LNCrawler

บทที่ 14 กวาดล้างหมดบ้าน ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 14 กวาดล้างหมดบ้าน ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว


​ทันทีที่จ้าวชุนฮวาได้ยินเรื่องนี้ หล่อนก็สบถด่าทอออกมาด้วยความเคียดแค้นอย่างดุเดือด “ไอ้เด็กสารเลวนั่น! มันจงใจแก้แค้นที่พวกเราตัดขาดความสัมพันธ์กับมันแน่ๆ มันถึงได้เอาเงินสองพันหยวนของบ้านเราไปผลาญทิ้งจนหมดเกลี้ยง! ซื้อของล้างผลาญขนาดนั้นแล้วเงินมันจะไปเหลือได้ยังไงกัน!”
​
ยิ่งคิดหล่อนก็ยิ่งรู้สึกปวดใจเสียดายเงินจนแทบจะกระอักเลือด
​
หลินเจี้ยนเยี่ยเบะปากอย่างหมั่นไส้ “แม่ครับ ผมก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่คนดีอะไรเลย เดี๋ยวพอไอ้เวรนั่นกลับมา พวกเราก็แอบใส่ยาถ่ายลงไปในอาหารให้มันกินซะ พอถึงตอนที่มันท้องร่วงจนหมดสภาพ พวกเราก็ค่อยฉวยโอกาสขนของพวกนั้นมาเป็นของตัวเองให้หมด ไม่ต้องเหลือทิ้งไว้ให้มันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!”
​
“วิธีของพี่ใหญ่นี่เข้าท่ามากเลยค่ะ พวกเราอาศัยจังหวะที่มันปวดท้องหนักๆ จัดการปิดประตูล็อกขังเอาไว้ซะเลย ถ้ามันไม่ยอมคายเงินที่ซ่อนอยู่ออกมาล่ะก็ ก็ปล่อยให้มันขี้ราดกางเกงตายอยู่ตรงนั้นแหละ!”
​
“ถึงตอนนั้นก็รอดูเลยว่าใครมันจะอับอายขายขี้หน้ามากกว่ากัน!” หลินจือจือเอ่ยสนับสนุนด้วยความสะใจ ตอนนี้ภายในใจของหล่อนเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและเกลียดชังฟู่ซีโจวแทบจะเข้ากระดูกดำ
​
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีไอ้คนปากบอนที่ไหน เอาเรื่องน่าอายที่ครอบครัวของหล่อนโดนระเบิดบ่อเกรอะใส่จนเหม็นโฉ่ไปป่าวประกาศทั่วทั้งโรงงาน ส่งผลให้วันนี้ทุกคนต่างพากันเดินหนีรังเกียจหล่อนกันเป็นแถว แม้กระทั่งลูกชายของผู้อำนวยการโรงงานที่เดิมทีเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้หล่อน ก็ยังถึงกับต้องยกมือขึ้นมาบีบจมูกแน่นพร้อมกับรีบเดินหนีไปให้ไกล
​
จ้าวชุนฮวากรอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตบโต๊ะดังปังเพื่อตัดสินใจ “ตกลง เอาตามวิธีนี้แหละ!”
​
“เจี้ยนเยี่ย... แกรีบเอายาถ่ายมาให้แม่เดี๋ยวนี้เลย”
​
หลินเจี้ยนเยี่ยรีบล้วงห่อยาถ่ายออกมาส่งให้ผู้เป็นแม่อย่างมีเลศนัย
​​
จ้าวชุนฮวารับยามาเปิดออก ก่อนจะเทยาถ่ายทั้งหมดลงไปคลุกเคล้ากับเมนูหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจนหมดเกลี้ยง
​
หลินต้าจวินที่นั่งสูบบุหรี่อัดควันเข้าปอดมาตลอดพลันขมวดคิ้วมุ่น “นี่เธอเอายาใส่ไปในจานเนื้อแบบนั้น แล้วคืนนี้พวกเราจะเอาอะไรกินละ?”
​
จ้าวชุนฮวาแค่นเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย “กิน กิน กิน! วันๆ ในหัวมีแต่เรื่องกิน! ถ้าเกิดว่าคุณมันได้เรื่องได้ราว พอจะมีปัญญาหลอกถามความลับจากมันได้ล่ะก็ ฉันคงไม่ต้องมานั่งใช้วิธีสกปรกแบบนี้หรอก!”
