LNCrawler

บทที่ 5 ขุดหลุมพรางดักหลินเจี้ยนเยี่ย

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 ขุดหลุมพรางดักหลินเจี้ยนเยี่ย


ฟู่ซีโจวหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะเพ่งสมาธินึกคิดเพื่อเปิดหน้าต่างแชตกลุ่มขึ้นมา

‎

ภายในกลุ่มมีคนแท็กเรียกเขา

‎

[พี่ชาย ฉันเห็นว่าแก้วน้ำเคลือบของนายน่าจะเหมาะสำหรับเอาไว้ชงชากินพอดิบพอดี เอาแบบนี้ไหมล่ะ... ฉันขอเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามซองมาแลกกับมันก็แล้วกัน?]

‎

ในยุคสมัยนี้ เทคโนโลยีการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายในประเทศยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นตั้งไข่ จึงไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากนัก

‎

ทว่าอย่างไรเสีย มันก็นับว่าเป็นเสบียงอาหารชั้นดีอย่างหนึ่ง มิหนำซ้ำเมื่อพิจารณาจากรูปภาพที่ส่งมา ยังเป็นแบรนด์คังซือเหนียง ซึ่งก็ถือว่าเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่เบาทีเดียวในยุคอนาคต

‎

ฟู่ซีโจวกดตอบตกลงแลกเปลี่ยนอย่างไม่ลังเล

‎

ในพริบตาต่อมา แก้วน้ำเคลือบอินาเมลที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ในพื้นที่มิติเก็บของของเขาก็พลันอันตรธานหายวับไป และถูกแทนที่ด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวนสามซองที่ปรากฏขึ้นมาแทน

‎

จากนั้นเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังก้องขึ้นมาในหัวทันที

‎

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านทำการแลกเปลี่ยนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้รับพลังงาน 9 แต้ม]

‎

พลังงานที่ได้รับมานั้นถือว่าไม่ได้มากมายอะไรนัก

‎

ทว่าหลังจากที่ผ่านการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ฟู่ซีโจวก็เริ่มขบคิดจนตระหนักได้ว่า การแลกเปลี่ยนเพื่อรับแต้มพลังงานนั้น น่าจะถูกคำนวณตามมูลค่าของสิ่งของที่ได้รับกลับมาอย่างแน่นอน

‎

ในยุคอนาคต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อคังซือเหนียงนั้น โดยทั่วไปจะวางขายกันในราคาซองละสามหยวน ดังนั้นสามซองก็เท่ากับเก้าหยวนพอดิบพอดี

‎

ฟู่ซีโจวหวนนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตนเองตกต่ำและยากจนข้นแค้นที่สุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อคังซือเหนียงเพียงหนึ่งซอง เขาต้องบิแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อเก็บไว้ประทังชีวิตให้รอดไปได้ถึงสองมื้อ ความเป็นอยู่อันแสนจะขมขื่นทรมานเช่นนั้น... ในชีวิตชาตินี้ เขาจะไม่มีวันยอมหวนกลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกอย่างเด็ดขาด!

‎

ฟู่ซีโจวตัดสินใจมุ่งหน้าตรงไปยังสหกรณ์ร้านค้าเป็นอันดับแรก เขาล้วงมือลงไปหยิบคูปองบุหรี่และคูปองเครื่องดื่มมอลต์สกัดออกมาจากกระเป๋า เพื่อจัดการซื้อบุหรี่ต้าเฉียนเหมินหนึ่งคอตตอนและมอลต์สกัดอีกหนึ่งกระป๋อง เขาแกะบุหรี่ออกซองหนึ่งยัดใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ส่วนข้าวของที่เหลือทั้งหมดนั้น เขาก็จัดการกวาดเก็บเข้าไปซุกซ่อนไว้ในมิติเก็บของจนหมดสิ้น

‎

อันที่จริง คูปองบุหรี่และคูปองมอลต์สกัดพวกนี้ เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาไปประเคนให้กับพ่อแม่ของซูอวิ๋นภายในช่วงสองสามวันนี้ โชคดีเหลือเกินที่เขายังไม่ได้ผลาญมันออกไปเสียก่อน

