บทที่ 57 คางคกอยากกินเนื้อหงส์
บทที่ 57 คางคกอยากกินเนื้อหงส์
“ฉันว่านะแม่ของต้าจ้วง ต้าจ้วงบ้านเธอนะทั้งซื่อบื้อแถมยังทื่อเป็นท่อนไม้ขนาดนั้น เธอยังจะกล้าหน้าหนามาพูดเรื่องดูตัวตรงนี้อีกเหรอ?”
คุณป้ารูปร่างสูงผอมคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมา พลางเบียดตัวฝ่าฝูงชนเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว
“หมอกู่คะ เอ้อร์โก่วบ้านเราเป็นคนซื่อสัตย์รักจริง แถมยังเอาใจใส่เก่งมากด้วยนะคะ”
“ไปเลยๆ! เจ้าเอ้อร์โก่วบ้านเธอมันตัวดำปิ๊ดปี๋เสียขนาดนั้น จะไปคู่ควรกับหมอกู่คนสวยได้ยังไงกัน?”
กลุ่มผู้หญิงวัยกลางคนพากันเปิดฉากโต้เถียงแย่งชิงเพื่อลูกชายของตัวเองกันอย่างดุเดือดต่อหน้าต่อตากู่หมิงเยวี่ย หญิงสาวถึงกับทำตัวไม่ถูก ความเก้อเขินทำให้เธอแทบไม่รู้ว่าจะเอาไม้เอามือไปวางไว้ตรงไหนดี ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยพบเจอสถานการณ์ที่น่าปวดหัวเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง น้ำเสียงอันคุ้นเคยของป้าหลิวก็ดังแทรกเข้ามาจากทางหน้าประตู
“เอะอะโวยวายอะไรกันฮึ? พวกเธอคิดว่าที่นี่เป็นตลาดสดหรือยังไง?”
หญิงชราเอ่ยพลางเบียดตัวฝ่าฝูงชนเข้ามาจนถึงข้างกายของกู่หมิงเยวี่ย ครั้นป้าหลิวเห็นหญิงสาวถูกบรรดามนุษย์ป้าหน้าหนาที่พยายามเร่ขายลูกชายตัวเองรุมล้อมจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด เธอก็อ้าปากพ่นไฟด่ากราดออกไปทันที
“ฉันล่ะอยากจะถามพวกเธอจริงๆ ว่ายางอายมันโดนหมาคาบไปกินหมดแล้วหรือไง? หมอกู่เขาเป็นถึงแพทย์ทหารในกองทัพ เป็นปัญญาชนคนมีการศึกษาที่กินเงินเดือนหลวง พวกเธอช่างไม่รู้จักชะโงกดูเงาในกะลาบ้างล่ะว่าลูกชายของตัวเองมีสภาพเป็นยังไง? แต่ละคนก็เป็นแค่ไอ้หนุ่มบ้านนาลุยโคลน หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออกสักตัว ยังจะกล้าหน้าด้านเสนอหน้าเข้ามาเทียบชั้นอีกเหรอ?”
“พวกเธอแต่ละคนหน้าตาเหมือนคางคกแล้วยังจะคิดว่าตัวเองเป็นคางคกวิเศษจริงๆ อีกหรือไง? เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ วันๆ เอาแต่ฝันเฟื่องอยากจะกินเนื้อห่านฟ้า ตื่นจากฝันกันได้แล้ว!”
ถ้อยคำของป้าหลิวนั้นทั้งรวดเร็วและดุดันราวกับปืนกลรัวกระสุน ด่าทอจนบรรดาคุณป้าคุณน้าเหล่านั้นหน้าม้าน เปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาวด้วยความอับอาย
“ฉันก็แค่เห็นว่าหมอกู่เป็นคนดี ก็เลยอยากจะลองคว้าโอกาสให้เจ้าต้าจ้วงดูบ้างเท่านั้นเองนี่นา” คุณป้าร่างท้วมพึมพำแก้ตัวเสียงอ่อย
“อีกอย่าง มันก็มีคำกล่าวที่ว่า หญิงงามหยดย้อย วิญญูชนย่อมปรารถนา อะไรทำนองนั้นไม่ใช่หรือยังไง?”
