บทที่ 63 ความร้ายกาจของผงเรียกแมลง
บทที่ 63 ความร้ายกาจของผงเรียกแมลง
หลี่เยี่ยนแสร้งหวีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเกินจริง ก่อนจะทิ้งตัวให้อ่อนระทวยหมายจะล้มพับลงไปกองกับพื้น
ทว่าฟู่ซีโจวกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบกระโดดถอยหลังไปก้าวใหญ่ด้วยท่วงท่าปราดเปรียว อันที่จริงหลี่เยี่ยนตั้งใจจะแกล้งล้มตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เธอถึงขั้นกะเกณฑ์องศาเอาไว้อย่างดิบดีเพื่อพุ่งตัวเข้าไปซบในอ้อมอกของเขา
ทว่าผลลัพธ์ของการที่ฟู่ซีโจวกระโดดหลบฉากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ จึงส่งผลให้หญิงสาวคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะล้มตึงกระแทกพื้นดังอั้กอย่างจัง
“โอ๊ยยย! เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
คราวนี้หลี่เยี่ยนเจ็บจริงไม่ได้เสแสร้ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนน้ำตาแทบจะร่วงหล่นลงมา
จ้าวเหมยเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งถลันเข้าไปหาเพื่อนสาวทันที พร้อมกับชี้นิ้วด่าทอฟู่ซีโจวเป็นชุด “ฟู่ซีโจว! นี่นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย? เห็นสหายหญิงกำลังจะล้มลงไป นายยังกล้าจงใจหลบอีกเหรอ! นายยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่าฮะ หน้าไม่อายแถมยังไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย!”
ตามแผนการเดิมที่วางเอาไว้ พวกเธอตั้งใจจะแกล้งล้มแล้วพุ่งเข้าไปซุกในอ้อมกอดของฟู่ซีโจว จากนั้นก็จะฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีว่าเขาจงใจลวนลามเพื่อกรรโชกทรัพย์เสียให้เข็ด
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าฟู่ซีโจวจะไหวตัวทัน แถมยังตอบสนองได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบถึงเพียงนี้ และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ ผู้ชายคนนี้ช่างเย็นชาและไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจโดยสิ้นเชิง
ทางด้านฟู่ซีโจว ชายหนุ่มเพียงแค่ยกแขนขึ้นกอดอก พลางปรายตามองการแสดงงิ้วของหญิงสาวทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ “เธอเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาชนฉันเองนะ แล้วการที่ฉันหลบมันผิดตรงไหน? หรือจะให้ฉันยืนบื้ออยู่เฉยๆ ยอมให้เธอพุ่งชนเพื่อจะได้หาเรื่องขูดรีดเงินฉันงั้นหรอ?”
“แก!” จ้าวเหมยถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ฟู่ซีโจวจึงถือโอกาสเอ่ยเยาะเย้ยถากถางต่อไปทันที “เฮ้อ... นี่พวกเธอคงไม่ได้คิดจะมากรรโชกทรัพย์ฉันจริงๆ หรอกใช่ไหม? ช่างเหมือนคางคกอยากกอดกบเสียจริง หน้าตาก็อัปลักษณ์ แต่กลับมักใหญ่ใฝ่สูงหวังลมๆ แล้งๆ ซะเหลือเกิน!”
คำด่าทออันเจ็บแสบนั้นทำเอาทั้งจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนถึงกับยืนอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
ทว่าหลี่เยี่ยนกลับเป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน เธอแสร้งนั่งกองอยู่บนพื้นแล้วเริ่มบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ “เท้าของฉัน... ขาของฉันเหมือนจะแพลงแล้ว โอ๊ย! เจ็บจังเลย ฮือๆๆ ฟู่ซีโจว นายต้องรับผิดชอบฉันนะ รีบพาฉันไปส่งที่สถานีอนามัยเดี๋ยวนี้เลย!”
