปซ้ำมา
“นายมันจงใจใส่ร้ายฉัน!”
ฟู่ซีโจวแค่นเสียงหัวเราะหยันอย่างเย็นเยียบ
“คุณหัวหน้าดูเอาเองเถอะครับ หล่อนทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับอีก แต่เมื่อกี้หล่อนเพิ่งจะพูดแบบนั้นออกมาเต็มสองหูผมจริงๆ ผมแค่อยากจะรู้ว่ามันมีกฎเกณฑ์บ้าบอแบบนี้อยู่บนโลกด้วยหรือครับ?”
“ทางห้างสรรพสินค้าของเราไม่มีกฎแบบนี้แน่นอนค่ะ คุณลูกค้าเชิญเลือกผ้าตามสบายได้เลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการตัดให้คุณเอง” หญิงวัยกลางคนตอบกลับอย่างฉะฉาน
จากนั้นเธอก็หันไปออกคำสั่งกับซูอวิ๋นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ซูอวิ๋น! โบนัสของเธอในเดือนนี้ถูกยกเลิกทั้งหมด! แล้วตอนนี้เธอจงไปที่โกดังด้านหลังเพื่อเขียนจดหมายทบทวนความผิดตัวเองมาหนึ่งพันตัวอักษร! ถ้าเขียนไม่เสร็จก็ห้ามเลิกงานเด็ดขาด!”
“หัวหน้าคะ ฉัน...”
“ยังจะมามัวยืนบื้ออยู่อีกทำไม? รีบไปเดี๋ยวนี้!”
ซูอวิ๋นจ้องมองฟู่ซีโจวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย แววตาของหล่อนบ่งบอกชัดเจนว่าแทบอยากจะฉีกทึ้งและกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น
หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางวิ่งหนีออกจากเคาน์เตอร์ไปอย่างน่าเวทนา
ฟู่ซีโจวหันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้กับหญิงวัยกลางคน
“คุณหัวหน้าช่างเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเฉียบขาดจริงๆ ครับ จัดการปัญหาได้อย่างยุติธรรมมาก ผมชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่มีหลักการและเที่ยงธรรมแบบคุณหัวหน้าจริงๆ ครับ”
เมื่อถูกเอ่ยปากชมตรงๆ หญิงวัยกลางคนก็ถึงกับเผลอเผยรอยยิ้มออกมา ท่าทีของหล่อนดูเป็นมิตรและอ่อนโยนลงไปมาก
“สหาย คุณต้องการจะซื้ออะไรหรอ?”
“ผมอยากจะได้ผ้าที่เนื้อหนาทนทานสักสองสามผืนน่ะครับ ตั้งใจจะเอาไปให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านตัดเสื้อผ้าใส่ครับ”
“ได้สิ เดี๋ยวฉันจะช่วยเลือกผ้าเนื้อดีๆ ให้คุณเอง...”
ฟู่ซีโจวสามารถซื้อผ้าตี๋เชวี่ยเหลียงและผ้าคากีได้อย่างราบรื่นและไร้อุปสรรค ชายหนุ่มเดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยความพึงพอใจอย่างเปี่ยมล้น
เขามองหาตรอกซอยเปลี่ยวๆ ที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา ก่อนจะจัดการเก็บข้าวของทั้งหมดเข้าไปไว้ในพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างกลุ่มแช็ตแลกเปลี่ยนสิ่งของขึ้นมา ชายหนุ่มเลือกหยิบเหรียญเงินหยวนต้าโถวธรรมดาๆ ขึ้นมาหนึ่งเหรียญ ก่อนจะใช้พลังจิตส่งรูปถ่ายของเหรียญหยวนต้าโถวเข้าไปในกลุ่มทันที
[เหรียญเงินหยวนต้าโถว 1 เหรียญ มีใครสนใจอยากได้บ้างไหม?]
............................