บทที่ 58 ถึงเวลาจัดการเฉินเหวินอวี่
บทที่ 58 ถึงเวลาจัดการเฉินเหวินอวี่
เฉินเหวินอวี่ยังไม่ทันจะได้สติกลับคืนมา คุณป้าคนหนึ่งที่กำลังนอนฝังเข็มอยู่เตียงข้างๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า
“อาการไตพร่องที่ว่านี่มันคืออะไรกัน?”
คุณป้าอีกคนหนึ่งจึงช่วยอธิบายให้ฟังว่า
“ไต ก็คือตรงช่วงเอวยังไงล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น มันก็แปลว่าเอวไม่ค่อยจะดีน่ะสิ?”
“ใช่แล้วล่ะ ก็หมายความว่าปัญญาชนเฉินเอวอ่อนปวกเปียกยังไงล่ะ”
“ตายจริง! ฉันเคยได้ยินมาว่าพวกผู้ชายที่เอวไม่ดีน่ะ เรื่องพรรค์อย่างว่าบนเตียงก็มักจะไม่เอาไหนตามไปด้วย เก่งได้ไม่กี่นาทีก็หมดน้ำยาเสียแล้ว แต่ปัญญาชนเฉินยังไม่ได้แต่งเมียเลยนี่นา ทำไมถึงได้อ่อนปวกเปียกแบบนี้ล่ะ? อายุอานามก็ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ...”
“แหม ถึงจะยังไม่มีเมีย เขาก็ช่วยตัวเองได้ไม่ใช่หรือไง? พวกผู้ชายน่ะเรื่องพรรค์นี้มันจัดการง่ายจะตายไป ฮ่าๆๆๆ”
กลุ่มมนุษย์ป้าหน้าหนาพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใต้สะดือกันอย่างออกรสออกชาติต่อหน้าต่อตาเฉินเหวินอวี่โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
กู่หมิงเยวี่ยไหนเลยจะคาดคิดว่าบรรดาคุณป้าในหมู่บ้านจะปากกล้าและห้าวหาญถึงเพียงนี้ บทสนทนาที่ทะลุปล้องเหล่านั้นทำเอาหญิงสาวผู้ฟังอยู่ถึงกับหน้าแดงก่ำ รู้สึกขัดเขินจนทำตัวไม่ถูก
ทางด้านเฉินเหวินอวี่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็พลันเขียวคล้ำด้วยความอับอายและโกรธจัด
เดิมทีเขาตั้งใจจะแสร้งทำเป็นป่วยหนักสักหน่อย เพื่อหาข้ออ้างตีสนิทใกล้ชิดกับกู่หมิงเยวี่ย แต่ใครจะไปนึกเล่าว่าดันถูกวินิจฉัยออกมาว่ามีอาการไตพร่องเสียได้! มิน่าล่ะ ช่วงหลังๆ มานี้เวลาที่เขาแอบไปลักลอบมีอะไรกับพวกสะใภ้เมียชาวบ้าน ถึงได้เสร็จกิจรวดเร็วนัก ที่แท้ก็เป็นเพราะไตของเขาเริ่มเสื่อมสมรรถภาพนี่เอง!
กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังดื้อดึง ไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองไร้น้ำยา
เฉินเหวินอวี่รีบหันไปเอ่ยแย้งกับกู่หมิงเยวี่ยทันที
“หมอกู่ครับ คุณวินิจฉัยผิดพลาดไปหรือเปล่า? ผมรู้สึกว่าตัวเองยังแข็งแรงดีและเตะปี๊บดังอยู่นะครับ เอาเป็นว่า คุณช่วยตรวจดูให้ผมใหม่อีกสักรอบดีไหม?”
