บทที่ 50 คำขอโทษ
บทที่ 50 คำขอโทษ
หมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านรีบเอ่ยแย้งขึ้นมาทันควัน "นี่มันเห็ดหลินจือต่างหาก!"
"สมุนไพรชนิดนี้บำรุงร่างกายได้ดีเยี่ยม ต่อให้เป็นคนที่เหลือลมหายใจรวยริน หากได้กินเข้าไปสักคำก็อาจจะรอดชีวิตกลับมาได้ ของแบบนี้หายากยิ่งนัก เรียกได้ว่าเป็นของล้ำค่าที่ประเมินราคาแทบไม่ได้เลยทีเดียว!"
ทันทีที่ได้ยิน ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
พวกเขาล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของเห็ดหลินจือกันมาบ้าง แต่กลับไม่เคยมีใครได้เห็นของจริงมาก่อนเลยในชีวิต ใครจะไปคิดว่าวันนี้จะได้มาเห็นของเป็นๆ เต็มสองตาเช่นนี้
"เห็ดหลินจือดอกใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนี้ คงจะขายได้เงินเยอะน่าดูเลยใช่ไหม"
"ก็แหงน่ะสิ! ฉันเคยได้ยินมาว่าพวกข้าราชการระดับสูงในเมืองหลวง ล้วนยกย่องให้ของพรรค์นี้เป็นของล้ำค่ากันทั้งนั้น!"
เหล่าชาวบ้านต่างพากันซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ สายตาที่จดจ้องมองไปยังเห็ดหลินจือในมือของฟู่ซีโจวนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากท่าทีที่เคยมุ่งร้ายหมายจะรุมประณามในตอนแรก บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความประจบสอพลออย่างเห็นได้ชัด
หากของล้ำค่าชิ้นนี้ตกเป็นของกองพลน้อยฝ่ายผลิต เมื่อนำไปขายแล้ว ย่อมต้องสร้างรายได้มหาศาลให้แก่หมู่บ้านมิใช่หรือ
ท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่จับจ้องมาเป็นตาเดียว ฟู่ซีโจวก็ค่อยๆ ยื่นเห็ดหลินจือดอกนั้นส่งให้แก่หวังต้าเกิน
"หัวหน้าฝ่ายผลิตครับ เห็ดหลินจือดอกนี้ ผมเก็บได้จากบนภูเขาในหมู่บ้านเซี่ยงหยางของเรา ดังนั้นมันก็สมควรที่จะตกเป็นสมบัติของหมู่บ้านเซี่ยงหยาง ผมขอมอบมันให้แก่กองพลน้อยฝ่ายผลิตครับ ส่วนจะนำไปขายเพื่อนำเงินมาปันผลแจกจ่ายให้แก่ทุกคน หรือจะเก็บรักษามันเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินสำหรับคนในหมู่บ้าน ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณาตัดสินใจเลยครับ"
สิ้นคำกล่าวของฟู่ซีโจว บรรยากาศโดยรอบก็พลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า ทว่าแววตาของชาวบ้านทุกคนกลับลุกโชนไปด้วยความตื่นเต้นเร่าร้อน!
หากนำไปขายจริงๆ เงินปันผลของปีนี้จะต้องได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน!
หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งจะเอ่ยปากต่อว่าฟู่ซีโจวไปเมื่อครู่ ถึงกับต้องลอบตบปากตัวเองเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิด นี่หล่อนหูเบาหลงเชื่อคำยุยงพรรค์นั้นไปได้อย่างไรกัน ปัญญาชนฟู่ออกจะเป็นคนจิตใจดีงามถึงเพียงนี้!
ทางด้านหวังต้าเกินถึงกับชะงักงัน ขอบตาของเขาพลันแดงเรื่อขึ้นมาทันที
ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้! มีอุดมการณ์และความเสียสละสูงส่งเสียจริง!
เขาพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น ก่อนจะยื่นมือออกไปรับเห็ดหลินจือมา แล้วชูมันขึ้นสูงเหนือศีรษะ
"ทุกคนคงเห็นกันเต็มสองตาแล้วนะ! เพื่อเงินปันผลตอนสิ้นปีของพวกคุณ ปัญญาชนฟู่ถึงขนาดยอมมอบเห็ดหลินจือที่ล้ำค่าปานนี้ให้แก่ส่วนรวม แล้วพวกคุณยังมีหน้าไปกล่าวหาว่าเขาเกียจคร้าน แอบอู้งานอีกหรือ ยังกล้าว่าเขาทำตัวอภิสิทธิ์ชนและไม่มีความเสียสละเพื่อส่วนรวมอยู่อีกหรือเปล่า"
กลุ่มชาวบ้านที่เพิ่งจะส่งเสียงโวยวายก่อเรื่องอยู่เมื่อครู่ ต่างก็พากันทยอยเอ่ยปากขอโทษขอโพยกันยกใหญ่
"ปัญญาชนฟู่ ต้องขอโทษจริงๆ นะ! เป็นเพราะพวกเราใจแคบกันไปเอง! คุณมีอุดมการณ์สูงส่ง โปรดอย่าได้ถือสาหาความกับพวกเราเลย"
"ใช่แล้วล่ะปัญญาชนฟู่ พวกเราผิดไปแล้วจริงๆ พวกเราแค่หูเบาหลงเชื่อคำยุยงของคนอื่น ต้องขออภัยจากใจจริง..."
