LNCrawler

บทที่ 40 เข้าสู่ตลาดมืด

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 40 เข้าสู่ตลาดมืด


​ยามราตรีมาเยือน ทันทีที่ระยะเวลาคูลดาวน์ของเสื้อคลุมล่องหนสิ้นสุดลง ฟู่ซีโจวก็ก้าวออกจากบ้านพักของตาเฒ่าหวังอย่างเงียบเชียบ รอจนเดินทิ้งระยะห่างออกมาไกลพอสมควรในจุดที่ปลอดสายตาผู้คน เขาจึงหยิบเสื้อคลุมล่องหนขึ้นมาสวมใส่ แล้วเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าตรงไปยังคอกวัวท้ายหมู่บ้านทันที
​
ครั้นเข้าใกล้เขตคอกวัว ชายหนุ่มก็ถอดเสื้อคลุมล่องหนเก็บเข้าที่ พลางนำเนื้อขาหลังหมูป่าชิ้นโตออกจากมิติส่วนตัว สองมือหิ้วก้อนเนื้อแน่นหนักก้าวเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง สมาชิกครอบครัวตระกูลฟู่ต่างคาดไม่ถึงว่าฟู่ซีโจวจะแวะมาหาในวันนี้ ยิ่งเมื่อสายตาทุกคู่ปะทะเข้ากับเนื้อหมูชิ้นมหึมาในมือเขา ทุกคนต่างก็พากันยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน
​
"ซีโจว ทำไมลูกถึงเอาเนื้อหมูมาให้อีกแล้วล่ะ" ซูหย่าฉินเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจระคนกังวล เนื้อหมูที่ลูกชายเพิ่งแอบนำมาให้เมื่อวันก่อน เธอยังรู้สึกเสียดายจนไม่กล้าแตะต้องอยู่เลย ทำได้เพียงแล่ชิ้นบางๆ มาผัดใส่ผักเพื่อประหยัดไว้กินได้นานๆ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคืนนี้ฟู่ซีโจวจะหอบเนื้อก้อนเบ้อเริ่มมาส่งให้อีก
​
"พี่รอง ทำไมพี่ถึงเอาเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาได้ล่ะคะ" ฟู่เฉี่ยวซินเบิกตากลมโตจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตั้งแต่จำความได้ เธอไม่เคยเห็นเนื้อขาหลังหมูที่ใหญ่โตและแน่นหนาขนาดนี้มาก่อนเลย
​
ฟู่ซีโจวระบายยิ้มบางๆ พลางวางก้อนเนื้อลงบนกองฟางอย่างเบามือ "วันนี้โชคดีน่ะครับ บังเอิญล่าหมูป่าบนภูเขามาได้ตัวหนึ่ง"
​
"อะไรนะ!" ซูหย่าฉินตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบปรี่เข้าไปจับตัวลูกชายพลางกวาดสายตาสำรวจหัวจดเท้าด้วยความตระหนก "ลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า มีแผลไหม"
​
"แม่ครับ ผมปลอดภัยดี ไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด" ฟู่ซีโจวรีบเอ่ยปลอบ ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ผู้เป็นแม่และคนอื่นๆ แน่นอนว่าเขายังคงเน้นย้ำว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญและความฟลุกเท่านั้น โดยปิดปากเงียบเรื่องพละกำลังและสมรรถภาพร่างกายที่ผิดมนุษย์มนาเอาไว้ ทว่าเรื่องราวการเผชิญหน้ากับหมูป่าตัวเท่าลูกวัว ก็ยังทำให้ทุกคนในครอบครัวอกสั่นขวัญแขวนอยู่ดี
