LNCrawler

บทที่ 15 ฟู่ซีโจวเป็นคนขโมยไป

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 15 ฟู่ซีโจวเป็นคนขโมยไป


​จ้าวชุนฮวานั่งตะลึงงันอยู่บนเตียง สายตาจ้องมองไปยังตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า ภายในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้ายขึ้นมาอย่างรุนแรง
​
หล่อนลนลานกระโดดลงจากเตียง แล้วทิ้งตัวลงหมอบกับพื้น พยายามกวาดมือควานสะเปะสะปะเข้าไปใต้เตียงอย่างบ้าคลั่ง
​
“เงินของฉัน! กล่องเหล็กเก็บสมบัติของฉัน!”
​
จ้าวชุนฮวาพลิกหาจนทั่วทุกซอกทุกมุมใต้เตียงราวกับคนเสียสติ ทว่านอกจากฝุ่นละอองที่เกาะหนาเตอะแล้ว หล่อนก็ไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
​
กล่องเหล็กใบนั้นหายวับไปแล้ว และไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่เสื้อผ้าของหล่อนกับหลินต้าจวินก็ยังอันตรธานหายไปจนหมดตู้!
​
หล่อนรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปยังห้องนั่งเล่น
​
วิทยุเครื่องหรูซึ่งเป็นของมีค่าที่สุดในบ้านหายไปแล้ว ตะเกียงน้ำมันก๊าดก็หายไป แม้กระทั่งม้วนกระดาษชำระก็ยังไม่เหลือ!
​
หลินต้าจวินเดินตามออกมา เมื่อเห็นสภาพห้องนั่งเล่นที่ถูกกวาดล้างจนโล่งเตียนก็ถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไปเช่นเดียวกัน
​
จ้าวชุนฮวาพุ่งตัวเข้าไปในห้องครัว ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะทำให้หน้ามืดตาลายแทบจะเป็นลม
​
กระทะเหล็กใบใหญ่สำหรับใช้ทำกับข้าวหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
​
ถ้วยชามและตะเกียบที่เคยเรียงรายอยู่ในตู้กับข้าวถูกกวาดเรียบไม่มีเหลือ
​
ข้าวกล้องในโอ่งก็เหลือเพียงแค่เศษรำข้าวติดก้นโอ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
​
แม้กระทั่งกระเทียมและพริกแห้งที่เคยแขวนห้อยอยู่ตรงมุมกำแพง รวมไปถึงไข่ไก่สดอีกสองสามฟองในตู้กับข้าว ก็อันตรธานหายไปจนหมดเกลี้ยง!
​
สภาพบ้านทั้งหลังในเวลานี้ ดูราวกับเพิ่งถูกฝูงตั๊กแตนกระหายเลือดบุกเข้ามากัดกินทำลายล้างก็ไม่ปาน ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นที่พอจะมีประโยชน์ หรือแม้แต่เศษอาหารที่พอจะประทังความหิวได้ ล้วนถูกกวาดเรียบไม่เหลือแม้แต่เศษซาก!
​
ทางด้านหลินจือจือเองก็เพิ่งจะค้นพบว่าห้องนอนของตนถูกรื้อค้นจนกระจุยกระจาย หล่อนวิ่งร้องห่มร้องไห้เข้ามากอดผู้เป็นแม่
​
“แม่คะ... เสื้อผ้ากันหนาวหนาๆ ในตู้ของหนูหายไปหมดเลย! แม้แต่ผ้าพันคอขนแกะผืนใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็หายไปด้วย!”
​
หลินเจี้ยนเยี่ยเดินหน้าดำคร่ำเครียดตามออกมาสมทบ
​
“เงินสดกับคูปองของผมก็หายไปเหมือนกัน!”
​
หลินต้าจวินกวาดสายตามองออกไปยังลานหน้าบ้านที่ว่างเปล่า ก่อนจะแผดเสียงตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน
​
“จักรยานเอ้อปาต้าก้างคันเก่งของฉัน! ไอ้สารเลวหน้าไหนมันบังอาจมาขโมยไป!!!”
​
หายไปหมดแล้ว... ข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างหายวับไปหมดแล้วจริงๆ!