“ฉันตรวจดูอย่างละเอียดชัดเจนดีแล้วค่ะ”
น้ำเสียงของกู่หมิงเยวี่ยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันตาเห็น
“หากคุณไม่เชื่อใจกันล่ะก็ สามารถเดินทางไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอได้เลยนะคะ อาการแบบนี้สามารถจัดยาจีนต้มกินเพื่อปรับสมดุลได้ หรือไม่ก็เน้นทานพวกกุยช่ายกับเก๋ากี้ในชีวิตประจำวันให้มากๆ ก็พอจะช่วยได้เหมือนกันค่ะ”
เมื่อถูกตอกกลับมาจนหน้าหงาย เฉินเหวินอวี่ก็ถึงกับไปไม่เป็น ใบหน้าหล่อเหลารู้สึกเสียหน้าจนแทบจะทนรับไม่ไหว ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่อยากจะยอมแพ้ล่าถอยไปง่ายๆ จึงอ้าปากเตรียมจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาอีก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงโปร่งของฟู่ซีโจวก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูสถานีอนามัย
“หมิงเยวี่ย เสร็จงานแล้วหรือยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
เนื่องจากเขาได้ป่าวประกาศบอกกล่าวกับชาวบ้านภายนอกไปแล้วว่า เธอกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ กัน ดังนั้นในตอนนี้ ฟู่ซีโจวจึงไม่ได้เรียกขานเธอว่า ‘สหายกู่’ อีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเรียกชื่อจริงของเธออย่างสนิทสนมแทน
อันที่จริงแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจจะแวะมาที่นี่ตั้งแต่แรก ทว่าวันนี้ตอนที่เขาไปหาหยางเว่ยตงเพื่อปรึกษาหารือเรื่องบางอย่าง อีกฝ่ายดันเปรยขึ้นมาว่า เฉินเหวินอวี่แต่งตัวหล่อเหลาเป็นผู้เป็นคนผิดหูผิดตา แล้วมุ่งหน้ามายังสถานีอนามัย
ฟู่ซีโจวก็เดาเจตนาของอีกฝ่ายออกได้ทะลุปรุโปร่งทันทีว่าหมอนี่จะต้องพุ่งเป้ามาที่กู่หมิงเยวี่ยอย่างแน่นอน สันดานของเฉินเหวินอวี่นั้นเลวทรามต่ำช้าหาความเป็นคนแทบไม่ได้ เขาจึงไม่อาจทนดูเฉยๆ ปล่อยให้กู่หมิงเยวี่ยถูกไอ้หมอนี่หลอกลวงเอาได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบรุดมาดูสถานการณ์
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า พอมาถึงก็เห็นภาพเฉินเหวินอวี่กำลังตามตอแยลวนลามทางสายตากับหญิงสาวอยู่พอดี
กู่หมิงเยวี่ยยังไม่ทันจะได้เอื้อนเอ่ยตอบรับ หมอหลี่ก็รีบชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อนว่า
“หมอกู่ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเองเถอะ เธอรีบกลับไปพักผ่อนกินข้าวกินปลาได้แล้วล่ะ”
“ตกลงค่ะ หมอหลี่ ถ้าอย่างนั้นฉันต้องรบกวนด้วยนะคะ”
กู่หมิงเยวี่ยเองก็ไม่อยากจะรั้งรออยู่ที่นี่ให้รำคาญใจอีกต่อไป หญิงสาวรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะจ้ำอ้าวเดินตามหลังฟู่ซีโจวออกไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเหวินอวี่ยืนจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินจากไป คลื่นความโกรธาพวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนแทบจะกระอักเลือดตาย
ฟู่ซีโจวทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน? จงใจเข้ามาขัดจังหวะ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายแก้ตัวเลยอย่างนั้นหรือ? หรือว่าตั้งใจจะกีดกันไม่ให้เขาเข้าใกล้กู่หมิงเยวี่ยกันแน่? ก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ไม่ใช่หรือไง ฟู่ซีโจวมีสิทธิ์อะไรมายุ่มย่ามก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นมากขนาดนี้?
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนด้วยความหงุดหงิด หมอหลี่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ปัญญาชนเฉิน จะให้ฉันจัดเทียบยาไปต้มกินบำรุงร่างกายสักหน่อยไหมล่ะ?”