​
"น้องรอง นายนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว! วันหลังห้ามทำอะไรเสี่ยงตายแบบนี้อีกเด็ดขาดนะ" ฟู่เจี้ยนถิงขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวตักเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แม้แต่ทหารหาญฝีมือฉกาจที่สุดในกองทัพของพวกเขา หากมีเพียงมีดสั้นหรือดาบปลายปืนเล่มเดียว ก็ยังไม่มีใครกล้ารับประกันได้เต็มร้อยว่าจะเอาชีวิตรอดจากหมูป่าตกมันได้
​
ทางด้านเฉียวเซี่ยเสวี่ยก็มีใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน เธอรีบกล่าวสำทับขึ้นทันควัน "จริงด้วยจ้ะน้องรอง วันหลังอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกเลยนะ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง"
​
ฟู่ซีโจวสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันบริสุทธิ์จากใจจริงของทุกคน ภายในอกจึงอบอวลไปด้วยความอบอุ่น "เข้าใจแล้วครับ วันหลังผมจะระวังตัวให้มากขึ้น"
​
จากนั้นเขาจึงหันกลับมามองซูหย่าฉินพลางเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง "แม่ครับ นี่เป็นเนื้อหมูป่า กลิ่นสาบค่อนข้างแรง หากนำไปต้มหรือตุ๋นเฉยๆ คงดับกลิ่นสาบได้ไม่หมด"
​​
"เอ๋? แล้วแบบนี้จะต้องทำยังไงกันดีล่ะ" ซูหย่าฉินเอ่ยถามอย่างจนปัญญา ก่อนที่จะถูกปลดและส่งตัวมาใช้แรงงานที่นี่ ครอบครัวตระกูลฟู่เคยมีแม่บ้านคอยดูแลจัดการงานเรือนทุกอย่าง เธอจึงไม่เคยต้องจับมีดทำครัวเองเลยสักนิด เพิ่งจะได้มาหัดทำอาหารก็ตอนถูกส่งตัวมาลงโทษที่ชนบทแห่งนี้ ซึ่งก็ทำได้เพียงเมนูง่ายๆ พอประทังชีวิต รสชาติมิได้เอร็ดอร่อยอันใด ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ต่อให้มีฝีมือเลิศเลอแค่ไหน ที่ผ่านมาก็ไม่มีวัตถุดิบดีๆ ให้ลงมือทำอยู่ดี
​
ฟู่ซีโจวครุ่นคิดประเมินสถานการณ์ก่อนจะเอ่ยเสนอ "เนื้อหมูป่านี้นำไปหมักเครื่องเทศแล้วตากลมทำเป็นเนื้อเค็มตากแห้งน่าจะดีที่สุดครับ เก็บไว้กินได้นานด้วย"
​
ซูหย่าฉินได้แต่ส่ายหน้าอย่างลำบากใจ "ซีโจว แม่ทำไม่เป็นหรอกจ้ะ ทางที่ดีลูกเอากลับไปเถอะนะ เอาไปให้ตาเฒ่าหวังจัดการน่าจะดีกว่า"
​
ฟู่ซีโจวรีบตอบกลับทันที "ไม่เป็นไรครับแม่ เดี๋ยวผมสอนวิธีทำให้เอง"
​
คำพูดประโยคนั้นทำให้ขอบตาของซูหย่าฉินพลันร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา... แม้แต่วิธีหมักเนื้อตากแห้งฟู่ซีโจวยังรู้ละเอียดยิบ แล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านตระกูลหลิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอต้องทนตรากตรำใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใดกันแน่!
