LNCrawler

บทที่ 19 เช่าบ้าน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 19 เช่าบ้าน


​
หวังต้าเกินจัดการพันถุงยาสูบเข้ากับกล้องยาสูบในมือจนแน่นกระชับ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา "เธอมีเรื่องอะไรงั้นหรอ?"
​
ฟู่ซีโจวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมพอจะมีวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้ได้อยู่ครับ"
​
สิ้นประโยคนั้น หวังต้าเกินรวมถึงบรรดาปัญญาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็พากันหันขวับมามองหน้าชายหนุ่มเป็นตาเดียว
​
ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยอธิบายต่ออย่างใจเย็น "ผมอยากจะขอเช่าบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านเพื่อพักอาศัยครับ ถ้าทำแบบนี้ ก็จะช่วยให้มีพื้นที่ว่างเหลือเพิ่มขึ้นอีกสำหรับสหายคนอื่นๆ"
​
ดวงตาของหวังต้าเกินพลันทอประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที อันที่จริง เดิมทีเขาก็มีความคิดที่จะจัดสรรให้ปัญญาชนสักคนแยกไปพักอาศัยร่วมกับชาวบ้านอยู่เหมือนกัน ทว่าด้วยข้อจำกัดที่ว่าเรี่ยวแรงในการทำเกษตรของบรรดาปัญญาชนนั้นมักจะไม่ค่อยสู้งานหนักนัก.... ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยงหยางจึงไม่ค่อยจะชอบพอและยินดีต้อนรับปัญญาชนเหล่านี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกปัญญาชนหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึง ทว่า หากเป็นการจ่ายเงินเพื่อขอเช่าพักอาศัยล่ะก็ สถานการณ์มันย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
​
หวังต้าเกินพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย "นับว่าเป็นความคิดที่ดีทีเดียว แล้วเธอตั้งใจจะจ่ายค่าเช่าให้เดือนละเท่าไหร่ล่ะ?"
​
"เดือนละห้าหยวนครับ" ฟู่ซีโจวตอบกลับอย่างฉะฉาน ชายหนุ่มยังคงเอ่ยเสริมต่อเพื่อความชัดเจน "ผมเพียงแค่ขอเช่าพื้นที่สำหรับหลับนอนเท่านั้น จะไม่ร่วมรับประทานอาหารกับชาวบ้าน และแน่นอนว่าจะไม่ไปเบียดเบียนส่วนแบ่งเสบียงอาหารของพวกเขาด้วยครับ"
​
หวังต้าเกินแย้มยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ "ตกลง งั้นเดี๋ยวฉันจะจัดการธุระเรื่องนี้ให้เอง"
​
ทว่าฟู่ซีโจวกลับรีบเอ่ยสมทบข้อแม้ของตนเองเพิ่มขึ้นมาอีกข้อ "หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ สำหรับเรื่องที่พัก ผมมีเงื่อนไขเพียงแค่ข้อเดียวเท่านั้น คือครอบครัวของชาวบ้านหลังนั้นจะต้องไม่มีคนอาศัยอยู่พลุกพล่านจนเกินไป และทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรมีผู้หญิงร่วมชายคาอยู่ด้วยครับ ทำแบบนี้จะได้ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกกวนใจที่อาจจะตามมาในภายหลังได้มากทีเดียว"
​
การที่เขาจงใจเสนอเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ออกมา เป้าหมายที่แท้จริงก็เพื่อเล็งเป้าไปที่บ้านของ 'ตาเฒ่าหวัง' ซึ่งตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านนั่นเอง ตาเฒ่าหวังครองตัวเป็นโสดมาตลอดทั้งชีวิต ไม่เคยแต่งงานมีภรรยา ส่วนลูกสาวบุญธรรมที่แกเคยรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ก็ดันมาด่วนจากโลกนี้ไปเสียตั้งแต่ตอนที่แกเพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ดังนั้น ในเวลานี้ แกจึงเป็นเพียงแค่ชายชราผู้โดดเดี่ยวเดียวดาย ซ้ำร้ายอายุที่มากขึ้นก็ทำให้หูตาเริ่มฝ้าฟางและหูตึงไปมากแล้ว