‎

ฟู่ซีโจวเดินทางมาถึงสำนักงานปัญญาชน เขาเดินตรงเข้าไปหาหัวหน้าอู๋ ผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเรื่องส่งตัวปัญญาชนลงสู่ชนบทโดยเฉพาะ ก่อนจะเอ่ยปากแจ้งจุดประสงค์ของตนเองอย่างชัดเจน

‎

"สวัสดีครับหัวหน้า ผมมาขอลงชื่อสมัครเป็นปัญญาชนลงสู่ชนบทครับ"

‎

หัวหน้าอู๋ทอดสายตามองฟู่ซีโจวด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี

‎

"ดี... ดีมาก! ช่างสมกับเป็นคนหนุ่มสายเลือดใหม่ที่ยอดเยี่ยมของประเทศชาติเราจริงๆ เธอมาลงชื่อกรอกแบบฟอร์มตรงนี้นะ อ้อ... แล้วก็อย่าลืมระบุสถานที่ที่เธอประสงค์จะเดินทางไปลงพื้นที่ด้วยล่ะ"

‎

หลังจากที่ฟู่ซีโจวจัดการกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลงมือเขียนระบุสถานที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ว่าเป็นหมู่บ้านเซี่ยงหยาง มณฑลเฮยหลงเจียง ซึ่งสถานที่แห่งนี้นี่แหละ คือจุดหมายปลายทางที่คนของตระกูลฟู่ถูกส่งตัวไปกักกันใช้แรงงานอย่างยากลำบาก

‎

เมื่อหัวหน้าอู๋เหลือบมองเห็นสถานที่เป้าหมายที่เขาเลือก แววตาแห่งความชื่นชมก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นดีใจอย่างสุดซึ้ง นี่สิถึงจะเรียกว่าเป็นคนหนุ่มผู้เสียสละอันทรงคุณค่าของประเทศชาติอย่างแท้จริง! มณฑลเฮยหลงเจียงนั้นตั้งอยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แสนจะทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ซ้ำร้ายในช่วงฤดูหนาวก็ยังมีสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจจนแทบทนไม่ไหว จึงแทบจะไม่มีปัญญาชนคนไหนยินยอมพร้อมใจสมัครไปที่นั่นเลยแม้แต่คนเดียว

‎

ลำพังตัวเขาที่เป็นถึงหัวหน้าสำนักงานปัญญาชน ต้องคอยเดินสายเกลี้ยกล่อมคนโน้นทีคนนี้ทีจนปากเปียกปากแฉะ ก็ใช่ว่าจะสามารถเคลียร์โควตาที่เบื้องบนมอบหมายลงมาให้เสร็จสิ้นได้ง่ายๆ! ทว่าใครจะไปคาดคิดล่ะว่า พ่อหนุ่มคนนี้กลับอาสาเสนอตัวเข้ามารับโควตานั้นไปเติมเต็มให้หน้าตาเฉย

‎

"ดี... ดี... !"

‎

คำว่าดีสามคำที่หัวหน้าอู๋ตั้งใจจะเอ่ยชมเพิ่งจะหลุดออกจากปากไปได้เพียงแค่สองคำ ฟู่ซีโจวก็พลันโยนเรื่องประหลาดใจลูกใหญ่มาให้เขาอีกระลอก

‎

"หัวหน้าอู๋ครับ พอดีผมยังมีสหายอีกคนหนึ่งที่ตั้งใจจะลงไปสู่ชนบทเพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศชาติเช่นเดียวกันน่ะครับ ทว่าตอนนี้เขาไม่ค่อยสะดวกปลีกตัวมา ก็เลยฝากฝังให้ผมมาเป็นตัวแทนช่วยลงชื่อสมัครให้กับเขาด้วย"

‎

หัวหน้าอู๋ถึงกับชะงักอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้างและเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเพิ่งจะได้พบเห็นสมบัติล้ำค่าระดับตำนานก็ไม่ปาน! เขารีบกุลีกุจอดึงแบบฟอร์มใบสมัครอีกแผ่นออกมา แล้วยื่นส่งไปตรงหน้าฟู่ซีโจวอย่างรวดเร็ว

