บทที่ 53 พรสวรรค์
บทที่ 53 พรสวรรค์
จ้าวเหมยจดจ้องมองแผ่นหลังของฟู่ซีโจวที่กำลังปั่นจักรยานห่างออกไปไกลลับตา ก่อนจะแค่นเสียงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างนึกหมั่นไส้
'ก็ไม่ได้เป็นของใหม่เอี่ยมอ่องเสียหน่อย จะมาทำเป็นปั่นอวดเบ่งอะไรนักหนา'
ทว่าภายในใจลึกๆ ของหล่อนกลับรู้สึกตงิดๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าจักรยานเอ้อปาต้าก้างคันที่ฟู่ซีโจวกำลังปั่นอยู่นั้น มันช่างดูคุ้นหูคุ้นตาพิลึก
ทันใดนั้นเอง หล่อนก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ที่หล่อนเคยไปขออาศัยหลับนอนที่บ้านตระกูลหลิน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้าน หล่อนก็บังเอิญเห็นจักรยานเอ้อปาต้าก้างจอดอยู่คันหนึ่งเช่นเดียวกัน
'หรือว่า...ฟู่ซีโจวจะแอบไปขโมยจักรยานของบ้านตระกูลหลินมาอย่างนั้นหรือ'
ทว่าความคิดเพ้อเจ้อนั้นเพิ่งจะผุดขึ้นมาในหัวได้เพียงแวบเดียว จ้าวเหมยก็ต้องรีบปัดตกสลัดมันทิ้งไปในทันที
นั่นก็เป็นเพราะว่า ในตอนที่เดินทางมาด้วยกันนั้น ฟู่ซีโจวยังไม่มีจักรยานเอ้อปาต้าก้างคันนี้เลยนี่นา ยิ่งไปกว่านั้น คุณป้าของหล่อนก็จงเกลียดจงชังฟู่ซีโจวเข้ากระดูกดำถึงเพียงนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะยอมยกจักรยานคันงามให้เขาอย่างเเน่นอน
ทางด้านหลี่เยี่ยน เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าครุ่นคิดของจ้าวเหมย หล่อนก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดเล็กคิดน้อยเรื่องอันใดอยู่ จึงรีบขยับตัวเข้าไปกระซิบกระซาบใกล้ๆ
"ของพรรค์นั้นมันมีอะไรให้น่ามองนักหนากัน ไอ้เศษเหล็กบุบสลายที่ฟู่ซีโจวกำลังปั่นอยู่น่ะ นอกจากกระดิ่งที่ไม่ยอมดังแล้ว ชิ้นส่วนอื่นก็พากันดังกรอบแกรบไปหมดทั้งคันนั่นแหละ"
ทันทีที่จ้าวเหมยได้ยินคำประชดประชันของหลี่เยี่ยน ภายในใจของหล่อนก็พลันรู้สึกโล่งอกและเบิกบานขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"นั่นสิน่ะ ก็แค่จักรยานสภาพโกโรโกโสคันหนึ่งแท้ๆ เขาก็แค่อยากจะปั่นอวดเบ่งวางก้ามไปอย่างนั้นเองแหละ"
แน่นอนว่าฟู่ซีโจวย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงบทสนทนานินทาว่าร้ายของหญิงสาวทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย ทว่าต่อให้เขาบังเอิญล่วงรู้เข้าจริงๆ ชายหนุ่มก็คงจะไม่เก็บเอามาใส่ใจให้รกสมองแต่อย่างใด
ในเมื่อเป็นของที่ได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสักแดงเดียว มันย่อมหอมหวานและดีเลิศอยู่แล้ว จะไปมัวจู้จี้จุกจิกเลือกมากไปทำไมกัน
ยิ่งเมื่อนึกไปถึงภาพของหลินต้าจวิน ที่นับจากนี้ไปคงต้องจำใจพึ่งพาลำแข้งของตัวเองเดินสับเท้าไปทำงานทุกวัน ภายในใจของเขาก็ยิ่งรู้สึกสะใจและเบิกบานมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง ชายหนุ่มก็จัดการจอดรถจักรยานเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องครัวเพื่อหุงข้าวสวยร้อนๆ เตรียมเอาไว้ ส่วนกับข้าวประเภทเนื้อสัตว์นั้น เขาได้จัดการสับหมูหันครึ่งตัวเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่าเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าบนโต๊ะอาหารยังขาดแคลนเมนูผักสดอยู่ ฟู่ซีโจวก็รีบกำหนดจิตส่งสติเข้าไปภายในมิติอย่างรวดเร็ว เขาเลือกเด็ดผักป่าสดอวบที่ปะปนอยู่ท่ามกลางดงวัชพืชออกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาต้มทำเป็นซุปผักป่าหม้อใหญ่