​
ในอดีตชาติ เฉินเหวินอวี่ก็ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อเข้าไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตาเฒ่าหวังหลังนี้นี่แหละ ซึ่งมันช่างประจวบเหมาะและอำนวยความสะดวกให้เขาสามารถลักลอบเป็นชู้ คบชู้สู่สาวกับบรรดาสะใภ้สาวในหมู่บ้านได้อย่างลับๆ ล่อๆ โดยไม่มีใครระแคะระคาย กว่าความลับดำมืดนี้จะแดงขึ้นมาจนถูกคนในหมู่บ้านบุกเข้าไปจับได้คาหนังคาเขาก็ปาเข้าไปตั้งหนึ่งปีให้หลัง
​
สิ่งที่ฟู่ซีโจวต้องการก็คือความสงบและความเป็นส่วนตัวตรงจุดนี้นี่เอง ยิ่งไปกว่านั้น ทำเลที่ตั้งท้ายหมู่บ้านยังอยู่ใกล้กับบริเวณคอกวัวมากอีกด้วย หากเขาต้องการจะแอบลอบไปเยี่ยมเยียนพ่อกับแม่เมื่อใด มันก็ย่อมจะสะดวกสบายและรอดพ้นจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของผู้คนได้อย่างแน่นอน
​
หวังต้าเกินฉุกคิดถึงตาเฒ่าหวังท้ายหมู่บ้านขึ้นมาได้ในทันที ชายวัยกลางคนรีบเอ่ยตอบ "ถ้าอย่างนั้นก็พอจะมีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่ตรงตามเงื่อนไขของเธอพอดี"
​
"ท้ายหมู่บ้านมีตาเฒ่าแซ่หวังอาศัยอยู่ แกเป็นชายชราตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร อาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว แถมในบ้านก็ยังมีห้องว่างเหลืออยู่อีกหนึ่งห้องด้วย" เขาเว้นจังหวะการพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "แต่ว่านะ สภาพบ้านหลังนั้นมันค่อนข้างจะซอมซ่อทรุดโทรมไปสักหน่อย แถมตาเฒ่านั่นก็มีนิสัยแปลกประหลาดไม่เบา เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไปพักอยู่ที่นั่นจริงๆ?"
​
ฟู่ซีโจวตอบตกลงโดยแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิด "ขอแค่มีหลังคาคุ้มหัว บังแดดกันฝนได้ก็พอแล้วครับ ส่วนเรื่องอื่นผมไม่เกี่ยงทั้งนั้น"
​​
หวังต้าเกินเองก็คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าปัญหาใหญ่ระดับชาติที่กำลังกวนใจเขาอยู่ จะสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ ตาเฒ่าหวังถือเป็นครอบครัวที่ยากไร้ขัดสนขั้นวิกฤตประจำหมู่บ้าน ภายในบ้านไม่มีเรี่ยวแรงของคนหนุ่มสาวเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าแกไร้ซึ่งกำลังแรงงานโดยสิ้นเชิง ในยามปกติ แกแทบจะไม่สามารถหาแต้มงานมาแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงได้เลย ต้องอาศัยเพียงแค่เสบียงบรรเทาทุกข์จากทางคอมมูนและทางหมู่บ้านคอยประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น หากแกมีรายได้ประจำเพิ่มเข้ามาเดือนละห้าหยวนล่ะก็ ความเป็นอยู่ของตาเฒ่าหวังก็คงจะกระเตื้องและดีขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว
​
หวังต้าเกินจึงตบปากรับคำอย่างว่าง่าย "ตกลง งั้นก็เอาตามนี้แหละ! เจ้าหนุ่มเธอนี่ช่วยแบ่งเบาภาระและแก้ปัญหาปวดหัวให้ฉันไปได้มากทีเดียว! แต่ว่านะ... เธอจะพอจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปเลยรวดเดียวสามเดือนได้หรือเปล่า?"
