LNCrawler

บทที่ 16 อย่ามาตีสนิทเพียงเพราะเห็นว่าฉันหล่อ

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 16 อย่ามาตีสนิทเพียงเพราะเห็นว่าฉันหล่อ

​

ฟู่ซีโจวปรายตามองหล่อนเพียงแวบเดียว ทว่าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา

​
สมองของจ้าวเหมยหมุนเร็วจี๋อย่างใช้ความคิด ฟู่ซีโจวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน? หล่อนไม่เห็นเคยได้ยินป้าชุนฮวาพูดมาก่อนเลยว่าเขาจะต้องถูกส่งตัวลงชนบทด้วย
​
ทว่าเมื่อหวนนึกไปถึงข้าวของเครื่องใช้มากมายที่เขาซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าก่อนหน้านี้ จ้าวเหมยก็รีบปรับสีหน้า เปลี่ยนมาฉีกยิ้มกว้างประจบประแจงทันที
​
“แหม... บังเอิญอะไรขนาดนี้เนี่ย! ซีโจว... พวกเราเป็นญาติกันนะ! ฉันเป็นหลานสาวห่างๆ ของป้าชุนฮวาไงละ ต่อไปพอไปถึงชนบทแล้ว นายก็ต้องคอยดูแลช่วยเหลือฉันด้วยนะ”
​
ฟู่ซีโจวจ้องมองหล่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
​
“ฉันไม่รู้จักคนที่ชื่อชุนฮวาอะไรนั่นหรอกนะ”
​
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเหมยพลันแข็งค้างในทันที
​
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน? ก็หล่อนเป็นแม่ของนาย...”
​
“ฉันแซ่ฟู่ และฉันก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับคนบ้านตระกูลหลินไปตั้งนานแล้ว”
​
ฟู่ซีโจวพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ
​
“สหายท่านนี้ โปรดสำรวมและให้เกียรติตัวเองด้วย พวกเราไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกัน คุณอย่ามาพยายามตีสนิทเพียงเพราะเห็นว่าผมหล่อเลย ผมไม่ได้มีความสนใจในตัวคุณเลยแม้แต่น้อย”
​
บรรดาปัญญาชนคนอื่นๆ ที่ยืนรอรวมตัวกันอยู่บริเวณนั้น เมื่อได้ยินประโยคเด็ดนี้เข้า ต่างก็พากันหันขวับมามองเป็นตาเดียว
​
“นายพูดเพ้อเจ้ออะไรของนาย! ใครบอกว่านายหล่อกัน!”
​
ใบหน้าของจ้าวเหมยพลันแดงก่ำสลับเขียวคล้ำราวกับตับหมู หล่อนคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าฟู่ซีโจวจะกล้าฉีกหน้าหล่อนต่อหน้าธารกำนัลมากมายขนาดนี้ โดยไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
​
หล่อนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ จ้องมองฟู่ซีโจวด้วยสายตาอาฆาตแค้น
​
“ถุย! คนอย่างนายเนี่ยนะ ฉันไม่ชายตามองให้เสียสายตาหรอก หลงตัวเองชะมัด”
​
ฟู่ซีโจวเพียงแค่ก้าวเท้าขยับหนีไปยืนด้านข้างอย่างเงียบๆ ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงพรรค์นี้ให้เปลืองน้ำลาย
​
จ้าวเหมยรู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหล่อนก็เลือกที่จะปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าหล่อนมีใจให้ฟู่ซีโจวเข้าจริงๆ
​
หล่อนเป็นถึงคนเมืองผู้สูงส่ง เชิดหน้าชูตา ในอนาคตก็ต้องได้แต่งงานกับระดับหัวหน้าในเมืองสิ หล่อนจะยอมลดตัวไปเกลือกกลั้วกับปลาเน่าเหม็นโฉ่อย่างฟู่ซีโจวได้อย่างไร...