ฟู่ซีโจวจดจ้องมองใบผักสดสีเขียวขจีในมือ พลางครุ่นคิดวางแผนการล่วงหน้าอยู่ในใจว่า เขาคงจะต้องหาเวลาไปกว้านซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาตุนเอาไว้เสียหน่อยแล้ว
หากว่าในอนาคตมิติเกิดการอัปเกรดเลื่อนระดับขึ้นมาจริงๆ พื้นที่เพาะปลูกบนดินดำก็จะขยายอาณาเขตเพิ่มมากขึ้น ถึงเวลานั้นเขาจะได้สามารถลงมือปลูกผักใบเขียวสดใหม่ได้ตามใจชอบเสียที
เนื่องจากระยะเวลาในการเจริญเติบโตของผักสดนั้น ย่อมสั้นกว่าพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ อยู่มากโข ยิ่งได้หยาดทิพย์จากน้ำพุวิเศษคอยรดน้ำหล่อเลี้ยงบำรุงด้วยแล้ว ทั้งรสชาติอันโอชะและสรรพคุณบำรุงร่างกาย ย่อมต้องแตกต่างจากผักธรรมดาทั่วไปอย่างสิ้นเชิงแน่ๆ
หากถึงเวลานั้นเมื่อเขานำผลผลิตเหล่านี้ไปเสนอแลกเปลี่ยนในกลุ่มระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของ มันก็ย่อมจะแปรเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานชั้นยอดที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว
หลังจากจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำเสร็จสรรพ ตาเฒ่าหวังก็เดินประคองขวดเหล้าก้าวออกมาจากห้องพัก
ทันทีที่สายตาฝ้าฟางของเขาเหลือบไปเห็นว่าเมนูเนื้อสัตว์ในวันนี้ว่าคือหมูหันหนังกรอบ ชายชราก็รีบหันหลังกลับเข้าห้องไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อเปลี่ยนจากเหล้าขาวต้มเองราคาถูก เป็นสุราเหมาไถชั้นดีที่ฟู่ซีโจวเคยมอบให้เป็นของกำนัลในวันทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์
"ไอ้หนูแกนี่ช่างสรรหาของอร่อยมากินเสียจริงนะ ตาแก่ขี้คร้านอย่างฉันไม่ได้เห็นลูกหมูหันตัวเล็กน่ากินแบบนี้มาตั้งนมนานแล้ว"
ภายใต้อิทธิพลของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนส่วนกลางในยุคเจ็ดศูนย์เช่นนี้ ย่อมไม่มีครอบครัวไหนกล้าฟุ่มเฟือย นำลูกหมูตัวเล็กจ้อยเพียงเท่านี้มาทำหมูหันกินเล่นอย่างแน่นอน
ตอนที่ฟู่ซีโจวนำหมูหันตัวนี้ออกมา เขายังแอบนึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าคงจะถูกชายชราบ่นอุบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าผิดคาดที่อีกฝ่ายกลับมีท่าทียอมรับและถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก
"อาจารย์...เมื่อก่อนท่านเคยลิ้มลองรสชาติของมันด้วยหรือครับ"
ตาเฒ่าหวังแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ พลางเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างภาคภูมิใจ "มันก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ! คนแก่อย่างฉัน ผ่านโลกมาป่านนี้ มีของดีๆ ล้ำค่าชนิดไหนบ้างที่ไม่เคยลิ้มรสเข้าปาก"
"ก็แค่...ช่วงบั้นปลายชีวิตมันดันตกระกำลำบากไปสักหน่อยเท่านั้นเอง"
ดูเหมือนว่าชายชรากำลังหวนรำลึกไปถึงช่วงเวลาอันแสนรุ่งโรจน์และสุขสำราญในอดีตของตนเอง ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะแปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าหมองหม่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาตวัดสายตาดุดันจ้องเขม็งไปยังฟู่ซีโจว
"ไอ้เด็กแสบ! นี่แกกำลังหลอกตะล่อมถามประวัติฉันอยู่งั้นเรอะ!"