​
"ไม่มีปัญหาเลยครับ" ฟู่ซีโจวรับคำอย่างหนักแน่น ชายหนุ่มล้วงมือหยิบธนบัตรสิบห้าหยวนออกมาส่งยื่นให้กับหวังต้าเกินทันที
​
ทางด้านจ้าวเหมยที่ยืนลอบมองตอนที่เขายื่นเงินสิบห้าหยวนออกไปอย่างง่ายดาย ภายในดวงตาของหล่อนก็พลันลุกโชนไปด้วยความโลภโมโทสันและความเคียดแค้นชิงชัง เงินพวกนั้นมันจะต้องเป็นเงินที่เขาหลอกสูบเลือดสูบเนื้อไปจากคุณป้าของเธออย่างแน่นอน! นั่นมันใช่เงินน้ำพักน้ำแรงของเขาซะที่ไหนกัน ถึงได้กล้าเอามาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแถมยังทำตัวใจป้ำควักจ่ายตั้งเดือนละห้าหยวนแบบนี้... หากคุณป้าของเธอมาล่วงรู้เรื่องนี้เข้าล่ะก็ มีหวังคงได้ปวดอกเจ็บกระดองใจตายแน่ๆ ไม่ต้องพูดถึงคุณป้าหรอก ลำพังแค่ตัวเธอเองก็ยังรู้สึกเจ็บใจแทนจนแทบกระอักเลือดอยู่แล้ว
​
จ้าวเหมยเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะแค่นเสียงแหลมเล็กหลุดด่าทอออกมาเบาๆ "ทำตัวหรูหราฟู่ฟ่าอย่างกับพวกนายทุนหน้าเลือดไม่มีผิด"
​
คำค่อนขอดนั้นดันลอยไปเข้าหูของหวังต้าเกินพอดี ชายวัยกลางคนจึงหันไปถลึงตาใส่จ้าวเหมยอย่างดุดัน "พวกเธออย่าได้เอะอะก็เที่ยวไปยัดเยียดข้อหาบ้าๆ บอๆ ให้สหายฟู่ส่งเดชแบบนี้นะ! การที่เขายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินจำนวนนี้ออกมา มันไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องที่พักอาศัยที่ไม่เพียงพอของจุดพักปัญญาชนได้เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขายังได้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับครอบครัวที่ตกทุกข์ได้ยากในหมู่บ้านของเราอีกด้วย!"
​
เมื่อถูกหวังต้าเกินตวาดพร้อมกับจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ จ้าวเหมยก็ถึงกับหดคอกลับไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมาอีก
​
เมื่อได้ยินคำพูดของหัวหน้าฝ่ายผลิต สีหน้าของเฉินเหวินอวี่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำทะมึนและดูไม่ได้ขึ้นมาในทันที เขาเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าจุดพักปัญญาชนนั้นมีพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับคน ซึ่งอันที่จริง ภายในใจของเขาก็แอบคิดคำนวณและวางแผนเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว ว่าจะใช้โอกาสนี้เสนอตัวขอย้ายไปพักอยู่ที่บ้านของตาเฒ่าหวังเสียเอง เพราะที่นั่นค่อนข้างเงียบสงบ ไม่ค่อยมีชาวบ้านเดินพลุกพล่าน ซ้ำยังมีห้องหับเป็นสัดเป็นส่วน แถมตาเฒ่าหวังก็ยังหูตึงอีกต่างหาก ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะสมและลงตัวที่สุด สำหรับการที่เขาจะแอบลักลอบนัดพบปะพลอดรักกับบรรดาสะใภ้สาวในหมู่บ้านอย่างลับๆ...
