บทที่ 33 การเเลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ เสบียงมูลค่าสองแสนหยวน
บทที่ 33 การเเลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ เสบียงมูลค่าสองแสนหยวน
เมื่อฟู่ซีโจวเดินกลับมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง ชายชราก็กลับเข้าห้องพักของตนเองไปก่อนแล้ว เขาจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปในครัว จัดแจงนำกิ่งไม้แห้งที่เพิ่งเก็บมาได้ทั้งหมดถ่ายโอนออกจากมิติฟาร์มแล้ววางกองไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง
พอล้มตัวลงนอนบนเตียง เขาก็เริ่มเพ่งจิตตรวจดูกองวัตถุโบราณที่นอนนิ่งอยู่ในพื้นที่มิติทันที ทว่าด้วยความที่ตัวเขาเองนั้นมีความรู้เรื่องโบราณวัตถุอยู่แค่งูๆ ปลาๆ ครั้นกวาดสายตามองอยู่นานสองนาน ก็จนปัญญาที่จะประเมินได้ว่าของเก่าคร่ำครึพวกนี้จะมีราคาค่างวดในยุคหลังสักกี่มากน้อย
ในที่สุด ฟู่ซีโจวก็จำต้องอัญเชิญตัวช่วยขี้โกงเพียงหนึ่งเดียวของตนเองออกมาจนได้
[ระบบ ช่วยดูให้ฉันทีสิว่ามีวัตถุโบราณชิ้นไหนบ้างที่มีมูลค่าในยุคหลังราวๆ สองแสนหยวน?]
เสียงของระบบดังเตือนขึ้นมาทันควัน
[เรียนโฮสต์ ตัวผมคือระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของ ไม่ใช่ระบบประเมินค่าของโบราณ]
ฟู่ซีโจวตอบกลับไปอย่างไม่แยแส
[แต่พลังงานที่ได้ ฉันจะนำไปอัปเกรดนายนะ]
ระบบนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเอ่ยปากตอบในที่สุด
[แจกันกระเบื้องเคลือบลายครามสมัยราชวงศ์ชิงใบนั้น มีมูลค่าตามราคาตลาดในยุคหลังอยู่ที่ประมาณสองแสนหยวน]
ฟู่ซีโจวค้นหาตามคำชี้แนะของระบบจนเจอกับแจกันกระเบื้องเคลือบลายครามใบดังกล่าว ตัวแจกันใบงามถูกแต่งแต้มตวัดลวดลายกิ่งเถาบัวพันเกี่ยวอย่างวิจิตรบรรจง น้ำเคลือบเป็นสีเขียวครามสดใสประกายแวววาว เส้นสายฝีแปรงละเอียดอ่อนช้อยเป็นเลิศ ของล้ำค่าที่มีราคาสูงลิ่วถึงกว่าสองแสนหยวนเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นของประณีตที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากเตาเผาหลวงของราชสำนักอย่างแน่นอน
'บรรพบุรุษของหลินต้าจวินนี่ช่างมีฝีมือไม่เบาจริงๆ แฮะ เป็นแค่เศรษฐีที่ดินบ้านนอกแท้ๆ แต่กลับอุตส่าห์เสาะหาของจากเตาเผาหลวงมาครอบครองไว้ได้'
ฟู่ซีโจวไม่รอช้า รีบใช้พลังจิตอัปโหลดภาพแจกันลายครามขึ้นสู่กลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของทันที
[แจกันกระเบื้องเคลือบลายครามแท้จากเตาเผาหลวงสมัยราชวงศ์ชิง สภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติ ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย ฝีมือการรังสรรค์ประณีตงดงาม ต้องการแลกกับลูกหมูหนึ่งร้อยตัว ลูกไก่ ลูกเป็ด และลูกห่านอย่างละหนึ่งพันตัว รวมทั้งลูกปลาเฉาฮื้ออีกหนึ่งพันตัว]
