บทที่ 24 ซุนเสี่ยวอวี่ร้องไห้
บทที่ 24 ซุนเสี่ยวอวี่ร้องไห้
เช้าตรู่วันต่อมา เวลาตีห้าครึ่งตรง นาฬิกาปลุกที่ฟู่ซีโจวตั้งเอาไว้ก็ส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างตรงเวลา
[มินนะซัง โดโมะ โอฮาโย โกไซมัส, boyboyboyboy, boyboyboybee.]
ท่วงทำนองอันแสนจะปั่นประสาทนั้น ทำเอาฟู่ซีโจวที่เพิ่งจะลืมตาขึ้นมาถึงกับตื่นเต็มตาในทันที
"ระบบ ขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหม วันหลังไม่ต้องร้องเพลงนี้แล้วนะ..."
ทว่าระบบกลับเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ
ฟู่ซีโจวค่อยๆ ลุกจากเตียงนอน เดินไปตักน้ำจากบ่อน้ำมาแปรงฟันล้างหน้าจนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงมุ่งหน้าตรงไปยังท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันออก เขาตั้งใจเอาไว้ว่าคืนนี้จะแอบไปส่งเสบียงให้ครอบครัวที่คอกวัว เมื่อคืนตอนที่ไปดูลาดเลาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังต้องเตรียมของจุกจิกอีกเล็กน้อย ซึ่งล้วนแต่เป็นข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งสิ้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบแลกเปลี่ยน เขาเลยตัดสินใจว่าจะเข้าไปหาซื้อเอาในตัวอำเภอแทน
โดยปกติแล้ว หมู่บ้านเซี่ยงหยางจะมีเกวียนวัวเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอทุกเช้าเวลาหกโมงตรง ค่าโดยสารเที่ยวละห้าเฟิน เมื่อฟู่ซีโจวเดินไปถึงจุดขึ้นรถ บนเกวียนก็มีชาวบ้านหลายคนที่กำลังจะเดินทางเข้าอำเภอนั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว แถมหยางเว่ยตงกับหวังเจิ้นเปียวซึ่งเป็นปัญญาชนใหม่ก็นั่งรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน
ฟู่ซีโจวยังพอมีความทรงจำเกี่ยวกับหวังเจิ้นเปียว ชายหนุ่มรูปร่างกำยำผู้เต็มไปด้วยมัดกล้ามคนนี้อยู่บ้าง ชายคนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างรักพวกพ้องและมีน้ำใจนักกีฬา ทว่าในชาติก่อน เขากลับต้องไปล่วงเกินกลุ่มคนในจุดพักปัญญาชนเพียงเพราะออกหน้าช่วยเหลือคนอื่น จนส่งผลให้ชีวิตในเวลาต่อมาของเขาค่อนข้างตกระกำลำบากพอสมควร
ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปหา พร้อมกับยื่นเงินห้าเฟินให้กับหวังเถี่ยว่างคนขับเกวียนวัว ทางด้านหวังเถี่ยว่างที่กำลังคาบกล้องยาสูบเอาไว้ในปาก ก็รับเงินไปยัดใส่กระเป๋าเสื้ออย่างลวกๆ โดยไม่แม้แต่จะปรายตาขึ้นมามองด้วยซ้ำ ฟู่ซีโจวก้าวขึ้นไปบนเกวียนวัว พยักหน้าทักทายคุณป้าในหมู่บ้านสองสามคนอย่างมีมารยาท ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ หยางเว่ยตง
“ซีโจว นายก็จะเข้าอำเภอเหมือนกันเหรอ?” หยางเว่ยตงเอ่ยปากถามขึ้นมาทันที
“ใช่ ว่าจะไปซื้อของสักหน่อยน่ะ” ฟู่ซีโจวตอบกลับสั้นๆ เขารับรู้ได้ถึงสายตาของคุณป้าหลายคนที่กำลังจ้องมองมาทางตนเอง จึงไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดให้มากความนัก
หวังเถี่ยว่างเห็นว่าใกล้จะได้เวลาออกเดินทางแล้ว จึงจัดการเหน็บกล้องยาสูบเข้าที่ขอบกางเกงและเตรียมตัวจะบังคับเกวียนวัว ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นปัญญาชนหญิงสองคนกำลังเดินตรงมาทางนี้พอดี เขาจึงร้องตะโกนเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจ “จะเข้าอำเภอกันหรือเปล่า! ถ้าใช่ก็รีบๆ วิ่งมาให้มันไวหน่อย!”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ซุนเสี่ยวอวี่ก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้นในทันที ส่วนจ้าวเหมยที่วิ่งตามมาจนหอบแฮ่กๆ ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ “ซุนเสี่ยวอวี่ เธอจะวิ่งเร็วขนาดนั้นไปทำไมกัน ในเมื่อเขาก็เห็นพวกเราแล้ว ยังจะกลัวว่าเกวียนจะหนีไปอีกหรือไง?”