​
จ้าวชุนฮวาทรุดตัวลงนั่งแหมะอยู่ตรงธรณีประตู ร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างหมดสภาพ
​
“ไอ้สารเลวหน้าไหนมันช่างใจดำอำมหิตลงมือทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ! นี่มันกะจะเอาให้พวกเราตายกันยกโคตรเลยใช่มั้ย!”
​
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของหล่อนดึงดูดความสนใจของบรรดาเพื่อนบ้านในละแวกนั้น ให้พากันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
​
“อ้าว... จ้าวชุนฮวา เกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะเนี่ย ร้องห่มร้องไห้ซะใหญ่โตเชียว?”
​
หล่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ พลางละล่ำละลักบอก
​
“บ้านฉันโดนขโมยขึ้นน่ะสิ! พวกคุณรีบมาช่วยกันออกตามจับขโมยเร็วเข้า!”
​
“ขโมย? แล้วขโมยมันอยู่ไหนล่ะ?” ใครบางคนเอ่ยถามขึ้นมา
​
จ้าวชุนฮวาถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบพูดแก้เกี้ยว
​
“ก็ไอ้หัวขโมยนั่นมันกวาดข้าวของในบ้านฉันไปซะเรียบวุธขนาดนั้น มันคงยังหนีไปได้ไม่ไกลหรอก พวกคุณรีบช่วยกันออกตามหาตัวมันช่วยฉันทีนะ!”
​
บรรดาเพื่อนบ้านได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันเบะปากด้วยความเอือมระอา
​​
นี่หล่อนสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือยังไง...
​
ก็ในเมื่อยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าหน้าตาของหัวขโมยมันเป็นยังไง แล้วจะให้พวกเขางมเข็มในมหาสมุทรออกไปตามจับใครล่ะ?
​
เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านเอาแต่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีทีท่าว่าจะยอมช่วยเหลือ หล่อนก็ยิ่งร้อนรนจนแทบจะเต้นผาง
​
“พวกคุณรีบๆ ออกไปตามหาสิ! ถ้าเกิดว่าวันนี้จับขโมยไม่ได้ล่ะก็ ระวังไว้เถอะ... พรุ่งนี้บ้านของพวกคุณทุกคนนั่นแหละที่จะเป็นรายต่อไป!”
​
เมื่อโดนขู่แบบนี้ เพื่อนบ้านหลายคนก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง จึงรีบซักไซ้ไล่เลียง
​
“แล้วตกลงเธอเห็นหน้าไอ้หัวขโมยนั่นหรือเปล่าล่ะว่ามันหน้าตามันเป็นยังไง?”
​
จ้าวชุนฮวาถึงกับพูดไม่ออก หล่อนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขโมยหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคืนนี้หล่อนนอนหลับสนิทเป็นตายจนไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรเลยแม้แต่น้อย
​
“ต้องเป็นฝีมือของไอ้เด็กเนรคุณฟู่ซีโจวแน่ๆ!”
​
หลินต้าจวินพุ่งพรวดออกมาจากบ้าน กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
​
“นอกจากมันแล้วก็คงไม่มีใครหน้าไหนอีก! ไอ้เด็กอกตัญญู! อุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมันมาตั้งยี่สิบปี แต่มันกลับมาแว้งกัดตอบแทนบุญคุณพวกเราแบบนี้น่ะเหรอ!”
​
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวชุนฮวาก็เริ่มคล้อยตาม หล่อนรีบพยุงตัวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น
​
“ใช่แล้ว! ต้องเป็นฝีมือของมันแน่ๆ!”
​
“ทุกคนช่วยมาเป็นพยานและตัดสินความให้ครอบครัวฉันทีเถอะนะ! ไอ้เด็กอกตัญญูที่บ้านฉันเลี้ยงดูมาตั้งยี่สิบปี เมื่อคืนนี้มันลอบเข้ามาขโมยข้าวของในบ้านไปจนหมดเกลี้ยงเลย! ทั้งเงินสด ทั้งคูปอง ทั้งเสบียงอาหาร แม้กระทั่งหลอดไฟมันก็ยังขโมยไปไม่เหลือทิ้งไว้ให้พวกเราเลยสักดวง!”
​
ทว่ากลับมีบางคนเอ่ยปากปกป้องฟู่ซีโจวขึ้นมา
​
“ไม่จริงมั้ง... ซีโจวออกจะเป็นเด็กดีมีน้ำใจขนาดนั้น จะไปทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ยังไง?”