ปากก็พร่ำร้องโวยวายไป ทว่าสายตาเจ้าเล่ห์กลับลอบชำเลืองมองไปยังกระเป๋าเสื้อของฟู่ซีโจวอย่างมีเลศนัย แน่นอนว่าเงินสดเก้าร้อยหยวนก้อนนั้นจะต้องซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าใบนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย!
ฟู่ซีโจวแค่นหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจ รับผิดชอบอย่างนั้นน่ะเหรอ? หึ... ได้สิ!
ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แอบดึงเอา ‘ผงเรียกแมลง’ หนึ่งห่อออกมาจากมิติระบบอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะจงใจก้าวเดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว แล้วโน้มตัวลงมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็ได้ ในเมื่อเป็นคนดีแล้ว ฉันก็จะขอเป็นคนดีให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็ยื่นมือออกไปทำทีราวกับจะช่วยพยุงหลี่เยี่ยนให้ลุกขึ้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขากลับฉวยจังหวะนั้นลอบโปรยผงเรียกแมลงทั้งหมดในห่อใส่ร่างของจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนจนหมดเกลี้ยงโดยที่พวกเธอไม่ทันตั้งตัว
ทางด้านหลี่เยี่ยนลอบดีใจจนเนื้อเต้น เพราะหลงคิดว่าแผนการที่จะเกาะติดฟู่ซีโจวเป็นปลิงกำลังจะสำเร็จลุล่วง ทว่าจู่ๆ ชายหนุ่มกลับชักมือกลับแล้วก้าวถอยหลังพรวดออกไปทันที
“เดี๋ยวก่อนนะ... แล้วฉันจะต้องรับผิดชอบเธอเรื่องอะไรกันล่ะ? ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายซุ่มซ่าม ขาซ้ายพิการขาขวาลีบจนสะดุดล้มหน้าคะมำไปเองแท้ๆ แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ?”
หลี่เยี่ยนเบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น “แก!”
ฟู่ซีโจวรีบสาวเท้าถอยร่นไปอีกสองก้าวรวด เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าแมลงพวกนั้นจะได้ยินเสียงเพรียกหาส่งกองทัพมาโจมตีเมื่อไหร่ ดังนั้นการถอยห่างออกมาให้ไกล จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
“นี่สหายหลี่... ฉันขอพูดอะไรหน่อยเถอะ ตัวเธอเองหน้าตาก็อัปลักษณ์แถมแขนขายังพิการใช้งานไม่ค่อยจะปกติอีก แล้วแบบนี้ยังคิดจะมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเขาอีกงั้นเหรอ?”
“ฉันขอแนะนำด้วยความหวังดีนะ เธอควรเอาเวลาไปรักษาขาเป๋ๆ ของเธอให้หายดีเสียก่อนเถอะ ขืนปล่อยให้เดินสะดุดล้มบนพื้นเรียบๆ เพื่อคอยใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเขาทุกวี่ทุกวันแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะจะบอกให้”
เมื่อถูกด่าทอทั้งเรื่องหน้าตาอัปลักษณ์ซ้ำยังโดนหยามเหยียดเรื่องความพิการอีก หลี่เยี่ยนก็สุดจะทนไหว หญิงสาวรีบตะเกียกตะกายลุกพรวดพราดขึ้นมาจากพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด “ฟู่ซีโจว!”
“แกนี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายเอาเสียเลย! คอยดูเถอะ... ฉัน... ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องหัวหน้าฝ่ายผลิต!”
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะทันได้หมุนตัวเดินจากไป เรื่องราวสุดแสนประหลาดล้ำก็บังเกิดขึ้นเสียก่อน
จู่ๆ หลี่เยี่ยนก็รู้สึกคันยุบยิบที่บริเวณท่อนแขน เธอจึงใช้มือตบแปะลงไปตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่าตัวเองเพิ่งจะตบยุงตายไปหนึ่งตัว “เอ๊ะ? ยุงมาจากไหนกันเ?”
