บทที่ 48 มุงดูเรื่องสนุก
บทที่ 48 มุงดูเรื่องสนุก
เสียงวิวาทของสองครอบครัวดังลั่นไปทั่วบริเวณ จนเพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างพากันชะเง้อคอมุงดูเรื่องสนุกมาพักใหญ่แล้ว
ทันทีที่หลิวตงเหลียนตะโกนลั่นออกมาเช่นนั้น ผู้คนที่อยู่ด้านนอกก็พลันได้ยินกันอย่างถนัดหู
"จริงหรือเปล่าเนี่ย หลินต้าจวินแอบไปมีอะไรกับแม่ม่ายหวังอย่างนั้นหรือ"
"จึ๊ พวกเธอเพิ่งจะรู้กันหรือไง ผู้ชายที่แอบไปขลุกอยู่กับแม่ม่ายหวังมีตั้งเยอะแยะ ไม่อย่างนั้นคิดว่าแม่ม่ายตัวคนเดียวอย่างหล่อนจะใช้ชีวิตสุขสบายขนาดนี้เชียวหรือ"
"จุ๊ๆ จ้าวชุนฮวาก็น่าสงสารจริงๆ สามีแอบไปเป็นชู้กับคนอื่นอยู่ข้างนอก ตัวเธอเองกลับถูกปิดหูปิดตาไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
เสียงซุบซิบนินทาของบรรดาเพื่อนบ้านล้วนแว่วเข้าไปถึงในบ้านสกุลซู
เมื่อจ้าวชุนฮวาเรียกสติกลับคืนมาได้ เธอก็กระโจนเข้าใส่หลินต้าจวินราวกับคนบ้าคลั่งในทันที
"หลินต้าจวิน ไอ้คนสารเลว! ฉันเหนื่อยยากตรากตรำคอยปรนนิบัติดูแลคนทั้งครอบครัวให้แก แต่แกกลับกล้าแอบไปซุกเมียน้อย มโนธรรมของแกมันหายไปไหนหมด ห๊า! ฉันไม่อยากอยู่แล้ว! วันนี้เรามาตายตกไปตามกันเลย!"
ทางด้านหลินต้าจวินย่อมไม่ใช่คนที่จะยอมให้ภรรยาทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว พอถูกจ้าวชุนฮวาข่วนเข้าสองที เขาก็โกรธจัดจนทนไม่ไหว ตบหน้าเธอฉาดใหญ่เข้าให้อย่างแรง
"คุณจะมาบ้าบออะไรตรงนี้ ปัดโธ่เว้ย หัดใจเย็นเสียบ้าง!"
พอถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด จ้าวชุนฮวาก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจราวกับถูกรังแกอย่างแสนสาหัส เธอไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีก พุ่งตัวเข้าไปเตรียมจะข่วนหน้าหลินต้าจวินซ้ำอีกรอบ
หลินเจี้ยนเยี่ยเห็นดังนั้นจึงเลิกสนใจทุบตีซูเย่าจู่ แล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยห้ามทัพทันที
ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไร สองสามีภรรยาก็ยังคงตบตีกันอุตลุด ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย หลินเจี้ยนเยี่ยจึงพลอยโดนลูกหลงถูกทุบตีไปด้วยอีกคน
เมื่อคนบ้านสกุลซูเห็นสถานการณ์พลิกผันเป็นเช่นนี้ พวกเขาจึงเลิกลงไม้ลงมือ แล้วถอยไปยืนดูเรื่องสนุกอยู่ด้านข้างแทน
หลิวตงเหลียนทอดสายตามองดูครอบครัวที่กำลังแว้งกัดกันเองราวกับสุนัขบ้า เธอจึงตัดสินใจเปิดประตูบ้านออกกว้างๆ เปิดทางให้บรรดาเพื่อนบ้านเข้ามามุงดูความเละเทะนี้กันให้จุใจไปเลย
บ้านสกุลซูอาศัยอยู่ในบ้านพักพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ พอจางฮุ่ยหมินได้ยินข่าวว่าบ้านสกุลซูกำลังตีกัน เขาก็รีบวิ่งแจ้นมาดูเรื่องสนุกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มยืนดูด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก แทบจะปรบมือโห่ร้องเชียร์ออกมาอยู่รอมร่อ
กระทั่งคนบ้านสกุลหลินยุติสงครามตะลุมบอนแล้วพากันเดินจากไปด้วยความอับอาย จางฮุ่ยหมินก็ยังรู้สึกค้างคาใจราวกับดูละครไม่จบเรื่อง
เขาจึงตั้งใจว่าจะเขียนจดหมายไปเล่าให้ฟู่ซีโจวฟังเสียหน่อย
แต่ก่อนจะลงมือเขียนจดหมาย เขาได้แวะกลับไปที่บ้านของพ่อแม่เสียก่อน
"พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว"
เวลานั้นจางฟู่เฉียงกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พอเห็นลูกชายเดินเข้ามาก็ขยับแว่นตาเล็กน้อย
"ทำไมถึงกลับมาล่ะ"
จางฮุ่ยหมินตอบทันที "พ่อครับ ผมอยากจะเขียนจดหมายไปหาซีโจว แล้วก็จะส่งเงินไปให้เขาสักหน่อย เลยแวะมาปรึกษาพ่อก่อน"
จางฟู่เฉียงค่อยๆ วางหนังสือพิมพ์ในมือลง พลางพยักหน้ารับ "แกสมควรส่งเงินไปขอบใจซีโจวเขาสักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ"
"ถ้าไม่ได้เขาช่วยเตือนให้แกอยู่ห่างๆ จากพวกผู้หญิงเอาไว้ ป่านนี้แกคงเผลอแต่งงานกลายเป็นพ่อคนไปเรียบร้อยแล้ว..."
