LNCrawler

บทที่ 62 ไม่รู้เหมือนกันว่าแมลงที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางนี้พิษร้ายแค่ไหน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 62 ไม่รู้เหมือนกันว่าแมลงที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางนี้พิษร้ายแค่ไหน


ฟู่เหวินปินทอดสายตามองลูกชายซึ่งกำลังถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มชาวบ้าน แม้ในเวลานี้เขาจะไม่สามารถป่าวประกาศบอกใครต่อใครได้ว่าชายหนุ่มคนนั้นคือสายเลือดของตน ทว่าความภาคภูมิใจในส่วนลึกของหัวใจกลับผุดพรายเอิบอาบขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย

‎
ทางด้านซูหย่าฉินกลับมีสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย “ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าเด็กคนนี้ไปหารถแทรกเตอร์พวกนี้มาจากไหนกัน”
‎
“ถ้าเกิดมีใครเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น ฉันกลัวเหลือเกินว่าหากเขาอธิบายได้ไม่ชัดเจนแล้วจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
‎
แม้ตัวเธอเองจะไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ ทว่าก็พอจะเดาออกว่าเงินเพียงสามร้อยหยวนไม่มีทางซื้อรถแทรกเตอร์ได้แม้แต่คันเดียวแน่ๆ และที่ลูกชายต้องยอมทุ่มเททำเรื่องยุ่งยากมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดก็ล้วนทำเพื่อครอบครัวของพวกเขาทั้งสิ้น
‎
“ที่ซีโจวต้องทำแบบนี้ก็เพื่อพวกเราแท้ๆ โทษฉันเองแหละค่ะที่ทำให้ลูกต้องมาพลอยลำบากไปด้วย...”
‎
ฟู่เหวินปินหันขวับกลับมามองภรรยา ก่อนจะเอื้อมมือไปตบหลังมือของซูหย่าฉินเบาๆ เป็นการปลอบประโลม “หย่าฉิน... คุณอย่าเพิ่งกังวลไปเลย ซีโจวเขามีลู่ทางของตัวเองเสมอ อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่ได้ผิดบาปหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใครเสียหน่อย”
‎
“ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขาลงมือทำก็สร้างประโยชน์ให้กับทางกองพลอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นคงไม่มีใครกล้าครหาอะไรหรอก ตอนนี้การที่ลูกเลือกจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากแล้วล่ะ”
‎
ซูหย่าฉินพยักหน้ารับคำ ความหนักอึ้งในใจจึงค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงไปบ้าง
‎
ฟู่เจี้ยนถิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรกขึ้นมา “พ่อครับ แม่ครับ... ผมกลับคิดว่าซีโจวไม่เหมือนกับพวกเราเลยสักนิด เขาเก่งกาจมากจริงๆ เรื่องที่คนอื่นไม่มีทางทำได้ เขากลับจัดการได้จนหมดสิ้น”
‎
“แถมยังรวมไปถึงเสบียงอาหารที่เขาเตรียมไว้ให้พวกเราก่อนหน้านี้อีก หากไม่ใช่คนที่มีฐานะหรือมีเส้นสายแน่นหนาพอ ก็คงไม่มีทางหาของดีๆ แบบนั้นมาได้หรอกครับ”
‎
ฟู่เหวินปินพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่... น้องชายของลูกน่ะเก่งกาจมากจริงๆ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ไม่ว่าเขาจะนำอะไรมาให้ พวกเราก็จงรับไว้และอย่าได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ ตราบใดที่ของเหล่านั้นไม่ได้แลกมาด้วยการอดมื้อกินมื้อของเขา พวกเราก็แค่รับความหวังดีนั้นไว้เสีย เขาจะได้ไม่ต้องคอยปวดหัวหาข้ออ้างมาอธิบายพวกเราอีก”
‎
อันที่จริงผู้เป็นพ่ออย่างฟู่เหวินปินย่อมรู้อยู่แก่ใจมาเนิ่นนานแล้วว่าฟู่ซีโจวไม่เคยพูดความจริงเลยสักครั้ง ทว่าทุกคราที่ชายหนุ่มพยายามอธิบายถึงแหล่งที่มาของเสบียงอาหาร เขาก็มักจะพูดจาบ่ายเบี่ยงกลบเกลื่อนไปเสียทุกที แน่นอนว่าคนอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างฟู่เหวินปินย่อมมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่เขาเลือกที่จะสงวนท่าทีและไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเท่านั้นเอง