​
แน่นอนว่าฟู่ซีโจวไม่อาจล่วงรู้ความคิดในใจของผู้เป็นแม่ เห็นเพียงขอบตาของเธอที่แดงระเรื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาจึงนึกว่าแม่ลำบากใจ เลยรีบเอ่ยเสนอทางเลือกอื่น "ถ้าอย่างนั้น... ให้พ่อเป็นคนทำดีไหมครับ"
​​
"ไม่ต้องลำบากหรอก"
​
จู่ๆ สุรเสียงทุ้มต่ำของกู่เส้าอู่ก็ดังแทรกมาจากหน้าประตูคอกวัว ผู้เฒ่าทั้งสามท่านได้ยินเสียงสนทนาแว่วมาจากฝั่งนี้ จึงตั้งใจเดินมาดูว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น และเมื่อก้าวมาถึงหน้าประตู พวกเขาก็บังเอิญได้ยินฟู่ซีโจวเอ่ยถึงวิธีการทำเนื้อแห้งเข้าพอดี
​
"ซีโจว เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตาแก่อย่างฉันเถอะ" กู่เส้าอู่เอ่ยอาสาด้วยรอยยิ้ม
​
ฟู่เหวินปินอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "ผู้เฒ่ากู่ ท่านทำของพวกนี้เป็นด้วยหรือครับ"
​
กู่เส้าอู่พยักหน้ารับอย่างเนิบช้า แววตาฉายประกายรำลึกความหลัง "สมัยก่อนสภาพความเป็นอยู่ในกองทัพลำบากยากเข็ญ โดยเฉพาะช่วงเดินทัพข้ามป่าเขา บางคราวที่ขาดแคลนเสบียงก็ต้องล่าสัตว์ป่ามาประทังชีวิต มีอยู่หลายครั้งที่ล่าหมูป่าได้ ฉันก็เลยไปเรียนรู้วิธีการทำเนื้อหมูตากลมตากแห้งมาจากชาวบ้านในละแวกนั้นน่ะ"
​
ฟู่ซีโจวได้ยินดังนั้นก็เบาใจ รีบส่งเนื้อขาหลังหมูให้กู่เส้าอู่ทันที "ถ้าอย่างนั้น คงต้องรบกวนคุณปู่กู่แล้วล่ะครับ"
​
กู่เส้าอู่รับเนื้อชิ้นโตไปถือไว้อย่างกระฉับกระเฉง พลางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "ไม่รบกวนเลยสักนิด เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันตื่นแต่เช้ามืด จะได้รีบจัดการล้างแล่และหมักขั้นตอนแรกๆ ให้เสร็จเรียบร้อย"
​
ฟู่เหวินปินเห็นดังนั้นก็รีบท้วงขึ้นมาด้วยความเกรงใจ "ไม่ได้นะครับอาจารย์ แบบนั้นมันจะรบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน ท่านอายุมากแล้วต้องถนอมสุขภาพให้ดี ปล่อยให้ผมเป็นคนช่วยจัดการเองดีกว่า"
​
ทว่าครั้นเห็นฟู่เหวินปินขยับตัวจะเข้ามาแย่งเนื้อไป กู่เส้าอู่กลับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเบี่ยงหลบอย่างรวดเร็ว "เหวินปิน ปล่อยให้พวกฉันคนแก่ได้ขยับไม้ขยับมือทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่พอมีแรงบ้างเถอะ"
​
ว่าแล้วชายชราก็เอ่ยเสริมด้วยสีหน้าประหลาดใจ "อีกอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้ได้กินอิ่มหนำสำราญหรือเปล่า สองสามวันมานี้ฉันรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาก สุขภาพแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยทีเดียว"
​
หวงกั๋วหัวที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าสนับสนุนทันควัน "ใช่แล้วล่ะ อาการปวดแสบในกระเพาะของฉันก็แทบจะไม่กำเริบแล้ว ตอนนี้เดินเหินยังยืดหลังตรงได้สบายๆ เลย"
​
หานฉี่หมิงเอ่ยสมทบพลางหัวเราะชอบใจ "ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เรี่ยวแรงฟื้นคืนมาจนเหมือนตัวเองหนุ่มขึ้นไปตั้งหลายปีแน่ะ ฮ่าๆๆ"
​
เมื่อผู้อาวุโสทั้งสามกล่าวเช่นนั้น สมาชิกตระกูลฟู่ต่างก็นึกทบทวนขึ้นมาได้ว่า สภาพร่างกาย จิตใจ ตลอดจนเรี่ยวแรงของพวกเขาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะฟื้นฟูดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เช่นเดียวกัน
​
ฟู่เฉี่ยวซินรีบส่งเสียงเจื้อยแจ้ว "หนูเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงและสดชื่นขึ้นมาก นับตั้งแต่ได้กินอาหารอร่อยๆ ที่พี่รองเอามาให้"
​