ฟู่ซีโจวเพียงแค่แย้มรอยยิ้มบางๆ ออกมาโดยไม่ได้เอ่ยปฏิเสธแต่อย่างใด ดูท่าทาง ภูมิหลังของตาแก่คนนี้ คงจะไม่ใช่ตาสีตาสาธรรมดาๆทั่วไปเสียแล้ว
หลังจากที่ดื่มด่ำกับอาหารและสุราจนอิ่มหนำสำราญ ตาเฒ่าหวังก็จัดการลากคอศิษย์รักไปเริ่มต้นฝึกวิทยายุทธ์ในทันที
เดิมทีฟู่ซีโจวแอบคิดเตรียมใจเอาไว้แล้ว ว่าตนเองคงจะต้องถูกลงโทษให้ฝึกท่าน้านั่งทรมานสังขารไปอีกสองชั่วโมงเต็ม ทว่าผิดคาดที่ชายชรากลับสั่งให้เขาฝึกท่าม้านั่งเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ส่วนเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่เหลือ ตาเฒ่าหวังได้ทำการถ่ายทอดกระบวนท่าเพลงหมัดชุดหนึ่งให้แก่ชายหนุ่ม
และก็เป็นไปตามที่ชายชราได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า ฟู่ซีโจวนั้นมีพรสวรรค์และไหวพริบในการเรียนรู้วิทยายุทธ์ที่ยอดเยี่ยมจนน่าทึ่ง เพียงแค่เขาแสดงกระบวนท่าเพลงหมัดชุดนั้นให้ดูเป็นตัวอย่างแค่สองรอบ ฟู่ซีโจวก็สามารถจดจำและร่ายรำกระบวนท่าเหล่านั้นออกมาได้อย่างดุดัน ทรงพลัง และพลิ้วไหวราวกับพยัคฆ์ติดปีก
เวลาสองชั่วโมงเต็มผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วปานกะพริบตา ฟู่ซีโจวกลับไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ ร่างกายของเขากลับยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นไปอีก
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานสายหนึ่งที่กำลังไหลเวียนพลุ่งพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขนในร่างกาย ซึ่งมันไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดทรมาน ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกซู่ซ่าชาหนึบเบาๆ ทั่วทั้งสรรพางค์กาย ช่างเป็นความรู้สึกที่เบาสบายและผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด...