[นอกจากนี้ ยังต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ข้าวเปลือก ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ และมันฝรั่ง อย่างละสองร้อยชั่ง เมล็ดพันธุ์ผักนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว หัวไชเท้า พริก แตงกวา มะเขือเทศ และมะเขือยาว ก็ขออย่างละสองร้อยชั่งเช่นเดียวกัน]
[ต้องการอาหารหมูสามตัน อาหารไก่ เป็ด และห่าน อีกอย่างละหนึ่งตัน แป้งสาลีขาวชั้นดีห้าพันชั่ง ข้าวสารขาวห้าพันชั่ง และเสื้อกันหนาวทหารอีกสี่ร้อยตัว โดยแบ่งเป็นแบบของผู้ชายและของผู้หญิงอย่างละครึ่ง รองเท้าบุนวมหนาสำหรับฤดูหนาวขนาดต่างๆ ครบทุกเบอร์ตั้งแต่ไซส์เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่รวมสี่ร้อยคู่ ฝ้ายแท้บริสุทธิ์หนึ่งพันชั่ง ผ้าเนื้อหนาสีดำทนทานต่อคราบสกปรกอีกห้าร้อยฉื่อ]
[ขนมหวาน บิสกิต และลูกอมหลากชนิดอย่างละสองร้อยชั่ง อาหารปรุงสุกพร้อมทานอย่างไก่ต้มซีอิ๊ว เป็ดย่าง และเนื้อวัวตุ๋นเครื่องเทศ ขออย่างละหนึ่งร้อยชั่ง แล้วก็ขนมปังกรอบอัดแท่งสำหรับใช้เป็นเสบียงฉุกเฉินอีกสองลังใหญ่]
[ยาสามัญทั่วไปขออย่างละสิบกล่อง ไม่ว่าจะเป็นยาแก้หวัด ยาลดไข้ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยารักษาอาการท้องเสีย พลาสเตอร์ยา ผ้าก๊อซฆ่าเชื้อ ทิงเจอร์ไอโอดีน รวมทั้งยาแดงและยาฟ้า]
[กระบอกไฟฉายยี่สิบกระบอก ถ่านไฟฉายหนึ่งร้อยก้อน ถ่านหินคุณภาพดีเยี่ยมหนึ่งร้อยตัน ตลับน้ำมันหอยทาผิวและครีมบำรุงผิวเสวี่ยฮวาเกาอย่างละหนึ่งร้อยตลับ]
[น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และน้ำตาลทรายแดงอย่างละหนึ่งร้อยชั่ง นมผงห้าสิบกระป๋อง น้ำมันถั่วลิสงหนึ่งร้อยชั่ง ผลไม้กระป๋องชนิดต่างๆ สองร้อยกระป๋อง และใบยาสูบเกรดพรีเมียมอีกยี่สิบชั่ง]
[ตั๋วและคูปองต่างๆ : คูปองอาหาร คูปองผ้า คูปองสินค้าอุตสาหกรรม... รวมคูปองสารพัดชนิดให้ครบหนึ่งร้อยใบพอดี หากเป็นคูปองระดับท้องถิ่น ขอเจาะจงว่าเป็นของมณฑลเฮยหลงเจียงเท่านั้น]
หลังจากที่เขาร่ายรายการสิ่งของที่ต้องการแลกเปลี่ยนออกไปอย่างยาวเหยียดราวกับหางว่าว ทั่วทั้งกลุ่มแชทก็ตกอยู่ในความเงียบงันยาวนานถึงห้านาทีเต็ม
ฟู่ซีโจวไม่ได้รู้สึกร้อนรนแต่อย่างใด เขานอนรอคอยผลลัพธ์อยู่อย่างเงียบๆ
เถ้าแก่หวังเขียงหมู : [เจ้าพ่อเสบียง นายต้องการหมู เป็ด ไก่ มากมายก่ายกองขนาดนี้ นี่คิดจะเปิดฟาร์มปศุสัตว์เลยหรือไง...]
ฟู่ซีโจวยังไม่ได้ตอบอะไร ทว่าคำถามของเถ้าแก่หวังเขียงหมูก็ได้ทำลายความเงียบงันภายในกลุ่มลงจนหมดสิ้น
พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง : [เจ้าพ่อเสบียง ถ้าหากพวกเราอยากจะแลกจริงๆ พอจะยืดเวลาให้เตรียมของเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยได้หรือไหม?]