‎
“ตกลงครับ”
‎
“ได้ค่ะ”
‎
“ฉันก็เห็นด้วยเหมือนกัน”
‎
เมื่อฟู่เหวินปินเป็นผู้เปิดประเด็นเสนอแนะ สมาชิกทุกคนในครอบครัวจึงต่างเห็นพ้องต้องกันและบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะไม่ปริปากตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของบรรดาข้าวของเครื่องใช้จากฟู่ซีโจวอีกเป็นอันขาด
‎
จากนั้นฟู่เหวินปินจึงได้กล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยค “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง... ในเมื่อซีโจวคอยปกป้องดูแลพวกเราเป็นอย่างดีถึงเพียงนี้ หากในอนาคตข้างหน้าพวกเรามีโอกาสได้รับการล้างมลทินจนสามารถกลับเข้าเมือง และทวงคืนทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของตระกูลเรากลับคืนมาได้สำเร็จแล้วล่ะก็ พ่อกับแม่ตั้งใจไว้อย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้กับซีโจวทั้งหมด ถึงตอนนั้นพวกลูกๆ ทุกคนห้ามมีความคิดเห็นขัดแย้งเป็นอันขาดนะ เข้าใจไหม?”
‎
แน่นอนว่าทั้งฟู่เจี้ยนถิง ฟู่เจี้ยนเซิน ตลอดจนฟู่เฉี่ยวซินต่างก็ไม่มีใครคัดค้านเลยสักนิด เพราะหากไม่ได้เสบียงอาหารชั้นดีที่ฟู่ซีโจวลอบส่งมาให้ ป่านนี้พวกเขาทั้งครอบครัวก็คงต้องทนกลืนกินเพียงน้ำแกงต้มผักป่าจืดชืดเพื่อประทังความหิวโหยไปวันๆ เท่านั้น
‎
ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวสารขาวสะอาดและเนื้อสัตว์ที่เขาส่งมาให้ ล้วนแต่เป็นของชั้นเลิศที่ช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งผลไม้สดเหล่านั้นก็ยังหวานฉ่ำชื่นใจแถมมีรสชาติอร่อยล้ำ
‎
หลังจากที่พวกเขาได้รับประทานของบำรุงเหล่านั้นเข้าไป อาการปวดเมื่อยตามบั้นเอวและท่อนขาก็มลายหายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นว่าทุกคนต่างรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวมีแรงในการลงแปลงทำงานอย่างเต็มเปี่ยม
‎
ตัดภาพมาที่ฟู่ซีโจว ชายหนุ่มยังคงไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าผู้เป็นบิดามารดาได้วางแผนเตรียมจะยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในอนาคตให้แก่เขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
‎
ขณะนี้เขาเพิ่งจะหาทางปลีกตัวหลบฉากออกมาจากวงล้อมของบรรดาชาวบ้านได้ ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาหัวหน้าฝ่ายผลิต
‎
หวังต้าเกินเอื้อมมือมาตบบ่าชายหนุ่มอย่างตื่นเต้นดีใจ ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ากร้านแดดนั้นหยีเข้าหากันจนดูคล้ายกับดอกเบญจมาศที่บานสะพรั่ง “ปัญญาชนฟู่! ผลงานในครั้งนี้ของนายถือเป็นการสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับคอมมูนของพวกเรามากจริงๆ เพราะฉะนั้นในนามของกองพล ฉันจึงขอตัดสินใจจะมอบแต้มงานล่วงหน้าให้นายเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับความดีความชอบในครั้งนี้!”
‎
แต้มงานหนึ่งเดือนเต็มเชียวนะ! ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ถือเป็นรางวัลชิ้นใหญ่ที่จับต้องได้และล้ำค่าอย่างแท้จริง เพราะนั่นหมายความว่าในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ เขาจะได้รับการปันส่วนเสบียงอาหารเพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่น้อย
‎
บรรดาชาวบ้านที่ยืนอยู่ล้อมรอบ พอได้ยินการประกาศรางวัลอันน่าตื่นตะลึงเช่นนั้น ต่างก็พากันทอดสายตามองฟู่ซีโจวด้วยความอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
‎
“หัวหน้าฝ่ายผลิตของเราช่างใจป้ำจริงๆ เลยแฮะ”
‎
“ก็แหงล่ะ! ความดีความชอบของปัญญาชนฟู่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้ต้องมอบแต้มงานให้สักสามเดือนก็ยังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!”