‎

"จริงหรือเนี่ย? ได้สิๆ สามารถกรอกข้อมูลแทนกันได้เลย เธอรีบจัดการกรอกข้อมูลให้เขาเลยนะ"

‎

ฟู่ซีโจวบรรจงตวัดปลายปากกาเขียนชื่อของหลินเจี้ยนเยี่ยลงบนแบบฟอร์มใบสมัครอย่างตั้งใจ ส่วนสถานที่ลงพื้นที่นั้น เขาจงใจเลือกหมู่บ้านชนบททางแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งสภาพความเป็นอยู่และความแร้นแค้นของที่นั่น ก็เรียกได้ว่าย่ำแย่สูสีไม่หนีไปจากมณฑลเฮยหลงเจียงเลยแม้แต่น้อย

‎

หลังจากนั้น เขาก็จัดการลงลายมือชื่อของหลินเจี้ยนเยี่ยปิดท้าย.... ในอดีตชาติ ตอนที่หลินต้าจวินกับจ้าวชุนฮวาหลอกล่อให้เขายอมรับบาปติดคุกแทนหลินเจี้ยนเยี่ย เขาเคยถูกบังคับให้ฝึกเลียนแบบลายเซ็นของหลินเจี้ยนเยี่ยจนเชี่ยวชาญ ดังนั้น การที่เขาปลอมแปลงลายเซ็นของหลินเจี้ยนเยี่ยลงไปในเวลานี้ ต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะแห่กันมาตรวจสอบ ก็รับรองได้เลยว่าไม่มีทางแยกแยะออกอย่างแน่นอนว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอม

‎

หัวหน้าอู๋จ้องมองลายเซ็นบนแบบฟอร์มใบสมัครพลางหัวเราะร่าด้วยความเบิกบานใจ ช่างน่าสนใจจริงๆ คนหนึ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีกคนกลับมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ในที่สุด... เขาก็สามารถจัดการทำยอดโควตาที่เบื้องบนมอบหมายลงมาได้สำเร็จลุล่วงเสียที!

‎

"ดีๆๆ ดีมากจริงๆ! โครงการพัฒนาชนบทของประเทศชาติเรา กำลังต้องการสหายน้ำดีผู้เสียสละเช่นพวกเธอนี่แหละ เอ้า... นี่คือเงินอุดหนุนจำนวนสองร้อยหยวน เธอและสหายหลินก็แบ่งกันไปคนละร้อยหยวนนะ รับไปสิ แล้วพวกเธอสองคนก็รีบกลับไปจัดการเก็บข้าวของสัมภาระให้เรียบร้อย อีกสองวันค่อยกลับมารับตั๋วรถไฟที่นี่ เพราะพวกเธอจะต้องออกเดินทางลงสู่ชนบทในอีกสองวันให้หลัง"

‎

ฟู่ซีโจวรับปึกธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนยี่สิบใบมาถือไว้ในมือ พลางยืนชะงักงันอึ้งไปชั่วขณะ ย้อนกลับไปในอดีตชาติ การลงชื่อสมัครไปชนบทของเขา จ้าวชุนฮวาเป็นคนอาสามาเป็นธุระจัดการให้ทั้งหมด และหลังจากที่เรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นลง เขาก็ไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนก้อนนี้เลยแม้แต่แดงเดียว ในตอนนั้น หลังจากที่บรรดาปัญญาชนที่เดินทางไปพร้อมกับเขาล่วงรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาก็พากันบอกว่า คนที่มาจัดการเป็นธุระให้เขาจะต้องแอบอมเงินก้อนนี้ไปอย่างแน่นอน

‎

ในช่วงเวลานั้น เขายังเคยหลงคิดตั้งข้อสงสัยไปด้วยซ้ำว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปัญญาชนนี่แหละที่ทุจริตยักยอกเงินของเขาไป โดยไม่เคยนึกเฉลียวใจสงสัยในตัวของจ้าวชุนฮวาเลยสักนิด

‎

ฟู่ซีโจวกำธนบัตรในมือเอาไว้แน่น ชาตินี้แหละ... ทั้งครอบครัวตระกูลหลินและซูอวิ๋น พวกแกเตรียมล้างคอรอรับผลกรรมเอาไว้ได้เลย!