ฟู่ซีโจวลอบอมยิ้มอยู่เงียบๆ ในใจ... จะเป็นเพราะอาหารธรรมดาได้อย่างไรกันเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะอานุภาพจากสรรพคุณของน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นที่เขาแอบผสมลงไปต่างหาก! ดูท่าอีกไม่กี่วัน เขาคงต้องหาทางแลกน้ำยาบำรุงร่างกายมาเติมให้ทุกคนอีกสักหน่อย เพื่อสุขภาพของครอบครัวและเหล่าผู้เฒ่าจะได้แข็งแรงอย่างยั่งยืน
​
"คนเราพอกินอิ่มท้อง ร่างกายย่อมมีเรี่ยวแรงต้านทานโรคเป็นธรรมดาครับ เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ต้องมัวแต่ตระหนี่เสียดายของกินหรอกนะครับ ต้องกินให้อิ่ม นอนให้หลับ ร่างกายถึงจะฟื้นฟูได้ดี"
​
ทุกคนพากันพยักหน้ารับ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคำพูดของฟู่ซีโจวมีเหตุผลที่สุด ซูหย่าฉินลอบคิดในใจว่า การกักตุนเนื้อไว้จนแห้งกรอบไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น พรุ่งนี้เธอจึงคิดว่าจะเพิ่มปริมาณเนื้อสัตว์ในมื้ออาหาร เพื่อบำรุงร่างกายให้ทุกคนได้กินของดีๆ เสียที
​
ฟู่ซีโจวสังเกตเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาดึกมากแล้ว จึงเอ่ยปากขอตัวลา....


และทันทีที่ก้าวพ้นเขตคอกวัว ชายหนุ่มก็เร้นกายในความมืดมิดมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวัง เขามิได้ล้มตัวลงนอนในทันที หากแต่ส่งจิตสำนึกดำดิ่งเข้าสู่มิติส่วนตัว

​
ฟู่ซีโจวเริ่มลงมือจัดการสร้างคอกหมูในทันใด โชคดีที่การก่อสร้างภายในห้วงมิตินี้ เขาไม่ต้องลงแรงแบกหามด้วยตัวเอง เพียงแค่กำหนดจิตควบคุม ท่อนไม้แต่ละท่อนก็จะลอยขึ้นมาประสานเหลี่ยมมุมอย่างแม่นยำ อาศัยโครงสร้างแบบเข้าลิ้นสลักเดือยไม้โบราณที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตะปูหรือวัสดุอื่นใดเลยแม้แต่น้อย เพียงชั่วครู่เดียว คอกหมูขนาดใหญ่ที่แข็งแรงแน่นหนาก็ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
​
เขาจัดการนำลูกหมูทั้งหนึ่งร้อยตัวเข้าไปปล่อยไว้ในเขตเพาะปลูกและปศุสัตว์ ลูกหมูตัวกลมป้อมส่งเสียงร้องอู๊ดอี๊ดพากันวิ่งเล่นอย่างเริงร่า ฟู่ซีโจวผสมอาหารสัตว์ตามสูตรแล้วนำไปเทใส่รางจนครบถ้วน จากนั้นจึงเดินไปตรวจดูที่คอกไก่
​
ผ่านไปเพียงแค่วันเดียว ลูกเจี๊ยบตัวน้อยกลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผิดหูผิดตา ฟู่ซีโจวประเมินดูแล้วว่า หากปล่อยให้เติบโตตามอัตราเร่งในมิตินี้ต่อไปอีกเพียงไม่กี่วัน เขาก็คงมีไข่ไก่สดใหม่ให้เก็บกินได้อย่างไม่ขาดสาย ทว่าหากคิดจะพึ่งพาไข่ไก่เพียงอย่างเดียวเพื่อนำไปแปรเปลี่ยนเป็นแต้มพลังงาน ย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน เขาต้องเร่งรวบรวมท่อนไม้ให้ได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงเป็ด ไก่ และห่านที่ยังค้างอยู่ในรายการให้หมด
​
หรือพรุ่งนี้จะขึ้นเขาไปตัดไม้อีกดี? แต่ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปแทบจะในทันที ฟู่ซีโจวตัดสินใจว่า เขาควรจะเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอก่อน ชายหนุ่มอยากลองไปเสาะหาลู่ทางแลกเปลี่ยนสิ่งของมีค่าที่ตลาดมืดเพื่อสะสมพลังงานให้ได้ก้อนใหญ่ และถือโอกาสแวะไปเยี่ยมดูอาการของหมิงเยวี่ยที่โรงพยาบาลด้วย
​
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟู่ซีโจวตื่นแต่เช้าตรู่มานึ่งอุ่นซาลาเปาไส้เนื้อหกลูก เขาทิ้งซาลาเปาสามลูกวางไว้บนโต๊ะให้ตาเฒ่าหวัง ส่วนอีกสามลูกที่เหลือถือไว้ในมือ พลางเดินกินรองท้องไปตลอดทางระหว่างมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของหวังต้าเกิน
​
"หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ วันนี้ผมขออนุญาตลางานต่ออีกหนึ่งวันได้ไหมครับ พอดีอยากจะเข้าไปเยี่ยมอาการของสหายหญิงคนที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อวานสักหน่อย...."