ซุนเสี่ยวอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมกับเร่งเร้าเพื่อนสาว “จ้าวเหมย เธอรีบหน่อยเถอะน่ะ” ซึ่งความจริงแล้ว หากวันนี้จ้าวเหมยไม่อืดอาดชักช้าล่ะก็ เธอเองก็คงไม่สายขนาดนี้แน่ หญิงสาวทั้งสองคนรีบจ้ำอ้าวกันอย่างสุดชีวิต จนในที่สุดก็มาหยุดหอบหายใจอยู่ข้างๆ เกวียนวัว
หวังเถี่ยว่างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ค่าโดยสารไปกลับเที่ยวละห้าเฟิน”
พอจ้าวเหมยได้ยินว่าต้องจ่ายเงิน สีหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแผดเสียงโวยวายออกมาทันที “ทำไมถึงต้องเก็บเงินด้วยล่ะ! วัวตัวนี้ก็เป็นทรัพย์สินของหมู่บ้านไม่ใช่เหรอ คุณกล้าดีมาหากินกับทรัพย์สินของส่วนรวมได้ยังไง!”
หวังเถี่ยว่างเกลียดคนประเภทนี้เข้าไส้ เขาจึงตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า “ถ้าจะนั่งก็จ่ายเงินมา แต่ถ้าไม่นั่งก็ไสหัวไปไกลๆ!”
“เรื่องอะไรฉันต้องจ่ายด้วย ฉันจะไปฟ้องทางการ!” จ้าวเหมยยกมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง “นี่คุณเห็นพวกเราเป็นปัญญาชนก็เลยจงใจจะรังแกกันใช่ไหม ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ ว่าพวกเราอุตส่าห์ดั้นด้นมาเพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกคุณ อย่ามาทำเป็นไม่รู้จักรักษาน้ำใจกันหน่อยเลย!”
ซุนเสี่ยวอวี่เห็นว่าสีหน้าของหวังเถี่ยว่างเริ่มดูถมึงทึงลงทุกที เธอจึงรีบดึงแขนเสื้อของจ้าวเหมยเบาๆ ปรามด้วยความร้อนรน “จ้าวเหมย พอเถอะ อย่าพูดอีกเลย...”
ทว่าจ้าวเหมยกลับสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดี หนำซ้ำยังยิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก “เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรับปากว่าวันหลังจะไม่เก็บเงินพวกเราอีก ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่!”