แต่ยังไม่ทันที่เฉินเหวินอวี่จะได้อ้าปากตอบ คุณป้าคนหนึ่งก็ชิงแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ปัญญาชนเฉิน สนใจรับเก๋ากี้ไปกินบำรุงหน่อยไหมจ๊ะ? ที่บ้านฉันมีเหลืออยู่พอดี เธออย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปล่ะ ไม่ใช่ว่าสามีฉันไร้น้ำยาหรอกนะ แต่เป็นของที่ญาติๆ เอามาฝากช่วงตรุษจีนน่ะ เก็บไว้บ้านฉันก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เอามาแลกกับธัญพืชหยาบสักหน่อยเอาไหมล่ะ?”
คำพูดนั้นทำเอาเฉินเหวินอวี่โกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด เขาถลึงตาใส่คุณป้าคนนั้นอย่างดุร้าย ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังออกไปจากห้องทันที
คุณป้าคนเดิมยังคงตะโกนไล่หลังไปด้วยความหวังดี
“อ้าว! ปัญญาชนเฉิน หนังสือของคุณยังวางทิ้งไว้อยู่เลยนะ คุณลืมหยิบไปรึป่าว!”
เฉินเหวินอวี่ชะงักฝีเท้ากึก จำใจต้องหมุนตัวเดินกลับมาคว้าหนังสือบนโต๊ะไปอย่างเสียดายมาด
คุณป้ายังไม่วายเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“นี่คุณจะไม่แลกจริงๆ เหรอ? ฉันได้ยินมาว่าเก๋ากี้น่ะสรรพคุณมันดีชะงัดนักเชียวละ”
คุณป้าอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวติดตลก
“อ้าว ไหนเมื่อกี้เธอเพิ่งคุยโวว่าผัวเธอไม่ได้เสื่อมสมรรถภาพไม่ใช่เหรอ? แล้วไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าสรรพคุณมันดีจริง?”
“ก็เมื่อกี้หมอกู่เพิ่งจะเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือไง”
“นั่นสิเนอะ หมอกู่เธอเป็นถึงแพทย์ทหารเชียวนะ สิ่งที่เธอพูดมาจะต้องถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน”
หลังจากที่ฟู่ซีโจวพากู่หมิงเยวี่ยเดินห่างออกมาจากสถานีอนามัยได้ระยะหนึ่งแล้ว เขาจึงค่อยเอ่ยเตือนหญิงสาวด้วยความหวังดี
“วันหลังก็พยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้เฉินเหวินอวี่คนนั้นเอาไว้นะ หมอนั่นไม่ใช่คนดีอะไรหรอก”
“อืม ฉันทราบแล้วค่ะ”
กู่หมิงเยวี่ยพยักหน้ารับเบาๆ แท้จริงแล้วตัวเธอเองก็มองธาตุแท้ของอีกฝ่ายออกเช่นกัน
“ฉันจะระวังตัวให้มากค่ะ”
กู่หมิงเยวี่ยไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่ไม่ประสีประสาเรื่องราวบนโลกใบนี้ หากเป็นเช่นนั้น เธอคงไม่กล้าบากบั่นเดินทางรอนแรมมายังหมู่บ้านเซี่ยงหยางเพียงลำพัง เพื่อมาเยี่ยมเยียนผู้เป็นตาอย่างแน่นอน
หญิงสาวเผลอช้อนสายตาขึ้นมองโครงหน้าด้านข้างที่คมสันได้รูปของฟู่ซีโจว จู่ๆ ภายในใจก็บังเกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด ราวกับว่าตราบใดที่มีชายหนุ่มคนนี้คอยยืนอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความวุ่นวายใดๆ เธอก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก...
“ไปกันเถอะ มื้อเย็นวันนี้กินไก่ย่างดีไหมครับ?” ฟู่ซีโจวเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
กู่หมิงเยวี่ยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า การมาอาศัยใบบุญกินข้าวร่วมโต๊ะกับฟู่ซีโจว อาหารการกินจะอุดมสมบูรณ์เลิศหรูถึงเพียงนี้ เธอจึงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“ดีค่ะ”
...........
