LNCrawler

บทที่ 49 ประท้วงฟู่ซีโจว

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 49 ประท้วงฟู่ซีโจว


‎เมื่อเห็นท่าทางหอบเหนื่อยของหวังเจิ้นเปียว ฟู่ซีโจวก็คาดเดาได้ทันทีว่าคงเกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว "เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ"
‎
หวังเจิ้นเปียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อปรับจังหวะ ก่อนจะรีบเอ่ยปากเล่า "จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยน... ยัยผู้หญิงจอมสร้างเรื่องสองคนนั้นกำลังยุยงปลุกปั่นชาวบ้านกลุ่มใหญ่ ให้ไปรวมตัวกันก่อความวุ่นวายอยู่ที่หน้าบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิตแล้วน่ะสิ!"
‎
ฟู่ซีโจวขมวดคิ้วมุ่นทันที "ก่อความวุ่นวาย? เรื่องอะไรกัน"
‎
"พวกหล่อนหาว่านายก็แค่ล่าหมูป่าได้ตัวหนึ่ง ทำไมถึงได้ทั้งแต้มทำงานเต็ม แถมยังได้รับอนุญาตให้ลางานได้อีก พวกหล่อนเลยหาเรื่องกล่าวหาว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตลำเอียงเข้าข้างนาย แล้วก็เรียกร้องให้หัวหน้าออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง นายรีบไปจัดการเรื่องนี้ด่วนเลยเถอะ"
‎
สีหน้าของฟู่ซีโจวพลันเย็นเยียบลงในพริบตา
‎
เมื่อนึกย้อนไปถึงชาติที่แล้ว เขากลายเป็นเพียงคนไร้ตัวตนที่เงียบเหงาจนแทบจะไม่มีข้าวกินประทังชีวิต ดังนั้นจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมาคอยอิจฉาริษยาเขาเลย ทว่าถึงกระนั้น ในอดีตชาติหญิงสองคนนี้ก็ยังคอยสร้างเรื่องวุ่นวายเอาไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
‎
"เดี๋ยวฉันไปดูเอง"
‎
ฟู่ซีโจวเอ่ยจบก็ก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิตทันที วันนี้เขาอยากจะเห็นกับตาเสียหน่อย ว่าผู้หญิงสองคนนั้นจะสามารถก่อกวนปั่นป่วนไปได้ถึงขั้นไหนกันเชียว!
‎
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้บริเวณบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิต ก็แว่วเสียงชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่กำลังล้อมกรอบต่อว่าหวังต้าเกินดังระงมมาแต่ไกล
‎
"หัวหน้าฝ่ายผลิต คุณทำแบบนี้มันจะลำเอียงเกินไปแล้วนะ! ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่ยุ่งเหยิงแทบตาย แต่ทำไมไอ้หนุ่มฟู่ซีโจวถึงสามารถหยุดงานได้ทุกวี่ทุกวัน ในขณะที่พวกเราต้องมาทนหลังขดหลังแข็งทำงานงกๆ อยู่ในแปลงนาจนแทบจะขาดใจตายล่ะ"
‎
"นั่นน่ะสิ! ถึงเขาจะล่าหมูป่าได้จนถือว่าเก่งกาจก็เถอะ แต่จะมาใช้อภิสิทธิ์ทำตัวเหนือคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะ!"
‎
"ผู้ชายบ้านฉันต้องทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดจนหลังค่อมทุกวัน แลกกับแต้มทำงานแค่ไม่กี่แต้ม แต่เขากลับสบายใจเฉิบ นอนพักอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้แต้มทำงานไปเต็มๆ ทำแบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!"
