บทที่ 17 หน้าตาอัปลักษณ์ แต่ดันฝันหวาน
บทที่ 17 หน้าตาอัปลักษณ์ แต่ดันฝันหวาน
ปัญญาชนชายคนหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งข้างฟู่ซีโจว “สหาย ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”
ฟู่ซีโจวหันไปมอง อีกฝ่ายก็คือปัญญาชนชายที่แต่งตัวดูดีมีสไตล์ ราวกับพวกหนุ่มสาวจากทางฝั่งฮ่องกงนั่นเอง หากเขาจำไม่ผิด ชายคนนี้น่าจะชื่อ หยางเว่ยตง
หยางเว่ยตงเป็นคนประเภทรักพวกพ้องและมีนิสัยตรงไปตรงมา ยิ่งไปกว่านั้น พื้นเพครอบครัวของอีกฝ่ายยังเป็นทหารกันทั้งบ้าน ตั้งแต่ปู่ยันพี่ชายและพี่สะใภ้ล้วนรับราชการอยู่ในกองทัพ เรียกได้ว่าเป็นลูกหลานเขตทหารอย่างแท้จริง ส่วนสาเหตุที่เขาต้องระเห็จมาลงพื้นที่ในชนบท ก็เป็นเพราะไอ้หมอนี่ดันปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ทำเอาชายชราผู้เป็นพ่อโกรธจัดจนถึงขั้นเป็นลมล้มพับ พอฟื้นขึ้นมาก็โบกมือไล่ส่ง สั่งให้เขาลงพื้นที่มาเป็นปัญญาชนทันที
การที่ฟู่ซีโจวรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับครอบครัวของหยางเว่ยตงได้ละเอียดขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะในชาติก่อนเขากับหยางเว่ยตงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแต่อย่างใด ทว่า เป็นเพราะหมอนี่ดันไปตั้งวงก๊งเหล้ากับปัญญาชนคนอื่นๆ จนเมามายไร้สติ แล้วเผลอปากพล่อยหลุดพูดเรื่องราวภูมิหลังของตัวเองออกมา ซึ่งในเวลาต่อมา ภูมิหลังที่ว่านี้ก็ดันนำพาความเดือดร้อนครั้งใหญ่มาสู่เจ้าตัว ทว่า หากมองข้ามเรื่องนั้นไป คนอย่างหยางเว่ยตงก็นับว่าเป็นคนที่ควรค่าแก่การคบหาเป็นสหายอย่างยิ่ง
ฟู่ซีโจวเอ่ยถามสั้นๆ “มีเรื่องอะไรล่ะ?”
หยางเว่ยตงชี้ไปที่เศษผ้าซึ่งพันอยู่รอบขาของฟู่ซีโจวพลางเอ่ยขึ้น “สหาย ฉันรู้ว่าไอ้นี่คือผ้าพันขา พันแบบนี้แล้วมันจะช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะใช่ไหม?”