“ปรารถนาบ้าบออะไรกัน! ไอ้พวกลูกชายบ้านพวกเธอเป็นวิญญูชนอย่างนั้นเหรอ? ฉันว่าหน้าตาเหมือนลูกฟุตบอลให้คนเตะอัดเสียมากกว่าล่ะสิไม่ว่า รีบไสหัวไปให้พ้นเลยนะ! ที่นี่คือสถานีอนามัย ไม่ใช่บ้านแม่สื่อแม่ชัก ไสหัวไปไกลๆ อย่ามารบกวนเวลาตรวจคนไข้ของหมอกู่”
“ช่างเป็นพวกที่ทำตัวน่าขายหน้าชาวบ้านจริงๆ หากฉันเห็นพวกเธอมาป้วนเปี้ยนคอยแนะนำไอ้หนุ่มเปื้อนโคลนให้หมอกู่อีกละก็ พวกเธอเตรียมตัวโดนส่งไปบุกเบิกที่ดินรกร้างได้เลย!”
เมื่อถูกป้าหลิวด่ากราดไปชุดใหญ่ บรรดาคุณป้าเหล่านั้นก็ไม่มีหน้าจะรั้งอยู่ต่อได้อีก ต่างพากันม้วนเสื่อวิ่งหนีหางจุกตูดกลับไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา สถานีอนามัยที่เคยวุ่นวายก็กลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง
กู่หมิงเยวี่ยทอดสายตามองป้าหลิวด้วยความซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
“ป้าหลิวคะ ขอบคุณมากเลยนะคะ”
“ขอบคงขอบคุณอะไรกันล่ะ” ป้าหลิวโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างหญิงสาว น้ำเสียงของหล่อนอ่อนโยนลงกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด
“หมอกู่เอ๊ย เธออย่าไปถือสาหาความกับพวกหล่อนเลยนะ พวกผู้หญิงชาวบ้านชนบทก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอก แค่วิสัยทัศน์คับแคบไปหน่อย พอได้เห็นสหายหญิงที่เพียบพร้อมแสนดีอย่างเธอเข้าหน่อย ก็แทบจะอดใจไม่ไหว อยากจะผลักไสลูกชายตัวเองให้มาเกาะเกี่ยวเป็นปลิง เพื่อหวังจะให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลเท่านั้นเอง”
ส่วนคุณป้าอีกสองสามคนที่ยังไม่ได้ถอยทัพจากไปไหน ล้วนเป็นพวกที่เมื่อครู่ยังหาจังหวะขายของให้ลูกชายตัวเองไม่ได้ พอเห็นป้าหลิวออกโรงปกป้องกู่หมิงเยวี่ยอย่างแข็งขันถึงเพียงนี้ แต่ละคนก็พลันล้มเลิกความคิดไปโดยปริยาย
ถึงกระนั้น ที่บ้านของพวกหล่อนก็ยังมีลูกสาวและหลานสาวอยู่อีก ดังนั้น ความคิดแผนการใหม่จึงผุดขึ้นมาในหัวแทนทันที
พี่สะใภ้คนหนึ่งขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยถามกู่หมิงเยวี่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
“หมอกู่ คุณเป็นลูกพี่ลูกน้องกับปัญญาชนฟู่คนนั้นใช่ไหมคะ พ่อหนุ่มนั่นเป็นคนยังไงเหรอ? เขามีคนรักหรือยังล่ะ?”