‎
“นั่นสิ! รถแทรกเตอร์ตั้งสามคันเชียวนะ พวกคุณลองคิดดูสิว่าจะช่วยทุ่นแรงพวกเราไปได้มากขนาดไหน ต่อไปนี้ถ้าเราใช้รถแทรกเตอร์ช่วยเบิกหน้าดิน ก็ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งขุดดินให้เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนแต่ก่อนแล้ว แถมถ้าเกิดกองพลเราหาปุ๋ยเคมีดีๆ มาเสริมได้อีกนิดล่ะก็ ผลผลิตธัญพืชของหมู่บ้านเราคงได้พุ่งทะยานเป็นกอบเป็นกำแน่ๆ!”
‎
ฟู่ซีโจวระบายยิ้มบางๆ บนมุมปาก ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธหวังต้าเกินอย่างถ่อมตน “หัวหน้าฝ่ายผลิต เรื่องแต้มงานพิเศษอะไรนั่นไม่ต้องลำบากหรอกครับ การที่ผมได้มีโอกาสช่วยเหลือและสร้างประโยชน์ให้กับหมู่บ้าน ถือเป็นหน้าที่ที่ผมสมควรทำอยู่แล้ว”
‎
ในเวลานี้ชายหนุ่มมีมิติระบบส่วนตัวที่เต็มไปด้วยเสบียงอาหารมากมายมหาศาลจนกินอย่างไรก็ไม่มีวันหมด ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ค่าหรือสนใจไยดีกับแต้มงานเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เลย...
‎
อีกทั้งถึงแม้ว่ารางวัลเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เขาควรได้รับอย่างชอบธรรมก็ตาม ทว่าเมื่อพิจารณาจากบทสนทนาเซ็งแซ่ของกลุ่มชาวบ้านเมื่อครู่ ก็ยังมีบางคนที่ลอบส่งสายตาอิจษาริษยามาทางเขาอย่างปิดไม่มิดอยู่ดี
‎
ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องออกปากปฏิเสธไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกนั้นหยิบยกเอาเรื่องผลประโยชน์ส่วนนี้มาเป็นข้ออ้างหาเรื่องหาราวเขาได้ในภายหลัง
‎
ทว่าหวังต้าเกินกลับปั้นหน้าขรึมขึ้นมาทันที “แบบนั้นจะได้ยังไงกัน! เมื่อทำความดีก็ย่อมต้องได้รับรางวัลตอบแทนสิ นี่มันเป็นกฎกติกาที่ตั้งไว้นะ”
‎
“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ฉันขอตัดสินใจเด็ดขาดตามนี้ก็แล้วกัน นายห้ามปฏิเสธเด็ดขาด! อ้อ... แล้วก็พวกคุณทุกคนจงฟังเอาไว้ให้ดีนะ! ถ้าหากไม่ได้สหายปัญญาชนฟู่ออกโรงช่วยเหลือ หมู่บ้านของเราก็คงไม่มีวาสนาได้ครอบครองรถแทรกเตอร์ทั้งสามคันนี้หรอก ดังนั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าเกิดใครหน้าไหนกล้าหยิบยกเอาเรื่องแต้มงานรางวัลนี้ไปหาเรื่องกลั่นแกล้งสหายปัญญาชนฟู่ล่ะก็... อย่าหาว่าฉันคนนี้ไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
‎
สิ้นเสียงประกาศกร้าว หวังต้าเกินก็จงใจปรายตามองไปยังจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนอย่างแข็งกร้าวเพื่อเป็นการตักเตือน
‎
น่าเสียดายที่หญิงสาวทั้งสองคนกลับไม่ได้ทันสังเกตเห็นแววตาตำหนิของหวังต้าเกินเลยแม้แต่น้อย
‎
หลี่เยี่ยนเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะกระซิบกระซาบกับจ้าวเหมยด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวปรี๊ดราวกับคนกินน้ำส้มสายชู “เธอดูท่าทีโอหังได้ใจของไอ้ฟู่ซีโจวนั่นสิ! ก็แค่ไปมุดหัวหารถแทรกเตอร์บุโรทั่งมาได้ไม่กี่คัน แถมยังไม่ใช่ของใหม่อีกต่างหาก ทำมาเป็นอวดเก่งวางมาดใหญ่โตไปได้”
‎
ทางด้านจ้าวเหมยเองก็มีสีหน้าดำคล้ำดูไม่ได้ยิ่งกว่าเพื่อนสาวเสียอีก “นั่นน่ะสิ! เฮอะ... ดูหน้าตายียวนกวนประสาทของมันสิ ฉันเห็นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้วเนี่ย!”
