LNCrawler

บทที่ 35 อิทธิฤทธิ์แห่งการล่องหน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 35 อิทธิฤทธิ์แห่งการล่องหน


‏หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็มุดตัวกลับเข้าห้องนอนของตนเอง เขารีบเปิดมิติแล้วเริ่มจัดเตรียมข้าวของที่จะนำไปมอบให้ครอบครัวทันที
‏
เสื้อกันหนาวทหาร เขาคัดแยกเตรียมไว้ให้พ่อแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ ตลอดจนน้องชายและน้องสาวคนละหนึ่งตัว
‏
ปอยฝ้ายเนื้อดีก็ถูกยัดใส่ถุงใบโตไว้ก้อนใหญ่ เพียงพอที่จะนำไปเย็บเป็นผ้านวมหนานุ่มได้หลายผืน
‏
แป้งสาลีขาวบริสุทธิ์และข้าวสารขาวชั้นดี เขาตวงใส่กระสอบแยกไว้ชนิดละห้าสิบชั่ง
‏
เนื้อหมูสดใหม่ เขาเฉือนเนื้อสามชั้นส่วนที่ดีที่สุดกับกระดูกซี่โครงหมูออกมาอีกยี่สิบชั่ง
‏
ไก่ย่างสิบตัวที่เพิ่งได้รับเป็นของขวัญมาหยกๆ เขาก็เลือกหยิบติดไม้ติดมือไปสองตัว
‏
นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง นมผง ผลไม้กระป๋อง ตลอดจนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างกระบอกไฟฉาย ถ่านไฟฉาย และตลับน้ำมันหอยทาผิวป้องกันผิวแตก เขาก็โกยใส่ถุงไปเป็นจำนวนมากไม่แพ้กัน
‏
สิ่งของสารพัดอย่างอัดแน่นจนเต็มกระสอบป่านใบยักษ์สองใบ น้ำหนักรวมกันแล้วหนักไม่ต่ำกว่าสองร้อยกว่าชั่งเลยทีเดียว
‏
เขาจัดแจงนำกระสอบทั้งสองไปวางหลบไว้ตรงมุมหนึ่งในมิติ โดยตั้งใจไว้ว่าพอเดินไปจนเกือบจะถึงคอกวัวแล้ว ค่อยนำข้าวของทั้งหมดออกมาแบก
‏
กระทั่งราตรีล่วงเข้าสู่ความเงียบสงัด ฟู่ซีโจวจึงค่อยๆ ย่องลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วลอบผลักประตูออกจากบ้านของตาเฒ่าหวังไปอย่างเงียบเชียบ
‏
ครั้นเดินลัดเลาะออกมาจนไกลพอสมควรและมั่นใจว่าปลอดผู้คนรอบข้างอย่างสิ้นเชิงแล้ว เขาจึงหยิบเอาเสื้อคลุมล่องหนออกมาจากมิติแล้วสวมทับลงบนเรือนร่างทันที
‏
ทันทีที่อาภรณ์ผืนนั้นคลุมลงบนกาย เขาก็ก้มลงกวาดสายตามองมือทั้งสองข้างของตนเอง ทว่าก็ไม่พบสิ่งผิดปกติหรือความเปลี่ยนแปลงประหลาดใดๆ เกิดขึ้น
‏
ฟู่ซีโจวจึงสาวเท้าตรงไปยังสระน้ำเบื้องหน้าเพื่อพิสูจน์ให้ประจักษ์แก่สายตา
‏
ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องที่สาดส่องลงกระทบผิวน้ำ เขาพบว่าบนระลอกคลื่นน้ำไม่มีเงาสะท้อนตัวตนของเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย!