​
“นั่นน่ะสิ! ปกติใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ซีโจวก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอด เป็นเด็กหนุ่มที่นิสัยดีจะตายไป คนบ้านตระกูลหลินอย่ามาเที่ยวปรักปรำใส่ร้ายซีโจวส่งเดชเชียวนะ”
​
จ้าวชุนฮวานึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนออกโรงปกป้องฟู่ซีโจวมากมายขนาดนี้ หล่อนแผดเสียงตวาดลั่นด้วยความเคียดแค้น
​
“ก็ต้องเป็นฝีมือของมันนั่นแหละ!”
​​
“มันโกรธแค้นที่พวกเราตัดขาดความสัมพันธ์กับมัน มันก็เลยทั้งปอกลอกเงินพวกเรา แถมยังแอบวางยาถ่ายพวกเราอีก เมื่อคืนนี้มันก็ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน คงจะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้วแน่ๆ! ฉันจะไปแจ้งความกับตำรวจ! จะให้ตำรวจจับตัวมันไปยิงเป้าให้ตายตกไปตามกันเลยคอยดู!”
​
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ
​
“ใครเป็นคนโทรแจ้งความครับ? แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
​
จ้าวชุนฮวารีบถลันเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นฉากๆ โดยยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าเป็นฝีมือของฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน
​
“คุณตำรวจคะ... คุณตำรวจต้องรีบไปจับตัวมันมาลงโทษให้ได้นะคะ! คนชั่วร้ายสันดานหยาบช้าแบบนี้ สมควรจะถูกจับไปยิงเป้าให้ตายๆ ไปซะ!”
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจจดบันทึกคำให้การอย่างละเอียด
​
“ที่คุณยืนยันว่าเป็นฝีมือของนายฟู่ซีโจว คุณมีพยานหลักฐานอะไรมายืนยันบ้างไหมครับ?”
​
“ก็เมื่อคืนนี้มันหายหัวไปทั้งคืนไม่ได้กลับมานอนที่บ้านเลยน่ะสิ ถ้าไม่ใช่ฝีมือมันแล้วจะเป็นฝีมือหมาตัวไหนล่ะ?” หลินต้าจวินตวาดลั่นอย่างเดือดดาล
​​
เจ้าหน้าที่ตำรวจปรายตามองครอบครัวตระกูลหลินด้วยสายตาเรียบเฉย
​
“ทางเราจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดครับ หากมีความคืบหน้าอย่างไร ทางเราจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”
​
คล้อยหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางกลับไป บรรดาเพื่อนบ้านที่มายืนมุงดูเหตุการณ์ก็ค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ใครต้องไปทำงานก็ไปทำงาน ใครต้องไปโรงเรียนก็ไปโรงเรียน
​
ทว่าสมาชิกครอบครัวตระกูลหลินกลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงานแม้แต่น้อย พวกเขาตัดสินใจหยุดงานเพื่อรอฟังข่าวดีจากตำรวจอย่างใจจดใจจ่อ หวังเพียงว่าตำรวจจะสามารถจับกุมตัวฟู่ซีโจวมารับโทษทัณฑ์ได้โดยเร็วที่สุด!
​
ในระหว่างที่กำลังรอคอยอยู่นั้น จู่ๆ หลินต้าจวินก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีของสำคัญบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในห้องใต้ดิน ชายชราหน้าซีดเผือด รีบวิ่งกระหืดกระหอบลงไปตรวจสอบทันที
​
แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า เขาลนลานใช้มือตะกุยขุดคุ้ยกำแพงดินอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็ไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
​
ใบหน้าของหลินต้าจวินพลันซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับคนตาย
​
จ้าวชุนฮวาซึ่งรู้ดีว่ามีของสำคัญซ่อนอยู่ด้านล่าง ก็รีบตะโกนถามลงไปด้วยความร้อนรน
​
“ตาเฒ่า! ของสำคัญยังอยู่ดีหรือเปล่า?”
​
หลินต้าจวินส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า
​
“หายไปแล้ว... หายไปหมดเลย...”