เขาเคยเห็นพ่อพันขาแบบนี้มาก่อน พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าตอนที่เข้าร่วมภารกิจเดินทัพทางไกลสองหมื่นห้าพันลี้ ก็ใช้การพันขาลักษณะนี้แหละ ซึ่งมันช่วยผ่อนแรงไปได้มากโข แถมพ่อยังเคยลากเขามาสอนวิธีพันขาอยู่หลายหน ทว่า ในตอนแรกเขากลับมองข้ามและไม่สนใจมันเลยสักนิด แต่ตอนนี้ หลังจากเพิ่งจะเดินเท้ามาได้แค่ยี่สิบกว่ากิโลเมตร เขาก็จำต้องยอมรับและเลื่อมใสในภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนอย่างแท้จริง
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำ “ใช่”
หยางเว่ยตงรีบถามต่อทันที “นายยังมีเศษผ้าเหลืออีกไหม? แบ่งขายให้ฉันหน่อยสิ ตอนนี้ขาฉันแทบจะขาดออกจากร่างอยู่แล้ว”
ตอนนี้เขายอมลงพื้นที่ชนบทดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร ก็เพราะไม่อยากทนลำบาก ทว่า ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่วันแรกของการลงพื้นที่ เขาก็ต้องมาเจอกับความยากลำบากแสนสาหัสเข้าเสียแล้ว เขารู้สึกเลยว่าถ้ายังขืนเดินต่อไปแบบนี้ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ฝ่าเท้าของเขาคงได้สึกจนราบเรียบเป็นหน้ากลองแน่ๆ
“ก็แค่เศษผ้า ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก” ฟู่ซีโจวพูดพลางล้วงเอาเสื้อผ้าขาดๆ ที่เหลืออยู่กว่าครึ่งค่อนตัวในถุงกระสอบออกมา “เอาไปใช้เถอะ”
หยางเว่ยตงฉีกยิ้มกว้าง “ขอบใจมากสหาย! ฉันชื่อหยางเว่ยตง พวกเราก็เป็นปัญญาชนหมู่บ้านเซี่ยงหยางเหมือนกัน ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรก็บอกมาได้เลย สหายคนนี้พร้อมบุกน้ำลุยไฟ ไม่ปฏิเสธแน่นอน!”
เขาไม่ทำตัวเกรงใจให้มากความ รีบรับเสื้อตัวนั้นมา แล้วจัดการฉีกมันออกเป็นเส้นๆ เลียนแบบวิธีของฟู่ซีโจวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มพันเศษผ้าเหล่านั้นเข้ากับขาของตัวเอง
เมื่อบรรดาปัญญาชนชายคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ก็พากันแห่กรูกันเข้ามาล้อมวงทันที
“สหาย ของพรรค์นี้มันใช้ได้ผลจริงๆ เหรอ?”
“มันช่วยให้เดินสบายขึ้นได้จริงๆ ใช่ไหม?”
“นี่ หยางเว่ยตง แบ่งให้ฉันบ้างสิ! ทางบ้าแบบนี้มันไม่ใช่ทางที่คนเขาเดินกันเลย ฝ่าเท้าฉันพองจนจะแตกอยู่แล้ว” ปัญญาชนชายคนหนึ่งบ่นกระปอดกระแปดด้วยใบหน้าอมทุกข์
หยางเว่ยตงหันไปมองหน้าฟู่ซีโจวเชิงขออนุญาต ฟู่ซีโจวจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก “แบ่งๆ กันไปเถอะ ถึงยังไงฉันก็ไม่ได้ใช้มันแล้ว”
“ขอบใจมากนะสหาย”
“นายใจถึงจริงๆ เลย”
ปัญญาชนชายหลายคนพากันกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ จากนั้นก็รีบแบ่งปันเศษผ้าที่เหลือ แล้วลอกเลียนแบบท่าทางการพันขาของหยางเว่ยตงกันอย่างขะมักเขม้น
ทางด้านจ้าวเหมยที่ยืนมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไกลๆ ก็เริ่มมีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เธอเองก็รู้สึกปวดเมื่อยล้าที่ขาจนแทบจะทนไม่ไหวเช่นกัน หากมันใช้ได้ผลจริงๆ ตอนที่ต้องออกเดินทางต่อ เธอจะได้ไม่ต้องทนทรมานมากนัก เธอทำท่าทีบิดไปบิดมาอย่างกระมิดกระเมี้ยนอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเดินเข้าไปหา พร้อมกับใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างออกคำสั่งกับฟู่ซีโจวอย่างถือดี “นี่ ฟู่ซีโจว เอาเศษผ้าให้ฉันบ้างสิ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเชิงออกคำสั่ง ราวกับว่าเขาติดหนี้ก้อนโตอะไรเธอไว้อย่างนั้น ฟู่ซีโจวก็ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เขาเพียงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หมดแล้ว”
จ้าวเหมยตวัดสายตาเหยียดหยามมองเสื้อผ้าอันซอมซ่อที่ฟู่ซีโจวสวมใส่อยู่ ก่อนจะเอ่ยสวนกลับอย่างหน้าไม่อาย “หมดแล้วนายก็ฉีกเพิ่มอีกตัวไม่ได้หรือไง? ดูจากชุดที่นายใส่ก็มีแต่ของห่วยๆ ขาดๆ ทั้งนั้น ฉีกทิ้งไปสักตัวคงไม่รู้สึกเสียดายหรอกมั้ง”
สิ้นประโยคนี้ ปัญญาชนชายหลายคนที่กำลังวุ่นอยู่กับการพันขา ต่างพากันชะงักมือทันที พร้อมกับเบนสายตามองมาที่เธอด้วยแววตาประหลาดใจกึ่งรังเกียจ
ฟู่ซีโจวถึงกับหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหกับท่าทางอันไร้ยางอายของหญิงสาว “เสื้อผ้าของฉัน ทำไมฉันต้องฉีกให้เธอด้วย? เธอจ่ายเงินซื้อให้ฉันหรือไง?”
