LNCrawler

บทที่ 55 ไม่มีใครยินยอมแลกเปลี่ยน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 55 ไม่มีใครยินยอมแลกเปลี่ยน


‎ฟู่ซีโจวค่อนข้างจะเข้าใจความรู้สึกของผู้เฒ่ากู่อยู่ไม่น้อย
‎
ในยุคสมัยเช่นนี้ บรรดาผู้คนที่ถูกส่งตัวลงมาใช้แรงงานมักจะเลือกตัดขาดความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเป็นอันดับแรก เพื่อรับประกันว่าจะไม่ดึงเอาคนอื่นๆ เข้ามาติดร่างแหไปด้วย
‎
มองเผินๆ อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไร้เยื่อใย ทว่าแท้จริงแล้วมันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอับจนหนทางอย่างถึงที่สุด
‎
และนี่ก็ถือเป็นเอกลักษณ์อันแสนโหดร้ายของยุคสมัยนี้เช่นเดียวกัน
‎
ฟู่ซีโจวเองก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
‎
ในเมื่อกู่หมิงเยวี่ยดึงดันที่จะไม่ยอมจากไป แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ?
‎
อีกอย่าง ตัวเขาเองก็อาศัยขอเช่าห้องอยู่กับตาเฒ่าหวัง ซึ่งที่นั่นก็ไม่ได้มีห้องหับว่างเหลือเฟือเสียด้วย
‎
“เจ้าหนูตระกูลฟู่ ฉันขอร้องล่ะ ช่วยหน่อยเถอะนะ”
‎
กู่เส้าอู่จ้องมองฟู่ซีโจวด้วยแววตาฝ้าฟางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเว้าวอน
‎
“ฉันปล่อยให้ยัยเด็กนี่รั้งอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก นิสัยของเธอก็ดื้อรั้นเสียเหลือเกิน เธอช่วยไปหาที่พักให้หล่อนในหมู่บ้านสักแห่งเถอะ จะเป็นที่ไหนก็ได้ ขอเพียงแค่ไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเธอก็พอ ยัยเด็กนี่แค่ใช้วันหยุดลาพักร้อนมาเยี่ยมฉันเท่านั้นแหละ พอหมดวันหยุดเธอก็จะกลับไปเอง คงไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เธอมากนักหรอก”
‎
เมื่อกู่หมิงเยวี่ยได้ยินเจตนาของผู้เป็นตาว่าไม่ได้ต้องการจะขับไล่ไสส่งเธอให้กลับไปในทันที เพียงแต่ต้องการให้เธอไปพักอยู่ที่อื่นภายในหมู่บ้านแทน
‎
ถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็ยังพอจะสามารถแอบแวะมาเยี่ยมเยียนคุณตาได้อยู่
‎
หญิงสาวจึงหันไปจ้องมองฟู่ซีโจวด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
‎
“สหายฟู่คะ คุณพอจะช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
‎
ฟู่ซีโจวลอบถอนหายใจออกมาเงียบๆ
‎
ในเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ยอมบากหน้าเอ่ยปากขอร้องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็คงไม่มีหน้าปฏิเสธคำขอได้ลงคอ
‎
“คุณปู่กู่ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ”
‎
ฟู่ซีโจวรีบเอ่ยขึ้น
‎
“เรื่องช่วยน่ะผมช่วยได้อยู่แล้ว แต่ผมเป็นผู้ชายตัวคนเดียว จะให้เธอไปพักอยู่ด้วยกันมันก็คงจะไม่ค่อยสะดวกนัก ขืนมีข่าวลือแพร่งพรายออกไป มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเธอเอาได้”
‎
“เอาอย่างนี้ดีไหมครับ คืนนี้ให้สหายกู่ไปทนพักอยู่ที่ห้องของผมก่อน ส่วนผมจะไปขอนอนเบียดกับอาจารย์ของผมสักคืน”
‎
“พอถึงพรุ่งนี้เช้า ผมค่อยพาสหายกู่ไปหาหัวหน้าฝ่ายผลิต แล้วบอกว่าเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ที่ตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมญาติ ดูสิว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตจะพอช่วยจัดสรรที่พักให้ได้บ้างหรือเปล่า”
‎
ฟู่ซีโจวเสนอความคิดเห็นของตนเองออกไป ก่อนจะหันไปมองหน้าคนทั้งสอง
‎
“พวกคุณคิดว่าทำแบบนี้พอจะใช้ได้ไหมครับ?”