พอจางฟู่เฉียงนึกภาพว่าลูกสะใภ้ของตนอาจกลายเป็นแม่ม่ายคนนั้น เขาก็รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
โชคยังดีที่มีคำเตือนของฟู่ซีโจวคอยฉุดรั้งเอาไว้
จางฮุ่ยหมินพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้เขาอยากตอบแทนบุญคุณฟู่ซีโจวเป็นอย่างมาก
ย้อนไปเมื่อสองวันก่อน มีแม่ม่ายหน้าตาสะสวยคนหนึ่งคอยเข้ามาตีสนิทเอาอกเอาใจเขาอยู่ตลอด วันนี้เอาไข่ไก่มาให้ พรุ่งนี้ก็เอาผ้าเช็ดหน้ามามอบให้
หนำซ้ำยังเอ่ยปากชวนเขาไปดื่มเหล้าด้วยกันอีก
หากไม่ได้ฟู่ซีโจวเตือนสติไว้ล่วงหน้า เขาคงหลงผิดคิดไปเองว่าตัวเองมีเสน่ห์เหลือล้น จนเผลอตอบรับนัดหมายนั้นไปแล้วแน่ๆ
ตอนนั้นเขารู้สึกทะแม่งๆ จึงแอบไปสืบดูจนได้รู้ความจริงว่า แม่ม่ายคนนั้นเป็นอย่างที่ฟู่ซีโจวเคยบอกไว้ไม่มีผิด หล่อนตั้งท้องลูกของอันธพาลที่มีครอบครัวแล้วมาได้พักใหญ่
การที่หล่อนเข้ามาตีสนิททำดีด้วย ก็เพียงเพื่อหวังจับเขาไปเป็นพ่อรับหน้าเสื่อแทนเท่านั้น!
สุดท้ายเมื่อเขาไม่หลงกล แผนการร้ายของแม่ม่ายและเจ้าอันธพาลคนนั้นจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า จนพวกมันต้องหันไปวางแผนดักจับผู้ชายคนอื่นแทน
"พ่อครับ ผมกะว่าจะเอาเงินกับคูปองทั้งหมดที่มีติดตัวส่งไปให้ซีโจวน่ะครับ บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ ผมต้องตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อถึงจะถูก"
จางฟู่เฉียงทอดมองท่าทางซื่อบื้อของลูกชาย พลางรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวฟู่ซีโจวมากยิ่งขึ้นไปอีก
ลำพังตัวลูกชายเขาจะมีเงินเก็บสักเท่าไหร่กันเชียว ในเมื่อปากบอกว่าเป็นบุญคุณช่วยชีวิต แล้วเงินติดตัวแค่หยิบมือเดียวมันจะไปพอตอบแทนได้อย่างไร
"แล้วตอนนี้แกมีเงินอยู่เท่าไหร่" จางฟู่เฉียงเอ่ยถาม
"ผมมีเงินเหลืออยู่ร้อยหยวน แล้วก็คูปองระดับชาติอีกนิดหน่อยครับ" จางฮุ่ยหมินล้วงสมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาโชว์
จางฟู่เฉียงปรายตามองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างระอา
ชายวัยกลางคนเปิดลิ้นชัก หยิบธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนสี่สิบใบออกมายื่นให้
"ส่งเงินไปให้แค่ร้อยเดียว จะกล้าเอาไปอ้างตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตได้ยังไง เอาเงินสี่ร้อยหยวนนี่ไป รวมกับของแกเป็นห้าร้อยหยวน แล้วส่งไปให้ซีโจวทั้งหมดนั่นแหละ"
จางฟู่เฉียงกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แกอย่าลืมเขียนบอกเขาไปในจดหมายด้วยล่ะ ว่าถ้าเงินไม่พอใช้ก็ให้บอกพวกเรา บ้านเราติดค้างน้ำใจเขาครั้งใหญ่ จะปล่อยให้เขาต้องไปทนตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด"
ภายในใจของจางฮุ่ยหมินพลันบังเกิดความตื้นตันอย่างสุดซึ้ง "เข้าใจแล้วครับพ่อ!"
