LNCrawler

บทที่ 47 เปิดศึกตะลุมบอน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 47 เปิดศึกตะลุมบอน

​
หลิวตงเหลียนเห็นคนตระกูลหลินพากันมาเยือนถึงบ้านในยามวิกาล ภายในใจก็พลันรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
​
"จ้าวชุนฮวา พวกเธอมาทำอะไรกันดึกๆ ดื่นๆ ป่านนี้? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?"
​
จ้าวชุนฮวารีบปั้นรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า
​
"ตงเหลียนจ๊ะ ที่พวกเรามาวันนี้ก็เพื่อจะมาสู่ขอหนูซูอวิ๋นน่ะสิ ก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือไง? ว่าพอให้ซูอวิ๋นถอนหมั้นกับฟู่ซีโจวเสร็จ ก็จะให้มาหมั้นหมายกับเจี้ยนเยี่ยน่ะ"
​
"อีกอย่างนะเจี้ยนเยี่ยบ้านฉันหน่ะก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ฉันก็เลยคิดว่าไม่ต้องมัวเสียเวลาหมั้นหมายอะไรให้ยุ่งยากหรอก ให้เด็กสองคนแต่งงานแต่งการกันไปเลยจะดีกว่าเธอเห็นด้วยไหมล่ะ?"
​
หลิวตงเหลียนกวาดสายตามองครอบครัวตระกูลหลินทั้งสามคนด้วยแววตาตำหนิ
​
ที่ไหนกันเขามีธรรมเนียมมาสู่ขอผู้หญิงโดยหิ้วขนมติดมือมาแค่สองกล่องกันบ้าง? หนำซ้ำยังไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้รู้ตัวสักคำ
​
หลิวตงเหลียนยิ่งรู้สึกขัดใจหนักกว่าเดิม เธอจึงหันไปมองหน้าซูอวิ๋น
​
ทว่าพอพูดถึงเรื่องแต่งงาน ซูอวิ๋นกลับเอาแต่ก้มหน้าหน้าแดงก่ำ ดูท่าทางขวยเขินไร้ราคาจนแทบจะยอมยกให้ฟรีๆ เสียอย่างนั้น
​
หลิวตงเหลียนจึงเอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด
​
"เฮ้ออ... เอาละแต่ว่าพวกเราคงต้องคุยเงื่อนไขกันให้ชัดเจนเสียก่อน"
​
"ฉันไม่เรียกร้องของหมั้นพวกจักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า หรือวิทยุอะไรพวกนั้นหรอกนะ ขอแค่เงื่อนไขเดียวเท่านั้น นั่นก็คือเงินค่าสินสอดสองร้อยหยวน และต้องห้ามขาดแม้แต่เฟินเดียว"
​
ทันทีที่ได้ฟัง จ้าวชุนฮวาก็แทบจะสบถด่าทอออกมาดังๆ
​
เธอหลับหูหลับตาเป็นเพื่อนกับหลิวตงเหลียนมาตั้งหลายปี อีกฝ่ายยังจะมีหน้ามาเรียกร้องเงินสินสอดตั้งสองร้อยหยวนอีกอย่างนั้นหรือ?
​
สภาพลูกสาวตัวเองเป็นสินค้ามีตำหนิแบบไหนยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง? โดนลูกชายของเธอจับทำเมียจนช้ำไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!
​
หากไม่ใช่เพราะหลีกเลี่ยงไม่อยากให้หลินเจี้ยนเยี่ยต้องถูกส่งตัวลงชนบทล่ะก็ เธอไม่มีทางยอมให้ซูอวิ๋นก้าวเท้าเข้ามาเป็นสะใภ้ในบ้านเด็ดขาด
​
ผู้หญิงใจง่ายที่ยอมถ่างขาให้ผู้ชายอย่างหน้าไม่อาย ก็เป็นได้แค่นังแพศยาร่านรักเท่านั้นแหละ ดีไม่ดีแต่งงานกันไปแล้วก็คงไม่แคล้วทำตัวนอกลู่นอกทางอยู่ดี
​
ฝ่ายหลินเจี้ยนเยี่ยเมื่อเห็นว่าแม่ของตนเอาแต่เงียบงัน จึงใช้ข้อศอกกระทุ้งเบาๆ เพื่อเรียกสติ
​
"แม่ครับ? มัวเหม่อคิดอะไรอยู่เนี่ย?"