ในช่วงหลายวันต่อมา ข่าวลือเรื่องอาการไตพร่องเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของเฉินเหวินอวี่ ก็ถูกป่าวประกาศแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้านเซี่ยงหยางอย่างรวดเร็ว
ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงหน้าหนา บากหน้าไปเสนอตัวที่สถานีอนามัยทุกวี่ทุกวันไม่เคยขาด ประเดี๋ยวก็บ่นว่าปวดหัว ประเดี๋ยวก็โอดครวญว่าปวดท้อง สรรหาปั้นน้ำเป็นตัวแกล้งป่วยเป็นสารพัดโรค เพียงเพื่อหวังจะได้พูดคุยต่อปากต่อคำกับกู่หมิงเยวี่ยเพิ่มขึ้นอีกสักประโยคสองประโยคก็ยังดี
พฤติกรรมเหล่านี้สร้างความรำคาญใจให้แก่กู่หมิงเยวี่ยเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาโผล่หน้ามา เธอก็จะตีหน้านิ่งเย็นชาใส่ขณะทำการตรวจรักษา และเทียบยาที่จ่ายให้ไปก็ล้วนแต่เป็นพวกยาอมชะเอมเทศแก้ไอ หรือยาพื้นๆ ที่ไม่ได้มีฤทธิ์สลักสำคัญอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้น เฉินเหวินอวี่กลับมีใบหน้าที่หนาเตอะยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีน เขาไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีเย็นชาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ เขายังแต่งบทกวีรักเลี่ยนๆ ที่คิดเอาเองว่าลึกซึ้งกินใจนักหนา แล้วแอบลอบนำมาซุกสอดไส้ไว้ให้กู่หมิงเยวี่ยอยู่บ่อยครั้ง
“โอ้... หมิงเยวี่ย คุณนั้นเปรียบดั่งแสงจันทร์กระจ่างใสบนฟากฟ้า ส่วนตัวผมขออาสาเป็นเพียงผืนดินอันแสนธรรมดา ขอเพียงแสงสว่างจากคุณสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างผม.... เพียงเท่านี้ผมก็จะไม่มีวันเดียวดายอีกต่อไป”
ทันทีที่กู่หมิงเยวี่ยได้อ่านข้อความชวนขนลุกขนพองเหล่านั้น เธอก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะขย้อนของเก่าออกมา หญิงสาวไม่รอช้า รีบจัดการฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะโยนลงถังขยะไปอย่างไม่ไยดี
หมอหลี่ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ อาศัยจังหวะเผลอแอบไปเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นขึ้นมานำมาปะติดปะต่อกันจนอ่านข้อความที่เฉินเหวินอวี่เขียนไว้ได้ครบถ้วน พอได้เห็นเนื้อความด้านใน ชายชราก็ถึงกับสั่นสะท้านไปด้วยความขยะแขยง หมอหลี่จึงตัดสินใจนำเศษกระดาษแผ่นนี้ไปมอบให้กับฟู่ซีโจว
“ปัญญาชนฟู่ ลูกพี่ลูกน้องของคุณกำลังถูกปัญญาชนเฉินตามตอแยรังควานอย่างหนักเลยนะ คุณคงต้องลองคิดหาวิธีจัดการทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ...”