“ใช่ๆ ปัญญาชนฟู่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แถมยังเก่งกาจมีความสามารถ พวกเราต่างก็มองว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่ใช้ได้เลยทีเดียว”
“ทางฝั่งบ้านเดิมของฉันมีหลานสาวอยู่คนหนึ่งนะ หน้าตาจิ้มลิ้มสะสวยไม่เบา หากได้จับคู่กับปัญญาชนฟู่ก็คงจะเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกเชียวล่ะ”
หัวข้อสนทนาของบรรดาแม่ยกทั้งหลาย จึงเปลี่ยนทิศทางจากตัวของกู่หมิงเยวี่ย พุ่งเป้าไปที่เรื่องของฟู่ซีโจวอย่างรวดเร็ว
เมื่อกู่หมิงเยวี่ยต้องมานั่งทนฟังพวกหล่อนพูดคุยเจื้อยแจ้วแย่งกันจะแนะนำคู่ครองให้ฟู่ซีโจว ภายในใจของเธอกลับเกิดความรู้สึกเปรี้ยวฝาดตีตื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หญิงสาวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไรไป รู้เพียงแค่ว่ามันช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์เอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เธอกับฟู่ซีโจวก็เพิ่งจะรู้จักมักจี่กันได้เพียงไม่กี่วัน ซ้ำร้ายความสัมพันธ์ฉันลูกพี่ลูกน้องก็ยังเป็นแค่เรื่องหลอกลวงที่อุปโลกน์ขึ้นมาบังหน้าอีกด้วย
ตามหลักเหตุผลแล้ว เขาจะมีคนรักหรือไม่ หรือเขาจะไปคบหาดูใจกับใคร มันก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกงการอะไรกับเธอแม้แต่น้อย
เธอฝืนยิ้มบางๆ ออกมาอย่างยากลำบาก
“คุณป้าคุณน้าทุกท่านคะ เรื่องแบบนี้ฉันเองก็พูดอะไรได้ไม่เต็มปากหรอกค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าหากพวกคุณรู้สึกไม่ค่อยสบายตรงไหน ก็ช่วยต่อแถวให้เป็นระเบียบ แล้วเข้ามาตรวจดูอาการทีละคนเถอะนะคะ”
เมื่อเหล่าบรรดามนุษย์ป้าได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่ากู่หมิงเยวี่ยคงไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นแม่สื่อแม่ชักให้พวกหล่อนแน่ๆ พวกหล่อนจึงทยอยแยกย้ายกันกลับไปทำงานในแปลงนาตามเดิม
ป้าหลิวเบ้ปากด้วยความรำคาญใจ
“ยัยพวกผู้หญิงบ้านนอกนี่วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องไร้สาระ หมอกู่ เธอก็อย่าไปใส่ใจพวกหล่อนให้มากความเลยนะ มาๆ ช่วยตรวจดูอาการให้ฉันหน่อยสิ ช่วงนี้ฉันมักจะรู้สึกวิงเวียนปวดหัวอยู่บ่อยๆ ก่อนหน้านี้เคยไปตรวจที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ หมอก็บอกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็สั่งยามาให้กิน แต่ไอ้ยาแผนปัจจุบันพวกนั้น พอกินเข้าไปแล้วมันทำเอาปากคอฉันจืดชืดจนกินข้าวปลาไม่ค่อยจะลงเลย เธอช่วยลองดูให้หน่อยสิว่า พอจะมีวิธีอื่นที่ช่วยปรับสมดุลบำรุงร่างกายให้ฉันได้บ้างหรือป่าว”
“ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขออนุญาตวัดความดันให้ป้าหลิวก่อนนะคะ” กู่หมิงเยวี่ยดึงสติกลับมาจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ก่อนจะเริ่มลงมือตรวจเช็กร่างกายให้กับป้าหลิวอย่างตั้งใจ
..........
ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่าย เฉินเหวินอวี่ก็มายืนป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณหน้าประตูสถานีอนามัย เรื่องราวเสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับกู่หมิงเยวี่ยนั้น เขาได้ยินบรรดาปัญญาชนคนอื่นๆ จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติตั้งแต่เริ่มลงมือทำงานเมื่อช่วงเช้าแล้ว
ทันทีที่ล่วงรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้มีดีกรีเป็นถึงแพทย์ทหารในกองทัพ ภายในใจของเฉินเหวินอวี่ก็บังเกิดความคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาทันที
ในตอนแรกที่ถูกส่งตัวลงมาใช้แรงงานในชนบท เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า หนทางในการขอย้ายกลับไปทำงานในเมืองหลวงมันจะยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้ ทว่าตอนนี้ หากเขาสามารถพิชิตใจแพทย์ทหารหญิงคนสวยคนนี้ได้สำเร็จ จนถึงขั้นจดทะเบียนสมรสแต่งงานกันล่ะก็ โอกาสที่เขาจะได้ย้ายกลับเข้าเมืองย่อมต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้เอง ทันทีที่เลิกงาน เขาจึงรีบรุดกลับไปจัดการปาดเจลลูบผมจนเรียบแปล้ ซ้ำยังเปลี่ยนไปสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน ก่อนจะมุ่งหน้ามายังสถานีอนามัยอย่างมาดมั่น
ชายหนุ่มจัดแจงดึงคอเสื้อเชิ้ตสีขาวบนเรือนร่างให้เข้าที่เข้าทาง พร้อมกับยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนหน้าปกหนังสือเบาๆ จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปในสถานีอนามัยด้วยท่วงท่าสง่างาม
ทว่าวินาทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้างดงามหมดจดของกู่หมิงเยวี่ย ประกายแห่งความตกตะลึงหลงใหลก็วาบผ่านเข้ามาในแววตาของเขาทันที
หมอหลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นท่าทางยืนเหม่อลอยเป็นคนโง่ของเฉินเหวินอวี่เข้า ก็อ่านความคิดของอีกฝ่ายออกทะลุปรุโปร่งราวกับมองผ่านกระจกใส
“ปัญญาชนเฉิน รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
เฉินเหวินอวี่รีบดึงสติกลับมา เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้ทุ้มต่ำและดูน่าฟังยิ่งขึ้น
“อะ... อ้อ ใช่ครับ พอดีผมรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยน่ะ”
หมอหลี่ได้ยินน้ำเสียงที่แหบพร่าราวกับคนมีเสลดติดคอของชายหนุ่ม ก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
“นี่เธอมีอาการไอด้วยอย่างนั้นเหรอ? มาสิ เดี๋ยวฉันจะช่วยจับชีพจรตรวจดูให้เอง”
“ไม่เป็นไรครับหมอหลี่ ผมขอรบกวนให้หมอกู่เป็นคนช่วยตรวจรักษาให้ดีกว่า”
เฉินเหวินอวี่รีบปฏิเสธทันควัน ก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้าไปทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้ากู่หมิงเยวี่ย วางหนังสือที่กอดเอาไว้ลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงใช้สองมือยันขอบโต๊ะเอาไว้ พลางเอ่ยปากแนะนำตัว
“สวัสดีครับหมอกู่ กระผมมีนามว่าเฉินเหวินอวี่ เป็นหัวหน้ากลุ่มปัญญาชนประจำหมู่บ้านแห่งนี้ ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจเรื่องวิชาการแพทย์ของหมอกู่มานานแล้ว พอได้มาพบเจอกับตัวจริงในวันนี้ ก็ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ...”
ถ้อยคำลิเกๆ ที่ถูกร้อยเรียงมาอย่างสละสลวยของเขา ทำเอาบรรดาหญิงชาวบ้านที่นั่งอยู่แถวนั้นถึงกับงุนงงสับสน ฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว
ทว่ากู่หมิงเยวี่ยกลับขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันแน่น เธอรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสายตาที่เฉินเหวินอวี่ใช้มองมา มันเป็นสายตาของการประเมินกะเกณฑ์ที่แฝงไปด้วยจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่าง ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียนออกมา
แต่ด้วยจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์ เธอจึงต้องพยายามระงับอารมณ์ และเอ่ยถามออกไปอย่างสุภาพตามหน้าที่
“คุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนคะ?”
“ผมรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงเลยครับ แถมช่วงนี้ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยจะเข้าหัวอีกต่างหาก” เฉินเหวินอวี่กล่าวตอบ พลางยกมือขึ้นจัดระเบียบปกคอเสื้อเชิ้ตของตัวเองอีกครั้งอย่างมาดมั่น
กู่หมิงเยวี่ยเพียงแค่ยื่นมือออกไป
“รบกวนยื่นข้อมือมาให้ฉันด้วยค่ะ ฉันจะทำการจับชีพจรให้”
ชายหนุ่มลอบโห่ร้องด้วยความดีใจอยู่ลึกๆ รีบยื่นท่อนแขนส่งให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรียวยาวอันบอบบางของกู่หมิงเยวี่ยแตะสัมผัสลงบนข้อมือของเขา ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้หัวใจของเฉินเหวินอวี่เต้นระรัว รู้สึกเคลิบเคลิ้มหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
สัมผัสอันนุ่มนวลจากผิวพรรณอันผุดผ่องนี้ ช่างแตกต่างจากพวกผู้หญิงหยาบกระด้างในหมู่บ้านราวฟ้ากับเหว! แพทย์ทหารหญิงคนนี้แหละ... เขาจะต้องคว้าเอามาเป็นของตัวเองให้จงได้!
กู่หมิงเยวี่ยพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเมินเฉยต่อสายตาอันน่ารังเกียจของชายหนุ่ม เธอหลับตาลงและตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการจับชีพจรอย่างละเอียดลออ ครู่ต่อมา หญิงสาวก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะชักมือกลับมา
เฉินเหวินอวี่รีบเอ่ยปากถามทันที “หมอกู่.... สภาพร่างกายของผมเป็นยังไงบ้างครับ?”
กู่หมิงเยวี่ยปรายตามองเฉินเหวินอวี่ด้วยแววตาพิลึกพิลั่น ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ร่างกายมีภาวะพร่องและอ่อนแอลงเท่านั้น ช่วงนี้คุณควรจะหมั่นออกกำลังกายให้มากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก แล้วก็พยายามทานอาหารที่มีสารอาหารบำรุงร่างกายเยอะๆ หน่อยก็พอแล้วล่ะค่ะ”
ร่างกายอ่อนแอ?
เฉินเหวินอวี่ถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ เป็นไปได้อย่างไรที่ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ?
“มันไม่น่าจะใช่นะครับ? ร่างกายของผมแข็งแรงกำยำจะตายไป ผมลงไปทำงานในแปลงนาเก็บแต้มกงเฟินทุกวัน แถมยังทำได้เต็มหน่วยอีกต่างหาก ร่างกายของผมจะไปอ่อนแอได้ยังไงกัน? หมอกู่ รบกวนคุณช่วยตรวจดูใหม่อีกสักรอบได้ไหมครับ?”
ขณะที่พูด เขาก็ถือวิสาสะยื่นมือออกไปหวังจะคว้าข้อมือของกู่หมิงเยวี่ยให้มาจับชีพจรของตนเองอีกครั้ง
ทว่าหญิงสาวไหวตัวทันและเบี่ยงตัวหลบสัมผัสอันจาบจ้วงนั้นได้อย่างฉิวเฉียด ความโกรธเคืองเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจของเธอ
“สหายเฉิน คุณน่าจะเข้าใจความหมายของฉันคลาดเคลื่อนไปหน่อยนะคะ ที่ฉันบอกว่าร่างกายมีภาวะพร่องนั้น ไม่ได้หมายความว่าพละกำลังทางร่างกายของคุณอ่อนแอแต่อย่างใด”
“ถ้าอย่างนั้นมันหมายความว่ายังไงล่ะ?” หมอหลี่ที่นั่งฟังอยู่ด้วย เอ่ยถามแทรกขึ้นด้วยความสงสัย....
กู่หมิงเยวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันหมายความว่า คุณมีภาวะ ‘ไตพร่อง’ ยังไงล่ะคะ”
............................