​​
“ก็ไอ้เด็กนั่นมันชอบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงไม่ใช่หรือไง? ก็ปล่อยให้มันกินเข้าไปเยอะๆ เลยสิ รับรองได้เลยว่าคืนนี้มันต้องท้องร่วงจนลุกจากเตียงไม่ขึ้นแน่! โบราณเขาว่าไว้ ถ้าไม่ยอมเสียเหยื่อล่อชั้นดี แล้วจะจับหมาป่าตัวโตได้ยังไง!”
​
“อุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมันมาตั้งยี่สิบปี มันไม่เคยคิดจะกตัญญูทดแทนบุญคุณฉันเลยสักวัน พอตอนนี้ปีกกล้าขาแข็งเข้าหน่อย ก็กำเริบเสิบสานกล้ามาเล่นแง่กับฉันงั้นเหรอ! คอยดูเถอะ วันนี้ฉันจะจัดการสั่งสอนมันให้หลาบจำจนตายไปเลย!”
​
จ้าวชุนฮวาพูดไปพลาง ก็ใช้ตะเกียบคนคลุกเคล้ายาถ่ายให้เข้ากับเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอย่างระมัดระวังจนเป็นเนื้อเดียวกัน
​
หลังจากนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวตระกูลหลินก็พากันนั่งรอคอยการกลับมาของฟู่ซีโจวอย่างใจจดใจจ่อ
​
ทว่ารอแล้วรอเล่ารอจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท กลับยังไม่มีวี่แววของฟู่ซีโจวแม้แต่เงา
​
จ้าวชุนฮวาเริ่มนั่งไม่ติดที่ หล่อนผุดลุกขึ้นมาสบถด่าด้วยความหงุดหงิด “ไอ้เด็กเวรนี่มันมัวไปเถลไถลตายห่าอยู่ที่ไหนกัน ฟ้ามืดป่านนี้แล้วยังไม่ยอมโผล่หัวกลับมาอีก”
​
หลินเจี้ยนเยี่ยเองก็เริ่มหมดความอดทนแล้วเช่นกัน “ผมว่าบางทีมันอาจจะรู้ตัวแล้วก็ได้ว่าพวกเราเตรียมจะจัดการมัน มันก็เลยไม่กล้ากลับมา เอาเถอะ... พวกเราลงมือกินข้าวกันก่อนดีกว่า ส่วนหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจานนี้ก็เก็บเอาไว้ให้มันก็แล้วกัน”
​
ทุกคนในครอบครัวเองก็หิวจนไส้กิ่วแล้วจริงๆ จึงจำใจต้องลงมือทานข้าวกันไปก่อน
​
พวกเขาทั้งสี่คนได้แต่นั่งมองจานหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่ถูกใส่ยาถ่ายเอาไว้ตาปริบๆ ขณะที่ในปากก็ต้องเคี้ยวผักใบเขียวต้มจืดชืดไปพลางๆ มื้ออาหารมื้อนี้จึงผ่านไปอย่างกร่อยๆ และไร้รสชาติสิ้นดี
​​
จนกระทั่งถึงเวลาที่คนบ้านตระกูลหลินจะต้องเข้านอน ฟู่ซีโจวก็ยังไม่กลับมา
​
จ้าวชุนฮวายืนหันหน้าไปทางประตูบ้านพลางสบถด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “ถ้ามีปัญญานักก็อย่าโผล่หัวกลับมาเหยียบที่นี่อีกชั่วชีวิตเลยนะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะจับแกมาถลกหนังให้สาสมเลยคอยดู!”