‎

"หัวหน้าอู๋ครับ ผมยังมีคำขอร้องเล็กๆ น้อยๆ อีกสักเรื่องหนึ่งจะได้ไหมครับ?"

‎

เวลานี้หัวหน้าอู๋กำลังอารมณ์ดีแบบสุดขีด อย่าว่าแต่คำขอร้องเล็กๆ น้อยๆ แค่เรื่องเดียวเลย ต่อให้ขอสักสองเรื่อง ตราบใดที่มันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไปนัก เขาก็ยินดีจะพยักหน้ารับปากให้อย่างแน่นอน

‎

"มีเรื่องอะไรก็ว่ามาได้เลย"

‎

ฟู่ซีโจวล้วงเอาบุหรี่ต้าเฉียนเหมินที่เพิ่งซื้อมาออกจากกระเป๋า แกะซองออกแล้วหยิบมาคาบไว้เองหนึ่งมวน ส่วนที่เหลือทั้งซองนั้น เขาก็ยื่นส่งให้กับหัวหน้าอู๋อย่างมีมารยาท

‎

"เชิญสูบก่อนเลยครับหัวหน้า"

‎

หัวหน้าอู๋หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี พลางดึงบุหรี่ออกมาจุดสูบอย่างเพลิดเพลิน พ่อหนุ่มคนนี้ช่างรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางเสียจริงๆ จากนั้นฟู่ซีโจวก็เริ่มเอ่ยปากอธิบาย

‎

"ตัวผมเองสามารถออกเดินทางได้ภายในสามวันครับ ทว่าสหายหลินคนนั้น... พอดีว่าที่บ้านของเขามีธุระปะปังที่ยังต้องจัดการอยู่นิดหน่อยน่ะครับ ไม่ทราบว่ากำหนดการเดินทางลงสู่ชนบทของเขา จะพอเลื่อนออกไปเป็นสักอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลังจะได้ไหม?"

‎

เขาตั้งใจวางแผนเอาไว้ว่า จะรอให้ตัวเองเดินทางหลบลี้หนีหน้าไปเสียก่อน แล้วค่อยจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ทิ้งทวนเอาไว้ให้คนตระกูลหลินต้องปวดเศียรเวียนเกล้า ด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็จะได้ไม่สามารถตามมาราวีรังควานสร้างความรำคาญใจให้กับเขาได้อีก

‎‎

หัวหน้าอู๋ตบเข่าฉาดพลางตอบรับอย่างหน้าชื่นตาบาน

‎

"โธ่เอ๊ย... นึกว่าเรื่องอะไร แค่เรื่องเล็กขี้ปะติ๋วแค่นี้เอง มันก็ต้องได้อยู่แล้วสิ! พวกเธอสองคนอาสาสมัครใจไปช่วยเหลือพัฒนาชนบทเองนะ ไม่ได้เป็นนักโทษที่ถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติเสียหน่อย มีปัญหาอะไรก็สามารถปรึกษาหารือกันได้อยู่แล้วล่ะ"

‎

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากหัวหน้าอู๋ ฟู่ซีโจวก็พ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวงกลมลอยละล่องไปในอากาศ

‎

"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอรบกวนหัวหน้าด้วยนะครับ"

‎

หลังจากที่เอ่ยคำบอกลาหัวหน้าอู๋เสร็จสรรพ ฟู่ซีโจวก็ยังไม่ได้รีบร้อนกลับไปที่บ้านตระกูลหลินในทันที ทว่าเขากลับมุ่งหน้าตรงไปยังแฟลตที่พักอาศัยของครอบครัวพนักงานโรงงานเครื่องจักรแทน

‎

ในช่วงเวลาห้าโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของบรรดาคนงานในโรงงานเครื่องจักร บรรยากาศบริเวณแฟลตที่พักจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเสียงจอแจหนวกหู ฟู่ซีโจวเดินตามความทรงจำในอดีตชาติ ลัดเลาะไปจนถึงหน้าประตูบ้านของผู้อำนวยการโรงงาน ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ

‎

คนที่เดินมาเปิดประตูให้ก็คือ จางเยี่ยนหง ผู้เป็นภรรยาของผู้อำนวยการโรงงานนั่นเอง

‎

"เธอมาหาใคร?"