‎
กู่เส้าอู่ค่อนข้างจะเชื่อมั่นในตัวตนของฟู่ซีโจวอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการฝากฝังหลานสาวเอาไว้กับชายหนุ่ม เขาจึงรู้สึกวางใจเป็นอย่างมาก
‎
“ซีโจว ต้องรบกวนเธอแล้วล่ะนะ”
‎
“เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากครับ”
‎
ฟู่ซีโจวเอ่ยตอบรับ ก่อนจะปรายตามองไปทางกู่หมิงเยวี่ย
‎
“สหายกู่ เดี๋ยวผมขอตัวไปบอกกล่าวกับคนในครอบครัวก่อนนะครับ ประเดี๋ยวจะกลับมารับคุณ”
‎
กู่หมิงเยวี่ยรู้สึกตื้นตันใจเสียจนต้องรีบเอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‎
“สหายฟู่ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากคอกวัวไป
‎
กู่เส้าอู่พยายามปรับอารมณ์ของตนเองให้สงบลง ก่อนจะเอ่ยกำชับกู่หมิงเยวี่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
‎
“หมิงเยวี่ย หลานจงจำเอาไว้ให้ดีนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตูด้านหน้านี้ไป หลานก็จงทำตัวประหนึ่งว่าไม่เคยรู้จักตามาก่อน หากบังเอิญเดินสวนกันในหมู่บ้าน ก็ห้ามเข้ามาทักทายตาเด็ดขาด เข้าใจที่ตาพูดไหม?”
‎
“คุณตาคะ...”
‎
ดวงตาของกู่หมิงเยวี่ยแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
‎
เธอเป็นคนที่ใช้นามสกุลตามฝั่งมารดา ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมักจะใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ข้างกายของผู้เป็นตา มากกว่าที่จะอยู่กับผู้เป็นพ่อเสียด้วยซ้ำ
‎
ดังนั้น ความผูกพันที่เธอมีต่อชายชราตรงหน้าจึงลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
‎
ในครั้งนี้ที่ผู้เป็นตาถูกตัดสินให้ส่งตัวลงมาใช้แรงงาน เธอเองก็รู้สึกไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดผู้เป็นพ่อถึงต้องรีบชิงตัดขาดความสัมพันธ์อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น
‎
ทั้งๆ ที่การเลื่อนขั้นในหน้าที่การงานของพ่อ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาบารมีของคุณตาทั้งสิ้น...
‎
กู่หมิงเยวี่ยเคยพยายามลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคุณตามาแล้ว แต่ด้วยฐานะที่เป็นเพียงแค่แพทย์ทหารตัวเล็กๆ เธอจึงไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะไปงัดข้อกับใครได้เลย
‎
“ตาถามว่าเข้าใจไหม!”
‎
กู่เส้าอู่ตวาดซ้ำด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม
‎
“เข้าใจแล้วค่ะ”
‎
กู่หมิงเยวี่ยเม้มริมฝีปากแน่นพลางพยักหน้ารับอย่างจำยอม
‎
ไม่ให้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่ให้เธอได้มีโอกาสแอบมองท่านอยู่ห่างๆ ก็พอ
‎
ขอแค่ให้เธอได้มั่นใจว่าคุณตาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย แค่นั้นเธอก็พอใจแล้ว
‎
“คุณตาคะ คุณปู่หาน คุณปู่หวง งั้นเดี๋ยวหนูขออนุญาตจับชีพจรตรวจดูร่างกายให้พวกท่านหน่อยนะคะ”
‎
ชายชราทั้งสามพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ปล่อยให้กู่หมิงเยวี่ยทำการตรวจวัดชีพจรของตนไปตามสบาย
‎
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของฟู่ซีโจวที่เดินกลับมาถึงคอกวัวฝั่งที่พักของครอบครัว เขาก็ได้เล่าเรื่องราวที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้ทุกคนฟัง
‎
ซึ่งคนตระกูลฟู่เองก็ไม่ได้มีความคิดเห็นคัดค้านต่อสิ่งที่ฟู่ซีโจวกำลังจะทำแต่อย่างใด
‎
จากนั้น ฟู่ซีโจวก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกต แอบเทน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นลงไปในโอ่งน้ำหนึ่งขวด ก่อนจะขอตัวเดินจากมา
‎
เขาเดินนำพากู่หมิงเยวี่ยเดินทางกลับไปยังที่พักของตน
