LNCrawler

บทที่ 52 แลกเปลี่ยนแป้งสาลี 5000 ชั่ง

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 52 แลกเปลี่ยนแป้งสาลี 5000 ชั่ง


ฟู่ซีโจวปั่นจักรยานเอ้อปาต้าก้าง วงล้อหมุนวนจนฝุ่นตลบอบอวลเป็นสาย เขามุ่งหน้าเข้าไปยังตลาดของเก่าทางทิศใต้ของตัวอำเภอด้วยความคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี

​
ชายหนุ่มลอบมองหาตรอกแคบๆ ที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา เมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้ว เขาก็จัดการเก็บจักรยานคู่ใจเข้าไปไว้ในมิติอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงนำแป้งสาลีขาวบริสุทธิ์จำนวนหนึ่งชั่งออกมาจากมิติ แล้วค่อยก้าวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังตลาดมืด
​
ทันทีที่ไปถึง ฟู่ซีโจวก็ยื่นเงินจำนวนหนึ่งเหมาให้แก่ชายฉกรรจ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้า
​
ทว่าชายคนนั้นกลับไม่ได้ยื่นมือออกมารับเงินไป เขาเพียงแค่มองหน้าแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "น้องชาย ตอนนี้ค่าผ่านทางขึ้นราคาแล้วนะ ต้องจ่ายห้าเหมาถึงจะเข้าไปได้"
​
ฟู่ซีโจวลอบคิดในใจว่า ค่าผ่านทางแห่งนี้ช่างขึ้นราคาได้รวดเร็วเสียจริง
​
ถึงกระนั้น เขาก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายโดยไม่ได้คิดจะต่อล้อต่อเถียงอันใดให้มากความ พร้อมกับล้วงเงินออกมาเพิ่มให้อีกสี่เหมา เมื่อชายเฝ้าประตูรับเงินไปจนครบจำนวนแล้ว เขาก็เดินนำทางพาชายหนุ่มเข้าไปยังด้านในของตลาดมืดทันที
​
การมาเยือนในครั้งนี้ ฟู่ซีโจวไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเดินเตร็ดเตร่ชมตลาดแต่อย่างใด เขาเดินตรงลิ่วเข้าไปหากลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังนั่งจับกลุ่มสูบบุหรี่กันอย่างเกียจคร้านในทันที
​
จากนั้นเขาก็ล้วงเอาบุหรี่ต้าเฉียนเหมินซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับพี่หนาน"
​
ลูกพี่หนานปรายตามองซองบุหรี่ในมือของชายหนุ่มเพียงแวบเดียว ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของฟู่ซีโจวอย่างละเอียด ทว่าเขากลับไม่ได้ยื่นมือออกมารับของกำนัลชิ้นนั้นไป เพียงแต่เอ่ยถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา "มีธุระอะไร"
​
เมื่อเห็นดังนั้น ฟู่ซีโจวก็ไม่ได้มีท่าทีเก้อเขินแต่อย่างใด เขากลับเบนเข็มทิศ ยื่นซองบุหรี่ในมือส่งให้แก่ลูกน้องที่ยืนอยู่เคียงข้างลูกพี่หนานแทน ลูกน้องคนนั้นรับไปจัดการแกะซองออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแจกจ่ายบุหรี่ให้แก่พรรคพวกที่นั่งอยู่ด้วยกันจนครบทุกคน
​
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ฟู่ซีโจวถึงได้เปิดบทสนทนาขึ้น "ลูกพี่หนานครับ พอดีผมมีของดีอยู่ลอตหนึ่ง เลยอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนเป็นของบางอย่างกับลูกพี่สักหน่อยน่ะครับ"
​
