LNCrawler

บทที่ 20 หลินเจี้ยนเยี่ยรายงานตัวเข้าทำงาน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 20 หลินเจี้ยนเยี่ยรายงานตัวเข้าทำงาน


"เขาแค่ต้องการความสงบเท่านั้นแหละ" หวังต้าเกินเอ่ย พลางยื่นเงินสิบห้าหยวนที่ฟู่ซีโจวเพิ่งมอบให้เมื่อครู่นี้ส่งไปให้

‎
"ค่าเช่าเดือนละห้าหยวน แถมยังไม่เปลืองข้าวสารอาหารแห้งของลุง เวลาว่างเขาก็ยังช่วยเก็บฟืนให้ได้ด้วย ลุงจะตกลงไหมล่ะ? ถ้าตกลง นี่คือค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือนที่ปัญญาชนฟู่จ่ายให้ ต่อไปเขาก็จะจ่ายทีละสามเดือนแบบนี้แหละ"
‎
พอได้ยินเรื่องเงิน นัยน์ตาของตาเฒ่าหวังก็ทอประกายลุกวาวขึ้นมาทันที
‎
ลำพังตัวเขาทำงานเหน็ดเหนื่อยหลังขดหลังแข็งไปทั้งเดือน ก็แลกแต้มค่าแรงมาได้เพียงหยิบมือเดียว แค่จะเอาไปแลกของกินประทังชีวิตยังยากลำบาก ดังนั้นเมื่อมีทั้งเงินและแรงงานมาประเคนให้ถึงหน้าประตูบ้านแบบได้เปล่าเช่นนี้ หากปฏิเสธก็คงจะโง่เต็มทน
‎
ชายชรารีบดึงประตูเปิดออกกว้าง ก่อนจะคว้าเงินจากมือของหวังต้าเกินมาถือไว้แน่น
‎
"หัวหน้าฝ่ายผลิต ฉันขอพูดดักคอเอาไว้ก่อนเลยนะ ว่าบ้านของฉันมันก็มีสภาพแค่นี้แหละ ถ้าเกิดเขามาบ่นทีหลังว่ามันซอมซ่อเกินไปจนอยู่ไม่ไหว เงินก้อนนี้ฉันไม่คืนให้หรอกนะ!"
‎
"ตกลง เรื่องนี้ผมคุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว"
‎
เมื่อตกลงกันได้ หวังต้าเกินจึงหันไปกล่าวกับชายหนุ่ม "ปัญญาชนฟู่ ต่อไปคุณก็พักอยู่ที่นี่แหละนะ ถ้ามีเรื่องอะไรก็แวะไปหาฉันที่ที่ทำการหมู่บ้านได้ตลอดเลย"
‎
"พรุ่งนี้พวกปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ยังไม่ต้องลงแปลงทำงาน นายใช้เวลาช่วงสองวันนี้เตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับกินอยู่ไปพลางๆ ก่อนได้ ถ้าเกิดอยากจะเข้าเมืองล่ะก็ ตอนหกโมงเช้าจะมีเกวียนวัวจอดรออยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ถึงตอนนั้นก็ติดรถไปกับพวกเขาได้เลย"
‎
"เข้าใจแล้วครับ"
‎
ฟู่ซีโจวรับคำ แสร้งทำทีเป็นล้วงมือเข้าไปในย่ามกระสอบสาน แต่แท้จริงแล้วเขาแอบหยิบบุหรี่ต้าเฉียนเหมินซองหนึ่งออกมาจากมิติ แล้วยื่นส่งให้แก่หัวหน้าฝ่ายผลิต
‎
"หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดการพาผมมา รบกวนรับบุหรี่นี่ไว้สูบเถอะครับ"
‎
หวังต้าเกินถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ เขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าฟู่ซีโจวจะมอบบุหรี่ให้ตนเป็นสินน้ำใจ แถมยังเป็นบุหรี่ต้าเฉียนเหมินราคาแพงเสียด้วย
‎
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตนเองได้ออกแรงช่วยเหลือไปแล้วจริงๆ หวังต้าเกินจึงรับบุหรี่ซองนั้นมาเก็บใส่กระเป๋าไว้ด้วยความยินดี
‎
รอจนกระทั่งแผ่นหลังของหวังต้าเกินเดินลับสายตาไป ฟู่ซีโจวถึงได้ก้าวเท้าเดินเข้าไปในลานบ้าน พร้อมกับหยิบบุหรี่ต้าเฉียนเหมินออกมาอีกซองเพื่อมอบให้ตาเฒ่าหวัง
‎
"ไอ้หนุ่มนี่ ก็รู้ความไม่เบาเหมือนกันนี่นา..." ชายชรารับของมาอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ก่อนจะหรี่ตามองพึมพำ "แต่ก็อย่าหลงคิดไปเชียวว่าแค่บุหรี่ซองเดียวจะทำให้เธอตีเนียนมาแย่งเสบียงอาหารของฉันกินได้นะ!"