‎
ทั้งสองคนก้าวเดินย่ำไปตามเส้นทางที่ขรุขระท่ามกลางความมืดมิดจนมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง โดยที่ตลอดทางแทบจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยบทสนทนาใดๆ ต่อกันเลย
‎
ฟู่ซีโจวจัดการผลักบานประตูห้องพักของตนเองให้เปิดออก
‎
“คืนนี้คุณก็นอนพักที่นี่ไปก่อนก็แล้วกันนะ ห้องอาจจะดูซอมซ่อไปสักหน่อย หวังว่าคุณคงจะไม่รังเกียจนะครับ”
‎
กู่หมิงเยวี่ยที่ยังคงมีอารมณ์หดหู่ ส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
‎
“มีที่ให้พักก็ดีมากแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ”
‎
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ว่าแต่... คุณกินมื้อเย็นมาหรือยัง”
‎
ฟู่ซีโจวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
‎
กู่หมิงเยวี่ยรีบตอบกลับไป
‎
“ฉันกินมาเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ เอ่องั้น... งั้นฉันขอตัวเข้าไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
‎
“ตกลงครับ”
‎
ฟู่ซีโจวหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องพักของตาเฒ่าหวัง
‎
ทันทีที่เขายกมือขึ้นเคาะประตูไปได้เพียงสองครั้ง เสียงสบถด่าทอของตาเฒ่าหวังก็ดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
‎
“ไอ้เด็กเวร แกอยากตายหรือไงฮะ? ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังจะมาก่อกวนคนที่เขากำลังหลับกำลังนอนอยู่อีก”
‎
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้ตาเฒ่าหวังได้กินพืชผลที่รดด้วยน้ำพุวิเศษเข้าไปเยอะเกินไปหรือไม่ ฟู่ซีโจวถึงได้รู้สึกว่าช่วงนี้น้ำเสียงของตาเฒ่าดูจะดุดันและทรงพลังขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมาก
‎
“อาจารย์ครับ พอดีว่ามีญาติห่างๆ ของผมเดินทางมาหาน่ะครับ ตอนนี้ก็เลยจัดให้ไปพักอยู่ที่ห้องของผมก่อน คืนนี้... เอ่อออ ผมขอเข้าไปนอนเบียดที่ห้องของอาจารย์สักคืนจะได้ไหมครับ?”
‎
เขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้วว่า หากตาเฒ่าหวังเอ่ยปากปฏิเสธ เขาก็คงจะยอมไปปูเสื่อนอนตบยุงอยู่ที่ลานบ้านแทน
‎
ตาเฒ่าหวังกระชากบานประตูให้เปิดออก ก่อนจะถลึงตาใส่ฟู่ซีโจวอย่างหงุดหงิด
‎
“ญาติห่างๆ บ้าบออะไรของแกวะ ถึงได้นอนเบียดอยู่ในห้องเดียวกันไม่ได้น่ะฮะ?”
‎
เมื่อกู่หมิงเยวี่ยได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของตาเฒ่าหวัง เธอจึงรีบเดินออกมาจากห้องพลางเอ่ยขอโทษ
‎
“คุณปู่คะ ดึกป่านนี้แล้ว ยังต้องมารบกวนคุณปู่อีก ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ”
‎
ตาเฒ่าหวังถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตกไปชั่วขณะ
‎
“นังหนูงั้นเรอะ?”
‎
“นี่ญาติห่างๆ ของแกเป็นผู้หญิงหรอกเรอะเนี่ย?”
‎
ฟู่ซีโจวกะพริบตาปริบๆ โดยไม่ได้คิดที่จะอธิบายอะไรให้มากความ
‎
ตาเฒ่าหวังพอจะคาดเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้แล้ว จึงได้แต่บ่นกระปอดกระแปดออกมา
‎
“เป็นตัวสร้างปัญหาเสียจริงๆ เอ้า! รีบๆ ไสหัวเข้ามาสิ ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าข้าน่ะเป็นคนนอนดิ้น ถ้าเกิดว่าแกโดนถีบตกเตียงขึ้นมาล่ะก็ อย่ามาร้องโวยวายให้ได้ยินเชียวนะโว้ย”
‎
“รับทราบครับผม”
‎
ฟู่ซีโจวส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้กู่หมิงเยวี่ยสบายใจได้ ก่อนจะแทรกตัวเดินเข้าไปในห้องของตาเฒ่าหวัง
‎
ตาเฒ่าหวังยังคงเอ่ยขู่สำทับตามหลัง
‎
“ถ้าแกกล้าทำเสียงดังจนทำให้ข้าต้องตื่นขึ้นมาอีกรอบล่ะก็ คราวนี้ฉันจะอัดแกให้ตายคามือเลยคอยดู!”