​
แต่ในขณะที่หล่อนกำลังก่นด่าอยู่นั้น ฟู่ซีโจวผู้เป็นเป้าหมายกลับกำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสุขสบายอยู่บนเตียงนุ่มๆ ภายในบ้านของจางฮุ่ยหมิน
​
กาลเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึงเวลาตีหนึ่ง
​​
จางฮุ่ยหมินก็ปั่นจักรยานพาฟู่ซีโจวมาส่งจนถึงบริเวณหน้าลานบ้านรวมที่ครอบครัวตระกูลหลินอาศัยอยู่
​
ในเวลานี้ประตูใหญ่ของลานบ้านรวมถูกปิดล็อกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทว่าฟู่ซีโจวก็ไม่ได้คิดจะส่งเสียงเรียกให้คุณลุงยามตื่นขึ้นมาเปิดประตูให้แต่อย่างใด
​
เขาหันไปกำชับให้จางฮุ่ยหมินยืนรออยู่ด้านนอกอย่างเงียบๆ ส่วนตัวเองก็กวาดสายตามองหากำแพงเตี้ยๆ มุมหนึ่ง ก่อนจะอาศัยความคล่องแคล่วว่องไวกระโดดปีนข้ามกำแพงเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
​
ปลายเท้าของฟู่ซีโจวแตะลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ชายหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางอันคุ้นเคยจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหลิน เขาล้วงเอาเส้นลวดเหล็กเล็กๆ ที่เตรียมเอาไว้ออกมา แหย่เข้าไปสะเดาะแม่กุญแจจนหลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วจึงค่อยๆ ผลักบานประตูเปิดเข้าไปด้านใน
​
เป้าหมายแรกที่เขามุ่งหน้าไปก็คือห้องนอนของตนเอง
​
เขาจัดการกางกระสอบสานที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าออก จากนั้นก็กวาดเอาเสื้อผ้า ผ้าห่ม หมอน และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหมดของตนเองยัดใส่ลงไปในกระสอบจนหมดเกลี้ยง
​
เมื่อจัดการในส่วนของตัวเองเสร็จสิ้น เขาก็ย้ายร่างเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่น
​
ถึงแม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตระกูลหลินจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่เขาก็ไม่สน จัดการเก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นเข้าไปในพื้นที่มิติอย่างไม่ให้เหลือซาก
​​
ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ตะเกียงน้ำมันก๊าด แก้วน้ำเคลือบอีนาเมล ม้วนกระดาษชำระ หรือแม้กระทั่งหลอดไฟที่ติดอยู่บนเพดาน เขาก็จัดการถอดมันออกมาแล้วเก็บเข้าไปในพื้นที่มิติจนหมด
​
ปณิธานของเขาในค่ำคืนนี้คือ ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะมีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ เขาก็จะเก็บกวาดเรียบ ไม่เหลือทิ้งไว้ให้คนบ้านตระกูลหลินได้ใช้ประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว!
​
หลังจากที่จัดการกวาดล้างห้องนั่งเล่นจนโล่งเตียนแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ย่องไปผลักบานประตูห้องนอนของหลินต้าจวินกับจ้าวชุนฮวาให้เปิดออกอย่างเงียบเชียบ
​
สองสามีภรรยากำลังนอนหลับสนิท แถมยังส่งเสียงกรนดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง
​
ฟู่ซีโจวรู้ดีว่าจ้าวชุนฮวามักจะมีนิสัยชอบนำเงินไปซ่อนเอาไว้ในกล่องเหล็กใต้เตียงเสมอ เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ จ้องมองกล่องเหล็กใบนั้นเขม็ง เพียงแค่เขาส่งกระแสจิตสั่งการ กล่องเหล็กใบนั้นก็พลันอันตรธานหายวับไปในพริบตา
​​
และในวินาทีต่อมา ภายในกลุ่มแช็ตแลกเปลี่ยนสิ่งของก็ปรากฏรูปภาพของกล่องเหล็กใบนั้นขึ้นมาแทน
​