​
หวังต้าเกินซึ่งในเวลานี้มองฟู่ซีโจวด้วยความชื่นชมและเอ็นดูเป็นพิเศษ จึงพยักหน้าอนุมัติใบลาให้อย่างง่ายดายโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ
​
เมื่อได้รับอนุญาตเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็มุ่งหน้าไปยังลานกว้างทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน ก่อนจะเดินเข้าใกล้จุดที่เกวียนวัวจอดอยู่ เขาแอบนำถุงยาสูบขนาดเล็กออกมาเตรียมไว้ในกระเป๋าเสื้อ ครั้นเดินไปถึงตัวหวังเถี่ยว่าง เขาก็ยื่นเงินสองเฟินพร้อมกับถุงยาสูบส่งให้อีกฝ่ายทันที "ลุงเถี่ยว่าง รับสิ่งนี้เอาไว้สิครับ"
​
หวังเถี่ยว่างรับเพียงถุงยาสูบไปสูดดมด้วยความถูกใจ ทว่ากลับดันเหรียญเงินคืนมา "เมื่อวานนายก็จ่ายค่าเดินทางล่วงหน้าไปตั้งเยอะแล้ว รีบขึ้นไปนั่งบนเกวียนเถอะ"
​
ฟู่ซีโจวยิ้มรับพลางพยักหน้า ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวอย่างว่าง่าย
​
บนเกวียนวัวมีเหล่าป้าน้าอาหญิงชาวบ้านที่นั่งจับจองอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากพวกหล่อนเพิ่งจะได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูป่ามาหมาดๆ เมื่อวานนี้ ทันทีที่เห็นหน้าฟู่ซีโจว บรรดาแม่บ้านต่างก็พากันส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจและเอ่ยทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น ฟู่ซีโจวเองก็รีบส่งยิ้มสุภาพและเอ่ยทักทายตอบกลับอย่างนอบน้อม ชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาคมคาย ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ซ้ำยังมีกิริยามารยาทเรียบร้อยเช่นนี้ มีหรือที่พวกป้าๆ น้าๆ จะไม่หลงรัก ท่าทีของพวกเธอจึงยิ่งทวีความเอ็นดูระคนชื่นชมในตัวเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
​
เมื่อเกวียนวัวเทียบท่าถึงตัวอำเภอ ฟู่ซีโจวก็มุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอเป็นจุดหมายแรก ชายหนุ่มเข้าไปสอบถามที่แผนกต้อนรับ ทว่าพยาบาลเวรกลับแจ้งว่า หมิงเยวี่ยได้ทำเรื่องขอออกจากโรงพยาบาลไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง ทว่าฟู่ซีโจวก็มิได้ติดใจอันใด ในเมื่อเธอสามารถออกจากโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าบาดแผลคงไม่สาหัสสากรรจ์จนน่าเป็นห่วง
​
ชายหนุ่มเดินก้าวออกจากโรงพยาบาล กวาดสายตามองหาตรอกซอยเปลี่ยวที่ไร้เงาผู้คน ครั้นสบโอกาสจึงจัดการนำจักรยานเอ้อปาต้าก้างคานคู่ที่ยึดมาจากบ้านตระกูลหลินออกมาจากห้วงมิติ ฟู่ซีโจวปั่นจักรยานไปพลางเอ่ยปากสอบถามเส้นทางจากคนสัญจรไปพลาง กระทั่งลัดเลาะมาถึงตลาดรับซื้อของเก่าทางตอนใต้ของตัวเมือง หลังจากหาจุดลับสายตาเก็บจักรยานกลับเข้ามิติส่วนตัว เขาก็หยิบถุงผ้าใบหนาออกมาใบหนึ่ง จัดการย้ายสิ่งของเครื่องใช้และเสบียงบางส่วนจากในมิติใส่ลงไปจนตุง แล้วจึงค่อยๆ ก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปด้านใน
