บทที่ 22 พ่อแม่ลำเอียง
บทที่ 22 พ่อแม่ลำเอียง
จ้าวชุนฮวาวางแผนการเอาไว้ในใจดิบดีแล้ว ทว่าพอได้ยินประโยคนั้นของหลินเจี้ยนเยี่ย หล่อนก็เผลอหลุดปากออกไปตามสัญชาตญาณทันทีว่า "ถ้าไม่มีงานทำก็..."
ทว่าพูดได้แค่นั้นหล่อนก็ต้องชะงักกึก หันขวับไปจ้องหน้าลูกชายเขม็ง "เมื่อกี้ลูกว่าอะไรนะ? ลองพูดใหม่อีกทีซิ!"
"ผมยังไม่มีงานทำครับ..." หลินเจี้ยนเยี่ยก้มหน้าคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญมาตลอดทั้งวันให้ผู้เป็นแม่ฟังอย่างละเอียด "วันนี้พอผมไปถึงโรงงาน คนของฝ่ายบุคคลก็บอกว่าไม่ได้รับเรื่องแจ้งการบรรจุเข้าทำงานของผมเลยสักนิด! เรื่องระยำทั้งหมดนี้ มันต้องเป็นแผนสกปรกที่ไอ้ฟู่ซีโจววางดักเอาไว้แน่ๆ!"
"ฟู่ซีโจว! ไอ้เด็กเดนตาย! ไอ้เดรัจฉาน!"
จ้าวชุนฮวาเดือดดาลจนร่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว เมื่อหวนนึกถึงการที่มันหลอกเชิดเงินของพวกเขาไปตั้งหนึ่งพันสองร้อยหยวน ซ้ำร้ายยังวางแผนส่งตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหล่อนไปตกระกำลำบากไกลถึงแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ความเคียดแค้นชิงชังก็พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด หล่อนนึกอยากจะคว้ามีดไปสับร่างของมันให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้!
หล่อนยกมือขึ้นทุบอกตัวเองอย่างแรงพลางกรีดร้อง "รู้อย่างนี้... ตอนนั้นพวกเราน่าจะจับมันกดถังน้ำส้วมให้ตายซะตั้งแต่แรก! โทษฉันเอง! เป็นเพราะความใจอ่อนของฉันเองแท้ๆ!"
จ้าวชุนฮวารู้สึกเจ็บใจจนแทบกระอัก หล่อนเอาแต่ทุบอกชกตัว ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายปิ่มว่าจะขาดใจ
ทางด้านหลินต้าจวินก็ถึงกับยืนหน้าเหวอทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน พอได้สติก็หันไปตวาดใส่ลูกชาย "แล้วตอนที่จัดการเรื่องนั้น ทำไมแกถึงไม่รู้จักเบิกตาดูให้มันดีๆ ฮึ!"
หลินเจี้ยนเยี่ยรีบแก้ตัวเสียงหลง "พ่อคิดว่าผมไม่ได้ดูให้ดีงั้นหรอครับ? ไอ้สารเลวฟู่ซีโจวมันยัดเงินซื้อตัวไอ้แก่แซ่เว่ยไปแล้วต่างหาก! สองคนนั้นมันรวมหัวกันขุดหลุมพรางหลอกผม ผมถึงได้พลาดท่าตกลงไปในกับดักของพวกมันไงล่ะ!"
หลินต้าจวินหันกลับมาตวาดใส่จ้าวชุนฮวา "หยุดร้องไห้โวยวายได้แล้ว! รีบตั้งสติแล้วมาช่วยกันคิดหาทางออกดีกว่าว่าจะเอายังไงต่อไป!"
ที่ผ่านมาพวกเขายอมทุ่มเทงัดเอาสารพัดวิธีมาใช้ เพื่อบีบบังคับให้ฟู่ซีโจวยอมโอนย้ายตำแหน่งงานมาให้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้หลินเจี้ยนเยี่ยรอดพ้นจากการถูกเกณฑ์ลงชนบทไม่ใช่หรืออย่างไร?
ทว่าบัดนี้ ฟู่ซีโจวไม่เพียงแต่จะโอนงานไปให้คนอื่นหน้าตาเฉย แต่ยังกล้าถึงขั้นปลอมลายมือของหลินเจี้ยนเยี่ยไปลงชื่อสมัครลงชนบทแทนเสียอีก...