​
เมื่อเห็นว่าบรรดาปัญญาชนเดินทางมากันจนครบถ้วนแล้ว หวังต้าเกินก็เริ่มนับจำนวนคนเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย
​
“ในเมื่อมากันครบทุกคนแล้ว ก็ตามฉันมาทางนี้ได้เลย”
​
สำหรับปัญญาชนที่ถูกจัดสรรให้เดินทางไปลงพื้นที่ใช้แรงงานที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางในรอบนี้ มีจำนวนทั้งหมดเก้าคนด้วยกัน แบ่งเป็นชายห้าคนและหญิงอีกสี่คน เขาเดินนำหน้าพากลุ่มปัญญาชนทั้งหมดก้าวเดินออกจากสถานีรถไฟ
​
ทว่าบริเวณลานกว้างด้านนอกนั้น กลับมีเพียงเกวียนเทียมวัวจอดรออยู่เพียงคันเดียวเท่านั้น
​
ปัญญาชนชายคนหนึ่งที่แต่งตัวดูดีมีสไตล์รีบเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
​
“หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ แล้วรถที่จะมารับพวกเราล่ะครับจอดอยู่ตรงไหน?”
​
หวังต้าเกินชี้นิ้วไปยังเกวียนเทียมวัวคันนั้น
​
“ก็นี่ไงล่ะ รถที่มารับ”
​
“หา?” ทุกคนในกลุ่มถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน
​
“นี่พวกเราต้องนั่งเกวียนคันนี้ไปงั้นเหรอ?”
​​
หวังต้าเกินตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
​
“เกวียนเทียมวัวมีไว้สำหรับบรรทุกสัมภาระเท่านั้น ส่วนพวกคุณทุกคนต้องเดินเท้าไปเอง”
​
“เดินเท้างั้นเหรอ? แล้วระยะทางมันไกลแค่ไหนกันล่ะเนี่ย?”
​
“ห้าสิบกิโลเมตร”
​
“อะไรนะ?!”
​
สิ้นคำตอบนั้น กลุ่มปัญญาชนก็แตกตื่นโกลาหลราวกับผึ้งแตกรัง เสียงบ่นระงมดังระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้นมาในทันที
​
“ระยะทางตั้งห้าสิบกิโลเมตร! เดินกันขาลากแบบนี้เมื่อไหร่จะถึงล่ะเนี่ย!”
​
“ให้ตายเถอะ ทำไมสถานที่มันถึงได้ห่างไกลความเจริญและทุรกันดารขนาดนี้? แล้วที่หมู่บ้านไม่มีรถไถนาหรือรถแทรกเตอร์อะไรมารับเลยเหรอไง?”
​
หวังต้าเกินทอดสายตามองดูกลุ่มปัญญาชนที่เอาแต่พร่ำบ่น พลางแสดงท่าทีเหยียดหยามออกมา ลึกๆ แล้วเขาไม่ชอบใจพวกปัญญาชนจากเมืองหลวงเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะเป็นคำสั่งโดยตรงจากทางเบื้องบนที่จัดสรรมาให้ล่ะก็ เขาเองก็ไม่อยากจะรับคนพวกนี้เข้ามาในหมู่บ้านเลยด้วยซ้ำ
​
ดูอย่างพวกปัญญาชนหญิงสิ รูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นราวกับกิ่งหลิว จะไปหวังพึ่งพาให้พวกหล่อนช่วยทำงานไร่ทำนาหนักๆ ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว ส่วนพวกปัญญาชนชาย ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูสูงใหญ่กำยำอยู่บ้าง แต่เมื่อดูจากลักษณะท่าทางแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่คนที่เคยจับจอบจับเสียมทำงานเกษตรมาก่อนอย่างแน่นอน
​
ที่สำคัญคือ ปัญญาชนกลุ่มนี้หน้าตาค่อนข้างดีกันทั้งนั้น แถมยังมีดีกรีเป็นถึงคนเมืองกรุง ขืนปล่อยให้เข้าไปอยู่ในหมู่บ้าน มีหวังพวกหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่ชอบสร้างแต่ปัญหาจะต้องก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกแน่ๆ หวังต้าเกินเพียงแค่คิดก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาแล้ว
​
“จะแหกปากโวยวายกันไปทำไม หะ! ก็แค่ระยะทางห้าสิบกิโลเมตรเอง ถ้าเกิดว่าเดินแค่นี้ยังไม่ไหว แล้วจะเสนอหน้ามาเป็นปัญญาชนลงพื้นที่ใช้แรงงานทำไมกัน? พวกเธอคิดว่าทางเบื้องบนส่งพวกเธอมาที่นี่เพื่อมาเสวยสุขชมนกชมไม้อย่างนั้นหรือ!”