‏
นี่เท่ากับว่าการล่องหนสัมฤทธิผลอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
‏
หัวใจของฟู่ซีโจวเต้นตูมตามด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ เมื่อตระหนักได้ว่าความสามารถล่องหนนี้มีระยะเวลาจำกัดเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เขาจึงไม่รอช้า รีบสับเท้าออกวิ่งมุ่งหน้าไปยังคอกวัวอย่างรวดเร็ว
‏
ยิ่งไปถึงคอกวัวเร็วขึ้นหนึ่งนาที เขาก็จะได้มีเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนาทีเช่นกัน
‏
จวบจนเกือบจะถึงคอกวัว ฟู่ซีโจวจึงดึงกระสอบป่านหนักอึ้งทั้งสองใบออกจากมิติ
‏
เขาแบกหิ้วถุงเสบียงทั้งสองใบแล้วก้าวเดินตรงไปยังคอกวัวทันที
‏
เมื่อมาถึงจุดหมาย เขามองเห็นแสงสลัวรางที่ลอดผ่านรอยแยกออกมาจากด้านใน ก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าคนในครอบครัวกำลังเฝ้ารอคอยตนอยู่
‏
ฟู่ซีโจวพลิ้วกายแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
‏
การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันราวกับภูตพราย ทำเอาทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างสะดุ้งโหยงตกใจกันถ้วนหน้า
‏
ทว่าฟู่เหวินปินเป็นคนที่ได้สติกลับคืนมาเร็วที่สุด
‏
เขารู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้ฟู่ซีโจวจะแวะมา จึงได้แต่นั่งรอคอยอย่างกระวนกระวายใจ ครั้นเห็นเวลาล่วงเลยจนดึกดื่นค่อนคืน ความกังวลก็เริ่มเกาะกุมจิตใจจนแทบอยู่ไม่สุข กลัวเหลือเกินว่าลูกชายจะประสบเคราะห์ร้ายหรือเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง
‏
แต่ครั้นได้เห็นฟู่ซีโจวแบกกระสอบใหญ่ยักษ์สองใบลงวางบนพื้น หัวใจของฟู่เหวินปินที่เพิ่งจะคลายความกังวลลงไปได้ไม่ทันไร ก็พลันกระตุกวูบกลับขึ้นมาแขวนอยู่บนเส้นด้ายใหม่อีกคำรบหนึ่ง
‏
ซูหย่าฉินถลันตัวพุ่งเข้าไปหา สองมือประคองคว้าแขนของฟู่ซีโจวไว้แน่นพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใยระคนตื่นตระหนก
‏
"ซีโจว ทำไมถึงเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ล่ะลูก? ข้างนอกหนาวมากไหม?"
‏
ฟู่ซีโจวส่ายหน้าไปมาเบาๆ ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากตอบคำใด เสียงทุ้มต่ำและเคร่งขรึมของฟู่เหวินปินก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
‏
"ซีโจว ข้าวของพวกนี้... ลูกเป็นคนเตรียมมาทั้งหมดเลยงั้นหรอ?"
‏
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
‏
ฟู่เจี้ยนถิงได้ยินดังนั้นจึงสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ เขายื่นมือออกไปหมายจะลองยกกระสอบใบหนึ่งขึ้นดู ทว่ากลับต้องออกแรงเค้นกล้ามแขนอย่างหนักหน่วงถึงจะขยับมันให้ลอยพ้นพื้นขึ้นมาได้
‏
"หนักอึ้งเลยแฮะ"
‏
"ซีโจว นายใส่อะไรไว้ข้างในเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย?"
‏
ฟู่ซีโจวรีบเอ่ยชี้แจง
‏
"ก็แค่พวกของกินกับของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันนิดหน่อยนะครับ"
‏
สีหน้าของฟู่เหวินปินแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและจริงจังขึ้นมาทันที
‏
"ซีโจว ข้าวของเยอะขนาดนี้ ลูกไปเอาเงินเอาคูปองมาจากที่ไหนกันถึงได้แลกมันมาได้?"
‏
ซูหย่าฉินครั้นได้ยินสามีเอ่ยทักเช่นนั้น ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงก็เกาะกุมหัวใจขึ้นมาทันควัน
‏
"ซีโจว แม่รู้ดีนะลูกว่าลูกอยากให้พวกเรามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น แต่ลูกจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงทำเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองเพื่อพวกเราไม่ได้เด็ดขาดนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยเข้าใจไหม"
‏
น้ำเสียงของซูหย่าฉินสั่นเครือ หยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ระทมเอ่อล้นแล้วร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้ม
‏
ตัวเธอเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า พวกตนจะมีชีวิตรอดปลอดภัยจนได้ย้ายกลับคืนสู่เมืองหลวงอีกไหมทว่าสำหรับฟู่ซีโจวนั้น ย่อมต้องมีโอกาสได้กลับไปอย่างแน่นอนที่สุด เขาคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลฟู่ จะเกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้นกับเขาไม่ได้เป็นอันขาด
‏
ฟู่เฉี่ยวซินเอ่ยกระซิบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
‏
"พี่รอง แม่พูดถูกแล้วนะคะ พี่อย่าได้ยอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงภัยอันตรายเพื่อพวกเราเลยนะ"
‏
เฉียวเซี่ยเสวี่ยเองก็หน้าถอดสีพลางพยักหน้าสำทับอย่างเห็นพ้อง
‏
"ใช่แล้วจ้ะซีโจว เธอต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณพ่อคุณแม่นะ"
‏
ไออุ่นสายหนึ่งพลันแล่นพล่านไหลเวียนเข้ามาในหัวใจของฟู่ซีโจวอย่างอบอุ่นลึกซึ้ง
‏
นี่ต่างหากเล่าคือครอบครัวที่แท้จริงของเขา ครอบครัวที่รักใคร่และห่วงใยความปลอดภัยของเขาอย่างหมดหัวใจจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
‏
"พ่อครับ แม่ครับ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ น้องสาม น้องเล็ก ทุกคนวางใจเถอะครับ"
‏
"ข้าวของพวกนี้ล้วนได้มาอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่ได้ไปลักขโมยหรือปล้นชิงใครมาทั้งสิ้น หากแต่เป็นของที่ผมนำสิ่งของไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นมาต่างหาก"
‏
"แลกเปลี่ยนมางั้นหรอ?"