นี่คือการประยุกต์ใช้ความสะดวกสบายจากฟังก์ชันของระบบเพื่อเก็บของจากระยะไกลนั่นเอง และเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัด ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มีสมาชิกคนใดออนไลน์อยู่ในกลุ่มแช็ต ฟู่ซีโจวจึงกดยกเลิกการแลกเปลี่ยนรูปภาพนั้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กล่องเหล็กใบนั้นถูกย้ายเข้าไปเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในพื้นที่มิติทันที
​
จากนั้น เขาก็ค่อยๆ ย่องไปเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง แล้วจัดการกวาดเอาเสื้อผ้าที่สภาพยังค่อนข้างใหม่ของสองสามีภรรยาไปจนหมดตู้
​
เป้าหมายต่อไปก็คือห้องนอนของหลินเจี้ยนเยี่ยและหลินจือจือ
​
ฟู่ซีโจวจัดการริบเอาเสื้อผ้าหนาๆ ที่สามารถใช้กันหนาวได้ทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่มิติ พร้อมกับกวาดเงินสดและคูปองทุกใบที่มีอยู่ไปจนเกลี้ยง ไม่เหลือทิ้งไว้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
​
และสถานที่สุดท้ายที่เขามุ่งหน้าไปก็คือ... ห้องครัว
​
กระทะเหล็กใบใหญ่สำหรับทำกับข้าว... เก็บเรียบ
​
ถ้วยชามและตะเกียบทั้งหมดที่อยู่ในตู้กับข้าว... เก็บเรียบ
​
ข้าวกล้องที่ยังเหลืออยู่ค่อนโอ่งในมุมห้อง... เก็บเรียบ
​​
กระทั่งกระเทียมและพริกแห้งที่แขวนห้อยอยู่ตรงมุมกำแพง รวมไปถึงไข่ไก่สดในตู้กับข้าว เขาก็จัดการกวาดเก็บเข้าไปในพื้นที่มิติจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ!
​
ฟู่ซีโจวแบกกระสอบสานใบใหญ่เดินออกมาที่ลานหน้าบ้าน ก่อนจะจัดการยัดจักรยานเอ้อปาต้าก้างของหลินต้าจวินเข้าไปในพื้นที่มิติเป็นสิ่งสุดท้าย
​
บอกเลยว่าภารกิจการกวาดล้างครั้งนี้ เขาขอจัดหนักจัดเต็ม ปล้นสะดมหมดบ้าน ชนิดที่ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว!
​
หลังจากที่เดินออกมาจากเขตบ้านตระกูลหลินแล้ว ฟู่ซีโจวก็กระโดดปีนข้ามกำแพงออกมาด้านนอกอย่างรวดเร็ว
​​
จางฮุ่ยหมินที่ยืนรออยู่ริมกำแพงด้วยความร้อนใจ ทันทีที่เห็นเพื่อนรักโผล่หน้าออกมา เขาก็รีบกระซิบถามด้วยความตื่นเต้น “เป็นยังไงบ้าง? ราบรื่นดีไหม?”
​
“ราบรื่นสุดๆ เลยล่ะ”
​
“ไปกันเถอะ” พูดจบ ฟู่ซีโจวก็กระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานอย่างคล่องแคล่ว
​
จางฮุ่ยหมินออกแรงปั่นจักรยานอย่างสุดกำลัง พาทั้งสองมุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังสถานีรถไฟอย่างรวดเร็ว
​
แม้ว่าในเวลานี้จะเข้าสู่ช่วงเช้ามืดแล้ว แต่บรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟกลับยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างขวักไขว่
​
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มปัญญาชนที่เตรียมตัวเดินทางลงสู่ชนบทเหมือนกับฟู่ซีโจว และยังมีบรรดาคนงานที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นปะปนอยู่ด้วย
​
ที่บริเวณช่องตรวจตั๋วมีผู้คนมายืนเข้าแถวรอคอยกันยาวเหยียด
​
ฟู่ซีโจวกระโดดลงจากท้ายจักรยาน ชายหนุ่มทอดสายตามองดูเพื่อนรักที่ในอดีตชาติเคยยอมทุ่มเทเสียสละช่วยเหลือเขาจนถึงขั้นยอมเอาชีวิตเข้าแลก ทว่าสุดท้ายกลับต้องเผชิญกับจุดจบอันแสนจะน่าเวทนา เขาจึงเอ่ยปากย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังและเคร่งขรึมอีกครั้ง
​
“ฮุ่ยหมิน... เรื่องที่ฉันเคยเตือนนายเอาไว้ก่อนหน้านี้ ช่วงนี้นายต้องอยู่ให้ห่างจากผู้หญิงทุกคนให้มากที่สุดเลยนะ โดยเฉพาะพวกแม่ม่าย นายต้องจำใส่ใจเอาไว้ให้ดีๆ!”