คุณป้าที่เอ่ยปากขอโทษพูดจบ ก็หันขวับไปมองทางจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยน ซึ่งกำลังแสร้งทำตัวตีเนียนเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ หล่อนจึงออกแรงผลักไหล่ทั้งสองคนอย่างแรงไปหนึ่งที
"พวกหล่อนสองคนจะมามัวแสร้งทำเป็นโง่อยู่อีกทำไม หากไม่ใช่เพราะพวกหล่อนคอยปั่นหัวยุยงอยู่เบื้องหลัง หวังจะทำลายความสามัคคีของส่วนรวมล่ะก็ พวกเราทุกคนก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้หรอก"
สิ้นคำกล่าวของคุณป้า ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันสนับสนุนทันที
"ใช่แล้ว! ก็เพราะตัวกวนน้ำให้ขุ่นอย่างพวกหล่อนสองคนนั่นแหละ ที่คอยลอบจุดไฟโหมกระพืออยู่เบื้องหลัง!"
"ตัวเองเกียจคร้านสันหลังยาวไม่ยอมทำงาน แล้วยังจะริษยาทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้อีก นิสัยเสียจริงๆ!"
"รีบขอโทษปัญญาชนฟู่เดี๋ยวนี้เลยนะ!"
จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนที่ถูกชาวบ้านรุมชี้หน้าด่าทอ ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสีสลับซีดเผือดและแดงก่ำด้วยความอับอาย
"เรื่องอะไรพวกฉันจะต้องขอโทษด้วยล่ะ สิ่งที่พวกฉันพูดมันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น! อีกอย่าง มันก็แค่เห็ดหลินจือดอกเดียวมิใช่หรืออย่างไร ของพรรค์นั้นเดิมทีมันก็เป็นสมบัติของหมู่บ้านเราอยู่แล้ว เขาเก็บได้แล้วนำมามอบให้แก่ส่วนรวมมันก็เป็นหน้าที่ที่สมควรทำอยู่แล้วนี่นา เขาไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งดั่งที่พวกคุณกล่าวอ้างกันสักนิด"
จ้าวเหมยยังคงดื้อดึงเถียงข้างๆ คูๆ ปากแข็งไม่ยอมรับผิด
"เก็บได้งั้นหรือ" ฟู่ซีโจวแค่นเสียงหัวเราะหยันออกมาเบาๆ "อย่างนั้นเธอก็ลองขึ้นเขาไปเก็บมาให้ดูสักดอกสิ"
หยางเว่ยตงรีบเอ่ยสนับสนุนขึ้นมาทันที "นั่นน่ะสิ ในเมื่อพวกหล่อนเก่งกาจสามารถกันถึงเพียงนั้น ก็ลองขึ้นเขาไปเก็บเห็ดหลินจือมาให้พวกเราดูเป็นบุญตาสักดอกหน่อย"
จ้าวเหมยส่งเสียงโวยวายลั่น "แล้วด้วยเหตุผลอันใดฉันถึงต้องเป็นคนไปเก็บด้วยล่ะ"
ชาวบ้านบางคนเริ่มทนดูพฤติกรรมของหล่อนต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยแทรกขึ้นมา "พอได้แล้ว ฉันว่าตัวกวนน้ำให้ขุ่นอย่างพวกหล่อนสองคน รีบก้มหัวขอโทษไปให้มันจบๆ จะดีกว่า พวกหล่อนคิดว่าเห็ดหลินจือมันเป็นผักกาดขาวตามริมรั้วหรืออย่างไร ที่นึกอยากจะเก็บก็เก็บได้ง่ายๆ น่ะ พวกเราขึ้นเขาหาของป่ากันมาตั้งกี่สิบปี ยังไม่เคยมีใครมีวาสนาได้พบเจอเลยสักครั้ง"
"อีกอย่าง ปัญญาชนฟู่เก็บของล้ำค่าเช่นนี้ได้ เขาสามารถปิดบังเอาไว้ไม่ให้พวกเราล่วงรู้เลยก็ยังย่อมได้ ทว่าเขากลับเลือกที่จะนำมันมามอบให้แก่ส่วนรวม พวกหล่อนลองบอกฉันมาสิว่า หากการกระทำเช่นนี้ไม่เรียกว่ามีอุดมการณ์สูงส่ง แล้วอะไรถึงจะเรียกว่าสูงส่งเล่า หรือว่าการคอยยุแยงตะแคงรั่วบ่อนทำลายความสามัคคีของส่วนรวมแบบพวกหล่อน ถึงจะเรียกว่าสูงส่งกันล่ะ"
"ฉัน..." จ้าวเหมยถูกตอกหน้ากลับเสียจนเถียงไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ
"จ้าวเหมย หลี่เยี่ยน พวกเธอรีบขอโทษเดี๋ยวนี้เลยนะ!" หวังต้าเกินตวาดลั่นด้วยความโมโห
ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากคนทั้งหมู่บ้าน ในที่สุดจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนก็จำต้องก้มหัวยอมรับผิดอย่างไม่เต็มใจนัก