‏
ฟู่เจี้ยนเซินอดรนทนไม่ไหว จึงโพล่งถามออกไปตรงๆ ทันที
‏
"แล้วพี่ไปเอาของมีค่าจากไหนมาแลกของพวกนี้กันล่ะ?"
‏
ฟู่ซีโจวหันไปสบตากับน้องชาย
‏
"ก่อนจะถูกส่งตัวลงชนบท พี่ไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าหรอกหรือ? พี่ย่อมมีลู่ทางส่วนตัวของพี่เอง นายอย่าได้ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความไปเลยน่า"
‏
เขาเอื้อมมือไปตบปากกระสอบป่านเบาๆ สองสามที
‏
"รีบเปิดดูข้างในกันเถอะครับ ต่อไปนี้ทุกคนไม่ต้องอดออมหรือประหยัดเรื่องกินกันอีกแล้วนะ กินให้อิ่มท้องเข้าไว้ ถึงจะมีเรี่ยวแรงออกไปทำงานสู้ชีวิต"
‏
กระนั้น ฟู่เหวินปินก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้อย่างสนิทใจ
‏
"มันจะมีลู่ทางวิเศษอะไรกัน ถึงได้เสกข้าวของมากมายก่ายกองขนาดนี้มาได้? แล้วลูกแบกหามของหนักขนาดนี้มาคนเดียว ระหว่างทางไม่มีใครบังเอิญผ่านมาเห็นเข้าบ้างเลยหรอ"
‏
"ไม่มีหรอกครับ ปกติชาวบ้านในหมู่บ้านก็ไม่มีใครอยากจะเฉียดกรายเข้ามาใกล้แถวนี้อยู่แล้ว ยิ่งเป็นช่วงดึกดื่นค่ำมืดแบบนี้ ยิ่งไม่มีใครโผล่มาแน่นอน"
‏
"พ่อครับ เชื่อใจผมเถอะ ตราบใดที่ยังมีผมอยู่ ครอบครัวของเราทุกคนจะต้องได้เดินทางกลับสู่เมืองปักกิ่งอย่างปลอดภัยและไร้รอยขีดข่วนอย่างแน่นอน"
‏
ฟู่ซีโจวกล่าวพลางย่อตัวลงนั่ง ค่อยๆ คลายปมเชือกที่มัดปากกระสอบป่านใบหนึ่งออก
‏
ทันทีที่ปากกระสอบเปิดอ้า กลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ของเมล็ดพืชพันธุ์ธัญญาหารก็โชยฟุ้งกระจายออกมาแตะจมูก
‏
ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่สลัว ทุกสายตาต่างเบิกกว้างมองเห็นสิ่งของที่ซุกซ่อนอยู่ด้านในได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา
‏
ชั้นบนสุดคือถุงแป้งสาลีขาวผ่องเป็นประกาย วางเคียงคู่กับถุงข้าวสารที่เมล็ดข้าวขาวอวบอิ่มสมบูรณ์
‏
ฟู่ซีโจวราวกับกำลังเล่นกลมายากล เขาทะยอยหยิบข้าวของด้านในออกมาวางเรียงทีละชิ้น
‏
เนื้อหมูสามชั้นแผ่นใหญ่หนานุ่ม ซี่โครงหมูชิ้นโต และไก่ย่างสีเหลืองทองอร่าม
‏
กลิ่นหอมหวลอันเข้มข้นของเนื้อสัตว์ปรุงสุกตลบอบอวลขึ้นมาในฉับพลัน ขจัดกลิ่นอับทึบและเหม็นสาบอันน่าสะอิดสะเอียนภายในคอกวัวไปจนหมดสิ้น
‏
สมาชิกครอบครัวตระกูลฟู่ต่างพากันยืนตะลึงงัน อ้าปากตาค้างด้วยความตื่นตะลึง
‏
ขอบตาของซูหย่าฉินพลันรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาสีใส เธอยกมือขึ้นตีแขนฟู่ซีโจวเบาๆ ด้วยความทั้งรักทั้งเอ็นดู
‏
"เจ้าเด็กมือเติบนี่! ของดีๆ แบบนี้ทำไมไม่เก็บเอาไว้กินเองล่ะลูก ดั้นด้นแบกเอามาประเคนให้พวกเราทำไมกัน"
‏
"ผมเองก็แบ่งส่วนของตัวเองเก็บไว้กินแล้วเหมือนกันครับ"
‏
หลังจากรื้อของในกระสอบใบแรกจนหมด ฟู่ซีโจวก็ขยับไปเปิดกระสอบป่านใบที่สองต่อทันที
‏
เขาดึงเอาเสื้อกันหนาวทหารเนื้อหนาทั้งเก้าตัวออกมาวางกองไว้ แล้วจึงหยิบเสื้อนวมตัวสั้นสีแดงสดใสที่จัดเตรียมไว้ให้ฟู่หร่วนหร่วนออกมา