‎
ว่าจบก็ยกนิ้วชี้ไปยังห้องเช่าขนาดเล็กทางฝั่งทิศตะวันออก
‎
"เธอพักอยู่ที่ห้องนั้นแหละ แล้วนอกจากห้องนั้นก็ห้ามเดินเพ่นพ่านไปสุ่มสี่สุ่มห้าที่อื่นเด็ดขาด"
‎
สิ้นคำกล่าว ชายชราก็เลิกสนใจฟู่ซีโจวอีกต่อไป เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพักของตนเองแล้วจัดการปิดประตูลงกลอนดังฉับทันที
‎
ดูท่าทางคงจะเป็นตาเฒ่าที่หวงถิ่นและขี้ระแวงไม่เบาทีเดียว
‎
ขนาดกลางวันแสกๆ ยังปิดประตูลงกลอนแน่นหนาขนาดนี้ มิน่าเล่า เมื่อชาติที่แล้วเฉินเหวินอวี่ถึงสามารถลักลอบเล่นชู้ในบ้านหลังนี้ได้ตั้งหนึ่งปีเต็มๆ กว่าจะมีคนมาจับได้
‎
ฟู่ซีโจวหิ้วถุงกระสอบสานเดินตรงเข้าไปในห้องเล็กทางฝั่งตะวันออก.... ทันทีที่ผลักบานประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเหม็นหืนของเชื้อราก็พวยพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าอย่างจัง
‎
ภายในห้องมีหน้าต่างบานเล็กๆ อยู่เพียงบานเดียว ทำให้การรับแสงสว่างไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จะมีแสงสาดส่องเข้ามาให้พอมองเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อเปิดประตูทิ้งไว้เท่านั้น ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง ก็มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงหลังเดียว
‎
ชายหนุ่มยืนอึ้งไปชั่วขณะ รู้อย่างนี้... ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าบ้านของตาเฒ่าหวังจะมีให้แค่เตียงเปล่าๆ ล่ะก็ เขาคงจัดการกวาดเอาทั้งโต๊ะและเก้าอี้จากบ้านตระกูลหลินติดมือมาด้วยให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปแล้ว!
‎
ฟู่ซีโจวตัดสินใจเปิดประตูทิ้งเอาไว้เพื่อระบายอากาศ เขาหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งของหลินต้าจวินออกมาจากมิติ แล้วเดินไปตักน้ำจากบ่อน้ำมาเช็ดทำความสะอาดเตียงจนหมดจด ก่อนจะกลับมานั่งยองๆ อยู่ตรงธรณีประตูเพื่อรอเวลาให้เตียงแห้งสนิท
‎
ระหว่างนั้น เขาจึงเพ่งจิตสั่งการเพื่อเปิดหน้าต่างกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของของระบบขึ้นมาตรวจสอบ
‎
นอกเหนือจากข้อความแลกเปลี่ยนสินค้าของสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มแล้ว ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่แท็กเรียกชื่อของเขาโดยตรง
‎
เถ้าแก่หวังเขียงหมู: [เจ้าพ่อเสบียง ฉันเอาเหรียญเงินที่แลกกับนายไปให้ร้านขายของเก่าดูแล้ว นายเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น! บรรดาเถ้าแก่ร้านของเก่าต่างพากันรุมแย่งจะขอซื้อเหรียญเงินนี้ด้วยราคาสูงลิ่วกันทั้งนั้น ของดีจริงๆ ด้วย! นายยังมีของอะไรอยากจะเอามาแลกเปลี่ยนอีกไหม? ฉันยินดีสู้ราคาแบบไม่อั้นเลยนะ!]