​
ในขณะที่คนอื่นๆ เอาแต่บ่น ฟู่ซีโจวกลับปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา ชายหนุ่มวางกระสอบสานในมือลงบนพื้น ก่อนจะล้วงเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ตัวหนึ่งออกมาจากด้านใน แล้วจัดการฉีกมันออกเป็นริ้วผ้าขนาดยาวอย่างคล่องแคล่วว่องไว
​
จากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้น จัดการแกะเชือกรองเท้าออก แล้วนำริ้วผ้าเหล่านั้นมาพันรัดตั้งแต่บริเวณข้อเท้า ไล่ขึ้นไปเป็นวงรอบๆ จนถึงใต้หัวเข่าอย่างแน่นหนา
​
ย้อนกลับไปในอดีตชาติ ตอนที่เขาเดินทางมาเป็นปัญญาชนลงพื้นที่ เขาก็ต้องใช้วิธีเดินเท้าไปจนถึงหมู่บ้านเหมือนอย่างในตอนนี้เช่นเดียวกัน
​
ระยะทางห้าสิบกิโลเมตร สำหรับชาวนาอย่างหวังต้าเกินที่ทำงานหนักกรำแดดกรำฝนเป็นประจำนั้น คงไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก ทว่าสำหรับพวกเขาที่ไม่เคยผ่านการทำงานหนักมาก่อนเลย การต้องมาเดินเท้าไกลขนาดนี้ มันแทบจะสูบเอาชีวิตกันเลยทีเดียว
​
ในชาตินั้น หลังจากที่เขาดั้นด้นเดินเท้าจนไปถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ ขาของเขาก็ปวดระบมจนแทบจะก้าวไม่ออกไปหลายวัน ดังนั้นเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ เขาจึงฉลาดพอที่จะหาวิธีรับมือเอาไว้ล่วงหน้า การนำผ้ามาพันรัดขาแบบนี้ จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยและทำให้การเดินเท้าไกลๆ รู้สึกเบาสบายขึ้นมาก ซึ่งเคล็ดลับวิชาในครั้งนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เป็นพ่อได้สั่งสอนเอาไว้ให้ตอนที่พวกท่านถูกส่งตัวลงมาใช้แรงงานที่ชนบทเมื่อชาติที่แล้วนั่นเอง
​
เมื่อจ้าวเหมยเหลือบไปเห็นการกระทำดังกล่าว หล่อนก็เบะปากอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะพึมพำกระปอดกระแปดเสียงเบา
​
“ผลาญผ้าผ่อนไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทำตัวฟุ่มเฟือยเป็นพวกนายทุนไปได้”
​
ทว่าฟู่ซีโจวกลับขี้เกียจที่จะลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงกับหล่อน
​
ทางด้านหวังต้าเกินที่ลอบสังเกตการกระทำของฟู่ซีโจวมาโดยตลอด บนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมและดูดุดันอยู่เป็นนิตย์นั้น พลันปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจพาดผ่านเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครทันสังเกตเห็น
​
เมื่อเห็นว่ากลุ่มปัญญาชนยังคงมีท่าทีอิดออดและมัวแต่ชักช้าไม่ยอมออกเดินทางเสียที หวังต้าเกินก็แผดเสียงตวาดลั่นดังก้อง
​
“อย่ามัวแต่ชักช้าอืดอาดกันอยู่เลย! รีบๆ เอาสัมภาระของตัวเองไปโยนขึ้นเกวียนซะ! ถ้าเกิดว่าเดินทางไปไม่ถึงหมู่บ้านก่อนฟ้ามืดล่ะก็ พวกเธอเตรียมตัวเป็นอาหารอันโอชะของฝูงหมาป่ากลางป่าเขาได้เลย!”