​
จ้าวชุนฮวาสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วเอ่ยตอบไปว่า
​
"ตกลง สองร้อยก็สองร้อย แต่ว่าก่อนหน้านี้บ้านเราเพิ่งจะให้ซูอวิ๋นยืมเงินไปแปดร้อยหยวนนี่นา"
​
"ฉันว่าก็หักเงินสินสอดออกจากเงินแปดร้อยหยวนก้อนนั้นไปเลยก็แล้วกัน บ้านเราจะได้ไม่ต้องควักเนื้อจ่ายเงินเพิ่มให้ยุ่งยาก และที่สำคัญ พวกเธอก็ช่วยเอาเงินหกร้อยหยวนที่เหลือมอบให้ซูอวิ๋นพกติดตัวกลับมาเป็นสินเดิมที่บ้านตระกูลหลินของเราด้วยเลยก็แล้วกันนะ"
​
พอหลิวตงเหลียนได้ยินประโยคหน้าด้านๆ เช่นนั้น เธอก็ปรี๊ดแตกจนแทบระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที
​
"จะให้คืนพวกเธอหกร้อยหยวนงั้นเรอะ? จ้าวชุนฮวา นี่เธอผายลมบ้าบออะไรออกมาเนี่ย! เงินแปดร้อยหยวนก้อนนั้นมันเป็นเงินค่าหมั้นหมายที่บ้านพวกเธอเอามาประเคนให้เองต่างหากล่ะ! มันกลายมาเป็นเงินให้ยืมตั้งแต่เมื่อไหร่กันห๊ะ?"
​
"นั่นน่ะสิ!"
​
ซูเย่าจู่ น้องชายแท้ๆ ของซูอวิ๋นทนไม่ไหวจนต้องก้าวพรวดออกมาข้างหน้า เขายืดคอเชิดหน้าขึ้นพลางโต้เถียงอย่างเอาเรื่อง
​
"ตกลงแล้วพวกคุณอยากจะแต่งพี่สาวผมเข้าบ้านจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย? กะอีแค่เงินสินสอดสองร้อยหยวนยังจะงกเสียดายไม่ยอมจ่าย แถมยังคิดจะมาทวงเงินก้อนเก่าที่เคยให้พี่สาวผมไปกลับคืนอีกงั้นเหรอ? นี่พวกคุณยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างไหม?"
​
ได้ยินดังนั้น จ้าวชุนฮวาก็พาลเดือดดาลขึ้นมาทันที ฟังจากน้ำเสียงของพวกมันแล้ว เห็นชัดๆ ว่าตั้งใจจะเบี้ยวหนี้ไม่ยอมคืนเงินอย่างแน่นอน!
​
"หลิวตงเหลียน ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าแล้ว เธออย่ามาทำตัวไร้ยางอายให้มันมากนักนะ! เงินแปดร้อยหยวนนั่นฉันเป็นคนให้ลูกสาวของเธอยืมไปกับมือ ตอนนี้คิดจะมาพลิกลิ้นทำหน้ามึนไม่ยอมรับหนี้งั้นสิ?"
​
"ผายลมเถอะ! ตอนแรกพวกเราก็ตกลงพูดคุยกันไว้ดิบดี ว่าเจี้ยนเยี่ยบ้านเธอน่ะหลงรักซูอวิ๋นลูกสาวฉันจนหัวปักหัวปำ ถึงได้ยอมมอบเงินก้อนนั้นมาให้เป็นของหมั้นหมายต่างหาก!"
​
หลิวตงเหลียนยืนท้าวสะเอวอย่างเอาเรื่อง ไม่ยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว
​
"เป็นไงล่ะ ตอนนี้เกิดนึกเสียดายอยากจะกลับคำขึ้นมาแล้วล่ะสิ? ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะว่า ไม่มีทางซะหรอก! อยากจะแต่งซูอวิ๋นบ้านเราเข้าตระกูลงั้นเหรอ ได้สิ! ก็เอาเงินมาประเคนเพิ่มอีกสองร้อยหยวนสิยะ! จะได้รวมเป็นค่าสินสอดหนึ่งพันหยวนถ้วนพอดิบพอดี!"
​
"หนึ่งพันหยวน?! นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!"
​
จ้าวชุนฮวากรีดร้องเสียงหลง
​
"เธอหลงคิดว่าลูกสาวของตัวเองเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูลมาจากไหนกันฮึ? ถึงได้กล้ามาเรียกร้องเงินค่าสินสอดตั้งหนึ่งพันหยวน? นังเด็กนี่มันโดนลูกชายฉันจับทำเมียจนช้ำไปถึงตับไตไส้พุงตั้งนานแล้ว สภาพของมีตำหนิแบบนี้ ถ้าหล่อนไม่ยอมแต่งกับลูกชายฉัน แล้วหล่อนจะแบกหน้าไปแต่งกับใครที่ไหนได้อีก?"