​
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า แผนการอันสวยหรูที่เขาวาดฝันไว้ จะมาถูกไอ้หนุ่มฟู่ซีโจวคนนี้ปาดหน้าเค้กแย่งชิงไปเสียได้! หนำซ้ำ อีกฝ่ายยังกล้าเสนอตัวยอมจ่ายเงินเพื่อขอเช่าอีกต่างหาก หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะยอมทุ่มทุนควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่าให้สูงกว่าเดือนละห้าหยวน ไม่อย่างนั้นหัวหน้าฝ่ายผลิตก็คงไม่มีทางยอมอนุมัติให้เขาย้ายไปอยู่ที่นั่นแทนอย่างแน่นอน และเมื่อเรื่องราวมันลงเอยเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็จำต้องทนอุดอู้อยู่ในจุดพักปัญญาชนอันคับแคบร่วมกับคนอื่นๆ ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
​
เมื่อลองนึกสภาพดูว่า ในวันข้างหน้า หากเขาต้องการจะแอบลักกินขโมยกิน ทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับพวกสะใภ้สาวในหมู่บ้าน ก็จำต้องระหกระเหินหลบๆ ซ่อนๆ ไปมุดตามสุมทุมพุ่มไม้หรือป่าละเมาะแทน แค่คิดก็ชวนให้อารมณ์เสียแล้ว สายตาที่เฉินเหวินอวี่ใช้จ้องมองไปยังฟู่ซีโจวในยามนี้ จึงไร้ซึ่งความคราบความสุภาพชนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป หากเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วงก็ยังพอทนทำเนาไปได้บ้าง ทว่าหากเป็นช่วงฤดูร้อนที่มียุงชุมบินว่อน หรือฤดูหนาวที่หิมะตกหนักจนขาวโพลน การต้องไปมุดป่าพลอดรักกันในสภาพอากาศเช่นนั้น มันช่างไม่เหมาะสมและไม่โรแมนติกเอาเสียเลย...
​
ทว่าหวังต้าเกินกลับไม่ล่วงรู้ถึงความขุ่นข้องหมองใจและแผนการสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของเฉินเหวินอวี่แม้แต่น้อย ชายวัยกลางคนหันไปเอ่ยสั่งการกับอีกฝ่ายเสียงเข้ม "สหายเฉิน เธอช่วยพาบรรดาสหายที่เหลือมุ่งหน้ากลับไปที่จุดพักปัญญาชนทีนะ แล้วก็จัดการเรื่องที่หลับที่นอนให้พวกเขาด้วยล่ะ"
​
เฉินเหวินอวี่ทำได้เพียงฝืนฉีกยิ้มจอมปลอมออกมาอย่างยากลำบาก "ตกลงครับ หัวหน้าฝ่ายผลิต"
​
และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นอันตกลงปลงใจกันตามนี้ ทางด้านปัญญาชนชาย แม้ว่าภายในใจลึกๆ จะแอบนึกอิจฉาตาร้อนที่ฟู่ซีโจวมีโอกาสได้แยกไปพักอาศัยอยู่อย่างเป็นส่วนตัวตามลำพัง ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าเช่าด้วยตัวเอง ต่างคนต่างก็จำต้องหุบปากเงียบ ไม่กล้าปริปากบ่นหรือเรียกร้องอะไรขึ้นมา
​
หยางเว่ยตงเดินปรี่เข้ามาขนาบข้างฟู่ซีโจว ก่อนจะใช้ข้อศอกกระทุ้งสีข้างอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ "ร้ายไม่เบานี่สหาย! เรื่องพรรค์นี้นายก็ยังอุตส่าห์หัวไวคิดออกได้อีกนะ"
​
ฟู่ซีโจวเพียงแค่กระตุกมุมปากยิ้มบางๆ ตอบรับ ก่อนจะได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วง "นายแยกไปอยู่คนเดียวแบบนั้น ถ้าเกิดมีปัญหาหรือเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็อย่าลืมส่งเสียงบอกกันบ้างล่ะ"
​
"อืม ได้สิ" ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำสั้นๆ
​
เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ หยางเว่ยตงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรให้มากความอีก ชายหนุ่มหมุนตัวเดินตามเฉินเหวินอวี่มุ่งหน้าไปยังจุดพักปัญญาชนพร้อมกับคนอื่นๆ ทว่าในจังหวะที่จ้าวเหมยกำลังจะก้าวเท้าเดินจากไป หล่อนก็ยังไม่วายหันขวับกลับมาตวัดสายตาถลึงใส่ฟู่ซีโจวอย่างเคียดแค้นชิงชังอีกระลอกหนึ่ง ฟู่ซีโจวเหลือบเห็นท่าทีนั้นเต็มสองตา ทว่าเขากลับรู้สึกคร้านเกินกว่าจะใส่ใจหรือเก็บเอามาเป็นอารมณ์
​
ทางด้านหวังต้าเกิน ชายวัยกลางคนจัดการเคาะกล้องยาสูบเข้ากับส้นรองเท้าสองสามทีเพื่อขจัดขี้เถ้า ก่อนจะเสียบมันเก็บเข้าที่เอวด้านหลังอย่างทะมัดทะแมง "เอาล่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปดูบ้านเอง"
​
ฟู่ซีโจวรีบคว้าถุงกระสอบสัมภาระของตนขึ้นมาถือไว้ แล้วก้าวเท้าเดินตามหลังไปอย่างกระชั้นชิด "รบกวนหัวหน้าฝ่ายผลิตแล้วนะครับ"
​
"จะมารบกงรบกวนอะไรกัน... การที่เธอยอมควักเงินจ่ายค่าเช่าบ้านแบบนี้ มันก็ถือว่าเธอได้ช่วยแบ่งเบาภาระและแก้ไขปัญหาอันน่าปวดหัวให้กับทางหมู่บ้านของเราไปได้มากโขทีเดียว ตาเฒ่าหวังแกได้เงินช่วยเหลือจากเธอไปก้อนหนึ่ง พอเอาไปรวมกับเงินสงเคราะห์จากทางคอมมูนและหมู่บ้าน ความเป็นอยู่ของแกก็คงจะพอลืมตาอ้าปากและใช้ชีวิตได้สุขสบายขึ้นกว่าเดิมบ้างล่ะนะ" หวังต้าเกินเอ่ยตอบกลับมาเจื้อยแจ้วขณะที่ยังคงก้าวเดินนำอยู่เบื้องหน้า
​
ฟู่ซีโจวเพียงแค่พยักหน้ารับเงียบๆ ภายในใจของเขารู้ดีว่า การขออาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับตาเฒ่าหวังในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่แผนการชั่วคราวเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาปรารถนาและต้องการอย่างแท้จริง ก็คือการได้ครอบครองบ้านพักส่วนตัวแบบแยกเดี่ยวเป็นสัดส่วน และอย่างน้อยๆ ตัวบ้านก็ต้องมีพื้นที่กว้างขวางพอให้แบ่งสรรปันส่วนได้ถึงสี่ห้องนอน
​
ที่ทำการของหมู่บ้านเซี่ยงหยางตั้งตระหง่านอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งมีระยะห่างจากท้ายหมู่บ้านอยู่พอสมควร ระหว่างทางที่เดินเท้าไป หวังต้าเกินก็ชวนฟู่ซีโจวพูดคุย พร้อมกับบอกเล่าแนะนำเรื่องราวความเป็นไปต่างๆ ภายในหมู่บ้านให้ชายหนุ่มได้รับฟังไปด้วย
​
"หมู่บ้านเซี่ยงหยางของเราเนี่ยนะ จะว่าใหญ่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ครั้นจะว่าเล็กมันก็ไม่ถึงกับเล็กเสียทีเดียว รวบรวมเบ็ดเสร็จแล้วก็มีลูกบ้านอาศัยอยู่ด้วยกันประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือนเห็นจะได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกเครือญาติที่ใช้นามสกุลแซ่หวังกันทั้งนั้น"
​
"ส่วนบ้านของตาเฒ่าหวังที่เธอจะต้องเข้าไปพักอาศัยน่ะ มันตั้งปลีกวิเวกอยู่ตรงบริเวณท้ายหมู่บ้านนู่น ระยะทางค่อนข้างจะห่างไกลจากจุดพักปัญญาชน แถมยังอยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนของชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องความเงียบสงบเป็นส่วนตัวล่ะก็ ที่นั่นนับว่าเงียบสงบเอามากๆ เลยเชียวล่ะ"
​
"แต่ตาเฒ่าหวังแกเป็นคนนิสัยค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย แถมยังไม่ค่อยช่างพูดช่างจา ถ้าไม่มีธุระปะปังอะไรสำคัญ เธอก็พยายามอย่าไปวุ่นวายหรือหาเรื่องกวนใจแกเลยจะดีกว่า ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันพักอาศัยไปแบบเงียบๆ นั่นแหละดีที่สุด"