‎
ขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังสุมหัวนินทาด้วยความริษยาอยู่นั้น จู่ๆ พวกเธอก็พลันได้ยินบทสนทนาของบรรดาป้าๆ ที่ยืนอยู่ละแวกใกล้เคียงแว่วเข้าหู
‎
“นี่พวกเธอรู้ไหม เมื่อกี้ตอนที่ฉันเดินผ่านหน้าหมู่บ้าน ฉันตาดีแอบเห็นฝ่ายบัญชีของกองพลเราควักเงินตั้งเก้าร้อยหยวนส่งให้ปัญญาชนฟู่กับมือเลยนะ!”
‎
“คุณพระช่วย! ตั้งเก้าร้อยหยวนเชียวเรอะ! ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นเงินก้อนโตขนาดนั้นมาก่อนเลย!”
‎
“โอ๊ย พวกเธอก็อย่าเพิ่งตาร้อนกันไปหน่อยเลยน่า นั่นมันเป็นเงินกองกลางสำหรับเอาไว้ไปจ่ายค่ารถแทรกเตอร์ ถึงเวลาปัญญาชนฟู่เขาก็ต้องเอาไปจ่ายให้คนอื่นอยู่ดีนั่นแหละ อีกอย่างถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว เงินแค่เก้าร้อยหยวนยังซื้อรถแทรกเตอร์ใหม่ป้ายแดงไม่ได้แม้แต่คันเดียวด้วยซ้ำ นี่สหายปัญญาชนฟู่เขาเก่งกาจถึงขั้นสามารถหาลู่ทางมาได้ ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้วละ”
‎
“แต่เดี๋ยวก่อนนะ... พวกเธอคิดว่าการที่ปัญญาชนฟู่พกเงินสดก้อนใหญ่ขนาดนั้นติดตัวเอาไว้แบบนี้ มันจะปลอดภัยจริงเหรอ?”
‎
ผู้พูดอาจจะแค่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ อย่างไร้เจตนา ทว่าผู้ฟังกลับนำไปคิดต่อยอดเป็นตุเป็นตะ
‎
จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนต่างหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ภายในแววตาของคนทั้งคู่ต่างสะท้อนให้เห็นถึงประกายความโลภโมโทสันที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
‎
เงินสดตั้งเก้าร้อยหยวน!
‎
หากพวกเธอสามารถหาวิธีฉกฉวยเงินก้อนโตนั้นมาไว้ในกำมือได้ล่ะก็... แล้วพวกเธอจะต้องมาทนหลังขดหลังแข็งลงแปลงทำงานเพื่อแลกแต้มงานอยู่อีกทำไม?....


แค่กำเงินก้อนนี้ไปกว้านซื้อเสบียงอาหารชั้นดีในตลาดมืดมาตุนไว้... เพียงเท่านี้พวกเธอก็ไม่ต้องทนหิวโหยท้องกิ่วอีกต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ?!

‎
เมื่อตกลงปลงใจกันทางสายตา หญิงสาวทั้งสองก็รีบลอบเร้นกายหลบฉากออกจากฝูงชนอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพากันไปสุมหัวซุบซิบนินทากันอยู่ในมุมลับตาคน
‎
“จ้าวเหมย... เธอคิดว่าไง ถ้าเกิดพวกเราหาวิธีฉกเงินก้อนนั้นมาเป็นของพวกเราได้ล่ะ?” หลี่เยี่ยนจงใจกดเสียงต่ำกระซิบถาม ขณะที่ดวงตากลับทอประกายวาวโรจน์ด้วยความละโมบ
‎
แม้ว่าภายในใจของจ้าวเหมยจะกำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ทว่าลึกๆ แล้วเธอก็ยังคงมีความหวาดระแวงและลังเลใจอยู่บ้าง
‎
“แล้วพวกเราจะใช้วิธีไหนไปเอามาล่ะ? เธอก็รู้ว่าไอ้ฟู่ซีโจวนั่นมันฉลาดแกมโกงแถมยังหัวหมอเป็นกรดขนาดไหน ก่อนหน้านี้พวกเราก็เพิ่งจะเสียรู้ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้มันมาหมาดๆ ขืนลงมือมั่วซั่วคงรับมือกับมันได้ยากแน่ๆ”
‎
“โธ่เอ๊ย! ที่ผ่านมาเป็นเพราะพวกเราประมาทเลินเล่อเกินไปต่างหากล่ะ ถึงได้ไปออกตัวชนกับมันซึ่งๆ หน้า ต่อให้มันจะฉลาดหลักแหลมแค่ไหน แต่ถ้าคราวนี้พวกเราเปลี่ยนมาเล่นงานมันลับหลัง เธอคิดว่ามันจะยังมีปัญญามาป้องกันตัวทันอีกเหรอ?” หลี่เยี่ยนกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนที่แผนการอันชั่วร้ายบางอย่างจะผุดขึ้นมาในหัว “พวกเราก็แค่ใช้วิธีนี้สิ...”