​
"หลิวตงเหลียน ทำตามที่ฉันบอกแต่โดยดีซะเถอะ เธอนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินให้บ้านฉันมาหนึ่งพันหยวน เพื่อขอร้องให้ซูอวิ๋นลูกสาวเธอได้แต่งงานเข้ามาอยู่บ้านฉัน ไม่อย่างนั้นถ้าขืนคนอื่นเขารู้ธาตุแท้ว่าลูกสาวของหล่อนกลายเป็นรองเท้าเน่าๆ ขาดๆ ไปแล้วล่ะก็ จะมีผู้ชายหน้าโง่ที่ไหนกล้าแต่งงานด้วยหืมมมม?"
​
หลิวตงเหลียนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอหันขวับไปจ้องหน้าซูอวิ๋นเขม็ง
​
"นังเด็กบ้า เรื่องบัดซบที่นังนี่พูดมามันเป็นความจริงงั้นหรอ?"
​
ใบหน้าของซูอวิ๋นพลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
​
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหลินเจี้ยนเยี่ยจะปากโป้งเอาเรื่องน่าอายนี้ไปบอกให้จ้าวชุนฮวาฟัง
​
และยิ่งไม่คาดฝันเลยว่าจ้าวชุนฮวาจะกล้าประจานเรื่องพรรค์นี้ออกมาต่อหน้าทุกคนอย่างหน้าตาเฉย
​
สาเหตุที่ในตอนนั้นเธอยอมหลับนอนกับหลินเจี้ยนเยี่ย ก็เป็นเพราะเธอแอบโลภหวังในฐานะนายน้อยตระกูลนายทุนของอีกฝ่ายล้วนๆ
​
ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะดูไม่เอาไหนสักเท่าไหร่ แต่เขาก็มีเงินถุงเงินถังนี่นา
​
เธอเคยวางแผนเอาไว้ในใจว่า เมื่อตกเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว หากเขาคิดจะชิ่งหนีไม่ยอมแต่งงานด้วย เธอก็จะไปแจ้งความเอาผิดให้ถึงที่สุด
​
ทว่าใครจะไปคาดคิดล่ะว่า จู่ๆ พ่อแม่บุญธรรมตระกูลเดิมของหลินเจี้ยนเยี่ยจะโดนปรับทัศนคติจนถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในชนบทเข้าเสียได้?
​
ตอนนี้หลินเจี้ยนเยี่ยไม่ใช่ลูกเศรษฐีมีเงินอีกต่อไปแล้ว พูดตามตรงจากใจจริงเลยว่า เธอกำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปอย่างถึงที่สุด
​
แต่ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว มันก็ไม่มีหนทางอื่นให้ถอยกลับไปได้อีก...
​
ซูอวิ๋นรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
​
"ไม่ใช่นะคะแม่ นังป้านี่มันพูดจาเหลวไหลใส่ความฉันทั้งนั้น!"
​
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากปากลูกสาว หลิวตงเหลียนก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที
​
"ไปตายซะเถอะ นังจ้าวชุนฮวา! แกกล้าดีกุเรื่องสกปรกมาสาดโคลนใส่ลูกสาวฉันงั้นเรอะ วันนี้ฉันจะตบแกให้ตายคามือเลยคอยดู!"
​
จ้าวชุนฮวาแค่นเสียงหัวเราะหยันอย่างเย็นชา
​
"ลูกสาวของแกมันบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงหรือเปล่า ในใจของแกเองก็น่าจะรู้ดีแก่ใจไม่ใช่หรือไง? ทำไมฉันจะต้องเสียเวลาไปใส่ร้ายป้ายสีนังเด็กนั่นด้วยฮึ? อ้อ นี่คิดจะลงไม้ลงมือกับฉันงั้นสิ ถ้าแกเก่งนักก็ลองเข้ามาตบฉันดูสิยะ!"