ลูกพี่หนานรับบุหรี่ที่ลูกน้องส่งมาให้คาบไว้ในปาก ขณะที่ลูกน้องอีกคนก็รีบกุลีกุจอเข้ามาจุดไฟแช็กให้แทบจะในทันที เขาอัดควันบุหรี่เข้าปอดไปเฮือกใหญ่ ก่อนจะพ่นควันสีเทาหม่นออกมาแล้วเอ่ยถาม "อย่างนายเนี่ยนะ จะมีของดีอะไรมานำเสนอฉันได้"
​
ฟู่ซีโจวไม่รอช้า รีบเปิดปากกระสอบป่านที่ถือติดมือมาด้วย เพื่อให้ลูกพี่หนานได้ดูของด้านในให้ประจักษ์แก่สายตา "ลูกพี่หนานลองดูนี่สิครับ แป้งสาลีขาวบริสุทธิ์คุณภาพระดับนี้ ผมมีอยู่ในมือถึงห้าพันชั่งเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าลูกพี่พอจะสนใจรับเอาไว้พิจารณาบ้างไหมครับ"
​
อันที่จริงแล้ว แป้งสาลีขาวจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาแลกเปลี่ยนมาจากผู้คนในกลุ่มระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของทั้งสิ้น ลำพังแค่คนในครอบครัวของเขา รวมไปถึงผู้อาวุโสทั้งสี่ท่าน(รวมตาเฒ่าหวังด้วย) ต่อให้กินกันจนพุงกาง ก็คงจะบริโภคกันไม่หมดอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ภายในมิติเพาะปลูกของเขาก็ยังคงมีพืชผลทางการเกษตรอีกมากมายที่กำลังเจริญงอกงาม ดังนั้นในภายภาคหน้า ทุกคนในครอบครัวย่อมไม่มีทางอดตายเพราะขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างเเน่นอน
​
ทันทีที่ได้ยินจำนวนตัวเลข ลูกพี่หนานก็ถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงแหน่วในทันที เขาชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ พลางใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งหยิบเศษแป้งสาลีขึ้นมาบี้ถูไปมาเบาๆ ก่อนจะนำมาสูดดมกลิ่นที่ใต้จมูกเพื่อพิสูจน์คุณภาพ "ของดีใช้ได้เลยนี่นา"
​
แม้น้ำเสียงของลูกพี่หนานจะยังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าฟู่ซีโจวกลับสามารถสังเกตเห็นประกายความตื่นเต้นที่วูบไหวอยู่ลึกๆ ภายในแววตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มจึงล่วงรู้ได้ในทันทีว่า อีกฝ่ายย่อมต้องพึงพอใจในคุณภาพของแป้งสาลีลอตนี้เป็นอย่างมากแน่ๆ
​
ลูกพี่หนานเอ่ยปากชมเปาะ "ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การที่นายสามารถจัดหาแป้งสาลีขาวชั้นดีจำนวนมหาศาลปานนี้มาได้ เส้นสายของน้องชายคงจะกว้างขวางและไม่ธรรมดาเลยสินะ"
​
แป้งสาลีขาวชั้นยอดจำนวนถึงห้าพันชั่ง หากนำไปเสนอขายให้แก่พวกข้าราชการระดับสูงหรือพวกเศรษฐีมีเงินในเมืองหลวงล่ะก็ คนพวกนั้นจะต้องพากันแย่งชิงประมูลซื้อกันจนหัวร้างข้างแตกอย่างแน่นอน
​
ฟู่ซีโจวเพียงแค่แย้มรอยยิ้มบางๆ ออกมา กฎเหล็กของการซื้อขายในตลาดมืดนั้น คือการไม่ซักไซ้ไล่เลียงถึงที่มาที่ไปของสินค้า ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องราวโกหกพกหลมเกี่ยวกับที่มาของแป้งสาลีเหล่านี้ให้ลูกพี่หนานฟังแต่อย่างใด
​​
ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามกลับไปตรงๆ "ว่าอย่างไรครับลูกพี่หนาน ลอตใหญ่ขนาดนี้ พอจะรับไหวไหมครับ"
​