​
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวชุนฮวาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วหน้ามืดเป็นลมล้มพับไปกองกับพื้นทันที
​
จนกระทั่งตกเย็น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางกลับมาที่บ้านตระกูลหลินอีกครั้ง
​
“สำหรับคดีลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นที่บ้านของคุณ ทางเราได้สืบสวนสอบสวนจนกระจ่างชัดแล้วครับ”
​
จ้าวชุนฮวาที่นอนซมหมดสติไปตั้งแต่ช่วงเช้า เพิ่งจะฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ไม่นาน ร่างกายยังคงอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทว่าพอได้ยินคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หล่อนก็พยายามฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ลุกขึ้นมาถามด้วยความคาดหวัง
​
“จับตัวไอ้เด็กเนรคุณนั่นได้แล้วใช่ไหมคะ?”
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
​
“เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับนายฟู่ซีโจวเลยแม้แต่น้อย”
​
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน! พวกคุณเป็นตำรวจนะคะ จะมาทำตัวเข้าข้างลำเอียงช่วยเหลือมันแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
​
สมาชิกครอบครัวตระกูลหลินทั้งสี่คนต่างก็ประสานเสียงโวยวายอย่างไม่เชื่อหู
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มมีสีหน้าไม่สบอารมณ์
​
“ทางเราได้ทำการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วครับ เมื่อคืนนี้นายฟู่ซีโจวพักอยู่ที่บ้านพักพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ตลอดทั้งคืน โดยอยู่กับนายจางฮุ่ยหมินซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา มีพยานรู้เห็นมากมายยืนยันได้ แม้กระทั่งรองผู้อำนวยการโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ก็ยังสามารถเป็นพยานยืนยันที่อยู่ของเขาได้...”
​
“และเมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ นายจางฮุ่ยหมินก็เป็นคนปั่นจักรยานไปส่งนายฟู่ซีโจวที่สถานีรถไฟด้วยตัวเอง ตอนนี้นายฟู่ซีโจวได้โดยสารรถไฟออกเดินทางไปเป็นปัญญาชนลงชนบทเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อมีพยานบุคคลยืนยันที่อยู่อย่างชัดเจน เขาย่อมไม่มีเวลาและโอกาสในการก่อเหตุลักทรัพย์ในครั้งนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นนายฟู่ซีโจวจึงพ้นจากข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง”
​
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจน ประกอบกับมีบุคคลระดับรองผู้อำนวยการโรงงานมาเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับฟู่ซีโจว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมาเสียเวลาสืบสวนฟู่ซีโจวต่อไปอีก
​
ในยุคสมัยนี้ คำพูดของผู้อำนวยการโรงงานนั้นมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูงมาก
​
“ละ... ลงชนบทไปแล้วงั้นเหรอ?”
​
ริมฝีปากของจ้าวชุนฮวาสั่นระริก หล่อนแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หูเพิ่งจะได้ยิน
​
“ใช่ครับ ส่วนเรื่องคดีลักทรัพย์ ทางเราจะเร่งสืบสวนติดตามคนร้ายต่อไป พวกคุณก็รอฟังข่าวก็แล้วกัน...”
​
กล่าวจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
​
สมาชิกครอบครัวตระกูลหลินได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าของแต่ละคนสลับกันซีดเผือดและเขียวคล้ำอย่างเห็นได้ชัด
​
ข้าวของก็สูญหาย เงินทองก็สูญสิ้น แถมตอนนี้แม้แต่ตัวการที่พวกเขาสงสัยก็ยังหลบหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียว แล้วแบบนี้พวกเขาจะไปเอาเรื่องเอาราวเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้!