​
สถานที่แห่งนี้ หากมองเผินๆ จากภายนอกก็ดูเหมือนลานรับซื้อของเก่าธรรมดาทั่วไป บริเวณลานโล่งด้านหน้าเต็มไปด้วยกองเศษเหล็ก ทองแดง และเศษกระดาษกองพะเนินเทินทึก ทว่าฟู่ซีโจวรู้ดีแก่ใจว่า แหล่งกบดานของ 'ตลาดมืด' ที่แท้จริง... ได้ซุกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความทรุดโทรมแห่งนี้นี่เอง
​
ขณะที่เขากำลังก้าวเท้าเข้าไปใกล้ จู่ๆ ชายฉกรรจ์ในชุดคนงานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องก็ก้าวพรวดออกมายืนขวางทางไว้ สายตาคมกริบจ้องเขม็ง "มาทำอะไรที่นี่"
​
ฟู่ซีโจวมิได้ตื่นตระหนก เขาแง้มปากถุงผ้าออกเล็กน้อยพอให้อีกฝ่ายได้เห็นของข้างในแวบหนึ่ง ชายคนนั้นตวัดสายตามองสำรวจชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ค่าผ่านประตูหนึ่งเหมา"
​
ฟู่ซีโจวล้วงเหรียญเงินหนึ่งเหมาส่งให้อย่างว่าง่าย ชายเฝ้าประตูรับเงินไปเก็บใส่กระเป๋าแล้วเอ่ยห้วนๆ "ตามฉันมา"
​
ชายฉกรรจ์เดินนำพาเขาลัดเลาะผ่านลานกว้างที่เต็มไปด้วยกองขยะรีไซเคิล กระทั่งทะลุมาถึงด้านหลังแนวอาคารชั้นเดียวที่ปลูกเรียงรายอย่างมิดชิด ก่อนจะผลักบานประตูเหล็กเก่าคร่ำคร่าที่ดูไร้จุดเด่นบานหนึ่งให้เปิดออก
​
ทันทีที่ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเหล็กบานนั้น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าก็คือโกดังเก็บของขนาดมหึมา!
​
ภายในโกดังอวลไปด้วยเสียงอื้ออึงของการเจรจาต่อรองราคาที่ดังจอแจ บรรยากาศคึกคักและมีชีวิตชีวาจนน่าทึ่ง มีแผงลอยตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว วางจำหน่ายสินค้าสารพัดชนิดอย่างละลานตา ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ธัญพืช ม้วนผ้าแพรพรรณ เนื้อสัตว์สดใหม่ ไข่ไก่ วิทยุ นาฬิกาข้อมือ จักรยาน... หรือแม้กระทั่งมุมมืดก็มีคนกำลังลักลอบต่อรองซื้อขายทองคำแท่งกันอย่างลับๆ... 


สถานที่แห่งนี้... ดูราวกับเป็นห้างสรรพสินค้าใต้ดินขนาดย่อมที่ตัดขาดจากกฎเกณฑ์ของโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

​
ฟู่ซีโจวกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ขณะนั้นเอง ชายคนนำทางที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
​
"หน้านายดูแปลกตาดีแฮะ เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหม"
​
"ใช่" ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง
​
ชายคนนั้นจึงพยักพเยิดหน้าพลางเอ่ยแนะนำต่อ "ลูกพี่ใหญ่ผู้คุมตลาดมืดแห่งนี้มีชื่อว่า 'พี่หนาน'.... เขาอยู่ทางฝั่งโน้นแน่ะ"
​
............................