ภายในใจของลูกพี่หนานกำลังดีดลูกคิดรางแก้วคำนวณผลกำไรอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทว่าบนใบหน้ากลับแสร้งปั้นหน้าเคร่งเครียดทำทีเป็นลำบากใจเสียเต็มประดา "จำนวนห้าพันชั่งนี่มันออกจะเยอะไปสักหน่อยนะ ช่วงนี้สถานการณ์ภายนอกก็กำลังตึงเครียด การจะปล่อยของลอตใหญ่ออกไปย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากเกิดโชคร้ายระบายของออกไม่ทันแล้วต้องมาจมทุนอยู่ล่ะก็ ฉันคงจะปวดหัวแย่เลย ดังนั้น ราคาที่ฉันพอจะเสนอให้ได้ คงจะไม่สูงมากนักหรอกนะ"
​
ฟู่ซีโจวเลือกที่จะสงวนท่าทีปิดปากเงียบสนิท เพื่อรอฟังข้อเสนอประโยคถัดไปของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
​
เมื่อลูกพี่หนานเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมปริปาก เขาจึงตัดสินใจลองโยนหินถามทาง เสนอราคาหยั่งเชิงดูเสียก่อน "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันขอรับซื้อแป้งสาลีของนายในราคาชั่งละหนึ่งหยวน นายคิดเห็นว่าอย่างไรล่ะ"
​
ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอนั้น ฟู่ซีโจวก็ถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมาในทันที เขาไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาให้เสียเวลา เพียงแค่ค้อมตัวลงไปจัดการมัดปากกระสอบป่านให้แน่นหนา ทำท่าทีราวกับจะหันหลังกลับและเดินจากไปในทันที
​
"เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวก่อนสิน้องชาย จะรีบร้อนไปไหนเล่า!" ลูกพี่หนานรีบเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาขวางหน้าชายหนุ่มเอาไว้แทบจะในทันที "หากราคาที่เสนอไปมันยังไม่เป็นที่น่าพอใจ พวกเราก็ยังสามารถเจรจาต่อรองกันใหม่ได้นี่นา!"
​
ฟู่ซีโจวหยุดชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะตวัดสายตาอันเย็นชาไร้อารมณ์ขึ้นมาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างกดดัน "ลูกพี่หนาน ในเมื่อผมอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาพี่ถึงที่นี่ นั่นก็หมายความว่าผมให้ความไว้วางใจในตัวพี่ แต่ถ้าหากพี่คิดว่าผมเป็นแค่ไอ้หน้าโง่ที่จะยอมให้หลอกฟันกำไรได้ง่ายๆ ล่ะก็ การเจรจาธุรกิจระหว่างเราในวันนี้ ก็คงจะต้องจบลงเพียงเท่านี้แหละครับ"
​
ลูกพี่หนานรีบเอ่ยกลั้วหัวเราะแห้งๆ "หากนายรู้สึกว่าราคามันยังไม่ยุติธรรม พวกเราก็แค่ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้นี่นา ทำไมจะต้องบุ่มบ่ามหุนหันพลันแล่นเดินหนีไปแบบนี้ด้วยเล่า ไหนนายลองว่ามาสิ ว่าในใจของนายตั้งราคาเอาไว้ที่เท่าไหร่กัน"
​
ฟู่ซีโจวลอบคำนวณผลได้ผลเสียภายในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยปากยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงเเน่วแน่ "แป้งสาลีขาวห้าพันชั่ง ผมขอตั้งราคาขาดตัวเลยก็แล้วกัน แลกกับทองคำบริสุทธิ์จำนวนหนึ่งพันกรัม หากพี่ตกลงตามนี้ เราก็แลกเปลี่ยนกันได้เลย แต่ถ้าหากพี่คิดว่ามันสูงเกินไป ผมก็คงต้องขอตัวไปติดต่อหาผู้ซื้อรายอื่นแทน"(1 กก. หรือ ราวๆ 65.60 บาททอง)
​
ทองคำหนึ่งพันกรัม! ลูกพี่หนานถึงกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความตกตะลึง ไอ้หนุ่มคนนี้ช่างกล้าเรียกร้องหน้าด้านๆ เสียจริง!