สมาชิกครอบครัวหลินทั้งสามคนในเวลานี้ ล้วนมีไฟอาฆาตแค้นลุกโชนสุมอก แทบอยากจะสับฟู่ซีโจวให้แหลกเป็นชิ้นๆ
จังหวะนั้นเอง หลินจือจือก็ผลักประตูบ้านเข้ามาพอดี ทันทีที่เห็นพ่อแม่และพี่ชายคนโตยืนรวมตัวหน้าดำคร่ำเครียดกันอยู่กลางลานบ้าน หญิงสาวก็ชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเธอก็คร้านที่จะเอ่ยปากไถ่ถามถึงสาเหตุ
เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่ฟู่ซีโจวกวาดทรัพย์สินในบ้านไปจนเกลี้ยง สมาชิกทุกคนก็เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์เช่นนี้มาตลอดหลายวัน จนเธอเริ่มจะชินชาเสียแล้ว "มื้อเย็นเสร็จหรือยังคะ? หนูหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว..."
จ้าวชุนฮวาลอบสบตากับสองพ่อลูกอย่างเงียบๆ แม้จะไม่มีใครปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่าสายตาที่ประสานกันกลับสื่อถึงความเข้าใจในแผนการบางอย่างได้อย่างลึกซึ้ง
หล่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน "เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวให้เดี๋ยวนี้แหละ"
เพียงไม่นานอาหารมื้อเย็นก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ กับข้าววันนี้มีเพียงผัดผักกาดขาวหนึ่งจาน ผักกาดดองเค็มหนึ่งจาน และซุปข้าวโพดที่ใสแจ๋วเสียจนแทบจะส่องเห็นเงาหน้าคนได้อีกหนึ่งกะละมัง
ทันทีที่หลินจือจือกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะ ใบหน้าของเธอก็พลันหงิกงอลงทันควัน "นี่ต้องกินของพวกนี้อีกแล้วเหรอคะ?"
เธอกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรงพลางเริ่มเหวี่ยงอารมณ์ฉุนเฉียว "แม่ไปยืมเงินจากยายมาแล้วไม่ใช่หรือไง? พอจะเจียดเงินไปซื้อเนื้อมาทำกับข้าวสักหน่อยไม่ได้เลยหรอ รอให้เงินเดือนเดือนหน้าออกค่อยเอาไปคืนก็สิ้นเรื่อง!"
หากเป็นเมื่อวาน จ้าวชุนฮวาคงจะแหกปากด่าทอหลินจือจือฉอดๆ ไปแล้ว ทว่าในเวลานี้หล่อนกลับสงบปากสงบคำอย่างผิดวิสัย
หล่อนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเงินสองหยวนกับคูปองอาหารปรุงสุกอีกหนึ่งใบส่งให้หลินเจี้ยนเยี่ย "เจี้ยนเยี่ย ลูกรีบวิ่งไปที่ร้านอาหารแล้วซื้อไก่ย่างมาสักตัวไป"
หลินเจี้ยนเยี่ยรับเงินและคูปองมาไว้ในมือ ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วจ้ำอ้าวออกไปทันที เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็เดินหิ้วไก่ย่างตัวอวบที่ห่อด้วยกระดาษซับมันกลับมา กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน
จ้าวชุนฮวารับห่อไก่ย่างมาจัดการคลี่กระดาษออก จากนั้นก็ลงมือฉีกน่องไก่ชิ้นที่อวบอ้วนที่สุดทั้งสองชิ้นไปวางแหมะลงในชามของหลินจือจือ "กินซะสิลูก"
หลินจือจือถึงกับทำตัวไม่ถูก ทั้ง ประหลาดใจและระคนดีใจ "แม่คะ... นี่มัน..."