​
ซูเย่าจู่ได้ยินคำหยามเกียรติเช่นนั้นก็โกรธเลือดขึ้นหน้า เขาง้างหมัดพุ่งตัวเข้าไปหาจ้าวชุนฮวาอย่างเหลืออด
​
"ไปตายซะเถอะยายแก่! กล้าดีหอบปากเน่าๆ มาใส่ร้ายป้ายสีความบริสุทธิ์ของพี่สาวฉัน แถมยังกล้าข่มเหงรังแกแม่ฉันอีกงั้นเหรอ? นี่แกคิดว่าตระกูลซูของเราไม่มีผู้ชายคอยปกป้องหรือยังไง"
​
"วันนี้ฉันจะอัดยายแก่เสียสติอย่างแกให้ตายคาที่ไปเลย!"
​
ฝ่ายหลินเจี้ยนเยี่ยเมื่อเห็นว่าซูเย่าจู่พุ่งตัวเข้ามาหมายจะลงไม้ลงมือกับมารดาของตนจริงๆ เขาก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้าเช่นกัน ชายหนุ่มผลักอกอีกฝ่ายออกไปอย่างแรงจนสุดกำลัง
​
"นี่แกกล้าดีมาทำนักเลงใส่ใครวะ?"
​
ทว่าซูเย่าจู่เองก็ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ เขาจึงตอกหมัดสวนกลับไปในเสี้ยววินาที
​
ชายหนุ่มเลือดร้อนทั้งสองคนกระโจนเข้าสู้รบตบมือคลุกวงในกันอย่างอุตลุดในทันที
​
ทางด้านของจ้าวชุนฮวาและหลิวตงเหลียนก็เปิดฉากรุมทึ้งสู้กันอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน ทั้งจิกทึ้งเส้นผม กระชากคอเสื้อ และกางกรงเล็บข่วนหน้ากันจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด
​
เพียงชั่วพริบตาเดียว ภายในห้องนั่งเล่นอันคับแคบของบ้านตระกูลซูก็แปรสภาพกลายเป็นสมรภูมิรบอันวุ่นวายราวกับโจ๊กที่ถูกคนจนเละ
​
โต๊ะไม้กลางห้องถูกกระแทกจนล้มคว่ำ ถ้วยชามกระเบื้องตกแตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้น เสียงสบถด่าทอและเสียงกรีดร้องโวยวายดังประสานเสียงอื้ออึงสับสนวุ่นวายไปทั่วทั้งบริเวณ
​
"อีนังแก่ไร้ยางอาย! แกกล้าดีจิกผมฉันงั้นเรอะ! คอยดูเถอะ วันนี้ฉันจะตบปากเน่าๆ ของแกให้ฉีกถึงหูไปเลย!"
​
จ้าวชุนฮวากรีดร้องราวกับคนเสียสติ พลางกางกรงเล็บยาวเฟื้อยตะปบเข้าที่ใบหน้าของหลิวตงเหลียนอย่างเกรี้ยวกราด
​
ทว่าหลิวตงเหลียนก็ไม่ได้กินเจยอมให้ใครมาทำร้ายฝ่ายเดียว เธออ้าปากกว้างก่อนจะฝังเขี้ยวลงบนท่อนแขนของจ้าวชุนฮวาอย่างสุดแรงเกิด
​
"โอ๊ยย! อีนังหมาบ้า! แกกล้ากัดฉันเรอะ!"
​
จ้าวชุนฮวากรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
​
ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของห้อง หลินเจี้ยนเยี่ยกับซูเย่าจู่ก็กำลังแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่งจนตาแดงก่ำไปหมด
​
เนื่องจากก่อนหน้านี้ หลินเจี้ยนเยี่ยเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกินหรูอยู่ดีที่บ้านตระกูลฟู่มาโดยตลอด จึงมีรูปร่างที่ค่อนข้างอ้วนท้วนสมบูรณ์ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาเขาจะซูบผอมลงไปบ้างเล็กน้อย ทว่าด้วยสรีระร่างกายและพละกำลังที่เหนือกว่าซูเย่าจู่อยู่หลายขุม เขาจึงปล่อยหมัดซัดร่างของอีกฝ่ายจนล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น ก่อนจะขึ้นคร่อมร่างทับเอาไว้ แล้วกระหน่ำรัวหมัดซ้ายขวาใส่ไม่ยั้งมือ
​
"ปากดีนักใช่ไหมแก! กล้าดีเสนอหน้ามาทำร้ายแม่ฉันงั้นเรอะ! ฉันจะอัดแกให้ตายคาตีนไปเลยไอ้สารเลว!"