‎
เสียงตะโกนร้องเรียนเหล่านั้นล้วนมาจากบรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่ชื่นชอบการซุบซิบนินทาเป็นชีวิตจิตใจ
‎
ปกติแล้วคนพวกนี้มักจะทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ หากเห็นใครมีชีวิตที่สุขสบายกว่า พวกหล่อนก็มักจะจับกลุ่มสุมหัวนินทากันลับหลัง แต่ถ้าหากเห็นใครมีชีวิตที่ตกต่ำย่ำแย่กว่า พวกหล่อนกลับหัวเราะเยาะเย้ยอย่างสนุกสนานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น
‎
ฟู่ซีโจวรู้สึกรำคาญใจกับคนประเภทนี้เป็นที่สุด
‎
ชายหนุ่มจึงหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ได้ก้าวเดินเข้าไปข้างใน ทางด้านหวังเจิ้นเปียวเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเพื่อนของตนกำลังคิดจะทำสิ่งใด จึงได้แต่หยุดยืนสังเกตการณ์อยู่เคียงข้างอย่างเงียบๆ เช่นกัน
‎
จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนที่แฝงตัวปะปนอยู่ในฝูงชน ต่างก็คอยพูดรับส่งเป็นลูกคู่เพื่อยุยงปลุกปั่นสถานการณ์ให้ลุกลาม
‎
"ที่คุณป้าทุกคนพูดมานั้นถูกต้องที่สุดเลยล่ะ! หัวหน้าฝ่ายผลิตคะ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะมุ่งเป้าโจมตีไปที่ฟู่ซีโจวหรอกนะคะ แต่พวกเราแค่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย"
‎
จ้าวเหมยจงใจตะโกนเสียงดังลั่น "ทุกคนต่างก็เดินทางมาที่ชนบทแห่งนี้เพื่อรับการศึกษาใหม่จากชาวนาผู้ยากไร้และชาวนาระดับล่างกันทั้งนั้น ดังนั้นทุกคนก็สมควรที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันสิคะ"
‎
"นั่นสิคะ" หลี่เยี่ยนรีบเอ่ยเสริมทัพทันที "ฟู่ซีโจวเป็นคนมาจากในเมือง ต่อให้เขาจะมีความดีความชอบจากการล่าหมูป่าจนได้รับแต้มทำงานเต็มก็เถอะ แต่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่แสนจะยุ่งเหยิงแบบนี้ ทำไมเขาถึงได้ขออนุญาตลางานอยู่บ่อยๆ ล่ะ"
‎‎
"เขาอาจจะไม่คุ้นชินกับการทำไร่ทำนา แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ยอมหยิบจับทำอะไรเลยสักนิดนี่นา ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จะให้ปัญญาชนคนอื่นๆ รู้สึกอย่างไรกัน แล้วบรรดาชาวบ้านที่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำล่ะ พวกเขาจะคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร"
‎
สตรีทั้งสองคอยพูดรับส่งกันอย่างเข้าขา จนสามารถกระพือโหมอารมณ์ความขุ่นเคืองของบรรดาชาวบ้านให้พุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีกขั้น
‎
ทางด้านหวังต้าเกินที่กำลังถูกชาวบ้านกลุ่มใหญ่รุมล้อมอยู่บริเวณหน้าประตูบ้าน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอึดอัดใจ เพราะตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปากจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้
‎
เรื่องการจัดหารถแทรกเตอร์ยังไม่บรรลุผลอย่างเป็นทางการ เขาจึงยังไม่สามารถนำเรื่องนี้มาเปิดเผยได้ในตอนนี้
‎
หากขืนพูดออกไปแล้วเกิดข้อผิดพลาดจนแผนการล้มเหลวขึ้นมา ถึงตอนนั้นชาวบ้านคงได้ผิดหวังกันขนานใหญ่ หนำซ้ำสถานการณ์ของฟู่ซีโจวเองก็อาจจะยิ่งตกที่นั่งลำบากกว่าเดิมอีกเป็นแน่
‎
ทว่าครั้นจะไม่ปริปากพูดอะไรเลย เขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาชี้แจงได้ว่าเพราะเหตุใดจึงได้อนุมัติให้ฟู่ซีโจวลางาน
‎
เขาจึงทำได้เพียงแค่ตะโกนย้ำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา "ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ! ฟังฉันพูดให้จบก่อน! การลางานของปัญญาชนฟู่นั้น ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากฉันเอง! เขามีธุระสำคัญมากๆ ที่จะต้องไปจัดการให้เรียบร้อย!"