เพราะนับตั้งแต่ที่หลินเจี้ยนเยี่ยเดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน ของอร่อยทุกอย่างล้วนตกถึงท้องของพี่ชายคนโตทั้งสิ้น แค่ได้กินปีกไก่สักชิ้นเวลาซื้อไก่ย่างมากินก็ถือว่าบุญโขแล้ว ส่วนใหญ่เธอจะได้กินก็แค่เนื้ออกไก่ฝืดคอ แต่นี่จ้าวชุนฮวากลับยกน่องไก่ชิ้นโตให้เธอถึงสองชิ้นรวด หลินจือจือจึงตื่นเต้นดีใจเสียจนพูดอะไรไม่ออก
จ้าวชุนฮวายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความหรอก รีบๆ กินเข้าไปเถอะ"
หลินจือจือพยักหน้ารับรัวๆ ก่อนจะคว้าน่องไก่ขึ้นมากัดแทะอย่างเอร็ดอร่อย
ทางด้านหลินเจี้ยนเยี่ยได้แต่มองน่องไก่ชิ้นโตในชามน้องสาวสลับกับชามข้าวของตนเอง ปากก็ขมุบขมิบคล้ายอยากจะเอ่ยท้วง ทว่าสุดท้ายเขาก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอไปโดยไม่กล้าโวยวายใดๆ ออกมา
พอรับประทานอาหารเสร็จ จ้าวชุนฮวาก็ออกคำสั่งให้หลินเจี้ยนเยี่ยเป็นคนเก็บถ้วยชามไปล้าง พฤติกรรมอันผิดแปลกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้ในที่สุดหลินจือจือก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ "แม่คะ... แม่เป็นอะไรไปหรือเปล่า?"
ปกติแล้วเวลาที่ฟู่ซีโจวไม่อยู่บ้าน หน้าที่เก็บล้างถ้วยชามล้วนตกเป็นของเธอมาโดยตลอด ทว่าวันนี้จู่ๆ แม่เกิดนึกครึ้มอะไรขึ้นมา ถึงได้สั่งให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างหลินเจี้ยนเยี่ยเป็นคนจัดการ?
ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของหญิงสาว "แม่คะ... แม่คงไม่ได้คิดจะขายฉันออกเรือนเพื่อแลกกับสินสอดหรอกใช่ไหม?"
จ้าวชุนฮวาถลึงตาใส่ลูกสาว "พูดจาเหลวไหลอะไรของแก!" ก่อนจะลดเสียงลง "ตามแม่เข้ามาในห้องหน่อยสิ แม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย"
หลินจือจือเดินตามหลังผู้เป็นแม่เข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย ขณะที่หลินต้าจวินและหลินเจี้ยนเยี่ยยังคงนั่งรออยู่ด้านนอก ทั้งสองต่างเงี่ยหูรอฟังความเคลื่อนไหวภายในห้องอย่างใจจดใจจ่อ
ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง จ้าวชุนฮวาก็เริ่มเล่าเรื่องราวความชั่วร้ายของฟู่ซีโจวที่วางแผนลอบกัดครอบครัวพวกเขาให้หลินจือจือฟังจนหมดเปลือก
หลินจือจือถึงกับนั่งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "ถ้าอย่างนั้น... ตอนนี้พี่ใหญ่ก็ไม่มีงานทำ แถมยังต้องถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่ชนบทในแถบตะวันตกเฉียงเหนือด้วยงั้นหรือคะ?"
"ใช่แล้วล่ะ" จ้าวชุนฮวาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของลูกสาว "หนังสือแจ้งลงชนบทก็ส่งมาแล้ว แถมตำรวจก็ยังมาถึงบ้าน เรื่องนี้กลายเป็นข้อสรุปที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ยังไงพี่ชายของแกก็ต้องไปลงชนบท ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เด็ดขาด"
หลินจือจือขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล "แล้วทีนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ? สถานที่ทุรกันดารห่างไกลอย่างตะวันตกเฉียงเหนือแบบนั้น ขืนถูกส่งตัวไปแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้"
"เพราะแบบนี้ไงล่ะ แม่ถึงต้องมาคุยกับลูก" จ้าวชุนฮวาเอื้อมมือไปกอบกุมมือของลูกสาวเอาไว้แน่น "จือจือเอ๊ย... ตอนนี้มีแค่ลูกคนเดียวเท่านั้นนะที่จะสามารถช่วยชีวิตพี่ชายของลูกได้"
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายในใจของหลินจือจือเริ่มก่อตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "แล้ว... แล้วหนูจะไปช่วยพี่เขาได้ยังไงล่ะคะ?"
"ลูกก็แค่โอนตำแหน่งงานของลูกให้พี่เขาซะสิ" จ้าวชุนฮวาเอ่ยเสียงเรียบ "ขอเพียงแค่พี่เขามีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง พวกเราก็สามารถบุกไปร้องเรียนที่อำเภอได้ว่าคณะกรรมการชุมชนทำงานผิดพลาด เท่านี้พี่ชายของลูกก็ไม่ต้องระเห็จไปลงชนบทแล้วไงล่ะ"
หลินจือจือสะดุ้งสุดตัวพลางกระชากมือกลับคืนมาทันควัน "แล้วตัวหนูล่ะคะ! ถ้าหนูยกงานให้พี่เขาไปแล้ว หนูจะเอาอะไรกิน!"