​
ทางด้านซูต้าซาน ทันทีที่เห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถูกซ้อมอย่างหนัก เขาก็รีบคว้าไม้ขนไก่ที่วางอยู่ใกล้มือ หวดฟาดลงบนแผ่นหลังของหลินเจี้ยนเยี่ยอย่างสุดแรงเกิด
​
"ไอ้เด็กเปรตเอ๊ย! แกกล้าดีทุบตีลูกฉันงั้นเรอะ! วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย!"
​
เมื่อหลินต้าจวินเห็นว่าลูกชายถูกลอบทำร้ายจากด้านหลัง เขาก็ไม่รอช้า พุ่งตัวทะยานเข้าไปฟัดเหวี่ยงแลกหมัดกับซูต้าซานอย่างดุเดือดเช่นกัน
​
เวลานี้ห้องนั่งเล่นของบ้านตระกูลซูได้กลายสภาพเป็นสมรภูมิรบขนาดย่อมไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
​
ท่ามกลางวงล้อมความชุลมุนวุ่นวาย หลิวตงเหลียนพลาดท่าถูกจ้าวชุนฮวาถีบจนหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น จังหวะนั้นเองหางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสามีสุดที่รักกำลังถูกหลินต้าจวินกดหัวซ้อมอยู่อีกทาง ความโกรธแค้นก็พลันพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนตาขวาง
​
เธอรีบยกนิ้วชี้หน้าด่าหลินต้าจวิน พร้อมกับแผดเสียงตะโกนแหกปากลั่นห้องในทันที
​
"หลินต้าจวิน ไอ้ชาติหมาหน้าตัวเมียเอ๊ย! นี่แกยังมีหน้ามาร่วมงานสู่ขอที่บ้านของพวกเราอีกงั้นเรอะ? แกหลงคิดว่าฉันหูหนวกตาบอด ไม่รู้เรื่องคาวโลกีย์ระยำตำบอนระหว่างแกกับนังแม่ม่ายหวังข้างบ้านหรือยังไงกัน?"
​
"แกเล่นแอบมุดเข้าไปซุกตัวอยู่ในผ้าห่มของนังแม่ม่ายนั่นแทบจะทุกวี่ทุกวัน เรื่องบัดสีแบบนี้เมียของแกรู้บ้างรึป่าว? แล้วลูกชายสุดที่รักของแกรู้เรื่องด้วยไหม? ทำตัวสารเลวขนาดนี้ แกยังมีหน้ามารังแกคนอื่นเขาถึงในบ้านอีก ถุย!"
​
สิ้นเสียงตะโกนด่าทออันดังกึกก้องของหลิวตงเหลียน ทุกชีวิตภายในห้องก็พลันชะงักงัน หยุดทุกการเคลื่อนไหวลงในฉับพลัน พร้อมใจกันหันขวับไปเบิกตากว้างมองหลินต้าจวินเป็นตาเดียว
​
โดยเฉพาะจ้าวชุนฮวาที่ยืนนิ่งอึ้งตัวแข็งทื่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางแสกหน้า เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยสักนิดกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน
​
"หลินต้าจวิน... นี่แกแอบไปลักลอบได้เสียกับนังแม่ม่ายนั่นงั้นหรอ?"
​
หลินต้าจวินชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนกและร้อนตัววาบผ่านอย่างรวดเร็ว
​
"นี่เธอจะบ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้หูเบาไปหลงเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระของนังปากหมานี่น่ะฮึ?"
​
หลิวตงเหลียนเสยเส้นผมที่หลุดลุ่ยยุ่งเหยิงจากการโดนจ้าวชุนฮวาจิกทึ้งเมื่อครู่ขึ้นลวกๆ ก่อนจะตั้งป้อมแฉเรื่องคาวโลกีย์ทั้งหมดที่ตนเองล่วงรู้มาจนหมดเปลือก
​
"ฉันพูดเพ้อเจ้ออย่างนั้นเหรอ? แกก็ลองกลับไปป่าวประกาศถามเพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามบ้านแกดูเอาเองสิ! ละแวกนั้นมีใครบ้างที่ไม่รู้สันดานมักมากกามกลับของหลินต้าจวินอย่างแกน่ะ? ดึกดื่นค่อนคืนไม่ยอมหลับยอมนอนกลับเข้าบ้านตัวเอง เอาแต่ไปขลุกค้างอ้างแรมอยู่แต่ในบ้านของนังแม่ม่ายหวัง! แกหลงคิดว่าคนอื่นเขาหูหนวกตาบอดกันไปหมดแล้วหรือยังไง!"

.........................