‏
"พ่อครับ แม่ครับ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ น้องสาม น้องเล็ก เสื้อกันหนาวพวกนี้พวกเราแบ่งกันใส่คนละตัวนะครับ หน้าหนาวในมณฑลเฮยหลงเจียงมันหนาวเหน็บเข้ากระดูก สวมเสื้อทหารตัวหนานี้ไว้จะช่วยต้านทานความเย็นยะเยือกได้ดี เสื้อนวมสีแดงตัวนี้เป็นของหร่วนหร่วน ส่วนอีกสามตัวที่เหลือ ก็ขอมอบให้ท่านผู้เฒ่าทั้งสามท่านข้างห้องก็แล้วกันครับ"
‏
จากนั้น เขาก็ดึงเอาก้อนฝ้ายบริสุทธิ์ห่อใหญ่ออกมา ตามด้วยผลไม้กระป๋องอีกหลายกระป๋อง น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ นมผงชงดื่ม กระบอกไฟฉาย ถ่านไฟฉาย และตลับน้ำมันหอยทาผิว
‏
คอกวัวที่เดิมทีเคยดูโปร่งโล่ง บัดนี้กลับถูกเนรมิตจนเนืองแน่นไปด้วยกองสิ่งของสารพัดชนิดจนแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับเขยื้อน
‏
เฉียวเซี่ยเสวี่ยประคองกระป๋องเนื้อพีชสีเหลืองทองไว้ในอุ้งมือ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งตื้นตันใจร่วงรินลงมาอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน
‏
ฟู่เฉี่ยวซินที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่นาน ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ เธอเอื้อมมืออันสั่นเทาออกไป ลูบไล้เนื้อผ้าอันหนานุ่มของเสื้อทหารอย่างทะนุถนอม ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบมองฟู่ซีโจวด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
‏
"พี่รองคะ ผ้าผืนนี้มันช่างหนานุ่มเหลือเกินค่ะ"
‏
ฟู่ซีโจวส่งยิ้มอ่อนโยนให้น้องสาวคนเล็ก
‏
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ลำพังเพียงแค่เสื้อกันหนาวทหารตัวเดียว จะสามารถจุดประกายความหวังอันสว่างไสวในดวงตาคู่นั้นของเธอได้ถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มล้วงหยิบเอากองหนังสือเรียนที่วางซ้อนกันอยู่ก้นกระสอบออกมาส่งให้
‏
"นี่เป็นตำราเรียนระดับชั้นมัธยมปลายนะ น้องสาม น้องเล็ก พวกเธอทั้งสองคนต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนกันต่อไปนะ เชื่อคำพี่เถอะ วันข้างหน้าไม่แน่อาจจะมีการรื้อฟื้นการสอบเกาเข่ากลับมาอีกครั้ง ถึงตอนนั้นพวกเธอจะได้มีความรู้พร้อมเข้าสอบแข่งขันกับคนอื่นได้"
‏
ก่อนที่ครอบครัวจะถูกลดชั้นและถูกเนรเทศลงมาใช้แรงงานที่นี่ สิ่งที่ฟู่เฉี่ยวซินโปรดปรานมากที่สุดก็คือการอ่านหนังสือหาความรู้
‏
เธอประคองรับกองหนังสือเหล่านั้นไว้ในอ้อมอก ราวกับได้รับมอบสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
‏
"ขอบคุณมากนะคะพี่รอง หนูสัญญาว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนเป็นอย่างดีเลยค่ะ"
‏
ฟู่เหวินปินยืนสงบนิ่งอยู่นานแสนนาน
‏
เขาทอดสายตามองกองข้าวของเครื่องใช้ที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น สลับกับจ้องมองใบหน้าของลูกชายคนรอง
‏