คุณป้าคนหนึ่งทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงโพล่งขึ้นมาเพื่ออธิบายให้กระจ่าง “สหาย ค่าเกวียนวัวของหมู่บ้านเขาก็เก็บกันราคานี้ทั้งนั้นแหละ พวกเราเองก็ต้องจ่ายเหมือนกัน อีกอย่าง เงินนี่ก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าเถี่ยว่างหรอกนะ แต่เอาเข้ากองกลางของหมู่บ้าน เพื่อรวบรวมไว้เป็นค่าซ่อมแซมแล้วก็เอาไปซื้ออุปกรณ์การเกษตรใหม่ๆ ให้กับส่วนรวมต่างหาก”
ฟู่ซีโจวปรายตามองคุณป้าคนที่เอ่ยปากพูดขึ้นมา จึงพบว่าเป็นป้าหลิวนั่นเอง ซึ่งหล่อนก็คือแม่ของหวังต้าเกิน
“อะไรนะ?” พอจ้าวเหมยรู้ว่าเรื่องราวมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวเองคิด ใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาทันที แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงปากแข็งเถียงคอเป็นเอ็น “ถ้างั้นมันก็แพงเกินไปอยู่ดีนั่นแหละ! ในเมืองนั่งรถโดยสารแค่ไม่เท่าไหร่เอง เกวียนวัวซอมซ่อคันนี้มันเลอค่ากว่ารถโดยสารหรือยังไงกัน!”
หยางเว่ยตงเริ่มทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงพูดแทรกขึ้นมาบ้าง “นี่ จ้าวเหมย ถ้าเธอคิดว่ามันแพงนักก็ไม่ต้องนั่งสิ ขาก็มีอยู่กับตัว จะเดินเข้าอำเภอไปเองก็ได้นี่นา แถมยังประหยัดเงินไปได้ตั้งห้าเฟินเชียวนะ”
จ้าวเหมยถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ เธอแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ก่อนจะรีบคว้าแขนซุนเสี่ยวอวี่เตรียมจะเดินหนีไป “เสี่ยวอวี่ พวกเราไม่ต้องนั่งแล้ว มันแพงเกินไป ไปเถอะ กลับกันดีกว่า”
ซุนเสี่ยวอวี่เอ่ยแย้งเสียงแผ่ว “พี่จ้าวเหมย ฉันอยากจะเข้าไปซื้อของในอำเภอหน่อยน่ะ”
“จะซื้ออะไรหนักหนา! แล้วเธอเอาเงินมาจากไหนฮะ พวกเรามาที่นี่เพื่อรับการอบรมสั่งสอนใหม่จากชาวนาที่ยากจนนะ ไม่ได้มาเสวยสุขสักหน่อย เธอช่วยมีความภูมิใจในส่วนรวมบ้างได้ไหม อย่าเอาแต่คิดจะผลาญเงินไปวันๆ สิ!” จ้าวเหมยแผดเสียงสั่งสอนชุดใหญ่
ซุนเสี่ยวอวี่โดนต่อว่าจนเอาแต่ก้มหน้ามุด ขอบตาของหญิงสาวเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย “พี่จ้าวเหมย พี่...พี่เลิกพูดเถอะนะ...”
เดิมทีฟู่ซีโจวก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านสักเท่าไหร่ ทว่าท่าทางเย่อหยิ่งจองหองของจ้าวเหมยมันชวนให้น่ารำคาญใจเสียเหลือเกิน เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากขึ้น “คนเขาอยากจะเข้าไปซื้อของในอำเภอ แล้วมันไปหนักหัวอะไรเธอด้วยไม่ทราบ?”
จ้าวเหมยคาดไม่ถึงว่าฟู่ซีโจวจะกล้าออกหน้าแทน เธอหันขวับกลับมามองชายหนุ่มทันที ความโกรธเกรี้ยวจากความแค้นทั้งเก่าและใหม่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอกในชั่วพริบตา “แหมๆ ออกโรงปกป้องรวดเร็วเชียวนะ!”
จากนั้นจ้าวเหมยก็หันขวับไปจ้องหน้าซุนเสี่ยวอวี่อย่างเอาเรื่อง “ซุนเสี่ยวอวี่ เธอนี่มันร้ายไม่เบาเลยนะ เพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้แค่สองวัน ก็ริอ่านไปอ่อยผู้ชายเข้าให้แล้วเหรอ!”