ชายหนุ่มรับเงินมาแล้วรีบเดินกลับเข้าห้องตัวเอง เขาคลี่กระดาษเขียนจดหมายออก ก่อนจะจรดปากกาเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงนี้ให้ฟู่ซีโจวได้รับรู้
กว่าจะเขียนจดหมายเสร็จเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงกลางดึก จางฮุ่ยหมินร่ายยาวไปจนเต็มหน้ากระดาษถึงสิบแผ่นเต็มๆ
รุ่งเช้าวันต่อมา เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อจัดการส่งทั้งเงิน คูปอง และจดหมายปึกหนานั้นออกไปทันที
ทางฝั่งของฟู่ซีโจวนั้น ย่อมไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าในเมืองหลวงกำลังมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น
เช้าตรู่วันนี้ เขาแบ่งซาลาเปาไส้เนื้อสองสามลูกทิ้งไว้ให้ตาเฒ่าหวังเป็นมื้อเช้า จากนั้นก็เติมน้ำร้อนใส่กระติกจนเต็ม แล้วมุ่งหน้าขึ้นเขาไป
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าการขึ้นเขาทั้งสองครั้งก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ไปบริเวณเดิมๆ ท่อนไม้ที่เหมาะสมก็คงถูกเก็บรวบรวมไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ดังนั้นวันนี้ฟู่ซีโจวเลยจงใจเปลี่ยนเส้นทาง โดยเลือกเดินขึ้นเขาจากจุดอื่นแทน
อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยให้เขาหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกชาวบ้านจากหมู่บ้านเซี่ยงหยางได้อีกด้วย
เมื่อขึ้นมาบนเขา ฟู่ซีโจวก็ลงมือเก็บรวบรวมท่อนไม้อย่างขะมักเขม้นไม่ยอมหยุดพัก
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าลึกโดยไม่ทันรู้ตัว
จังหวะที่ฟู่ซีโจวกวาดสายตามองไปยังจุดหนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดแปลบที่ดวงตาขึ้นมากะทันหัน
"ซี๊ด..." ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บปวด
[ระบบ ทำไมตาฉันถึงปวดขึ้นมาล่ะ]
เขาตระหนักดีว่าอาการเจ็บแปลบกะทันหันนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของร่างกาย แต่อาจเป็นผลกระทบจากเนตรวิเศษมากกว่า
ระบบรีบอธิบายไขข้อข้องใจ
[เรียนโฮสต์ นี่คือสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อเนตรวิเศษตรวจพบว่า ภายในรัศมีสิบเมตรจากจุดที่โฮสต์กำลังมองมีของล้ำค่าซุกซ่อนอยู่]
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟู่ซีโจวก็พลันหูตาสว่าง กระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขารีบหันขวับกลับไปมองยังจุดเดิมเมื่อครู่นี้อีกครั้ง
และดวงตาของเขาก็เกิดอาการปวดแปลบขึ้นมาอีกหนตามคาด
ชายหนุ่มจัดการแหวกพุ่มไม้รกทึบที่สูงท่วมหัวออกไป ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันสว่างโล่งขึ้นในพริบตา
บริเวณโคนต้นสนเฒ่าต้นหนึ่ง ปรากฏตัวอักษรเรืองแสงกะพริบวิบวับอยู่
[เห็ดหลินจือโลหิตป่า อายุห้าร้อยปี มูลค่าห้าแสนหยวน]
เขาไม่รอช้า รีบสาวเท้าตรงดิ่งเข้าไปหา แล้วปัดเศษใบไม้แห้งที่ทับถมอยู่ตรงโคนต้นสนออกอย่างรวดเร็ว
เห็ดหลินจือสองดอก ขนาดใหญ่หนึ่งดอกและเล็กหนึ่งดอก ปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน
ดอกที่ใหญ่กว่ามีขนาดกว้างเท่าปากชาม ลำต้นสีแดงก่ำไปทั่วทั้งดอก บริเวณหมวกเห็ดยังมีลวดลายสีทองเป็นวงๆ ปรากฏให้เห็นอย่างวิจิตรงดงาม