‎

ฟู่ซีโจวยื่นกระป๋องมอลต์สกัดไปให้ พร้อมกับแนะนำตัวเองอย่างนอบน้อม

‎

"สวัสดีครับคุณป้า ผมชื่อฟู่ซีโจว เป็นคนงานของโรงงานเครื่องจักรครับ"

‎

จางเยี่ยนหงพยักหน้ารับรู้เบาๆ ทว่าเธอกลับไม่ได้ยื่นมือออกไปรับกระป๋องมอลต์สกัดมา เธอเพียงแค่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

‎

"อ้อ... เป็นคนงานของโรงงานเรานี่เอง เธอคงจะมาหาเฒ่าเว่ยสินะ พอดีเขาไปดูงานที่ต่างเมืองน่ะจ้ะ"

‎

ฟู่ซีโจวส่ายหน้าปฏิเสธ

‎

"เปล่าครับคุณป้า ผมตั้งใจมาหาคุณป้าต่างหากล่ะครับ ได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณป้ากำลังเดินสายสืบเสาะหาดูว่ามีครอบครัวไหนต้องการจะขายตำแหน่งงานบ้าง ใช่ไหมครับ?"

‎

ในอดีตชาติ ตอนที่เขาเอ่ยปากขอทำเรื่องโอนตำแหน่งงานให้กับหลินเจี้ยนเยี่ยนั้น จางเยี่ยนหงเผอิญยืนอยู่ใกล้ๆ พอดี เธอถึงกับหลุดปากทอดถอนใจออกมาประโยคหนึ่งว่า หากตำแหน่งงานในโรงงานเครื่องจักรนี้ตกเป็นของลูกชายเธอก็คงจะดีไม่น้อย ทำให้เขาเพิ่งจะมารู้ในภายหลังว่า ลูกชายคนเล็กของผู้อำนวยการโรงงานเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลายมาหมาดๆ และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล เขาจึงอาจจะไม่ได้รับการจัดสรรตำแหน่งงานให้ และในยุคสมัยนี้... หากใครไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ก็จำต้องถูกส่งตัวลงไปใช้แรงงานในชนบท ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวของผู้อำนวยการโรงงาน ย่อมทำใจไม่ได้ที่จะต้องทนเห็นลูกชายคนเล็กต้องถูกส่งตัวไปตกระกำลำบากในชนบทเช่นนั้น

‎

นัยน์ตาของจางเยี่ยนหงพลันเบิกกว้างเปล่งประกายขึ้นมาในทันที เธอรีบกุลีกุจอเชื้อเชิญฟู่ซีโจวให้เข้ามานั่งในบ้าน ทั้งรินน้ำชาและยกเมล็ดแตงโมมาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เธอถึงได้เอ่ยปากถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น

‎

"นี่เธอ... กำลังจะขายตำแหน่งงานอย่างนั้นหรือ?"

‎‎

"ใช่ครับ ผมจะขาย แต่ผมอาจจะต้องรบกวนขอให้คุณป้าช่วยเป็นธุระจัดการอะไรให้สักหน่อยน่ะครับ"

‎

ฟู่ซีโจวเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้จางเยี่ยนหงฟังอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่คนตระกูลหลินแอบไปแจ้งความจับพ่อแม่บังเกิดเกล้าของเขา ตลอดจนเรื่องที่พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกันวางแผนฮุบตำแหน่งงานเพื่อบีบบังคับให้เขาต้องลงไปใช้แรงงานในชนบท

‎

ทันทีที่จางเยี่ยนหงได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เธอก็ถึงกับถ่มน้ำลายด่าทอด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