‎
"ธุระสำคัญอะไรกันล่ะ มันจะสำคัญไปกว่าการเก็บเกี่ยวข้าวช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีกอย่างนั้นหรือ" หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งร้องถามอย่างไม่ยอมลดละ
‎
"นี่ถือเป็นความลับสุดยอดของกองพลน้อยฝ่ายผลิต ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เด็ดขาด!" หวังต้าเกินถูกชาวบ้านไล่ต้อนอย่างหนักจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
‎
"ยังจะมีความลับอะไรที่ชาวบ้านอย่างพวกเราไม่สมควรจะได้รับรู้อีกเหรอ หัวหน้าฝ่ายผลิต คุณคงไม่ได้โดนไอ้หนุ่มนั่นป้อนยาเสน่ห์จนหลงใหล แล้วเกิดความลำเอียงเข้าข้างเขากันหรอกนะ"
‎
หยางเว่ยตงที่ยืนอยู่เคียงข้างหวังต้าเกินทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงโพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมาทันที "ลำเอียงบ้าบออะไรกัน เอาแต่กล่าวหาว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตลำเอียงอยู่ได้.... ทำไมล่ะ พวกคุณมัวแต่อิจฉาตาร้อนที่หัวหน้าฝ่ายผลิตให้ความสำคัญกับปัญญาชนฟู่ แล้วทำไมพวกคุณถึงไม่รู้จักหัดใช้สมองคิดไตร่ตรองดูบ้างล่ะ ว่าทำไมหัวหน้าถึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ชายบ้านพวกคุณแบบนี้บ้าง"
‎
เมื่อหญิงวัยกลางคนผู้นั้นถูกตอกกลับอย่างเจ็บแสบ หล่อนก็ถึงกับสะอึกจนอึ้งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา "นาย..."
‎
"ฉันทำไมอย่างนั้นหรือ" หยางเว่ยตงสวนกลับอย่างรวดเร็ว "การที่หัวหน้าฝ่ายผลิตจะให้ความสำคัญกับปัญญาชนฟู่เป็นพิเศษ นั่นก็เป็นเพราะว่าเขามีความสามารถล้นเหลือจนสามารถจัดการฆ่าหมูป่าตัวเบ้อเริ่มน้ำหนักกว่าสามร้อยจินได้ด้วยตัวคนเดียวยังไงล่ะ ในเมื่อพวกคุณอยากได้วันหยุดกันจนตัวสั่นขนาดนี้ ทำไมไม่ลองให้ผู้ชายบ้านพวกคุณขึ้นเขาไปล่าหมูป่ามาให้พวกเรากินบ้างเสียล่ะ"
‎
"ด้วยเหตุผลอะไรกัน"
‎
"เรื่องแบบนั้นมันอันตรายจะตายไป!"
‎
หยางเว่ยตงรู้สึกเสียดายเนื้อหมูป่าที่ฟู่ซีโจวอุตส่าห์ล่ามาได้ แล้วต้องเอามาแบ่งให้พวกคนไร้จิตสำนึกพวกนี้กินไปเสียเปล่าจริงๆ "อ้อ พวกคุณเองก็รู้สินะว่ามันอันตราย แล้วทีเมื่อวานตอนที่ต่อแถวรับส่วนแบ่งเนื้อหมู ทำไมพวกคุณถึงไม่เห็นรู้สึกว่ามันอันตรายบ้างล่ะ พอเนื้อหมูตกถึงท้อง ก็พากันลืมเลือนไปจนหมดสิ้นแล้วหรือไง ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนล่าหมูป่ามาให้พวกคุณกิน คุณ... แล้วก็พวกคุณด้วย ทำไมถึงยังกล้าพูดจาหน้าไม่อายแบบนี้ออกมาได้อีก...."