ส่วนดอกที่เล็กกว่ามีขนาดพอๆ กับกำปั้นเด็กทารก รูปทรงงดงามสมบูรณ์ดีทีเดียว
วินาทีนี้ ฟู่ซีโจวตื่นเต้นดีใจจนแทบจะรู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นโครมครามราวกับจะหลุดกระดอนออกมานอกอก
เขารีบเก็บเห็ดหลินจือล้ำค่าทั้งสองดอกเข้าไปไว้ในมิติอย่างระมัดระวัง
พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสเก็บรวบรวมท่อนไม้ที่เหมาะสมบริเวณใกล้เคียงเข้าไปด้วย
หลังจากเก็บกวาดท่อนไม้ที่พอจะใช้ประโยชน์ได้จนหมดแล้ว ชายหนุ่มก็หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทว่าดวงตากลับปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
ฟู่ซีโจวนึกกระหยิ่มในใจว่าวันนี้โชคชะตาช่างเข้าข้างเขานัก จึงรีบก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าทันที
พอแหวกกอหญ้าป่าออก เบื้องหน้าก็ปรากฏตัวอักษรเรืองแสงกะพริบขึ้นมาอีกครั้ง
[โสมป่าอายุร้อยปี มูลค่าสองแสนหยวน]
คราวนี้ฟู่ซีโจวเบิกบานใจจนหุบยิ้มไม่ลง
การขึ้นเขามาในวันนี้ เพียงเที่ยวเดียวเขาก็ได้สมบัติล้ำค่าทั้งเห็ดหลินจือและโสมป่ามาครอบครองจนเต็มไม้เต็มมือ
เขาจัดการเก็บโสมป่าล้ำค่าเข้าไปในมิติ แล้วเดินไปหาพื้นที่ราบเรียบนั่งพักผ่อน ปากแทะไก่ย่างกินอย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันก็ใช้จิตสำนึกควบคุมท่อนไม้ในมิติ ให้ย้ายเข้าไปยังมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์ เพื่อนำไปสร้างรั้วล้อมเอาไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน
ถัดจากนั้น เขาก็ทำการย้ายบรรดาสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เคยแลกเปลี่ยนมาได้ก่อนหน้านี้ เข้าไปไว้ในมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์
ลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่เริ่มเลี้ยงเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้พวกมันเติบโตขึ้นมากทีเดียว
ฟู่ซีโจวคาดเดาว่า อีกเพียงไม่กี่วันเขาก็น่าจะเก็บไข่ไก่ได้แล้ว
ชายหนุ่มเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ต้นไม้ผล เขาพบว่าต้นแอปเปิลที่ถูกรดด้วยน้ำพุวิเศษไปเป็นต้นแรกสุดนั้นเริ่มออกผลแล้ว มีผลแอปเปิลสีแดงสดลูกกลมโตกว่าสิบลูกห้อยระย้าอวดโฉมอยู่บนกิ่งก้าน
ฟู่ซีโจวเห็นดังนั้นจึงจัดการเด็ดพวกมันลงมาจนหมดเกลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เขาจึงเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีมุ่งหน้าลงจากภูเขาไป
ระหว่างทางลงเขา เขาเลือกเดินไปตามเส้นทางที่ชาวบ้านมักใช้สัญจรเป็นประจำ พร้อมกับถือโอกาสถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ริมทาง เพื่อนำไปเป็นอาหารเลี้ยงปลาเฉาในมิติไปด้วยเลย
ทันทีที่ฟู่ซีโจวเดินลงมาถึงตีนเขา เขาก็เดินสวนกับหวังเจิ้นเปียวเข้าพอดิบพอดี
"เจิ้นเปียว นายกำลังจะขึ้นเขาหรือ"
หวังเจิ้นเปียวส่ายหน้าไปมา อาการหอบหายใจของเขาบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า
"ตาเฒ่าหวังบอกว่านายขึ้นเขามา ฉันก็เลยตั้งใจมาตามหานายนี่แหละ"
............................