ฟู่ซีโจวยังคงมีพลังเหลือเฟือและนึกอยากจะฝึกฝนต่อไปอีกสักระยะ ทว่าสภาพร่างกายของตาเฒ่าหวังกลับเริ่มประท้วงต้านทานความง่วงงุนเอาไว้ไม่ไหวเสียแล้ว
ชายชราอ้าปากหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมาปัดๆ "ไอ้หนู พรสวรรค์ของแกน่ะถือว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับได้ยากเลยทีเดียว ทว่าเรื่องของการฝึกปรือวิทยายุทธ์นั้น มันต้องอาศัยเวลาและความอดทน จะมารีบร้อนรวบรัดเอาดื้อๆ ย่อมไม่ได้ ขอเพียงแค่แกมีความตั้งใจจริงที่จะร่ำเรียน ก่อนที่ฉันจะสิ้นลมหายใจตายไป ฉันขอรับปากว่าจะถ่ายทอดสุดยอดวิชาทั้งหมดที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ให้แกจนหมดเปลือกอย่างแน่นอน เอาล่ะ...วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ ฉันขอตัวไปงีบหลับพักผ่อนก่อนล่ะ"
เมื่อเห็นว่าชายชราเดินกลับเข้าห้องไปพักผ่อนแล้ว ฟู่ซีโจวก็จำต้องเดินกลับเข้าไปภายในห้องพักของตนเองเช่นเดียวกัน
หลังจากเอนหลังพักผ่อนคลายกล้ามเนื้ออยู่ประมาณสิบกว่านาที เขาก็แอบย่องลุกออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะผลักบานประตูหน้าลานบ้านแล้วก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินออกห่างจากบริเวณบ้านของตาเฒ่าหวังมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ฟู่ซีโจวก็จัดการหยิบเสื้อคลุมล่องหนออกมาสวมใส่ปกปิดร่างกายในทันที จากนั้นเขาก็นำแอปเปิลสดกรอบจำนวนสิบลูกที่เพิ่งจะเก็บเกี่ยวเอาไว้ ยัดใส่ลงไปในถุงผ้าอย่างเบามือ ตามติดมาด้วยเครื่องดื่มมอลต์สกัดสองกระป๋อง และหมูหันหนังกรอบอวบอ้วนอีกหนึ่งตัว ก่อนจะมุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังทิศทางที่ตั้งของคอกวัวท้ายหมู่บ้านอย่างระมัดระวัง
กระทั่งเดินมาใกล้จะถึงบริเวณคอกวัวแล้ว เขาก็จัดการถอดเสื้อคลุมล่องหนออกแล้วเก็บมันกลับคืนเข้าไปในมิติดังเดิม ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านในคอกวัว
ภายในคอกวัวอันซอมซ่อ มีเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเก่าที่ถูกจุดทิ้งเอาไว้ ฟู่เหวินปินและซูหย่าฉินยังคงไม่ได้เข้านอนแต่อย่างใด คนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาสานรองเท้าฟางอย่างขะมักเขม้น ในขณะที่อีกคนกำลังถือเข็มกับด้าย นั่งเย็บปะติดปะต่อเสื้อผ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ซึ่งเศษผ้าเหล่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ฟู่ซีโจวแอบลักลอบนำมามอบให้แก่พวกเขาก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น
ซูหย่าฉินนั้นจำต้องอาศัยช่วงเวลาที่ดึกสงัดและไร้ผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะกล้านำงานเย็บปักถักร้อยออกมาเร่งมือทำ
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่จะถูกส่งตัวมาใช้แรงงาน แม้ว่าหล่อนจะไม่เคยต้องตกระกำลำบากทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำมาก่อน ทว่าในอดีต หล่อนก็เคยได้ร่ำเรียนทักษะการเย็บปักถักร้อยมาจากบรรดาสาวใช้ภายในบ้านอยู่บ้าง ดังนั้นฝีมือการเย็บผ้าของหล่อนจึงนับว่าพอใช้การได้เลยทีเดียว
ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเลิกม่านประตูดังแว่วมา สองสามีภรรยาก็พลันเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย และเมื่อตระหนักได้ว่าผู้ที่มาเยือนคือฟู่ซีโจวลูกชายของตน แววตาของทั้งคู่ก็พลันเบิกกว้างฉายแววประประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ซีโจวหรือลูก" ซูหย่าฉินรีบวางงานเย็บปักถักร้อยในมือลง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ทำไมลูกถึงยังอุตส่าห์ดั้นด้นมาที่นี่อีกล่ะ"