ฟู่ซีโจวพิมพ์ตอบกลับไปทันที :
[ผมมีความจำเป็นต้องรีบใช้งานจริงๆ ครับ ถ้าเป็นไปได้ อยากแลกเปลี่ยนให้เสร็จสิ้นภายในวันพรุ่งนี้เลย]
หลงจู๊ผู้ไม่รู้เรื่องการประเมินของโบราณ : [แจกันใบนี้เป็นของล้ำค่าชั้นยอดจริงๆ... มีลูกค้าของผมคนหนึ่งอยากได้ใจแทบขาดมาตั้งนานแล้ว เจ้าพ่อเสบียง พอจะผ่อนปรนให้เวลาอีกสักสองวันไม่ได้เชียวหรือ? ของที่นายต้องการน่ะ แม้จะเป็นของธรรมดาที่หาได้ทั่วไปก็จริงอยู่ แต่พวกมันกระจายอยู่ตามร้านค้าตั้งหลายแห่ง ต่อให้เหมาซื้อจนเกลี้ยงร้านแห่งเดียว ก็ใช่ว่าจะมีน้ำหนักครบตามที่นายกำหนดมาเสียหน่อย]
เมื่อฟู่ซีโจวอ่านข้อความที่หลงจู๊ผู้ไม่รู้เรื่องการประเมินของโบราณกล่าวมา เขาก็คิดตามว่ามันมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ข้าวของมากมายมหาศาลขนาดนี้ คงยากที่จะตระเตรียมให้ครบถ้วนได้ภายในเวลาเพียงแค่วันเดียวจริงๆ
เถ้าแก่หวังเขียงหมู : [ใช่แล้วล่ะเจ้าพ่อเสบียง ฉันเองก็อยากได้ใจจะขาดเหมือนกัน นายช่วยผ่อนผันเวลาให้ฉันเตรียมตัวอีกสักสองสามวันไม่ได้หรือ?]
ในขณะที่ฟู่ซีโจวกำลังจะยอมประนีประนอมอยู่นั้น สมาชิกในกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า 'กระผม ผอ.หวัง' ก็พลันปรากฏตัวขึ้นมา ***(ผอ.หวัง คือชื่อที่ล้อเลียน หวัง ซือชง คนรวยรุ่นที่สองชื่อดังระดับประเทศ ทายาทมหาเศรษฐีกลุ่มว่านต๋าของจีน ชาวเน็ตมอบฉายาให้ว่า "ผอ.หวัง" หรือ "ครูใหญ่หวัง" มีชื่อเสียงเรื่องความร่ำรวย ใช้จ่ายมือเติบ และมีข่าวคบหากับเน็ตไอดอลสาวไม่ซ้ำหน้า)***
[เจ้าพ่อเสบียง ฉันตกลงแลกกับนาย พรุ่งนี้สะดวกกี่โมงดี?]
ฟู่ซีโจวรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง จึงตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[ขอเพียงไม่ใช่ช่วงกลางดึก จะเป็นเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น]
กระผม ผอ.หวัง : [ตกลงตามนั้น เดี๋ยวตอนนี้ฉันจะรีบออกไปสั่งการและจัดเตรียมของให้ทันทีเลย]
ทันทีที่ข้อตกลงการแลกเปลี่ยนกับ ผอ.หวังบรรลุผลสำเร็จ ภายในกลุ่มแชทก็ระงมไปด้วยเสียงโอดครวญเสียดายกันระงม
[ผอ.หวัง ที่บ้านนายก็ออกจะร่ำรวยล้นฟ้าขนาดนั้นแล้ว ไฉนยังต้องมาแย่งชิงของชิ้นเล็กชิ้นน้อยกับพวกเราอยู่อีกล่ะ?]
กระผม ผอ.หวัง : [ฮ่าๆ พอดีวันเกิดของตาแก่ที่บ้านใกล้จะมาถึงแล้วน่ะสิ บรรดาโบราณวัตถุราคาแพงลิบลิ่วชิ้นอื่นแกก็ไม่อยากได้ ดันอยากได้แจกันกระเบื้องเคลือบลายครามจากเตาเผาหลวงสมัยราชวงศ์ชิงแค่ชิ้นเดียว ลูกกตัญญูอย่างฉันมีหรือจะไม่รีบจัดหาของขวัญให้ถูกใจท่านน่ะ?]
พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง : [ผอ.หวัง นายเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วน่า รีบสารภาพมาตามตรงเสียดีๆ ว่าคราวนี้ไปก่อเรื่องทำให้พ่อของนายโมโหเข้าอีกแล้วล่ะสิ? หนนี้ไปติดพันเน็ตไอดอลคนไหนเข้าจนทำให้ตาเฒ่านั่นไม่พอใจขึ้นมาอีกล่ะ?]