​
ในยุคสมัยที่ราคาทองคำในตลาดมืดกำลังถูกปั่นจนพุ่งทะยานสูงขึ้นปรี๊ดเช่นนี้ ทองคำบริสุทธิ์หนึ่งพันกรัม สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้สูงถึงหนึ่งหมื่นกว่าหยวนเลยทีเดียว หากลองคำนวณดูให้ถ้วนถี่แล้ว เท่ากับว่าแป้งสาลีขาวลอตนี้ จะตกราคาอยู่ที่ชั่งละสองหยวนเชียวนะ!
​
ทว่าเสน่ห์เย้ายวนใจของสินค้าลอตมหึมานี้ มันก็ช่างยากที่จะต้านทานไหวเสียจริงๆ หากเขาสามารถคว้ามันมาครอบครองได้สำเร็จ แล้วค่อยๆ ทยอยนำออกไปกระจายขายต่อให้แก่พวกลูกค้ารายย่อยล่ะก็ อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องฟันกำไรเข้ากระเป๋าได้ถึงครึ่งต่อครึ่งอย่างแน่นอน
​
ลูกพี่หนานจดจ้องมองใบหน้าของฟู่ซีโจวเขม็ง พยายามค้นหาร่องรอยความหวั่นไหวหรือข้อพิรุธใดๆ จากอีกฝ่าย ทว่าใบหน้าของชายหนุ่มกลับเรียบเฉยประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น จนเขาไม่อาจคาดเดาความรู้สึกนึกคิดใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่น้อย
​
"น้องชาย ราคาที่นายเสนอมานี้ มันออกจะสูงลิ่วเกินไปหน่อยนะ" ลูกพี่หนานยังคงพยายามต่อรองดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
​
"พี่หนาน พี่ลองเอามือทาบอกแล้วถามสติปัญญาของตัวเองดูสิครับ ว่าราคาที่ผมเสนอไปนี้ มันถือว่าสูงเกินไปจริงๆ อย่างนั้นหรือ" ฟู่ซีโจวเริ่มอธิบายวิเคราะห์สถานการณ์ให้อีกฝ่ายฟังอย่างใจเย็น "พี่ลองตรองดูให้ดีสิ แป้งสาลีขาวชั้นยอดจำนวนมหาศาลถึงห้าพันชั่งเช่นนี้ ในเวลานี้ทั่วทั้งตัวอำเภอ หรือแม้กระทั่งในตัวเมืองเอกของมณฑลเอง นอกจากผมแล้ว ยังจะมีใครหน้าไหนที่สามารถจัดหาสินค้าลอตใหญ่ขนาดนี้ มาเสิร์ฟให้พี่ได้ในคราวเดียวอีก"
​
"อีกอย่าง ตอนนี้ราคาแป้งสาลีในตลาดมืดก็พุ่งกระฉูดไปถึงชั่งละสองหยวนห้าเหมาเข้าให้แล้ว มิหนำซ้ำคุณภาพก็ยังเทียบชั้นกับของผมไม่ได้เลยด้วย ขั้นต่ำเลยต่อให้พี่จะนำไปกระจายขายต่อให้แก่พวกลูกค้ารายย่อยในตลาดมืด ฟันกำไรแค่ชั่งละห้าเหมา เมื่อคำนวณจากยอดรวมทั้งหมดแล้ว ก็ยังคงกอบโกยผลกำไรไปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอยู่ดีมิใช่หรือ"
​
"ยิ่งไปกว่านั้น ผมคาดเดาว่าคนระดับลูกพี่หนาน ย่อมต้องมีช่องทางการจัดจำหน่ายพิเศษที่เป็นความลับส่วนตัวอยู่อย่างแน่นอน และผลกำไรที่พี่จะได้รับ ย่อมไม่หยุดอยู่แค่ชั่งละห้าเหมาอย่างแน่นอนจริงไหมครับ"
​
ลูกพี่หนานถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปชั่วขณะ ไอ้หนุ่มคนนี้มันมีตาทิพย์หรืออย่างไร ถึงได้มองแผนการทางธุรกิจของเขาทะลุปรุโปร่งไปเสียหมดเช่นนี้
​