ฟู่ซีโจวจดจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นมารดา เมื่อสังเกตเห็นว่าผิวพรรณของท่านดูมีน้ำมีนวลและมีเลือดฝาดขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด ก้อนเนื้อในอกที่เคยบีบรัดแน่นด้วยความกังวลใจ ก็พลันคลายตัวลงอย่างช้าๆ
"ผมแวะมาส่งเสบียงอาหารให้ทุกคนน่ะครับ" เอ่ยจบ เขาก็ค่อยๆ วางถุงผ้าใบใหญ่ในมือลงบนโต๊ะไม้อย่างเบามือ
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ซูหย่าฉินก็รีบเอ่ยแย้งขึ้นมาด้วยความเกรงใจ "เสบียงอาหารลอตก่อนที่ลูกลอบนำมาส่งให้ พวกเรายังกินกันไม่หมดเลยนะลูก"
"ของแห้งอาจจะยังเหลือ ทว่าพวกเนื้อสัตว์ก็คงจะร่อยหรอไปจนหมดสิ้นแล้วล่ะสิครับ วันนี้ผมมีหมูหันหนังกรอบๆ ติดไม้ติดมือมาด้วย พ่อครับ แม่ครับ พวกท่านรีบไปปลุกพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ แล้วก็น้องๆ ให้ลุกขึ้นมาล้อมวงกินของอร่อยๆ ตอนที่มันยังร้อนๆ กันเถอะ..."
ซูหย่าฉินถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หล่อนตื้นตันใจเสียจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายความรู้สึกในยามนี้ได้เลย
อันที่จริงแล้ว เนื้อสัตว์ลอตก่อนที่ฟู่ซีโจวแอบนำมาส่งให้นั้น พวกเขาเพิ่งจะกินกันจนหมดเกลี้ยงไปเมื่อวานนี้เอง มื้อค่ำของวันนี้ ทุกคนจึงต้องประทังชีวิตด้วยหมั่นโถวแป้งสาลีขาวล้วนๆ
ซึ่งหลังจากที่ได้ลิ้มรสความอร่อยของเนื้อสัตว์ติดต่อกันมาหลายวัน พอวันนี้ต้องกลับมากินเพียงแค่หมั่นโถวเปล่าๆ พวกเขาก็แอบรู้สึกฝืดคอและไม่ค่อยคุ้นชินอยู่บ้างเหมือนกัน
"เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย..."
ยังไม่ทันที่ซูหย่าฉินจะเดินไปร้องเรียก สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวตระกูลฟู่ที่นอนหลับอยู่ด้านใน เมื่อแว่วได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก ต่างก็พากันงัวเงียตื่นและลุกพรวดพราดกันออกมาจนหมดเกลี้ยง
เด็กน้อยฟู่หร่วนหร่วนวิ่งเตาะแตะเข้ามากอดหมับเข้าที่ต้นขาของฟู่ซีโจวเอาไว้แน่น ก่อนจะช้อนตามองพลางร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วแสนหวาน "คุณอารองขา"
ฟู่ซีโจวระบายยิ้มอบอุ่น พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยๆ ของหลานสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู "เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้หร่วนหร่วนของอาเป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่หรือเปล่าเอ่ย"
"เป็นเด็กดีค่า!" ฟู่หร่วนหร่วนเบิกตากลมโตสุกใสจดจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นอา หลังจากที่ได้กินอาหารบำรุงร่างกายที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลักติดต่อกันมาหลายวัน ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยซูบผอมของเด็กน้อย ก็เริ่มมีน้ำมีนวลและกลมแป้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่ซีโจวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ทว่าแท้จริงแล้ว เขาแอบลอบนำลูกอมรสหวานจำนวนหนึ่งกำมือออกมาจากมิติ ก่อนจะยื่นส่งให้แก่หลานสาวตัวน้อย
"ในเมื่อหร่วนหร่วนทำตัวเป็นเด็กดีและน่ารักขนาดนี้ คุณอารองก็มีรางวัลเป็นลูกอมหวานๆ มาฝากด้วยนะ ทว่ากฎยังคงเหมือนเดิม ห้ามกินเกินวันละสองเม็ดเด็ดขาด เข้าใจไหมเอ่ย"
ทันทีที่สองตาของฟู่หร่วนหร่วนเหลือบไปเห็นลูกอมหลากสีสัน เด็กน้อยก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความดีใจ "ขอบคุณมากค่า คุณอารอง"
หล่อนกำลูกอมเอาไว้ในมือแน่น ก่อนจะกระโดดโลดเต้นอย่างเริงร่าวิ่งกลับไปหาเฉียวเซี่ยเสวี่ยผู้เป็นมารดา "คุณแม่ขา คุณแม่ช่วยเก็บเอาไว้ให้หร่วนหร่วนหน่อยนะคะ!"