กระผม ผอ.หวัง : [ชู่... รู้ทันแล้วก็อย่าพูดสิครับพี่สาว]
พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง : [ไม่รู้ล่ะ ฉันจะแฉให้หมดเปลือกเลย เว้นเสียแต่นายจะแวะมาหาพี่ แล้วช่วยทำให้พี่คนนี้สบายเนื้อสบายตัวสักหน่อย ถึงตอนนั้นฉันถึงจะยอมหุบปากให้]
กระผม ผอ.หวัง : [โธ่ พี่สาวอวี่ อย่ามาล้อเล่นกับผมแบบนี้สิครับ]
เมื่อเจรจาตกลงเรื่องใหญ่เสร็จสิ้น ฟู่ซีโจวก็อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางนอนอ่านข้อความสัพเพเหระของคนในกลุ่มคุยเล่นกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยถอดจิตเข้าไปในมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์ของตน ตอนนี้ต้นแอปเปิลและต้นสาลี่ได้เติบโตจนกลายเป็นไม้ยืนต้นสูงตระหง่านแล้ว ฟู่ซีโจวประเมินดูแล้ว... คิดว่าอีกเพียงไม่กี่วันก็น่าจะเริ่มผลิดอกออกผลให้ได้เก็บกิน ส่วนเมล็ดพันธุ์พืชที่หว่านลงดินไปเมื่อวานนี้ บัดนี้ต่างก็พากันแทงยอดอ่อนเขียวขจีโผล่พ้นผืนดินขึ้นมาแล้วเช่นกัน ทว่าเนื่องจากใช้น้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษที่เจือจางแล้วรดน้ำ ความเร็วในการเจริญเติบโตจึงไม่ได้รวดเร็วก้าวกระโดดเท่ากับต้นไม้ผล
ฟู่ซีโจวใช้พลังจิตตักน้ำในสระมารดน้ำแปลงพืชผลอย่างทั่วถึง แล้วจึงนำน้ำพุวิเศษบริสุทธิ์เพียงหยั่งหยดที่สะสมไว้ได้ ไปรดโคนต้นไม้ผลทั้งสองต้น ส่วนน้ำพุวิเศษที่เหลือก็ปล่อยให้ไหลลงสู่สระน้ำจนหมดสิ้น เมื่อจัดการส่วนนี้เสร็จสรรพ เขาก็ใช้พลังจิตควบคุมท่อนไม้ซุงเหล่านั้นมาเนรมิตประกอบขึ้นเป็นคอกหมูหลังย่อมๆที่แน่นหนามั่นคง
เมื่อสะสางทุกอย่างจนเรียบร้อย ฟู่ซีโจวจึงลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้ว่าการใช้พลังจิตสั่งการจะไม่ต้องออกแรงให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางกาย ทว่าขั้นตอนและความยุ่งยากซับซ้อนของมันก็ยังสร้างความเหนื่อยล้าไม่น้อย หากมีใครสักคนคอยช่วยเขาจัดการดูแลเรื่องหยุมหยิมพวกนี้แทนก็คงจะดีไม่น้อยเลย... ชายหนุ่มนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
............
เช้าตรู่วันถัดมา ฟู่ซีโจวตื่นขึ้นมาแล้วออกไปทำงานร่วมกับชาวบ้านตามปกติ วันนี้พวกเขายังคงได้รับมอบหมายให้ไปช่วยกันหักฝักข้าวโพดในไร่เช่นเคย เมื่อมีถุงมือสวมใส่คอยป้องกันมือ หยางเว่ยตงและหวังเจิ้นเปียวก็มีเรี่ยวแรงและกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นกอง ทั้งสามคนลงมือทำงานพลางพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปตลอดทาง ครั้นจะก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ อย่างเดียวก็แสนจะน่าเบื่อหน่าย หยางเว่ยตงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
"จริงสิ พอเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนี้แล้ว พวกนายมีแผนจะแวะไปที่ตัวอำเภอบ้างหรือเปล่า?"
หวังเจิ้นเปียวตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ของใช้จำเป็นก็หาซื้อมาจนครบหมดแล้ว จะถ่อไปตัวอำเภอให้เหนื่อยทำไมกัน? พวกเราไม่ใช่พวกแม่บ้านเสียหน่อย มีอะไรให้น่าเดินเที่ยวนักหนา?"