​
จางฮุ่ยหมินหัวเราะร่วนออกมา “โอ๊ย... นายพูดย้ำเรื่องนี้เป็นรอบที่แปดร้อยแล้วมั้งเนี่ย จนหูฉันจะขึ้นตะกรันอยู่แล้ว! เอาเถอะน่า นายวางใจได้เลย ช่วงนี้พอฉันเห็นผู้หญิงเดินมาแต่ไกล ฉันก็ตะรีบเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่นทันที”
​
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรับฟังและจดจำคำเตือนของเขาขึ้นใจแล้ว ฟู่ซีโจวก็ล้วงเอาซองจดหมายซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นส่งให้ “อ่ะ... นายช่วยเก็บจดหมายซองนี้เอาไว้ให้ฉันหน่อยนะ”
​
จางฮุ่ยหมินรับซองจดหมายมาถือไว้ด้วยความสงสัย “นี่มันจดหมายอะไรน่ะ?”
​
“จดหมายร้องเรียนความผิดของซูอวิ๋นไงล่ะ” ฟู่ซีโจวตอบกลับหน้าตาย
​
“นายรอจนกว่าหลินเจี้ยนเยี่ยกับซูอวิ๋นแต่งงานกันเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ นายค่อยเอาจดหมายซองนี้ไปส่งที่ห้องพักของหัวหน้าห้างสรรพสินค้านะ”
​
ทันทีที่จางฮุ่ยหมินได้ฟัง เขาก็เข้าใจจุดประสงค์อันลึกล้ำของเพื่อนรักได้ทะลุปรุโปร่ง ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะหึๆ ออกมาอย่างสะใจ
​
“เจ้าหนุ่ม! นายนี่มันร้ายกาจเอาเรื่องเลยนะเนี่ย! จงใจรอให้พวกมันแต่งงานกันเสร็จก่อนแล้วค่อยส่งจดหมายไปแฉ แบบนี้ก็กะจะให้พวกมันผัวเมียร่วมหอลงโรงรับความซวยไปด้วยกัน ทั้งตกงานแถมยังต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขาสินะ”
​
“ก็มันเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรจะได้รับนี่นา” ฟู่ซีโจวตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
​
“ได้เลย! เรื่องนี้รับรองว่าฉันจะจัดการให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน นายวางใจเถอะ” จางฮุ่ยหมินตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อเป็นการให้คำมั่นสัญญา
​
ปู๊น~ ปู๊น~ เสียงหวูดรถไฟดังลากยาวเป็นสัญญาณเตือน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เริ่มทำการตรวจตั๋วผู้โดยสาร
​
“ฉันต้องไปแล้วนะ” ฟู่ซีโจวยกมือขึ้นตบลงบนบ่าของเพื่อนรักเบาๆ เพื่อเป็นการอำลา
​
“ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะสหาย!”
​
ฟู่ซีโจวเดินตามแรงเบียดเสียดของฝูงชนขึ้นไปบนขบวนรถไฟ ภายในตู้โดยสารนั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายจนแทบจะไม่มีทางเดิน อากาศภายในจึงอับทึบและเหม็นอับเป็นอย่างมาก
​
กว่าที่เขาจะเบียดเสียดฝ่าฝูงชนจนแทรกตัวเข้าไปนั่งประจำที่นั่งแข็งของตัวเองได้ ก็เล่นเอาหอบแฮ่ก ชายหนุ่มจัดการวางกระสอบสานไว้บนชั้นวางของให้เรียบร้อย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเอาแรง
​
ทางด้านจ้าวเหมย ซึ่งเพิ่งจะเคยขึ้นรถไฟเป็นครั้งแรกในชีวิต หล่อนดันขึ้นผิดตู้โดยสาร จึงจำใจต้องแบกสัมภาระเบียดเสียดกับผู้คนมากมายเพื่อเดินลัดเลาะไปหาตู้โดยสารของตัวเองอย่างทุลักทุเล
​
ในจังหวะนั้นเอง หางตาของหล่อนก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนที่ดูคุ้นตากกำลังนั่งหลับตาอยู่
​
ดูคล้ายกับฟู่ซีโจวคนนั้นเลย
​
แต่เพียงครู่เดียวหล่อนก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป เพราะขบวนรถไฟเที่ยวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังมณฑลเฮยหลงเจียง ฟู่ซีโจวจะมาโผล่อยู่บนรถไฟขบวนนี้ได้ยังไงกัน
​
หล่อนจึงทำได้เพียงแค่สบถด่าทอผู้คนที่เดินเบียดเสียดไปมา แล้วฝืนใจเบียดแทรกตัวเดินไปจนถึงตู้โดยสารของตัวเองและทรุดตัวลงนั่งในที่สุด
​
ขบวนรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาอย่างเชื่องช้า ภาพทิวทัศน์ของสถานีรถไฟนอกหน้าต่างค่อยๆ เลื่อนถอยหลังผ่านพ้นไป
​
และในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา
​
[เรียนโฮสต์... ทางด้านของ ‘เถ้าแก่หวังเขียงหมู’ ได้จัดเตรียมสิ่งของเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ทราบว่าโฮสต์ต้องการจะทำการแลกเปลี่ยนในตอนนี้เลยหรือไม่?]