หยาดน้ำตาของซุนเสี่ยวอวี่ร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้มในทันที เธอสะอื้นไห้พร้อมกับปฏิเสธเสียงสั่น “ฉันไม่ได้ทำนะ”
“ไม่ได้ทำเหรอ? ถ้าไม่ได้ทำแล้วเขาจะออกหน้าพูดแทนเธอทำไมกันล่ะ เลิกแกล้งทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์ได้แล้วน่า สันดานใครเป็นยังไงก็รู้ๆ กันอยู่” จ้าวเหมยยกแขนขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นด้วยสีหน้าร้ายกาจ
เจอแบบนี้เข้าไป หวังเจิ้นเปียวที่เดิมทีก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้วถึงกับเส้นความอดทนขาดผึง เขาลุกพรวดขึ้นยืนบนเกวียนวัว ชี้หน้าด่าจ้าวเหมยอย่างเหลืออด “เธอหัดระวังปากเอาไว้บ้างเถอะ! เป็นผู้หญิงซะเปล่า แต่พูดจาแต่ละทีอย่างกับพ่นของเสียออกมาไม่มีผิด!”
ทางด้านหยางเว่ยตงก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจเช่นกัน “ฉันขอถามหน่อยเถอะจ้าวเหมย นี่เธอเป็นบ้าอะไรของเธอฮะ? อยู่ดีๆ ก็ไปสาดโคลนใส่ความบริสุทธิ์ของสหายหญิงคนอื่นเขาหน้าตาเฉย เธอมีเจตนาร้ายอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่?”
รูปร่างสูงใหญ่กำยำของหวังเจิ้นเปียวทำเอาจ้าวเหมยสะดุ้งโหยงไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงปากคอเลาะร้ายไม่ยอมลดละ “ฉันสาดโคลนใส่เธออย่างนั้นเหรอ? ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าพวกนายแห่กันมาช่วยพูดแทนเธอขนาดนี้ ถ้าไม่ได้มีอะไรกันแล้วมันจะเรียกว่าอะไรล่ะ? ดูท่าทางความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวของพวกนายคงจะมั่วสุมกันน่าดูเลยสินะ”
ป้าหลิวที่เมื่อครู่ยังอุตส่าห์อธิบายด้วยรอยยิ้มแย้ม ถึงกับหน้าตึงขึ้นมาในพริบตา “นังเด็กเมื่อวานซืน จิตใจของหล่อนทำไมมันถึงได้อำมหิตผิดมนุษย์มนาขนาดนี้!”
ไม่รอให้จ้าวเหมยได้อ้าปากเถียง ป้าหลิวก็ชี้หน้าด่ากราดแบบไม่ไว้หน้า “เอะอะก็หาว่าเขาอ่อยผู้ชาย เอาเรื่องพรรค์นี้มาสาดโคลนใส่คนอื่น หล่อนเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเชียว ถึงได้ทำเป็นรู้ดีไปซะทุกเรื่อง? หรือว่าหล่อนโชกโชนผ่านมาเยอะ ก็เลยมองว่าคนอื่นเขาจะร่านเหมือนตัวเองไปซะหมดฮะ!”
ใบหน้าของจ้าวเหมยเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกันไปมาด้วยความโกรธจัด “ปะ...ป้าพูดจาพล่อยๆ!”