​
คำขู่เรื่องหมาป่าได้ผลชะงัด บรรดาปัญญาชนทั้งหลายไม่มีใครกล้าปริปากบ่นอีกต่อไป แต่ละคนทำหน้ามุ่ยบูดบึ้ง จำใจต้องทยอยนำสัมภาระของตนเองไปโยนสุมกองรวมกันไว้บนเกวียนเทียมวัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
​
เพียงไม่นาน ขบวนเดินทางก็เริ่มต้นเคลื่อนตัวออกไป กลุ่มปัญญาชนจำต้องเดินตามหลังเกวียนเทียมวัวไปอย่างต้อยๆ บนถนนดินลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระและฝุ่นคลุ้ง
​
ในช่วงแรกของการเดินทาง บรรยากาศยังคงมีเสียงพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกันบ้าง บางคนก็เริ่มแนะนำตัวทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมชะตากรรม ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงดี เสียงเจื้อยแจ้วเหล่านั้นก็พลันเงียบกริบลงราวกับถูกปิดสวิตช์ ไม่มีใครมีแก่ใจจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกเลย
​
ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิก็เริ่มร้อนระอุ ทุกคนต่างมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้า เสียงหอบหายใจดังประสานกันเป็นจังหวะ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วจนแทบจะก้าวไม่ออก
​
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนหมดช่วงเช้า เมื่อทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า สิ่งที่เห็นก็ยังมีเพียงแค่ถนนดินลูกรังทอดยาวคดเคี้ยวไปไกลสุดลูกหูลูกตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
​
หวังต้าเกินทำหน้าที่บังคับเกวียนเทียมวัวอยู่ด้านหน้า เขาคอยเหลียวมองกลับไปดูสภาพของกลุ่มปัญญาชนที่เดินตามมาอย่างยากลำบากด้วยความรู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง ปกติแล้วหากเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดินทาง เส้นทางสายนี้ก็ใช้เวลาเดินเท้าเพียงแค่สี่ถึงห้าชั่วโมงก็ถึงจุดหมายแล้ว ทว่าในเวลานี้ พวกเขากลับเพิ่งจะเดินมาได้เพียงแค่ครึ่งทางเศษๆ เท่านั้น ไอ้พวกปัญญาชนพวกนี้มันช่างเป็นตัวถ่วงความเจริญเสียจริงๆ!
​
จ้าวเหมยรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ หล่อนทนฝืนเดินต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงเอ่ยปากร้องขอเสียงหลง
​
“หัวหน้าหวังคะ... ได้โปรดอนุญาตให้พวกเราหยุดพักเหนื่อยกันสักประเดี๋ยวเถอะนะคะ?”
​
ทันทีที่หล่อนเป็นฝ่ายเปิดประเด็น ปัญญาชนคนอื่นๆ ก็รีบส่งเสียงสนับสนุนกันอย่างพร้อมเพรียง
​
“ใช่แล้วครับหัวหน้า! พวกเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้าเลย นี่ก็เที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว ให้พวกเราได้หยุดพักดื่มน้ำทานข้าวกันสักหน่อยเถอะนะครับ”
​
เมื่อหวังต้าเกินเห็นสภาพของปัญญาชนแต่ละคนที่มอมแมมคลุกฝุ่น ใบหน้าซีดเซียวราวกับไก่ต้ม เขาก็โบกมือปัดอย่างรำคาญใจ
​
“เอาเถอะๆ ให้พักได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะ”
​
สิ้นคำอนุญาตนั้น กลุ่มปัญญาชนก็พากันทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้นดินทันที พร้อมกับบ่นโอดครวญด้วยความเหนื่อยล้าอย่างหนักหน่วง
​
ท่ามกลางสภาพอันน่าเวทนาของทุกคน ฟู่ซีโจวกลับดูเหมือนจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีที่สุด ชายหนุ่มไม่ได้รีบทิ้งตัวลงนั่งเหมือนคนอื่นๆ ทว่าเขากลับเดินตรงไปที่เกวียนเทียมวัว แล้วหยิบเอากระสอบสานของตนเองขึ้นมา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปด้านใน แสร้งทำทีราวกับว่ากำลังควานหาของบางอย่าง
​