‎
ว่าแล้วเธอก็ขยับเข้าไปใกล้ใบหูของเพื่อนสาว แล้วจัดการกระซิบกระซาบแผนการสกปรกที่ตนเองเพิ่งคิดค้นขึ้นมาให้จ้าวเหมยฟังอย่างละเอียด
‎
ครั้นจ้าวเหมยได้ฟังแผนการทั้งหมดจนจบ ดวงตาของเธอก็พลันเบิกกว้างและสว่างวาบขึ้นมาทันที “วิธีนี้เข้าท่าดีแฮะ! เอาล่ะ... พวกเรามาจัดการตามแผนของเธอก็แล้วกัน!”
‎
หลังจากที่สองสาวตกลงวางแผนการชั่วร้ายกันเสร็จสรรพ พวกเธอก็ทำทีเป็นตีเนียนเดินปะปนกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับฝูงชนอย่างแนบเนียนอีกครั้ง เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฟู่ซีโจวอย่างไม่ให้คลาดสายตา
‎
ทางด้านฟู่ซีโจว ชายหนุ่มนั้นรับรู้ถึงรังสีอำมหิตและสายตาอันไม่ประสงค์ดีของสองสาวที่จ้องมองมาตั้งแต่แรกแล้ว
‎
แทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองสมอง เขาก็สามารถเดาออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าผู้หญิงหน้าไม่อายอย่างจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยน คงกำลังสุมหัวคิดแผนการชั่วร้ายอะไรบางอย่างเพื่อมาเล่นงานเขาอีกเป็นแน่
‎
สำหรับคนโง่เขลาที่รนหาที่ตายและพร้อมใจกันเสนอหน้ามาให้เชือดถึงที่แบบนี้ เขาก็ย่อมไม่รังเกียจเลยสักนิดที่จะช่วยสงเคราะห์ส่งพวกเธอลงนรกไปให้พ้นๆ ทาง
‎
หึ... ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าพอเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้แล้ว พวกบรรดาแมลงมีพิษในละแวกหมู่บ้านเซี่ยงหยางแห่งนี้จะชุกชุมมากน้อยแค่ไหนกัน...
‎
หลังจากที่ชาวบ้านเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ ฟู่ซีโจวก็จงใจทอดน่องชะลอฝีเท้าลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วทำทีเป็นเดินปลีกตัวมุ่งหน้าไปยังบ้านของตาเฒ่าหวังเพียงลำพัง
‎
เขารู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงสองคนนั้นจะต้องลอบสะกดรอยตามเขามาอย่างแน่นอน
‎
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาด! เดินทิ้งระยะห่างออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำลงบนใบไม้แห้งดังกุกกักไล่หลังมาติดๆ
‎
กระนั้นเขาก็ยังคงแสร้งทำทีเป็นหูหนวกตาบอดไม่รับรู้สิ่งใด แล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
‎
เมื่อหลี่เยี่ยนเห็นว่าชายหนุ่มยังคงเดินทอดน่องอย่างสบายใจ เธอก็คิดว่านี่แหละคือโอกาสทองอันเหมาะสมที่สุด หญิงสาวจึงฉวยจังหวะเร่งฝีเท้าขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งตัวกระแทกเข้าใส่แผ่นหลังของฟู่ซีโจวอย่างจัง
‎
“ว้ายยย!”

............................