"ขอโทษ"
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาราวกับเสียงยุงบิน ทว่าฟู่ซีโจวก็คร้านที่จะเก็บมาใส่ใจถือสาหาความกับผู้หญิงพรรค์นี้
แต่ถึงกระนั้น หวังต้าเกินกลับไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ เขาใช้ข้อหาบ่อนทำลายความสามัคคีของส่วนรวม สั่งหักแต้มงานในช่วงหลายวันที่ผ่านมาของพวกหล่อนจนหมดเกลี้ยง
หลี่เยี่ยนและจ้าวเหมยได้แต่ร้องห่มร้องไห้กระซิกๆ พร้อมกับเดินบ่นกระปอดกระแปดโทษกันไปโทษกันมาขณะเดินจากไป
ทางด้านฟู่ซีโจว หลังจากผ่านเหตุการณ์มอบเห็ดหลินจือในครั้งนี้ไป สถานะของเขาในใจของเหล่าชาวบ้าน ก็ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ยังคงไม่ได้ไปทำงานเก็บแต้มเช่นเดิม ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแต่อย่างใด หลังจากแวะไปบอกกล่าวตาเฒ่าหวังไว้คำหนึ่ง เขาก็ปั่นจักรยานเอ้อปาต้าก้างมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอในทันที
ในเมื่อได้รับปากกับหัวหน้าฝ่ายผลิตหวังเอาไว้แล้ว อย่างไรเสียเขาก็ต้องลงมือทำผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมสักหน่อยถึงจะถูก
.............
ในขณะเดียวกัน ณ เมืองหลวงปักกิ่ง
ซูอวิ๋นที่กำลังเดินทางไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ กลับถูกหลินเจี้ยนเยี่ยมาดักรอขวางทางเอาไว้เสียก่อน
"ซูอวิ๋น!" หลินเจี้ยนเยี่ยกางแขนขวางรถจักรยานของหญิงสาวเอาไว้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่อย่างสุดซึ้ง
ทว่าทันทีที่ซูอวิ๋นเห็นหน้าเขา ภาพเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นที่บ้านของเธอเมื่อวานนี้ก็พลันผุดขึ้นมาในหัว สีหน้าของหล่อนจึงเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด
"ไสหัวไปซะ ระหว่างเราสองคนไม่มีอะไรจะต้องพูดคุยกันอีกแล้ว"
"ซูอวิ๋น คุณอย่าทำตัวแบบนี้สิ" หลินเจี้ยนเยี่ยรีบคว้ามือของหญิงสาวมากุมไว้ ก่อนจะเอ่ยละล่ำละลักด้วยความร้อนรน
"เรื่องเมื่อวานนี้เป็นความผิดของพ่อแม่ผมเอง ผมขอเป็นตัวแทนกล่าวขอโทษคุณแทนพวกท่านด้วยนะ แต่ผมรักคุณจากใจจริงนะซูอวิ๋น ความผูกพันตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเราสองคน นี่คุณลืมมันไปหมดแล้วอย่างนั้นหรือ"
เรื่องราววุ่นวายสุดแสนจะน่าขันเมื่อวานนี้ จบลงด้วยการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาช่วยระงับเหตุ การที่สามีภรรยาลงไม้ลงมือตบตีกันเองนั้น ถือเป็นคดีความรุนแรงภายในครอบครัว
ทว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ได้เข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายอะไรมากนัก เพียงแต่ออกคำสั่งไล่ต้อนให้พวกเขารีบเก็บข้าวของไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลซูโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
ในเวลานั้น เมื่อชายหนุ่มตระหนักได้ว่าเรื่องการเจรจาสู่ของานแต่งงานคงต้องพับเก็บไปก่อน เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องจำใจพาหลินต้าจวินและจ้าวชุนฮวากลับออกไปอย่างหัวเสีย
วันนี้ถือเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะต้องเกลี้ยกล่อมพาซูอวิ๋นไปจดทะเบียนสมรสให้จงได้!