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขากำลังใช้พลังจิตดึงเอาขนมปังกรอบที่ซื้อตุนไว้จากห้างสรรพสินค้าออกมาจากพื้นที่มิติต่างหาก เมื่อหยิบขนมปังกรอบออกมาได้แล้ว เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่มีน้ำดื่มติดตัวมาเลย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเปิดหน้าต่างระบบร้านค้าขึ้นมา ก่อนจะกัดฟันยอมควักพลังงานไป 9 แต้มเพื่อแลกกับการซื้อน้ำแร่มาหนึ่งขวด เขาจัดการเทน้ำแร่จากขวดลงในกระติกน้ำที่ริบมาจากบ้านตระกูลหลินขณะที่ยังอยู่ภายในพื้นที่มิติอย่างแนบเนียน ก่อนจะค่อยๆ หยิบกระติกน้ำใบนั้นออกมาสู่โลกภายนอก
​
หวังต้าเกินเหลือบไปเห็นขนมปังกรอบในมือของฟู่ซีโจว คิ้วหนาของเขาก็พลันขมวดเข้าหากันเป็นปมทันที ขนมปังกรอบในมือของชายหนุ่มตรงหน้านี้ มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าราคาไม่ใช่น้อยๆ ครอบครัวที่ยอมควักเงินซื้อขนมราคาแพงหูฉี่แบบนี้ให้ลูกพกติดตัวมาลงชนบทด้วย ย่อมต้องมีฐานะทางการเงินที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
​
ซึ่งโดยปกติแล้ว พวกปัญญาชนชายที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมีอันจะกิน มักจะมีเรี่ยวแรงและความอดทนในการทำงานเทียบเท่าได้กับปัญญาชนหญิงเท่านั้นเอง โธ่เอ๊ย... อุตส่าห์หลงคิดไปว่าฟู่ซีโจวจะเป็นพวกที่สู้งานและแตกต่างจากคนอื่นๆ เสียอีก... หวังต้าเกินรู้สึกผิดหวังและพูดไม่ออกที่ตัวเองดันมองคนผิดไปถนัดตา
​
ในขณะนั้นเอง ฟู่ซีโจวก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับยื่นขนมปังกรอบห่อเล็กๆ ให้เขาห่อหนึ่ง
​
“หัวหน้าหวังครับ... รับนี่ไปสิครับ” ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
​
หวังต้าเกินถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
​
“ไม่ได้ๆ ของแบบนี้ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก”
​
ทว่าฟู่ซีโจวกลับยัดห่อขนมปังกรอบใส่มือของเขาอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ
​
“หัวหน้าหวังรับไปเถอะครับ ต่อจากนี้ไปพวกเราก็ถือว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแล้ว ไม่ต้องมาเกรงใจผมหรอกครับ”
​
ในอดีตชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวังต้าเกินนั้นจัดว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกัน ที่สำคัญคือ หวังต้าเกินไม่เคยใช้อำนาจกลั่นแกล้งหรือสร้างความลำบากใจให้กับพ่อแม่ของเขา เพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นชนชั้นนายทุนเลยสักครั้ง ความยากลำบากแสนสาหัสที่ครอบครัวของเขาต้องเผชิญ ล้วนเกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองในยุคสมัยนี้ทั้งสิ้น
​
ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว หวังต้าเกินก็ถือว่าเป็นคนที่มีจิตใจดีใช้ได้เลยทีเดียว และสำหรับคนที่มีนิสัยใจคอดีงาม ฟู่ซีโจวก็ยินดีที่จะผูกมิตรและสานสัมพันธ์อันดีด้วยเสมอ
​
หวังต้าเกินก้มลงมองห่อขนมปังกรอบในมือ พลันนึกไปถึงลูกสาวตัวน้อยที่ชื่นชอบการกินขนมขบเคี้ยวเป็นชีวิตจิตใจ รอยยิ้มเก้อเขินจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
​
“ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็ขอรับไว้ก็แล้วกัน ขอบใจนายมากเลยนะ”
​
“ด้วยความยินดีครับหัวหน้า”
​
ฟู่ซีโจวกล่าวตอบกลับ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งริมทาง จัดการฉีกซองขนมปังกรอบแล้วหยิบขึ้นมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
​
ทางด้านจ้าวเหมยที่กำลังนั่งแทะหมั่นโถวแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบกระด้างอยู่ เมื่อหล่อนเหลือบไปเห็นขนมปังกรอบแสนน่ากินในมือของฟู่ซีโจว หล่อนก็ยิ่งรู้สึกว่าหมั่นโถวในมือของตนนั้นจืดชืดไร้รสชาติจนแทบจะกลืนไม่ลง หล่อนเองก็อยากจะลิ้มรสความหอมหวานของขนมปังกรอบบ้างเหมือนกัน
​
และในจังหวะที่จ้าวเหมยกำลังชั่งใจว่าจะหน้าด้านเดินเข้าไปขอแบ่งขนมปังกรอบจากเขาดีหรือไม่นั้นเอง ปัญญาชนหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาฟู่ซีโจวเสียก่อน

..............................