ในสายตาของจ้าวเหมย เธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าขาดๆ ของฟู่ซีโจวก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายนัก และแน่นอนว่า เธอไม่มีวันควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อเด็ดขาด เธอจึงแผดเสียงโวยวายขึ้นมา “ก็แค่เสื้อขาดๆ ตัวเดียวไม่ใช่หรือไง? ทีกับพวกเขานายยังใจกว้างแจกให้ได้เลย แล้วทำไมกับฉันถึงต้องมาทำตัวขี้เหนียวแบบนี้ด้วย?”
ฟู่ซีโจวแค่นเสียงหัวเราะหยัน “อยากรู้เหตุผลไหมล่ะ?”
เมื่อจ้าวเหมยเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเขา ลางสังหรณ์อันเลวร้ายก็ผุดขึ้นมาในใจทันที ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้อ้าปากพูดอะไร ฟู่ซีโจวก็สวนกลับมาอย่างเจ็บแสบ
“ก็เพราะหน้าตาเธอมันอัปลักษณ์ จนระคายเคืองสายตาฉันไงล่ะ”
จ้าวเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยมีใครกล้าด่าว่าเธออัปลักษณ์มาก่อนเลย!
“ฟู่ซีโจว! ทำไมนายถึงพูดจาแบบนี้ อย่างน้อยพวกเราก็เป็น...”
ฟู่ซีโจวพูดแทรกตัดบทเธออย่างไม่ไยดี “ถ้าอยากจะพันขานัก ก็กลับไปฉีกเสื้อผ้าของตัวเองนู่น อย่ามาคิดฉวยโอกาสกับเสื้อผ้าของฉัน”
“นาย...!” จ้าวเหมยโกรธจนพูดไม่ออก เธอได้แต่ขบเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองฟู่ซีโจวด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าตา
ในจังหวะนั้นเอง ปัญญาชนหญิงอีกคนที่ถักเปียสองข้างและมีรอยสิวฝ้าประปรายบนใบหน้า ก็รีบก้าวออกมาออกรับแทน “นายในฐานะที่เป็นผู้ชาย ทำไมถึงได้พูดจาหยาบคายกับผู้หญิงแบบนี้ล่ะ?”