‎
“ไม่กวนแล้วล่ะครับ”
‎
ฟู่ซีโจวรับคำพร้อมกับดึงบานประตูห้องให้ปิดลง
‎
กู่หมิงเยวี่ยที่ยืนลุ้นจนตัวเกร็ง ในที่สุดก็สามารถปล่อยวางก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจลงได้เสียที
‎
เมื่อครู่นี้เธอแอบรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ว่าชายชราจะไม่ยอมอนุญาตให้ฟู่ซีโจวเข้าไปนอนด้วย ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น เธอก็คงจะรู้สึกละอายใจเกินกว่าที่จะกล้ายึดเตียงนอนของเขามาเป็นของตนเอง
‎
หญิงสาวหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง ก่อนจะจัดการลงกลอนประตูให้เรียบร้อย
‎
เตียงนอนของตาเฒ่าหวังนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก พอผู้ชายตัวโตๆ สองคนต้องมานอนเบียดกัน แค่จะพลิกตัวยังถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
‎
ซ้ำร้ายตาเฒ่าหวังยังเป็นพวกนอนดิ้นอย่างร้ายกาจ ประเดี๋ยวก็กรนเสียงดังลั่น ประเดี๋ยวก็ละเมอพูดจาพึมพำ แถมยังชอบเอาท่อนขาหนักๆ มาพาดก่ายลงบนลำตัวของฟู่ซีโจวอยู่บ่อยครั้ง
‎
ฟู่ซีโจวถูกก่อกวนจนไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ท้ายที่สุดชายหนุ่มจึงตัดสินใจกำหนดจิตนึกคิด นำพาจิตสำนึกของตนเองพุ่งทะยานเข้าไปในมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์เสียเลย
‎
และในครั้งนี้ เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้ค้นพบว่า...
‎
บรรดาเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้า ข้าวสาลี และข้าวโพดที่เพิ่งจะลงมือปลูกไปได้เพียงไม่กี่วัน ตอนนี้พวกมันกลับเริ่มแตกรวงออกผลกันหมดแล้ว
‎
[ระบบ ทำไมอัตราการเจริญเติบโตของพืชผลพวกนี้ถึงได้รวดเร็วขนาดนี้ล่ะ? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?]
‎
[สืบเนื่องมาจากการที่ระดับเลเวลของระบบได้รับการอัปเกรด จึงส่งผลให้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำพุวิเศษมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซ้ำในแต่ละครั้ง โฮสต์ก็ยังได้ทำการผันเอามวลน้ำที่เอ่อล้นให้ไหลลงไปกักเก็บเอาไว้ในบ่อน้ำอยู่เสมอ จึงทำให้ระดับความเข้มข้นของน้ำพุวิเศษภายในบ่อน้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อพืชผลเหล่านี้ได้รับการรดน้ำที่ถูกตักขึ้นมาจากบ่อน้ำโดยตรง อัตราการเจริญเติบโตของพวกมันจึงได้รับการกระตุ้นให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากอ้างอิงจากความเร็วในระดับปัจจุบัน คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกเพียงแค่สามวัน พืชผลทั้งหมดก็จะเจริญเติบโตจนพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวแล้ว]
‎
สามวัน!
‎
ฟู่ซีโจวลิงโลดขึ้นมาในใจทันที
‎
นี่มันถือเป็นข่าวดีอันแสนวิเศษเลยไม่ใช่หรือ!
‎
ขอเพียงแค่รอให้ธัญพืชเหล่านี้เติบโตจนได้ที่ เขาก็จะสามารถนำพวกมันไปโพสต์ลงในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของ เพื่อขอแลกกับสิ่งที่ต้องการจำนวนมหาศาลกลับมาได้อีกครั้ง!
‎
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรีบควบคุมจิตนึกคิดให้ทำการเปิดหน้าต่างกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของขึ้นมาในทันที
‎
[เรียนทุกท่านครับ ตอนนี้ทางฝั่งของผมกำลังเตรียมตัวที่จะเก็บเกี่ยวธัญพืชธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารปนเปื้อนในอีกไม่ช้า มีใครสนใจอยากจะนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันบ้างไหม?]
‎
ข้อความถูกส่งออกไป ทว่าภายในกลุ่มกลับมีเพียงแค่ความเงียบสงัดตอบกลับมา ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะมีใครพิมพ์ตอบกลับมาเลยสักคน
‎
ฟู่ซีโจวเองก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจนัก เขาตั้งใจว่าจะรอจนกว่าเถ้าแก่หวังเขียงหมูจะเข้ามารีวิวและให้คะแนนความพึงพอใจสำหรับหมูอ้วนทั้งสองตัวนั้นเสียก่อน ถึงตอนนั้นก็คงจะมีคนให้ความสนใจ และยินดีที่จะนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกับผลผลิตจากในมิติของเขาอย่างแน่นอน

..........‎

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสลัว ทว่าฟู่ซีโจวก็ตื่นจากการหลับใหลแล้ว
‎
เขาเดินตรงเข้าไปในห้องครัวเพื่อจัดการต้มโจ๊กเอาไว้หม้อใหญ่ ก่อนจะหยิบเอาข้าวสารจำนวนสิบจิน พร้อมกับลูกแพร์ที่เคยแลกเปลี่ยนมาได้จากในมิติ ยัดใส่ลงไปในถุงผ้าเตรียมเอาไว้จนเสร็จสรรพ
‎
ในขณะเดียวกัน ทางด้านกู่หมิงเยวี่ยเองก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน หญิงสาวกำลังยืนทำตัวไม่ถูกด้วยความเก้อเขินอยู่ที่บริเวณลานบ้าน
‎
............................