เฉียวเซี่ยเสวี่ยระบายยิ้มอ่อนโยนพลางรับลูกอมเหล่านั้นมาเก็บไว้.... ทันใดนั้นเอง หล่อนก็ได้ยินเสียงของฟู่ซีโจวเอ่ยกำชับขึ้นมา
"พี่สะใภ้ครับ ภายในถุงผ้าใบนั้นมีเครื่องดื่มมอลต์สกัดอยู่สองกระป๋อง รบกวนพี่ช่วยชงให้หร่วนหร่วนดื่มบำรุงร่างกายวันละหนึ่งแก้วเป็นประจำทุกวันด้วยนะครับ"
หากปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนสารอาหารเป็นระยะเวลานาน มันย่อมส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านความสูงอย่างแน่นอน ฟู่ซีโจวลอบประเมินรูปร่างหน้าตาของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ที่ล้วนจัดว่าหน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อฟู่หร่วนหร่วนเติบโตขึ้น หล่อนก็ย่อมจะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่สะสวยงดงามอย่างไม่ต้องสงสัย และหญิงสาวที่งดงาม ก็สมควรที่จะมีรูปร่างที่สูงโปร่งระหงถึงจะคู่ควร
"ซีโจวเอ๊ย...ของล้ำค่าปานนี้ นำกลับไปบำรุงตัวเองเถอะนะ ในยามนี้หร่วนหร่วนยังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาของพวกนี้หรอก"
"ไม่ใช่แค่หร่วนหร่วนคนเดียวนะครับ ทว่าน้องสามกับน้องเล็กเองก็ต้องดื่มเพื่อบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน"
ฟู่ซีโจวทอดสายตามองไปยังน้องชายและน้องสาวของตน ฟู่เจี้ยนเซินยังคงปั้นหน้าตึงถมึงทึง ฉายแววดื้อรั้นหัวชนฝาและพร้อมพุ่งชนกับทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมปริปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมา
ในขณะที่ฟู่เฉี่ยวซินกลับมีใบหน้าที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย เมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ชายกล่าวเช่นนั้น หล่อนก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธเสียงแผ่ว "พี่รองคะ หนูโตเป็นสาวแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ ไม่จำเป็นต้องดื่มของพวกนี้หรอก"
"พวกเธอสองคนยังต้องร่ำเรียนและอ่านหนังสือตำราอีกมากมาย ย่อมต้องบำรุงสมองให้ปลอดโปร่ง ดังนั้นทุกคนต้องดื่มให้หมด พ่อกับแม่เองก็ต้องดื่มด้วยเหมือนกัน แบ่งกันดื่มบำรุงร่างกายให้ครบทุกคน ถ้าว่ามันหมดลงตอนไหน เดี๋ยวพี่จะหาลู่ทางลอบนำมาส่งให้ใหม่เอง"
ฟู่ซีโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดขาด อันที่จริงแล้ว ภายในมิติของเขายังคงมีคูปองสำหรับแลกซื้อเครื่องดื่มมอลต์สกัดหลงเหลืออยู่อีกหลายใบที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานเลยด้วยซ้ำ
............................