ชายวัยกลางคนก้าวเดินเข้าไปช้าๆ หยิบเสื้อกันหนาวทหารขึ้นมาตัวหนึ่ง ลองใช้สองมือประเมินน้ำหนัก สัมผัสได้ถึงความหนานุ่มและความหนักแน่นที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอบอุ่น
‏
เขาไม่ได้เอ่ยคำว่าขอบคุณออกมา หากแต่จับจ้องมองฟู่ซีโจวด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์อันลึกซึ้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
‏
"ลูกเองก็ต้องดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีด้วยนะ"
‏
"อย่ามัวแต่พะวงถึงพวกเราจนลืมตัวเอง พ่อและพี่ชายลูกเป็นผู้ชายอกสามศอก จะไม่มีวันให้คนในครอบครัวต้องอดตายง่ายๆเด็ดขาด"
‏
"ผมทราบดีครับพ่อ"
‏
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
‏
"แต่ของพวกนี้ทุกคนต้องรับเอาไว้ และต้องนำออกมาใช้ด้วยนะครับ ครอบครัวของเราต้องร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกันให้เหนียวแน่นดั่งเกลียวเชือก ถึงจะสามารถฟันฝ่าฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้ด้วยกัน"
‏
เขารีบหันไปกำชับซูหย่าฉินต่อทันที
‏
"แม่ครับ แป้งสาลีกับข้าวสารน่ะ ให้รีบเอามาหุงหากินกันให้หมดเลยนะ อย่ามัวแต่เก็บซ่อนเอาไว้จนมันขึ้นราล่ะ ส่วนเนื้อหมูนี่ก็รีบเอาไปตุ๋นกินเสีย กินอิ่มแล้วจะได้มีเรี่ยวแรงออกไปทำงาน อีกอย่าง หร่วนหร่วนกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ร่างกายต้องการสารอาหารบำรุงมากๆ นะครับ"
‏
ซูหย่าฉินยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่คลอเบ้าอย่างรวดเร็ว
‏
"รู้แล้วน่า รู้แล้วน่า ช่างเป็นผู้ชายที่จู้จี้จริงๆ"
‏
ทางด้านฟู่เจี้ยนถิงและฟู่เจี้ยนเซินเริ่มลงมือขยับแข้งขยับขากันแล้ว สองพี่น้องประสานงานกันอย่างรู้ใจ รีบช่วยกันขุดหลุมลึกใต้กองฟางแห้ง เพื่อเตรียมนำข้าวของอันล้ำค่าเหล่านี้ลงไปฝังซ่อนให้พ้นจากสายตาคนภายนอก
‏
ฟู่ซีโจวเหลือบไปเห็นฟู่หร่วนหร่วนตัวน้อยยืนจ้องมองลูกอมพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ จึงหยิบลูกอมขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วยัดใส่อุ้งมือน้อยๆ ของหล่อน
‏
"หร่วนหร่วนจ๊ะ ลูกอมนี่อาให้กินได้แค่วันละสองเม็ดเท่านั้นนะลูก ถ้ากินมากเกินไป เดี๋ยวฟันจะผุเอา"
‏
ฟู่หร่วนหร่วนฉีกยิ้มหวานหยดย้อยจนตาหยี
‏
"ขอบคุณค่ะอารอง"
‏
ความเคลื่อนไหวและเสียงสนทนาที่ดังแว่วอยู่ทางนี้ ได้สะกิดให้ผู้เฒ่าทั้งสามคนที่พักอาศัยอยู่ในคอกวัวห้องข้างๆ รู้สึกตัว
‏
หวงกั๋วหัว กู่เส้าอู่ และหานฉี่หมิง ต่างพากันคว้าเสื้อขึ้นมาพาดบ่าแล้วเดินก้าวข้ามมาดู ครั้นเมื่อสายตาสบเข้ากับร่างของฟู่ซีโจวและกองภูเขาเสบียงที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้น ทั้งสามคนก็ถึงกับยืนตะลึงงันตัวแข็งทื่อไปตามๆ กัน
‏
"เหวินปิน นี่... นี่คือซีโจวงั้นรึ?"
‏
กู่เส้าอู่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงงระคนตกตะลึง


..........................