จ้าวชุนฮวาจ้องมองบุตรสาว ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าอย่างดิบดีออกมา "ยังไงเสีย บ้านเราก็หนีไม่พ้นต้องส่งคนใดคนหนึ่งไปอยู่ดี จือจือ... พี่ชายของลูกเป็นผู้ชายนะ เขาคือสายเลือดสืบทอดรากฐานของตระกูลหลิน จะปล่อยให้เขามีอันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"
"ลูกนั่นแหละ... ต้องเป็นคนไปลงชนบทแทนพี่เขา"
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น อารมณ์ของหลินจือจือก็พลันระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟปะทุ "จะให้หนูไปลงชนบทแทนงั้นเหรอ? แม่คะ... แม่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ! แล้วทำไมต้องเป็นหนูด้วยล่ะ!"
หญิงสาวแผดเสียงร้องลั่นห้อง "ที่นั่นมันทุรกันดารถึงตะวันตกเฉียงเหนือเลยเชียวนะ! ไม่ใช่สถานที่สวยงามน่าอยู่สักนิด! ถ้าขืนหนูถูกส่งตัวไป ชีวิตของหนูทั้งชีวิตก็เป็นอันพังพินาศกันพอดีสิคะ!"
"จะพังพินาศได้ยังไงกัน? พอไปถึงที่นั่นลูกก็แค่ตั้งใจทำงานประพฤติตัวให้มันดีๆ อดทนรอสักไม่กี่ปีเดี๋ยวเขาก็ส่งตัวกลับมาเองนั่นแหละ" จ้าวชุนฮวาพยายามเกลี้ยกล่อม
"ส่งตัวกลับมางั้นหรือ? แม่พูดออกมาได้ง่ายดายจังเลยนะคะ! แม่ก็แค่ลำเอียงเข้าข้างลูกชายเท่านั้นแหละ! เขาเป็นลูกชาย เป็นดั่งสายเลือดสืบทอดตระกูลหลิน แล้วหนูล่ะ... หนูไม่ใช่ลูกที่เกิดจากสายเลือดของตระกูลหลินเหมือนกันหรือไง!" หลินจือจือโกรธจัดจนขอบตาแดงก่ำรื้นไปด้วยน้ำตา
"เรื่องนี้มันเป็นความโง่เง่าของเขาเองแท้ๆ! ทางบ้านอุตส่าห์ยอมควักเงินให้ตั้งมากมาย แต่เขากลับจัดการเรื่องเข้าทำงานง่ายๆ แค่นี้ให้เรียบร้อยไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเอง แล้วทำไมหนูถึงต้องเป็นคนไปรับเคราะห์แทนเขาด้วยล่ะคะ!"
"หนูกับเขาก็เป็นลูกของแม่เหมือนกันทั้งคู่นะคะ! แล้วทำไมเขาถึงได้มีสิทธิ์เสวยสุขอยู่ในเมืองต่อไป ในขณะที่หนูกลับต้องถูกส่งตัวไปตกระกำลำบากในที่กันดารนกไม่วางไข่แบบนั้นด้วย!"
เมื่อเห็นว่าลูกสาวหัวแข็งไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม จ้าวชุนฮวาก็เริ่มบันดาลโทสะขึ้นมาบ้าง "นี่แกกล้าหาว่าฉันลำเอียงอย่างนั้นหรอ! แกเพิ่งจะสวาปามน่องไก่ชิ้นโตของฉันเข้าไปตั้งสองชิ้นรวด แกกะซวกลงท้องจนลืมบุญคุณไปหมดแล้วหรือยังไงฮะ นังลูกอกตัญญู!"
"น่องไก่สองชิ้นนั้น มันก็แค่เหยื่อล่อที่แม่เอามาอุดปากฉัน เพื่อแลกกับการส่งฉันไปตายแทนลูกชายสุดที่รักของแม่ไม่ใช่หรือไงล่ะ!" หลินจือจือแค่นเสียงหัวเราะหยันอย่างขมขื่น "ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะว่าไม่มีทางเด็ดขาด! ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมาแย่งงานของฉันไปได้! ถ้าจะต้องมีใครถูกส่งลงชนบทก็ให้ไอ้พี่จอมโง่เง่านั่นแหละไปเอง! โทษฐานที่มันโง่ดักดานจนปล่อยให้ฟู่ซีโจวหลอกเอาได้ไงล่ะ!"