‎
ขาข้างที่ยังดีของคนขาเป๋: [เถ้าแก่หวัง นายแลกไปตั้งเยอะแล้วนะ โอกาสต่อไปมันต้องตกเป็นคิวของฉันบ้างสิ]
‎
เสี่ยวจางผู้ไม่เคยกลับมือเปล่า: [ของเก่าของพี่เจ้าพ่อเสบียงมันยอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันก็อยากจะแลกบ้างเหมือนกัน! ลูกพี่ หันมามองฉันทางนี้หน่อย พี่อยากได้อะไรฉันหามาประเคนให้ได้หมดเลยนะ!] ***(เสี่ยวจางผู้ไม่เคยกลับมือเปล่า คือ ศัพท์สแลงภาษาจีนเกี่ยวกับพวกคนชอบตกปลา หมายถึง เสี่ยวจางจะไม่มีวันกลับบ้านมือเปล่าจากการตกปลา หรือ เสี่ยวจางผู้ไม่มีวันยอมกลับมือเปล่า ต่อให้ตกปลาไม่ได้ ก็ต้องเด็ดผักหรือหยิบก้อนหินกลับบ้าน)***
‎
ฟู่ซีโจวยกมือขึ้นลูบปลายคางเบาๆ พลางครุ่นคิดถึงแผนการอัปเกรดระบบในขั้นตอนต่อไป
‎
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการเร่งสะสมพลังงานเพื่ออัปเกรดให้ถึงเลเวลสามโดยเร็วที่สุด เพื่อปลดล็อกมิติพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ หากภายในมิติแห่งนั้นมีน้ำพุวิเศษสำหรับใช้รดน้ำต้นไม้เหมือนอย่างที่พวกนิยายทะลุมิติยุคหลังๆ ชอบเขียนเอาไว้ล่ะก็ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถผลิตวัตถุดิบชั้นยอด ไปแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงสารพัดชนิดกับผู้คนในกลุ่มแชตได้อย่างมหาศาล
‎
หากเป็นเช่นนั้น บรรดาของเก่าและเหรียญเงินทั้งหลายที่รวบรวมมาได้ ก็จะสามารถเก็บสะสมเอาไว้เป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต ช่วยให้พวกเขาสุขสบายโดยไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตไปได้อีกหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว
‎
พอตระหนักได้ว่าความคิดของตนเริ่มจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล ฟู่ซีโจวก็รีบดึงสติกลับมา แล้วใช้จิตสำรวจตรวจตราดูของเก่าที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในมิติอีกครั้ง จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับแจกันกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ใบหนึ่ง
‎
ฟู่ซีโจวยังคงจดจำเรื่องราวเกี่ยวกับแจกันกระเบื้องเคลือบใบนี้ได้ดี เมื่อชาติที่แล้ว หลังจากที่เขาศึกษาเรื่องวงการแสตมป์จนทะลุปรุโปร่ง เขาก็ได้หันไปให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับของเก่าต่อ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญถึงขั้นแยกแยะของแท้หรือของปลอมได้ด้วยตาเปล่าในปราดเดียว แต่เขาก็รับรู้ถึงมูลค่าความล้ำค่าของวัตถุโบราณชิ้นหลักๆ เป็นอย่างดี
‎
สำหรับแจกันกระเบื้องเคลือบใบนี้ หากนำไปประเมินราคาในยุคปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้ถือว่าเป็นของเก่าที่เลิศเลอหรือมีราคาแพงระยับอะไรมากมายนัก โดยน่าจะมีมูลค่าอยู่แค่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้น ทว่าถ้าหากนำมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าในตอนนี้ พลังงานที่ได้รับกลับมาก็น่าจะมากเพียงพอสำหรับการอัปเกรดระบบอย่างแน่นอน
‎
ฟู่ซีโจวใช้จิตสำนึกสั่งการอัปโหลดรูปถ่ายของแจกันกระเบื้องเคลือบใบนั้นลงไปในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของทันที
‎