​
ฟู่ซีโจวส่งกระแสจิตสั่งการทันที: [ทำการแลกเปลี่ยนได้เลย]
​
ในชั่วพริบตา เหรียญเงินหนึ่งเหรียญที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพื้นที่มิติก็อันตรธานหายไป พร้อมกับปรากฏร่างของหมูอ้วนจ้ำม่ำจำนวนสามตัวขึ้นมาแทนที่
​
[การแลกเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ โฮสต์ได้รับพลังงานจำนวน 5,000 แต้ม]
​
ฟู่ซีโจวใช้พลังจิตสำรวจตรวจสอบหมูตัวอ้วนพีทั้งสามตัวที่เพิ่งจะถูกส่งเข้ามาในพื้นที่มิติอย่างพึงพอใจ
​
เถ้าแก่หวังเขียงหมูนี่ช่างเป็นคนซื่อสัตย์และรักษาคำพูดจริงๆ หมูแต่ละตัวมีน้ำหนักเกือบจะถึงสามร้อยชั่งเลยทีเดียว
​
ในขณะเดียวกัน เถ้าแก่หวังเขียงหมูก็ส่งข้อความเข้ามาในกลุ่มแช็ตเพื่อสอบถามความพึงพอใจ:
[เป็นไงล่ะเจ้าพ่อเสบียง? หมูที่ฉันคัดสรรมาให้ถูกใจนายหรือเปล่า? ตัวอ้วนพีน้ำหนักเกือบจะสามร้อยชั่งเชียวนะบอกให้!]
​
ฟู่ซีโจวพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ: [หมูตัวใหญ่และคุณภาพดีมากครับ ผมถูกใจสุดๆ ไปเลย]
​
เถ้าแก่หวังเขียงหมู: [นายพอใจฉันก็ดีใจแล้ว วันหลังถ้ามีของดีของหายากแบบนี้อีก ก็อย่าลืมคิดถึงพี่ชายคนนี้เป็นคนแรกเลยนะ ขอแค่เป็นของที่ถูกใจ ต่อให้ราคาแพงแค่ไหนฉันก็พร้อมสู้!]
​
พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง: [นี่ตาเฒ่าหวัง... นายนี่แปลกคนจริงๆ เป็นแค่พ่อค้าขายเนื้อหมูแท้ๆ แต่ดันมีรสนิยมชอบสะสมของเก่าของโบราณซะงั้น?]
​
เถ้าแก่หวังเขียงหมู: [ฮี่ๆๆ... เป็นความชอบส่วนตัวน่ะ]
​
ฟู่ซีโจวไม่ได้สนใจที่จะอ่านบทสนทนาสัพเพเหระของพวกเขาอีกต่อไป ชายหนุ่มกดปิดหน้าต่างกลุ่มแช็ตลง ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่
​
.........

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน
​
ณ ลานบ้านรวมที่ครอบครัวตระกูลหลินอาศัยอยู่ จู่ๆ เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดก็ดังแหวกอากาศทำลายความเงียบสงบในยามเช้าตรู่ลงอย่างสิ้นเชิง
​
............................