​
จ้าวชุนฮวาถึงกับตาเหลือกค้าง ก่อนจะหมดสติล้มตึงหงายหลังลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
​
ครอบครัวตระกูลหลินตกอยู่ในสภาวะวุ่นวายโกลาหลราวกับรังแตนแตกอีกครั้ง
​
ทางด้านฟู่ซีโจวนั้นย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในครอบครัวตระกูลหลินเลยแม้แต่น้อย
​
รถไฟขบวนยาวแล่นฉึกฉักส่งเสียงดังก้องกังวานไปตลอดเส้นทางอันยาวไกล ผ่านพ้นวันและคืนไปอย่างเชื่องช้า
​​
และแล้วในที่สุด ช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา ขบวนรถไฟก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟประจำมณฑลเฮยหลงเจียง
​
ฟู่ซีโจวแบกกระสอบสานใบเขื่องเดินก้าวลงจากขบวนรถไฟ ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้า ทำให้เขารู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
​
นี่เพิ่งจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น แต่อุณหภูมิที่นี่กลับลดต่ำลงจนหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ พอจะจินตนาการได้เลยว่าในฤดูหนาวนั้นจะหนาวเหน็บโหดร้ายทรมานมากสักแค่ไหน ดูท่าทางเขาคงจะต้องเร่งแลกเปลี่ยนเสบียงและเครื่องกันหนาวกับสมาชิกในกลุ่มแช็ตให้มากกว่านี้เสียแล้ว
​
ฟู่ซีโจวเดินตามป้ายบอกทางที่ระบุไว้ในจดหมายแจ้งเตือน จนกระทั่งมาถึงจุดนัดพบของหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
​
ที่นั่นมีชายวัยกลางคนผิวคล้ำแดด สีหน้าดูเคร่งขรึมจริงจัง กำลังยืนรออยู่พร้อมกับสมุดลงทะเบียนในมือ
​
ฟู่ซีโจวเดินตรงเข้าไปหาอย่างสุภาพ
​
“สวัสดีครับสหาย ไม่ทราบว่าคุณคือผู้นำของหมู่บ้านเซี่ยงหยางหรือเปล่าครับ?”
​
หวังต้าเกินเงยหน้าขึ้นมาพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน
​
“ใช่แล้วล่ะ ฉันเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตของหมู่บ้านเซี่ยงหยาง เธอคือปัญญาชนที่จะมาลงใช้แรงงานที่นี่ใช่มั้ย?”
​
“ใช่ครับ ผมชื่อฟู่ซีโจว นี่คือจดหมายแนะนำตัวของผม”
​
ฟู่ซีโจวยื่นจดหมายแนะนำตัวส่งให้อีกฝ่ายทันที
​
หวังต้าเกินรับจดหมายไปเปิดอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะก้มลงไปตรวจสอบรายชื่อในสมุดลงทะเบียนอีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วก็พยักหน้ารับเบาๆ
​
“อืม... ถูกต้องแล้วล่ะ เธอไปยืนรอตรงนู้นก่อนนะ ยังมีคนอื่นๆ ที่ยังมาไม่ถึงอีก”
​
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินหลบฉากไปยืนรออยู่เงียบๆ
​
รอเพียงไม่นาน จ้าวเหมยก็แบกสัมภาระพะรุงพะรังวิ่งกระหืดกระหอบแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามา
​
เมื่อตอนที่หล่อนเพิ่งจะก้าวเท้าลงจากรถไฟ สัมภาระของหล่อนก็เกือบจะถูกมือดีฉกชิงวิ่งราวไปเสียแล้ว เดชะบุญที่ได้พี่ชายใจดีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ช่วยเอาไว้ได้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นหล่อนคงได้สูญเสียข้าวของทั้งหมดไปอย่างแน่นอน
​
สภาพของหล่อนในเวลานี้ดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เป็นทรง ใบหน้าก็ซีดเซียวอิดโรย ทว่าเมื่อต้องมายืนเผชิญหน้ากับหวังต้าเกิน หล่อนก็ยังไม่วายที่จะเชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งจองหองตามประสาคนเมือง หล่อนยื่นจดหมายแนะนำตัวส่งให้อีกฝ่ายด้วยท่าทีห้วนๆ
​
“คุณคือคนที่มารับปัญญาชนของหมู่บ้านเซี่ยงหยางใช่ไหม? ฉันคือปัญญาชนที่จะมาลงพื้นที่ ชื่อจ้าวเหมย”
​
หวังต้าเกินรับจดหมายมาตรวจสอบด้วยสีหน้าบึ้งตึง เมื่อตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งจดหมายคืนให้หล่อนอย่างไม่แยแส
​
“ยังมีคนอื่นๆ ที่ยังออกมาไม่หมด เธอไปยืนรอตรงนู้นก่อน”
​
จ้าวเหมยรับจดหมายกลับมาเก็บใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ ทว่าเมื่อหล่อนหันหน้าไปมอง ก็บังเอิญสบตาเข้ากับฟู่ซีโจวที่ยืนอยู่ข้างๆ พอดี หล่อนถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไปชั่วขณะ
​
“ฟู่ซีโจว? ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
​
............................