[แจกันกระเบื้องเคลือบยุคปลายราชวงศ์ชิง ขอแลกกับถ่านหินหกตัน ถุงมือผ้าฝ้ายสำหรับทำงานสิบคู่ ผลไม้สดไม่จำกัดสายพันธุ์สิบชั่ง ผักสดไม่จำกัดสายพันธุ์ยี่สิบชั่ง นอกจากนี้ยังต้องการยารักษาไข้หวัดแบบออกฤทธิ์เร็ว ยาโรคกระเพาะ ยาลดไข้อย่างละหนึ่งกล่อง แล้วก็ขอคูปองชนิดต่างๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1976 ขึ้นไปอีกสักยี่สิบใบ ส่วนคูปองอาหาร... ขอรับเฉพาะคูปองอาหารระดับประเทศเท่านั้น]
‎
ทันทีที่เขากดส่งข้อความออกไป เถ้าแก่หวังเขียงหมูก็รีบตอบกลับมาทันควัน: [เจ้าพ่อเสบียง ไอ้รายการของที่อยู่ข้างหน้าน่ะฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ไอ้ของที่โผล่มาตอนท้ายนั่นมันคืออะไรกันแน่?]
‎
ฟู่ซีโจวพิมพ์ตอบกลับไป: [ก็พวกคูปองอาหาร คูปองเนื้อสัตว์ คูปองสินค้าอุตสาหกรรมอะไรทำนองนี้น่ะ ขอแค่เป็นของปี 1976 ขึ้นไปก็ใช้ได้หมดเลย]
‎
เสี่ยวจางผู้ไม่เคยกลับมือเปล่า: [เจ้าพ่อเสบียง นี่มันยุคศตวรรษที่ 21 เข้าไปแล้วนะ จะไปหาของโบราณพรรค์นั้นมาจากไหนกัน?]
‎
ประโยคนั้นทำให้ฟู่ซีโจวสามารถจับจุดสำคัญได้ในทันที... นั่นก็คือบรรดาสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มแชต ล้วนอาศัยอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 กันทั้งหมด!
‎
นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นยุคสมัยเดียวกับตอนที่เขาสิ้นใจตายไปหรอกหรือ?
‎‎
อันที่จริงแล้ว ด้วยข้าวของมากมายที่กวาดเรียบมาจากบ้านตระกูลหลิน ฟู่ซีโจวในเวลานี้ก็ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพึ่งพาคูปองเหล่านี้เท่าใดนัก แต่ถึงกระนั้น ในยุคเจ็ดศูนย์คูปองก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือเบิกทาง ผูกมิตร หรือจัดการธุระปะปังต่างๆ ได้ในเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งข้าวของบางอย่างก็ยังถูกจำกัดให้สามารถหาซื้อได้เฉพาะในยุคนี้เท่านั้น การเตรียมพร้อมพกของพวกนี้ติดตัวเอาไว้บ้างจึงยังคงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง
‎
เมื่อเห็นว่าฟู่ซีโจวเงียบหายไป เถ้าแก่หวังเขียงหมูจึงรีบพิมพ์ข้อความมาเจรจาต่อรอง: [เจ้าพ่อเสบียง เอาแบบนี้ดีไหม? สำหรับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ฉันขอเว้นเรื่องคูปองเอาไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่ในการแลกเปลี่ยนครั้งหน้า อย่างน้อยนายก็ต้องให้เวลาพวกเราไปตามหาของพวกนั้นหน่อยสิ]
‎
ฟู่ซีโจวลอบคิดในใจว่า เงื่อนไขที่เขาตั้งไปเมื่อครู่อาจจะดูสร้างความลำบากใจให้ฝั่งนั้นมากเกินไปหน่อยจริงๆ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพิมพ์เพื่อลดหย่อนเงื่อนไข จู่ๆ สมาชิกในกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า เถ้าแก่เซี่ยคนขายปู ก็ส่งข้อความสวนขึ้นมาเสียก่อน: [คูปองพวกนี้คุณย่าของฉันน่าจะมีเก็บสะสมเอาไว้อยู่นะ เจ้าพ่อเสบียงรอสักแป๊บได้ไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันขอเวลาวิ่งไปหาคุณย่าที่บ้านก่อน รับรองว่าไม่เกินครึ่งชั่วโมงน่าจะให้คำตอบนายได้แน่]
‎
ฟู่ซีโจว: [ตกลง]
‎
เถ้าแก่หวังเขียงหมู: [อ๊ากก เฒ่าแก่เซี่ย ฉันเกลียดนาย! กล้าดีมาแย่งชิงของล้ำค่าตัดหน้าฉันไปได้นะ!]