‎
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหล่อนไม่สามารถต่อปากต่อคำชนะหยางเว่ยตงได้ หล่อนจึงเลิกสนใจเขา แล้วหันขวับกลับไปคาดคั้นเอากับหวังต้าเกินแทน "หัวหน้าฝ่ายผลิต คุณรีบบอกพวกเรามาเดี๋ยวนี้เลยนะ ว่าความลับที่ว่านั่นมันคืออะไรกันแน่"
‎
"เรื่องงานของกองพลน้อยฝ่ายผลิต จำเป็นต้องรายงานให้คุณรับรู้ด้วยอย่างนั้นหรือ"
‎
น้ำเสียงเย็นเยียบของฟู่ซีโจวดังกังวานขึ้น ชายหนุ่มเดินแหวกฝูงชนเข้าไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างหวังต้าเกินด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย
‎
เขาตวัดสายตาคมกริบกวาดมองผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทีละคน เมื่อคืนนี้ตอนที่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูกลับไป ทุกคนต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสจนแก้มแทบปริ ทว่ามาตอนนี้... แต่ละคนกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เผยธาตุแท้อันน่ารังเกียจออกมาจนหมดสิ้น
‎
ทว่าฟู่ซีโจวนั้นล่วงรู้ถึงธาตุแท้และสันดานของคนพวกนี้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นนับตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงชนบทแห่งนี้ หญิงชาวบ้านที่เขาเลือกผูกมิตรด้วย ล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีนิสัยใจคอดีงามตามความทรงจำในชาติที่แล้วทั้งสิ้น
‎
ท้ายที่สุด สายตาของเขาก็หยุดชะงักอยู่ที่จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยน เมื่อสตรีทั้งสองถูกสายตาคมกริบจ้องมองมา พวกหล่อนก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ก่อนจะเผลอขยับถอยหลังหนีไปตามสัญชาตญาณ
‎
บรรดาชาวบ้านที่กำลังโวยวาย เมื่อเห็นฟู่ซีโจวปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างก็หุบปากเงียบกริบลงไปในทันที
‎
หวังต้าเกินรีบดึงตัวฟู่ซีโจวให้หลบฉากออกไปด้านข้าง "ปัญญาชนฟู่ ธุระของนายจัดการไปถึงไหนแล้วล่ะ เรื่องนั้นสามารถพูดออกมาได้หรือยัง"
‎‎
เขาตระหนักดีว่าหากไม่อธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้ เหตุการณ์ความวุ่นวายในวันนี้คงไม่อาจยุติลงได้โดยง่ายเป็นแน่
‎
ฟู่ซีโจวลดระดับเสียงลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบ "หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ วันนี้ผมยังไม่ได้เข้าไปในตัวอำเภอเลย อีกอย่าง เรื่องใหญ่ขนาดนี้คงจัดการให้เสร็จเร็วๆ ไม่ได้หรอกครับ คงต้องให้เวลาญาติของผมประสานงานสักหน่อย"
‎
หวังต้าเกินเข้าใจถึงเหตุผลข้อนี้ดี เขาจึงพยักหน้ารับเบาๆ "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นายกลับไปก่อนเถอะ ทางนี้ฉันจะรับหน้าจัดการเอง"
‎
ทว่าฟู่ซีโจวกลับส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับบรรดาชาวบ้าน "ทุกท่านครับ สาเหตุที่ผมขอลางานในวันนี้ ก็เพื่อที่จะขึ้นเขาไปเก็บรวบรวมท่อนไม้สำหรับนำมาทำเฟอร์นิเจอร์สักหน่อย แต่ผมกลับคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเพียงแค่เรื่องเท่านี้ จะกลายเป็นประเด็นให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาได้"
‎
หญิงชาวบ้านใจกล้าคนหนึ่งก้าวเท้าออกมายืนด้านหน้า "ปัญญาชนฟู่ พวกเราไม่ได้มีอคติอะไรกับคุณหรอกนะ แต่พวกเราแค่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมก็เท่านั้นเอง"
‎
"ไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ" ฟู่ซีโจวแค่นเสียงหัวเราะหยัน "ผมเป็นคนจัดการฆ่าหมูป่าตัวนั้น กำจัดภัยร้ายให้แก่ชาวบ้านทุกคน แถมยังนำเนื้อส่วนแบ่งของตัวเองน้ำหนักกว่าร้อยจินมาแบ่งปันให้แก่ทุกบ้านอย่างทั่วถึง การที่หัวหน้าฝ่ายผลิตจะมอบรางวัลให้ผมเป็นแต้มทำงานเต็มจำนวนสักหนึ่งสัปดาห์ มันดูไม่ยุติธรรมตรงไหนกัน"
‎
"เป็นเพราะผมต้องจัดการกับหมูป่าตัวนั้น เมื่อวานนี้ผมจึงพลาดโอกาสในการหาเก็บท่อนไม้ วันนี้ผมถึงต้องขึ้นเขาไปจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จ แล้วตกลงว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ยุติธรรมตรงไหน..."