ฟู่ซีโจวหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำปัญญาชนหญิงคนนี้ได้แม่นยำ
หล่อนชื่อ หลี่เยี่ยน
ยัยนี่ไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่เฉยๆ เป็นแน่แท้ ในช่วงสองปีข้างหน้า เพราะการมีอยู่ของหลี่เยี่ยนนี่แหละ ที่ทำให้จุดพักปัญญาชนของหมู่บ้านเซี่ยงหยางไม่เคยมีวันสงบสุขเลยสักวัน
หลี่เยี่ยนประคองหัวไหล่ของจ้าวเหมยเอาไว้ พลางทำทีเป็นออกโรงปกป้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม “สหายจ้าวเหมยก็แค่อยากได้เศษผ้าไปใช้บ้างก็เท่านั้น ทุกคนต่างก็เป็นสหายที่ลงพื้นที่มาด้วยกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันมันไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำหรอกเหรอ? นายจำเป็นต้องใช้คำพูดรุนแรงทิ่มแทงใจกันขนาดนี้เชียวหรือ? ไม่มีสปิริตความเป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย”
เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ก่อนจะจงใจแผดเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม “พวกเราทุกคนล้วนตอบรับการเรียกร้องของประเทศชาติ ลงมาเป็นปัญญาชนเพื่อร่วมกันพัฒนาชนบท พอไปถึงหมู่บ้านเซี่ยงหยางแล้ว พวกเราก็คือกลุ่มก้อนเดียวกัน ทุกคนก็คือครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น!”
“การเป็นครอบครัวเดียวกัน มันก็ต้องรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลและห่วงใยซึ่งกันและกันสิ การที่นายมานั่งคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ แล้วต่อไปนายจะหลอมรวมเข้ากับกลุ่มใหญ่ของพวกเราได้ยังไงกัน?”
หลี่เยี่ยนพ่นคำพูดเป็นฉากๆ อ้างเหตุผลจอมปลอมได้อย่างมีหลักการ ราวกับว่าฟู่ซีโจวเพิ่งจะก่อกรรมทำเข็ญอันเลวร้ายชนิดที่สวรรค์ยังไม่อาจให้อภัย
พอพล่ามจบ หล่อนก็จงใจเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ สายตาจดจ้องไปยังขนมปังในมือของฟู่ซีโจวอย่างมีเลศนัย “แต่ฉันก็รู้แหละว่านายไม่ได้ตั้งใจ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นายแค่เอาขนมปังในมือมาแบ่งให้ทุกคนชิม แล้วก็เอ่ยปากขอโทษสหายจ้าวเหมยสักคำ เรื่องนี้ก็จะถือว่าเจ๊ากันไป ต่อไปพวกเราก็จะยังเป็นสหายที่ดีต่อกัน ต้องมีความสามัคคีและรักใคร่กลมเกลียวกันเข้าไว้”
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกมา ไม่เพียงแค่ฟู่ซีโจวเท่านั้น แต่แม้แต่หยางเว่ยตงและปัญญาชนชายคนอื่นๆ ต่างก็พากันยืนอึ้งตาค้างไปตามๆ กัน
นี่มันตรรกะวิบัติจากสวรรค์ชั้นไหนกันเนี่ย?!
คนหนึ่งหน้าด้านขอเศษผ้า ส่วนอีกคนก็จ้องจะงาบขนมปัง? แถมยังกล้าอ้าปากขอเอาดื้อๆ อย่างนี้เลยเนี่ยนะ?
ทำไมปัญญาชนหญิงสองคนนี้ ถึงได้มีความกระหายอยากจะครอบครองข้าวของของคนอื่นจนหน้ามืดตามัวขนาดนี้? ฟู่ซีโจวไปติดหนี้กรรมอะไรพวกหล่อนเอาไว้หรือไงกัน?
“ครอบครัวเดียวกันงั้นเหรอ?” ฟู่ซีโจวมองหน้าหล่อน “ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน งั้นเธอก็ล้วงเงินในกระเป๋าออกมาแบ่งให้ทุกคนใช้บ้างสิ ดีไหมล่ะ?”
หยางเว่ยตงตบมือฉาดใหญ่สนับสนุนทันที “ข้อเสนอนี้เข้าท่าแฮะ!”
ใบหน้าของหลี่เยี่ยนซีดเผือดสลับเขียวคล้ำในฉับพลัน หล่อนถลึงตาใส่ฟู่ซีโจวอย่างเอาเรื่อง “ทำไมฉันต้องทำด้วย? นั่นมันเงินของฉันนะ!”