หยางเว่ยตงรีบแย้งขึ้นมาทันควัน "มันย่อมต้องมีของดีน่าเดินดูอยู่แล้วสิ! เมื่อวานฉันแอบได้ยินพวกชาวบ้านเขาคุยกัน บอกว่าในตัวอำเภอมีตลาดมืดตั้งอยู่ด้วยนะ คนแถวนี้ก่อนจะถึงช่วงจำศีลหลบหนาว ต่างก็พากันแห่ไปที่นั่นเพื่อแลกเปลี่ยนหรือซื้อหาข้าวของตุนเอาไว้ทั้งนั้นแหละ ฉันเลยกะว่าจะลองแวะไปเดินดูเสียหน่อย ว่าพอจะมีอะไรดีๆ เหมาะสำหรับเอาไว้ใช้รับมือกับช่วงหน้าหนาวบ้าง"
หยางเว่ยตงเป็นคนทางใต้ การเผชิญหน้ากับความหนาวเหน็บและการจำศีลหลบหนาวในแดนตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ย่อมถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต เขาจึงไม่อาจสะกดกลั้นความตื่นเต้นในอกเอาไว้ได้เลย
ฟู่ซีโจวพลันหวนนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดมืดที่เคยได้ยินมาในชาติก่อน เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์และสภาพอากาศที่โหดร้าย ตลาดมืดในมณฑลเฮยหลงเจียงก่อนเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวจึงไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่กวดขันหรือควบคุมอย่างเข้มงวดนัก ชายหนุ่มนึกไปถึงกองเสบียงมหาศาลที่กำลังจะได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนกับ ผอ.หวัง ในไม่ช้านี้ เขาย่อมต้องหาโอกาสแวะไปเดินสำรวจตลาดมืด เพื่อนำข้าวของพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนกับผู้คนและกอบโกยแต้มพลังงานกลับมาให้จงได้! ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากจะลองไปตามหาพวกแสตมป์เก่า เหรียญเงิน หรือโบราณวัตถุติดไม้ติดมือกลับมาเพิ่มอีก ตลาดมืดแถบนี้น่าจะมีของดีหลุดรอดมาให้เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ไม่น้อยทีเดียว
"ตลาดมืดมันตั้งอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?" ฟู่ซีโจวเอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆ
ในชาติก่อน ลำพังแค่จะหาข้าวกินให้อิ่มท้องก็ยังแทบเอาชีวิตไม่รอด เงินทองหรือคูปองอะไรก็ไม่มีติดกระเป๋า แม้แต่ตัวอำเภอเขาก็ยังไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปเหยียบเลยสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าตลาดมืดที่ว่านี้ตั้งอยู่ตรงจุดไหน
หยางเว่ยตงขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบกระซาบ "ตั้งอยู่ในตลาดขายของเก่าทางทิศใต้ของตัวอำเภอน่ะ ได้ยินมาว่าเวลาจะเข้าไปด้านในแต่ละครั้ง จะต้องยอมจ่ายเงินค่าผ่านประตูหนึ่งเหมาด้วยนะ"
"อืม เข้าใจแล้ว" ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับรู้ พลางจดจำข้อมูลนี้เอาไว้ในใจ...
หยางเว่ยตงเอ่ยชวนต่อ "ถ้านายอยากไปเหมือนกัน ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยไปด้วยกันดีไหม?"
ฟู่ซีโจวยิ้มบางๆ พลางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ "ก็ยังไม่แน่หรอกนะ ไว้ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน"
"เอาอย่างนั้นก็ได้" หยางเว่ยตงพยักหน้ารับ
ทั้งสามคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนใกล้เที่ยงวัน ข้าวโพดในร่องแปลงหลายแถวที่ได้รับมอบหมายก็ถูกเก็บเกี่ยวจนเกือบจะหมดเกลี้ยงลงไปทุกที
และในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็พลันดังกังวานขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา
[เรียนโฮสต์ บัดนี้เสบียงและสิ่งของจาก กระผม ผอ.หวัง ได้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว ไม่ทราบว่าโฮสต์ต้องการจะดำเนินการแลกเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่?]
'ในที่สุดก็มาถึงแล้วสินะ!'
ความยินดีปรีดาปะทุขึ้นมาในหัวใจของฟู่ซีโจว แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของมือที่กำลังหักฝักข้าวโพดอยู่ก็ถึงกับชะงักช้าลงไปครึ่งจังหวะ เขาพยายามสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์อันตื่นเต้นเร้าใจเอาไว้ในอก ก่อนจะส่งกระแสจิตตอบกลับระบบไปอย่างรวดเร็ว
[ตกลง แลกเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย!]
.....................