"นังเด็กบ้าเห็นแก่ตัว!" เพียะ!
จ้าวชุนฮวาง้างมือฟาดฉาดเข้าที่ใบหน้าของหลินจือจืออย่างเต็มแรง "ฉันเป็นแม่ของแกนะ! ในเมื่อฉันสั่งให้แกไป แกก็ต้องไป! เลี้ยงดูอุ้มชูแกมาจนโตป่านนี้มันช่างเสียข้าวสุกจริงๆ ไม่รู้จักทดแทนบุญคุณ ช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่ชายของแกบ้าง"
หลินจือจือยกมือกุมแก้มที่บวมแดงฉานด้วยความตกตะลึง เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้เป็นแม่จะกล้าลงไม้ลงมือตบตีเธอถึงเพียงนี้ "ยังไงฉันก็ไม่ยอมไปเด็ดขาด! ถ้าอยากจะให้ใครไปนัก พวกแม่ก็ไปกันเองสิ! สรุปสั้นๆ เลยนะ ฉันจะไม่มีวันยอมยกงานให้ใครทั้งนั้น!"
ในขณะเดียวกัน สองพ่อลูกที่คอยยืนเงี่ยหูฟังอยู่ด้านนอกประตูตลอดเวลาก็พลอยเดือดพล่านตามไปด้วย โดยเฉพาะหลินเจี้ยนเยี่ย เมื่อได้ยินเต็มสองหูว่าน้องสาวบังอาจด่าว่าเขาโง่ดักดาน เขาก็หมดความอดทนลงในทันที ชายหนุ่มผลักบานประตูเปิดออกกว้าง ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปตบหน้าหลินจือจือฉาดใหญ่เต็มแรง
"หลินจือจือ! ฉันเป็นพี่ชายแท้ๆ ของแกนะ แกกล้าดียังไงถึงได้มาด่าฉันแบบนี้!" หลินเจี้ยนเยี่ยตวาดลั่น "ตราบใดที่มีฉันค้ำจุนอยู่ทั้งคน ตระกูลหลินของเราจะไม่มีวันล่มสลาย! แต่ถ้าเกิดฉันต้องมีอันเป็นไปขึ้นมาล่ะก็ ต่อให้แกจะได้เสวยสุขอยู่ในเมืองต่อไป แกก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข!"
หลินจือจือถูกตบจนหน้าหัน หูอื้ออึงไปชั่วขณะ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งสติ ฝ่ามือของหลินต้าจวินก็ฟาดเปรี้ยงซ้ำลงมาบนใบหน้าของเธออีกฉาดหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม
"นังลูกทรพี! พวกเราทนเลี้ยงดูอุ้มชูแกมาจนเติบใหญ่ขนาดนี้ เคยเอ่ยปากบังคับให้แกช่วยทำอะไรให้บ้างไหมฮะ!" หลินต้าจวินด่ากราด
"ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอนที่พี่ชายของแกคอยกอบโกยผลประโยชน์จากบ้านตระกูลฟู่ แกเองก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วยไม่ใช่น้อย แกเสวยสุขรับผลประโยชน์ไปตั้งมากมาย พอมาตอนนี้แค่จะให้ช่วยกอบกู้สถานการณ์ของพี่ชายแกนิดหน่อย มันจะเป็นจะตายขึ้นมาเลยหรือยังไงกัน! สำหรับเรื่องนี้ ไม่ว่าแกจะเต็มใจหรือถูกบังคับ ยังไงทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามแผนนี้ แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!"
หลินจือจือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อแม่และพี่ชายที่ลำเอียงเข้าข้างกันอย่างหน้ามืดตามัวด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่บวมช้ำของตนเอง แล้ววิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านตระกูลหลินไปพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้...
........
ตัดภาพมาที่ฝั่งของฟู่ซีโจว หลังจากหลับสนิทไปอย่างยาวนาน เขาก็เพิ่งจะงัวเงียตื่นขึ้นมาอีกทีในตอนที่ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทไปเสียแล้ว
............................