‎

"ถุย! ช่างเป็นครอบครัวที่เนรคุณและอำมหิตผิดมนุษย์มนาจริงๆ การที่เธอไม่ยอมมอบตำแหน่งงานนี้ให้กับพวกมันน่ะ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว! ว่าแต่... เธอตั้งใจจะขายตำแหน่งงานนี้ในราคาเท่าไหร่ล่ะ บอกมาได้เลย ป้าตกลงซื้อจะเอง"

‎

ฟู่ซีโจวคลี่ยิ้มตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ

‎

"คุณป้าครับ ยังไงเสียผมก็ตั้งใจจะเดินทางลงสู่ชนบทอยู่แล้วล่ะครับ สำหรับเรื่องราคา คุณป้าก็ลองเสนอมาได้ตามความเหมาะสมเลยครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ... ผมเพียงแค่อยากจะเดินทางลงสู่ชนบทอย่างราบรื่นไร้ปัญหาอุปสรรคใดๆ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาโอนตำแหน่งงาน ผมคงต้องรบกวนขอให้ผู้อำนวยการเว่ยช่วยเล่นละครตบตาคนตระกูลหลินให้พวกมันหลงตายใจ คิดไปเองว่าผมได้ทำการโอนตำแหน่งงานนี้ให้กับหลินเจี้ยนเยี่ยไปแล้ว รอจนกว่าผมจะเดินทางลงชนบทเพื่อสลัดครอบครัวนี้ให้หลุดพ้นไปได้เสียก่อน แล้วค่อยเปิดเผยความจริงก็พอครับ"

‎

เมื่อจางเยี่ยนหงได้ยินแผนการดังกล่าว ภายในใจก็ลอบเอ่ยชมเชยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบปฏิภาณของฟู่ซีโจว เธอหยุดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบตกลง

‎

"เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วจ้ะ ส่วนเรื่องเงินค่าโอนตำแหน่งงาน เอาเป็นว่าเรามาตกลงกันตามราคาตลาดก็แล้วกันนะ ตีเป็นเงินเดือนของเธอสองปีเต็มๆ แต่ว่า... บังเอิญช่วงนี้ป้ามีเงินสดติดมืออยู่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เอาอย่างนี้ดีไหม... ป้าจะจ่ายเงินสดให้เธอไปก่อนแปดร้อยหยวน ส่วนที่เหลือ... ป้าขอจ่ายทบเป็นพวกคูปองอาหารและคูปองของใช้เบ็ดเตล็ดแทนก็แล้วกัน..."

‎

ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย นี่มันช่างยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้! เขากำลังนึกกังวลอยู่พอดีเชียวว่า การที่ได้กลับมาเกิดใหม่ในจุดนี้ เวลาจะจับจ่ายซื้อของอะไรก็ต้องควักทั้งเงินและคูปองควบคู่กันไปเสมอ สำหรับเรื่องเสบียงอาหาร เขาสามารถขโมยของจากบ้านตระกูลหลินไปแลกเปลี่ยนกับคนในกลุ่มแชตได้ ทว่าพวกของใช้เบ็ดเตล็ดล่ะ... อย่างเช่นพวกผ้าฝ้ายหรือของจิปาถะอื่นๆ สิ่งของที่แลกเปลี่ยนมาจากโลกอนาคต บางอย่างก็อาจจะยังไม่มีใช้ในยุคสมัยนี้ หากขืนเอาออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ก็คงต้องมานั่งอธิบายตอบคำถามชาวบ้านให้วุ่นวายปวดหัวเปล่าๆ การที่มีคูปองพวกนี้ตุนเอาไว้ในมือ มันย่อมจะช่วยให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและแนบเนียนมากยิ่งขึ้น

‎‎

เมื่อจางเยี่ยนหงเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีขัดข้องประการใด เธอจึงทำการนัดหมายกับเขาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ให้มาทำเรื่องโอนตำแหน่งงานที่โรงงานให้เสร็จสิ้นภายในอีกสองวันข้างหน้า

‎

ฟู่ซีโจวมอบกระป๋องมอลต์สกัดทิ้งไว้ให้ ก่อนจะขอตัวลาจากบ้านของผู้อำนวยการเว่ย และเดินทอดน่องเอ้อระเหยกลับไปที่บ้านตระกูลหลินอย่างสบายอารมณ์

‎

............................