“ฉันพูดพล่อยๆ อย่างนั้นเรอะ? คนในหมู่บ้านเขาก็เห็นกันอยู่เต็มสองตา! แม่หนูคนนี้เขาแค่อยากจะเข้าอำเภอ แต่หล่อนกลับไปยืนขวางไม่ให้เขาไป พอสหายชายทนดูไม่ได้ช่วยพูดขึ้นมาประโยคเดียว หล่อนก็หน้าด้านหาว่าเขาไปอ่อยผู้ชาย คนประเภทหล่อนน่ะฉันเห็นมาเยอะแล้ว ก็แค่นังตัวป่วนที่ชอบหาเรื่องชาวบ้าน! เห็นคนอื่นเขาได้ดีกว่าไม่ได้ล่ะสิ!” ป้าหลิวยืนเท้าสะเอวด่าไฟแลบ น้ำลายแทบจะกระเด็นใส่หน้าของจ้าวเหมยอยู่รอมร่อ
“ตัวเองไม่อยากเสียเงิน ก็เลยพาลทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นเขาจะควักกระเป๋าจ่าย ตัวเองมีชีวิตที่ไม่ได้เรื่อง ก็เลยหน้ามืดตามัวคิดจะลากคนอื่นให้ตกต่ำจมปลักเหมือนตัวเองไปด้วยงั้นสิ ตอนที่แม่หล่อนเบ่งหล่อนออกมา คงจะหนีบแรงไปหน่อยสินะ ถึงได้หนีบเอาสมองของหล่อนจนเละเป็นขี้แบบนี้!”
บรรดาคุณป้าคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็พากันชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทาจ้าวเหมยกันอย่างเมามัน จ้าวเหมยอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เธอถลึงตาใส่ซุนเสี่ยวอวี่และฟู่ซีโจวด้วยความอาฆาตแค้น “พวกแกฝากไว้ก่อนเถอะ!” สิ้นเสียงคำราม หญิงสาวก็ปิดหน้าร้องไห้โฮ วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีไปในทันที
ป้าหลิวถ่มน้ำลายไล่หลังร่างที่วิ่งหนีไปอย่างนึกสมเพช “ถุย! สันดานเสียจริงๆ”
ก่อนที่หล่อนจะหันกลับมาเอ่ยเตือนซุนเสี่ยวอวี่ด้วยความหวังดี “วันหลังหนูก็อยู่ให้ห่างจากคนประเภทนี้เข้าไว้นะ นังเด็กนี่มันไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ขืนหนูไปขลุกอยู่กับมันมากๆ เข้า สักวันจะต้องโดนมันลากไปซวยด้วยแน่ๆ”
ซุนเสี่ยวอวี่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาปอยๆ พลางเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณคุณป้ามากนะคะ” จากนั้นเธอก็หันไปโค้งคำนับให้กับฟู่ซีโจวและคนอื่นๆ อย่างนอบน้อม “ขอบคุณพวกคุณทุกคนมากเลยนะคะ”
หยางเว่ยตงโบกมือไปมาเบาๆ อย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรหรอก รีบขึ้นมาเถอะ ใกล้จะได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนเสี่ยวอวี่จึงค่อยๆ ล้วงเงินห้าเฟินออกมาส่งให้กับหวังเถี่ยว่าง แล้วปีนขึ้นไปบนเกวียนวัวอย่างระมัดระวัง หญิงสาวหดตัวนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมเกวียน ก้มหน้าก้มตาเงียบกริบไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลย
เกวียนวัวโยกเยกโคลงเคลงไปตามทางอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเดินทางมาถึงตัวอำเภอในที่สุด ทันทีที่ลงจากเกวียน หยางเว่ยตงก็เอ่ยปากเสนอขึ้นมาว่า “ตอนเที่ยงพวกเรามาเจอกันที่ร้านอาหารของรัฐดีไหม ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อ?” หวังเจิ้นเปียวพยักหน้าเห็นด้วยทันควัน ส่วนฟู่ซีโจวเองก็ตอบตกลงสั้นๆ “เอาสิ”
หลังจากที่ทั้งสามคนนัดแนะเวลาและสถานที่กันเสร็จสรรพ ก็ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง
ฟู่ซีโจวมุ่งหน้าตรงไปยังร้านขายอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคของรัฐเป็นอันดับแรก เขาหยิบเงินและคูปองยื่นให้กับพนักงานขายอย่างรวดเร็ว “สหาย ขอซื้อไก่ย่างสามตัวครับ”
..........................