"ตกลง!" ลูกพี่หนานกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจขั้นเด็ดขาด "ทองคำหนึ่งพันกรัมก็หนึ่งพันกรัม! ทว่าตอนนี้ในมือของฉันมีทองคำสำรองอยู่ไม่ถึงหรอกนะ นายคงต้องรอฉันสักครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวฉันจะไปกว้านซื้อรวบรวมมาให้นายจนครบเอง"
​
"ไม่มีปัญหาครับ" ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างตรงไปตรงมา "สินค้าทั้งหมดของผม ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ที่ตรอกตันทางฝั่งทิศตะวันออก ลูกพี่หนานก็รีบไปจัดการเตรียมกำลังคนเอาไว้ให้พร้อมเถอะครับ" สิ้นคำกล่าว ฟู่ซีโจวก็หมุนตัวเดินผละออกจากตลาดมืดไปในทันที
​
ในเวลานี้ สิ่งที่เขาต้องทำก็เพียงแค่มุ่งหน้าไปดักรอพบอีกฝ่ายที่ตรอกแคบๆ แห่งนั้นก็เท่านั้นเอง
​
ทางด้านลูกพี่หนาน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินลับสายตาไปแล้ว เขาก็เกรงว่าอาจจะมีใครหน้าไหนมาตัดหน้าชิงตัดหน้าเค้กก้อนโตนี้ไปได้ จึงรีบกุลีกุจอไปกว้านซื้อรวบรวมทองคำแท่งเป็นการด่วน ซึ่งเดิมทีภายในตลาดมืดแห่งนี้ ก็มีการลักลอบซื้อขายทองคำกันอย่างลับๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการจะรวบรวมทองคำให้ครบหนึ่งพันกรัม จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ
​
เมื่อฟู่ซีโจวเดินมาถึงตรอกตันดังกล่าว เขาก็จัดการนำแป้งสาลีขาวจำนวนห้าพันชั่งทั้งหมด ออกมาจากมิติในทันที ทว่าหลังจากที่เขาเคลื่อนย้ายสินค้าออกมาได้เพียงไม่นาน ลูกพี่หนานก็พาลูกน้องฉกรรจ์อีกหลายคนเดินปรี่เข้ามาหา
​
ลูกพี่หนานจดจ้องมองกระสอบป่านที่วางเรียงรายซ้อนกันเป็นภูเขาเลากา ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณมือให้แก่ลูกน้อง เพื่อสั่งการให้พวกเขารีบเข้าไปตรวจสอบคุณภาพของแป้งสาลีด้านใน ว่ามีข้อบกพร่องอันใดหรือไม่
​
ฟู่ซีโจวปล่อยให้พวกเขาทำการตรวจสอบสินค้ากันตามสบายโดยไม่ได้เอ่ยขัดข้องอันใด ผ่านไปเพียงไม่นาน กลุ่มลูกน้องก็ตรวจสอบจนเสร็จสิ้น ก่อนจะหันไปรายงานลูกพี่ของตน "ไม่มีปัญหาครับลูกพี่ ล้วนเป็นแป้งสาลีขาวชั้นยอดทั้งสิ้นเลยครับ"
​
เมื่อได้ยินดังนั้น ลูกพี่หนานก็ยื่นห่อผ้าใบหนึ่งส่งให้แก่ฟู่ซีโจวทันที "นี่คือทองคำบริสุทธิ์จำนวนหนึ่งพันกรัม นายรับไปตรวจสอบดูสิ"
​
ฟู่ซีโจวรับห่อผ้ามาเปิดออกดู ภายในนั้นบรรจุทองคำแท่งขนาดเล็กใหญ่คละเคล้ากันไปอยู่หลายแท่ง อีกทั้งยังมีแหวนทองคำอีกหลายวงปะปนอยู่ด้วย ชายหนุ่มลอบเปิดใช้งานเนตรวิเศษกวาดตามองประเมินเพียงแวบเดียว ก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่า ทั้งน้ำหนักและคุณภาพของทองคำเหล่านั้น ล้วนถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
​
"สินค้าทั้งหมดลอตนี้ พี่สามารถให้คนมาขนกลับไปได้เลยครับ" ฟู่ซีโจวเอ่ยพลางขยับตัวเบี่ยงหลบไปทางด้านข้าง เพื่อเปิดทางให้อีกฝ่าย