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ หมอหลี่ได้คอยหมั่นซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์กับกู่หมิงเยวี่ยอยู่เสมอ ซึ่งตัวของหญิงสาวเองก็คอยชี้แนะสั่งสอนเขาด้วยความใจเย็น ไม่เคยแสดงอาการเบื่อหน่ายเลยสักครั้ง ชายชราจึงรู้สึกชื่นชมและเอ็นดูแม่หนูคนนี้จากใจจริง เมื่อเห็นว่าเฉินเหวินอวี่คอยตามก่อกวนรังควานเธอเช่นนี้ เขาจึงย่อมทนดูเฉยๆไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อฟู่ซีโจวได้อ่านบทกวีของเฉินเหวินอวี่ แววตาของเขาก็พลันเย็นเยียบลงจนแทบจะแช่แข็งคนได้
“ไอ้สารเลวเฉินเหวินอวี่นี่ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเลยเสียจริง”
ดูท่าว่า หากไม่ยอมลงมือสั่งสอนให้รู้ดำรู้แดงเสียบ้าง ไอ้หมอนี่คงจะไม่รู้จักหลาบจำ ฟู่ซีโจวตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า เขาจะต้องลงมือถอนรากถอนโคน จัดการกับปัญหาน่ารำคาญนี้ให้สิ้นซากไปเสียที
ย้อนกลับไปในชีวิตก่อน เฉินเหวินอวี่ก็เป็นพวกมักมากในกาม ควบคุมตัณหาเบื้องล่างของตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้เป็นช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บจนกระดูกแทบแข็ง หมอนั่นก็ยังอุตส่าห์ดิ้นรนสรรหาวิธีไปลอบเสพสังวาสกับบรรดาเมียชาวบ้านสลับสับเปลี่ยนหน้ากันไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ได้ยินมาว่าคนที่หมอนั่นลอบไปเล่นชู้ด้วยบ่อยที่สุด ก็คือภรรยาของต้าหนิวที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน หรือก็คือผู้หญิงคนที่เขาบังเอิญไปเจอในไร่ข้าวโพดเมื่อคราวก่อนนั่นเอง
เนื่องจากต้าหนิวต้องออกไปรับจ้างทำงานหาเงินอยู่ต่างถิ่น ไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน ทั้งสองคนจึงมักจะลักลอบนัดแนะไปเสพสมกันที่บ้านของต้าหนิวในยามวิกาลอยู่เสมอ
ในชีวิตก่อน เรื่องฉาวโฉ่นี้ต้องรอให้เวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม ถึงจะถูกคนในหมู่บ้านจับได้คาหนังคาเขา แต่คราวนี้... ฟู่ซีโจวตัดสินใจแล้วว่า เขาจะกระชากหน้ากากเปิดโปงเรื่องบัดสีนี้ให้เร็วกว่ากำหนด
เขาจำเป็นต้องรีบกำจัดไอ้สวะเฉินเหวินอวี่คนนี้ให้พ้นทางโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้น หากปล่อยให้กู่หมิงเยวี่ยรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป เธอก็คงจะไม่มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน
ตกกลางคืน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็เอ่ยปากบอกกล่าวกับตาเฒ่าหวังว่า ตนเองจะขอตัวออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย
คล้อยหลังจนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิดลงอย่างสมบูรณ์ เขาก็ลอบไปดักซุ่มรอคอยอยู่บริเวณใกล้ๆ กับจุดพักปัญญาชนชายอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเห็นร่างของเฉินเหวินอวี่ย่องกริบเดินออกจากบ้านพักปัญญาชน ฟู่ซีโจวก็รีบดึงเอาเสื้อคลุมล่องหนออกมาจากมิติระบบแล้วสวมทับลงบนร่างทันที จากนั้นเขาจึงก้าวเท้าเดินสะกดรอยตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างไม่เร่งรีบ
ในเวลานี้ เฉินเหวินอวี่กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออกของหมู่บ้าน บรรยากาศยามดึกสงัดเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง ทุกครัวเรือนต่างก็ดับไฟหลับสนิทกันไปหมดแล้ว
ครั้นเฉินเหวินอวี่เดินมาถึงหน้าบ้านของต้าหนิว เขาก็ไปยืนแอบอยู่ริมกำแพง ก่อนจะส่งเสียงเห่าเลียนแบบสุนัขดัง 'โฮ่ง โฮ่ง' ออกมาสองครั้งเป็นสัญญาณลับ
เพียงอึดใจเดียว บานประตูบ้านของต้าหนิวก็ถูกเปิดแง้มออกต้อนรับผู้มาเยือนยามวิกาลทันที
..............................