‎
เถ้าแก่เซี่ยคนขายปู: [ฮี่ๆ จะโทษใครได้ล่ะ ก็ของที่เจ้าพ่อเสบียงเอามาลงมันช่างล้ำค่าซะขนาดนี้นี่นา!]
‎
เมื่อเห็นว่าแผ่นไม้บนเตียงนอนเริ่มแห้งสนิทดีแล้ว ฟู่ซีโจวก็คร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงกับบรรดาเพื่อนร่วมกลุ่มแชตอีก เขาจัดแจงเดินไปปิดประตูห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียง ก่อนจะนึกสื่อสารกับระบบในใจว่า
‎
"ระบบ เดี๋ยวถ้ามีข้อความแจ้งเตือนการแลกเปลี่ยนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับฉันเข้ามา ก็ช่วยส่งสัญญาณเตือนฉันด้วยก็แล้วกัน"
‎
ระบบ: [...]
‎
นี่มันคือระบบสุดยอดอัจฉริยะนะเว้ย ไม่ใช่นาฬิกาปลุกสักหน่อย!
‎
ทว่าเมื่อประมวลผลดูอีกที ในเมื่อสิ่งที่โฮสต์กำลังดำเนินการอยู่ ล้วนเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การอัปเกรดระดับของระบบด้วยกันทั้งสิ้น ระบบปัญญาประดิษฐ์จึงทำได้เพียงยอมจำนนและตอบรับแต่โดยดี
‎
[รับทราบครับโฮสต์]
‎
ฟู่ซีโจวค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ หลังจากที่ต้องทนเดินเท้ามาอย่างเหน็ดเหนื่อยแทบจะตลอดทั้งวัน ร่างกายของเขาก็อ่อนล้าเต็มทน ตอนนี้ถึงเวลาที่เขาต้องพักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่เสียที
‎
........
ในขณะเดียวกันนั้นเอง บริเวณด้านนอกประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องจักรกล
‎
หลินเจี้ยนเยี่ยกำลังยืนรออยู่ด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งเอวและหน้าขา วันนี้เขาอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางมารายงานตัวเข้าทำงานที่โรงงาน ทว่าผลสุดท้ายกลับถูกลุงยามเฝ้าประตูขวางทางเอาไว้เสียอย่างนั้น แถมยังโดนไล่ตะเพิดด้วยเหตุผลที่ว่า ‘บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณพื้นที่โรงงานเด็ดขาด’
‎
เมื่อเขาพยายามอธิบายชี้แจงว่าตนเองคือพนักงานใหม่ที่เพิ่งจะได้รับการบรรจุ อีกฝ่ายก็สวนกลับมาทันทีด้วยการขอดูเอกสารแจ้งรับเข้าทำงานเป็นหลักฐานยืนยัน
‎
พอเจอคำขอนั้นเข้าไป หลินเจี้ยนเยี่ยก็ถึงกับยืนใบ้กินไปชั่วขณะ เพราะตอนที่จัดการเรื่องการโอนย้ายตำแหน่งงานกันก่อนหน้านี้ เขายังไม่เคยได้รับเอกสารหนังสือแจ้งเตือนการเข้าทำงานอะไรเทือกนั้นมาเลยสักนิด!