‎
เขาเบนสายตาจ้องมองไปยังหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนเปิดประเด็น ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "คุณป้าครับ ส่วนแบ่งเนื้อหมูของคุณมันน้อยเกินไปงั้นหรือ บ้านของคุณไม่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูไปกินกันหรือยังไง"
‎
"หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วคุณป้าเอาความกล้าจากไหน มายืนเรียกร้องหาความยุติธรรมอะไรจากผมตรงนี้ล่ะครับ"
‎
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ หล่อนถูกฟู่ซีโจวไล่ต้อนด้วยคำถามแทงใจดำจนใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความอับอาย
‎
ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยสมทบขึ้นอีกประโยค "อีกอย่างนะครับ การที่ผมขอลางานเพื่อขึ้นเขาไปนั้น ผลประโยชน์ที่ผมสามารถนำกลับมาสร้างรายได้ให้แก่กองพลน้อยฝ่ายผลิต ย่อมมีมูลค่าไม่ด้อยไปกว่าการลงแรงทำงานในแปลงนาเลยสักนิดเดียว"
‎‎
หยางเว่ยตงรีบรับลูกต่อทันควัน "ซีโจว หรือว่านายบังเอิญไปเจอของดีอะไรบนเขามาอย่างนั้นหรือ"
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
‎
นัยน์ตาของหวังต้าเกินพลันเปล่งประกายลุกวาวขึ้นมาทันที ไอ้หนุ่มฟู่ซีโจวคนนี้มีของขลังอะไรพกติดตัวกันแน่นะ ทำไมถึงได้โชคดีเจอแต่ของล้ำค่าทุกครั้งที่ขึ้นเขาเลย "ปัญญาชนฟู่ นายอย่ามัวแต่อมพะนำให้เสียเวลาเลย ตกลงว่ามันคือของดีอะไรกันแน่..."
‎
ฟู่ซีโจวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบเอาเห็ดหลินจือขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกออกมาโชว์ให้ทุกคนดู วันนี้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตจนเกิดความวุ่นวาย เขาจึงจำเป็นต้องงัดเอาของมีค่าบางอย่างออกมาเพื่อสยบความวุ่นวายของชาวบ้านกลุ่มนี้ลงให้จงได้
‎
หากไม่ใช่เพราะต้องการช่วยให้ครอบครัวของเขาได้ย้ายออกจากคอกวัวโดยเร็วที่สุดละก็ เขาคงขี้เกียจเกินกว่าจะลงมือทำเรื่องพรรค์นี้แน่ๆ
‎
"นี่มันคืออะไรกันน่ะ เห็ดแดงอย่างนั้นหรือ รูปร่างหน้าตามันดูสวยงามแปลกตาดีจัง" ชาวบ้านคนหนึ่งร้องถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‎
............................