​​
ฟู่ซีโจวเดินก้าวตามไปเงียบๆ เป็นผู้ฟังที่ดีพลางส่งเสียงตอบรับในลำคอเป็นระยะๆ หลังจากที่ใช้เวลาเดินเท้ากันมาได้ราวๆ สิบกว่านาที หวังต้าเกินก็ยกมือขึ้นชี้ไปยังบ้านดินเหนียวซอมซ่อหลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า "เอาล่ะ ถึงแล้ว หลังนั้นแหละ"
​
ฟู่ซีโจวเงยหน้าขึ้นพินิจพิจารณาภาพเบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบ้านดินเหนียวหลังค่อมเตี้ย สภาพของมันดูซอมซ่อและทรุดโทรมยิ่งกว่าบ้านเรือนหลังอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงอย่างเห็นได้ชัด หลังคามุงแฝกก็ดูหรอมแหรมหลุดลุ่ยราวกับฟันหลอ ยิ่งไปกว่านั้น ผนังบ้านด้านหนึ่งยังมีสภาพเอียงกระเท่เร่ คล้ายกับว่าหากมีพายุลมแรงพัดกระหน่ำผ่านมาเพียงสักวูบเดียว ตัวบ้านทั้งหลังก็พร้อมที่จะพังครืนถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
​
ส่วนบริเวณลานบ้านก็ถูกล้อมรั้วกั้นอาณาเขตเอาไว้อย่างลวกๆ แม้แต่บานประตูรั้วดีๆ สักบานที่ดูเป็นกิจลักษณะก็ยังไม่มีให้เห็น...
​
หวังต้าเกินเดินตรงดิ่งไปหยุดยืนอยู่หน้าบริเวณลานบ้าน ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วแผดเสียงตะโกนเรียกสุดลูกคอ "ลุงหวัง! ลุงหวังครับ! เปิดประตูบ้านหน่อยสิ!!"
​
ทว่าเขาต้องยืนตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานสองนาน กว่าที่เสียงกุกกักจากการเคลื่อนไหวจะดังเล็ดลอดออกมาจากภายในตัวบ้าน บานประตูไม้เก่าผุพังถูกแง้มเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญหู ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของชายชราผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกและมีหลังค่อมงุ้ม ยื่นศีรษะออกมาดูครึ่งหนึ่ง
​
"ต้าเกินเอ๊ย... นี่มันมืดค่ำดึกดื่นป่านนี้แล้ว เเกจะมาแหกปากเรียกวิญญาณใครที่ไหนกันห๊ะ?" น้ำเสียงของตาเฒ่าหวังแหบพร่าและสั่นเครือ ราวกับเสียงของฆ้องแตกๆ ที่ถูกตีอย่างไร้จังหวะ
​
ด้วยความที่รู้อยู่เต็มอกว่าชายชราตรงหน้ามีปัญหาเรื่องการได้ยิน หวังต้าเกินจึงจำต้องเปล่งเสียงตะโกนให้ดังกว่าปกติ "ผมพาคนมาอยู่เป็นเพื่อนลุงน่ะสิ! เจ้าหนุ่มนี่เป็นปัญญาชนที่เพิ่งจะเดินทางมาจากในเมืองนู่น เขาอยากจะขอเช่าห้องว่างในบ้านของลุงเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยน่ะ!"
​
นัยน์ตาฝ้าฟางขุ่นมัวของตาเฒ่าหวังค่อยๆ เคลื่อนย้ายเบนเป้าหมายมาหยุดอยู่ที่ร่างของฟู่ซีโจว ชายชราหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางกวาดสายตาสำรวจประเมินชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนทางด้านของฟู่ซีโจวนั้น เขาก็เพียงแค่ยืนตัวตรงนิ่งสงบ ปล่อยให้ชายชราจ้องมองสำรวจตรวจตราตนเองได้ตามสบายโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงหรือแสดงท่าทีอึดอัดใจใดๆ ออกมา....
​
"จะมาขอเช่าห้องงั้นเรอะ?" ตาเฒ่าหวังแค่นเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูกด้วยความแปลกใจ "รังหนูซอมซ่อพังๆ ของฉันเนี่ยนะ มันจะไปมีดีอะไรให้น่าเข้ามาอยู่กัน..."

........................