‎
หลังจากที่โวยวายอาละวาดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของโรงงานด้วยความยากลำบาก ทว่าเมื่ออีกฝ่ายสอบถามชื่อแซ่ของเขาจบ ก็กลับให้คำตอบมาอย่างเย็นชาว่า...
‎
"ทางฝ่ายเรายังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการบรรจุเข้าทำงานของคุณเลยนะ ทางเราเองก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเหมือนกัน ใครเป็นคนจัดการเรื่องเข้าทำงานให้คุณ คุณก็กลับไปตามเรื่องกับคนนั้นเอาเองเถอะ"
‎
หลินเจี้ยนเยี่ยหมดหนทาง จึงได้แต่หันไปออกคำสั่งกับลุงยามเฝ้าประตูว่า "ผู้อำนวยการเว่ยเป็นคนจัดการเดินเรื่องให้ผม ลุงช่วยเข้าไปเรียกเขาออกมาให้ผมหน่อยสิ"
‎
ทว่าลุงยามกลับมองตรงมาที่เขาด้วยสายตาที่ราวกับกำลังมองคนบ้า
‎
"ถ้าหากว่าผู้อำนวยการเว่ยเป็นคนจัดการเดินเรื่องให้นายจริงๆ แล้วทางฝ่ายบุคคลจะไม่มีประวัติการลงทะเบียนของนายหลงเหลืออยู่ได้ยังไงกัน?" เอ่ยจบก็ยกมือขึ้นโบกไล่ตะเพิดอย่างไม่ไยดี "ไปๆๆ รีบไสหัวไปให้พ้นๆ เลยนะ อย่ามาหาเรื่องสร้างความวุ่นวายให้ฉัน!"
‎
หลินเจี้ยนเยี่ยโกรธจัดจนยืนกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความโมโห แต่ถึงกระนั้น เขาก็ทำได้เพียงแค่ยืนทนรออยู่ที่หน้าประตูโรงงานต่อไป...
‎
เขายืนทนรอตั้งแต่เช้าจรดบ่ายคล้อย ในที่สุดก็ได้เห็นเงาร่างของผู้อำนวยการเว่ยที่กำลังปั่นจักรยานกลับเข้ามายังโรงงาน
‎
"ผู้อำนวยการเว่ยครับ!" หลินเจี้ยนเยี่ยรีบร้องตะโกนเรียกเสียงหลง พร้อมกับพุ่งถลาตัวเข้าไปขวางหน้าจักรยานทันที
‎
ผู้อำนวยการเว่ยรีบกำเบรกจนตัวโก่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความมึนงง "คุณคือใครกัน?"
‎
"ผู้อำนวยการเว่ย นี่ผมเองครับ หลินเจี้ยนเยี่ยไง! เมื่อสองวันก่อนที่ฟู่ซีโจวตกลงยกตำแหน่งงานมาให้ผม ท่านลืมไปแล้วเหรอครับ?"
‎
ผู้อำนวยการเว่ยพยักหน้าหงึกหงักตอบรับ "อ้อ ฉันนึกออกแล้ว ฟู่ซีโจวมาทำเรื่องโอนย้ายตำแหน่งงานไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ"
‎
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บนใบหน้าของหลินเจี้ยนเยี่ยก็เผยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ "ใช่ๆๆครับ เป็นผมเอง เอ่อออ.... เเต่ว่าท่านลืมแจ้งเรื่องนี้กับทางฝ่ายบุคคลหรือเปล่าครับ? พวกเขาบอกว่าผมไม่ใช่พนักงานของโรงงานเครื่องจักรกล เลยไม่ยอมอนุญาตให้ผมเข้าไปข้างใน..."
‎
............................