​
บนใบหน้าของลูกพี่หนานพลันปรากฏรอยยิ้มกว้างจนแทบจะฉีกถึงรูหู เขารีบร้องสั่งให้ลูกน้องลงมือขนย้ายกระสอบแป้งสาลีทั้งหมดกลับไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าฟู่ซีโจวอาจจะเกิดเปลี่ยนใจกะทันหันขึ้นมาได้
​
"น้องชายเอ๊ย วันหน้าวันใดหากมีสินค้าดีๆ เช่นนี้หลุดมาอีก ก็อย่าลืมคิดถึงพี่ชายคนนี้เป็นคนแรกเชียวนะ!"
​
"ได้เสมอครับ"
​
เมื่อการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ฟู่ซีโจวก็เก็บซ่อนทองคำเอาไว้แนบอก ก่อนจะก้าวเดินผละออกจากตรอกตันแห่งนั้นไป ทันใดนั้นเอง ภายในหัวของเขาก็พลันมีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นมา
​
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ การแลกเปลี่ยนสำเร็จ ท่านได้รับพลังงาน 10,000 แต้ม]
​
อารมณ์ของฟู่ซีโจวในยามนี้ช่างเบิกบานใจยิ่งนัก เนื่องจากการแลกเปลี่ยนในตลาดมืดครั้งนี้ เขาสามารถขายแป้งสาลีได้ในราคาชั่งละสองหยวน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ได้แตกต่างไปจากยุคอนาคตมากนัก
​
ทว่าในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ก็คงจะมีเพียงแค่เสบียงอาหารชั้นดีเหล่านี้กระมัง ที่สามารถนำมาโก่งราคาขายในตลาดมืดได้สูงถึงเพียงนี้ หากเป็นข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ แล้วล่ะก็ มูลค่าของมันในยุคอนาคตย่อมสูงกว่าที่นี่หลายร้อยหลายพันเท่าอย่างแน่นอน
​
ดังนั้น ฟู่ซีโจวถึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า บรรดาสินค้าทางการเกษตรและปศุสัตว์ที่ผลิตได้จากมิติเพาะปลูกของเขา สมควรที่จะถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับผู้คนในกลุ่มระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของ ถึงจะนับว่าคุ้มค่ามากที่สุด
​
หลังจากที่จัดการระบายเสบียงอาหารลอตใหญ่แลกเปลี่ยนเป็นทองคำมาได้สำเร็จ ฟู่ซีโจวก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาอาศัยจังหวะที่ปลอดผู้คน แอบนำจักรยานออกมาจากมิติ ก่อนจะปั่นมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านเซี่ยงหยางอย่างรวดเร็ว
​
กระทั่งเขาปั่นจักรยานกลับมาถึงบริเวณใกล้ๆ กับทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยงหยาง ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มมืดสลัวลงเสียแล้ว
​
ในขณะที่เขากำลังปั่นผ่านบริเวณจุดพักปัญญาชนนั่นเอง เขาก็บังเอิญสวนทางเข้ากับจ้าวเหมยที่เพิ่งจะกลับมาจากข้างนอกพอดี ทันทีที่หล่อนเห็นเขา สายตาของหล่อนก็จดจ้องมองตรงไปยังรถจักรยานคันงามของเขาเขม็งราวกับตาเป็นมัน

...........................