สายตาของฟู่ซีโจวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก “แล้วเธอจะมาแหกปากเรียกร้องหาพระแสงอะไรล่ะ? ขนมพวกนี้ก็เป็นฉันที่ควักเงินของตัวเองซื้อมาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? ถ้าเธออยากจะกินนัก ก็เอาเงินตัวเองไปซื้อสิ อย่ามามัวยืนพล่ามน้ำลายแตกฟอง อ้าปากพะงาบๆ หวังจะมาตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นแบบนี้”
“หน้าตาก็อัปลักษณ์ แต่ดันฝันหวานซะไม่มีขอบเขตเลยนะ”
หลี่เยี่ยนถูกคำพูดแทงใจดำด่ากราดจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด
แต่ฟู่ซีโจวไม่ยอมเปิดโอกาสให้หล่อนได้อ้าปากเถียงเลยสักนิด “แล้วก็นะ เลิกเอาคำอ้างบ้าๆ เรื่องครอบครัวเดียวกันมาอ้างกับฉันสักที พ่อแม่ฉันน่ะทั้งหน้าตาดีแถมยังฉลาดหลักแหลม ไม่มีทางคลอดตัวประหลาดที่เหมือนเอาโถฉี่มาตั้งไว้บนคอแทนหัวแบบพวกเธอออกมาได้หรอก หน้าตาอัปลักษณ์ยังพอทน แต่หน้าด้านไร้ความเป็นคนนี่มันเกินจะรับได้จริงๆ หวังว่าพวกเธอจะพอหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้างนะ?”
การได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ทำให้ฟู่ซีโจวตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่งอย่างถ่องแท้
ช่างหัวการเป็นคนดีมันประไร! ตอนนี้คติประจำใจของเขาคือ หากไม่มีใครมาระรานเขาก่อน เขาก็จะไม่ไปยุ่งกับใคร แต่ถ้าเกิดมีใครหน้าไหนกล้ามาลองดีหรือทำตัวน่ารังเกียจใส่เขาละก็ เขาก็พร้อมจะด่ากราดสับแหลก จนอีกฝ่ายต้องร้องไห้เสียใจที่บังอาจมาแหยมกับคนอย่างเขา!
“แล้วอีกอย่างพวกเธอก็เลิกเอาเรื่องความเป็นลูกผู้ชายมาอ้างกับฉันด้วย ตอนนี้สังคมเขาเชิดชูความเท่าเทียมทางเพศกันแล้ว สตรีก็สามารถค้ำยันครึ่งแผ่นฟ้าได้ สหายผู้หญิงอย่างพวกเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าสหายผู้ชายอย่างพวกเราเลยสักนิด ดังนั้น เลิกเอาแต่คิดเอาเองว่า เป็นสหายผู้หญิงแล้วจะต้องได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสียที!”
คำพูดอันเฉียบขาดของฟู่ซีโจว ราวกับฝ่าเท้าที่กระทืบย่ำลงบนใบหน้าของจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนอย่างจัง ทว่า ในขณะเดียวกัน มันกลับทำให้ปัญญาชนหญิงอีกสองคนที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอด แอบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุดซึ้งในใจ
ยุคสมัยนี้มันเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิงก็ค้ำยันครึ่งแผ่นฟ้าได้แล้วจริงๆ
จะให้มาทำตัวหัวโบราณเหมือนยุคสังคมเก่า ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ดั่งท้องฟ้า ส่วนผู้หญิงก็ต้องคอยพึ่งพาและเกาะผู้ชายกินอย่างเดียวนั้น มันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
จากเดิมที่ปัญญาชนหญิงทั้งสองคนยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจหลี่เยี่ยนกับจ้าวเหมยอยู่บ้างเล็กน้อย แต่มาตอนนี้ ความสงสารเหล่านั้นกลับมลายหายวับไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือความเห็นใจใดๆ ให้กับสองคนนี้อีกเลย
............................