"ความผูกพันงั้นหรือ" ซูอวิ๋นแค่นรอยยิ้มเย็นชา "หลินเจี้ยนเยี่ย คุณเลิกหยิบยกเรื่องความรู้สึกมาอ้างกับฉันเสียทีเถอะ ตอนนี้ฉันมองธาตุแท้ของคุณทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว นอกจากลมปากหวานหูหลอกลวงไปวันๆ คุณยังเหลือดีอะไรอยู่อีก เรื่องส่วนตัวระหว่างเราสองคน คุณกลับเอาไปป่าวประกาศบอกพ่อแม่ของคุณโดยที่ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ขอความเห็นชอบจากฉันเลยสักคำ นี่คุณเห็นฉันเป็นตัวอะไรกันแน่!"
หลังจากที่คนบ้านตระกูลหลินถูกไล่ตะเพิดกลับไปเมื่อวานนี้ หลิวตงเหลียนก็เรียกหล่อนไปเค้นคอสอบสวนเสียยกใหญ่
หากไม่ใช่เพราะหล่อนยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งอย่างหนักแน่นล่ะก็ ป่านนี้หล่อนคงถูกหลิวตงเหลียนไล่ตะเพิดออกจากบ้านตระกูลซูไปนานแล้ว
หลินเจี้ยนเยี่ยที่โดนด่าทอสาดเสียเทเสีย ถึงกับลอบกัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ปะทุขึ้นในใจ ทว่าเพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกส่งตัวไปเป็นปัญญาชนใช้แรงงานในชนบท เขาก็จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้
"เสี่ยวอวิ๋น ผมไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้นะ วันนั้นผมแค่เผลอดื่มเหล้าหนักไปหน่อย พอแม่ผมซักไซ้ไล่เลียงขึ้นมา ผมก็เลยเผลอหลุดปากไป"
"อีกอย่าง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เคยตกลงหมั้นหมายพวกเราเอาไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้วนี่นา ต่อให้พวกเราจะแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินเลยกันไปบ้าง คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์มาครหานินทาอะไรเราได้หรอก"
หลินเจี้ยนเยี่ยเอ่ยพลางฉวยโอกาสออกแรงดึงรั้งข้อมือของหญิงสาว ให้เดินตามตนลัดเลาะเข้าไปยังตรอกแคบๆ ที่อยู่ข้างทาง
"ซูอวิ๋น คุณฟังสิ ผมคิดถึงคุณใจจะขาดอยู่แล้วนะ คิดถึงจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้วรู้ไหม"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นแฝงไปด้วยแรงดึงดูดอันเปี่ยมล้น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลงบนใบหูของซูอวิ๋นอย่างจงใจ
แม้สติสัมปชัญญะเบื้องลึกของซูอวิ๋นจะร้องเตือนให้ต่อต้านและผลักไส ทว่าร่างกายของหล่อนกลับตอบสนองด้วยความอ่อนระทวยไปเสียอย่างนั้น
คงต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในเรื่องของการหว่านล้อมและเอาอกเอาใจอิสตรีนั้น หลินเจี้ยนเยี่ยนับว่ามีลูกล่อลูกชนที่แพรวพราวและรับมือได้ยากยิ่งนัก
"คุณ...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ" ซูอวิ๋นแสร้งออกแรงขัดขืนดิ้นรนพอเป็นพิธี
"ซูอวิ๋น พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนาน คุณไม่คิดถึงผมบ้างเลยหรือ ขอแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ ตกลงไหม ผมคิดถึงคุณจะแย่อยู่แล้ว"
หลินเจี้ยนเยี่ยผลักร่างบางของหญิงสาวให้แนบชิดติดกับกำแพง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประกบริมฝีปากจูบหล่อนอย่างดูดดื่มโดยไม่รอให้เอ่ยปากปฏิเสธ
ซูอวิ๋นที่มีท่าทีขัดขืนแบบกึ่งสู้กึ่งยอม ในท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานต่อสัมผัสอันเร่าร้อนนั้นได้ หล่อนจึงปล่อยตัวปล่อยใจให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งราคะในที่สุด
เมื่อหลินเจี้ยนเยี่ยเห็นว่าหล่อนเลิกขัดขืนแล้ว ชายหนุ่มก็ยิ่งได้ใจ เขาจึงอาศัยจังหวะนี้พูดจาหว่านล้อม โอบประคองพาร่างของหล่อนตรงดิ่งไปยังโรงแรมจิ้งหรีดละแวกนั้น ที่สามารถเปิดห้องพักได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้จดหมายรับรองตัวตนทันที
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องพัก หลินเจี้ยนเยี่ยก็จัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าและร่วมบรรเลงเพลงรักอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ จนเสร็จกิจภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
............................