“ทางฉันก็มียุงเหมือนกัน!” จ้าวเหมยเองก็รู้สึกเหมือนถูกแมลงสัตว์กัดต่อยที่บริเวณลำคอเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที หญิงสาวทั้งสองก็เริ่มรู้สึกคันยุบยิบไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ในตอนแรกพวกเธอโดนโจมตีเพียงแค่ยุงไม่กี่ตัวเท่านั้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียว ฝูงแมลงปีกแข็งสีดำทะมึนฝูงใหญ่ก็บินโฉบลงมาจากไหนก็สุดจะหยั่งรู้ พวกมันส่งเสียงดังหึ่งๆ บินวนเวียนรุมทึ้งอยู่รอบตัวพวกเธออย่างเอาเป็นเอาตาย
ซึ่งมันไม่ได้มีเพียงแค่ฝูงยุงเท่านั้น ทว่ายังมีทั้งแมลงวัน แมลงหวี่ตัวจ้อย หรือแม้กระทั่งบนพื้นดินก็ยังมีกองทัพมด และแมลงปีกแข็งหน้าตาประหลาดที่ไม่รู้จักชื่อ กำลังพากันไต่ยั้วเยี้ยขึ้นมาตามท่อนขาของพวกเธออย่างบ้าคลั่ง
“กรี๊ด! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!”
“ไสหัวไปให้พ้นนะ! ทำไมไอ้แมลงบ้าพวกนี้ถึงเอาแต่บินมาเกาะพวกเราล่ะ!!!”
สองสาวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกเธอพยายามใช้มือปัดป่ายอย่างสุดกำลังเพื่อขับไล่ฝูงแมลงเหล่านั้นให้พ้นตัว ทว่าแมลงพวกนั้นกลับราวกับจดจำเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าพวกเธอจะพยายามปัดป่ายขับไล่สักเท่าไหร่ พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมล่าถอยไป หนำซ้ำจำนวนของพวกมันกลับยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฟู่ซีโจวลอบก้าวเท้าถอยหลังไปอย่างเงียบๆ อีกสองก้าว พลางยกมือขึ้นกอดอกยืนชมงิ้วฉากเด็ดด้วยความสำราญใจ หึ... ฤทธิ์เดชของผงเรียกแมลงนี่มันร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ....
บรรดาชาวบ้านที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันตกตะลึงจนตาค้าง
“สวรรค์! นี่มันเกิดเรื่องอาเพศอะไรขึ้นล่ะเนี่ย? หรือว่าพวกหล่อนไปเผลอแหย่รังแมลงที่ไหนเข้า?”
“เร็วเข้า! รีบไปหักกิ่งไม้มาช่วยพวกหล่อนปัดแมลงเร็ว!”
ชาวบ้านใจดีหลายคนรีบคว้ากิ่งไม้แล้วพุ่งกระโจนเข้าไปช่วยกระหน่ำปัดกวัดแกว่งขับไล่ฝูงแมลงรอบตัวจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนอย่างสุดกำลัง ทว่าเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือ แมลงพวกนั้นราวกับมีตาติดอยู่ข้างหลัง เพราะพวกมันเอาแต่บินวนเวียนรุมทึ้งอยู่แค่รอบตัวของจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนเพียงสองคนเท่านั้น โดยไม่มีแมลงหน้าไหนบินไปเกาะตามเนื้อตัวของคนอื่นเลยแม้แต่ตัวเดียว
หลังจากลงแรงขับไล่อยู่นานสองนาน ฝูงแมลงก็ไม่ได้ลดจำนวนลงไปสักเท่าไหร่นัก ทว่าตามเนื้อตัวของจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนกลับเต็มไปด้วยรอยตุ่มรอยกัดจนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบนใบหน้า ลำคอ หรือแม้กระทั่งท่อนแขน ทุกตารางนิ้วที่อยู่นอกร่มผ้าล้วนปูดบวมแดงเถือกไปหมดจนแทบจะไม่มีชิ้นดี
ท้ายที่สุดก็เป็นหวังต้าเกินที่ต้องออกโรงมาช่วยแก้ปัญหา “เร็วเข้า รีบไปเอาใบอ้ายเฉ่ามาจุดรมควันเร็ว!”
พวกชาวบ้านจึงรีบวิ่งไปคว้าเอาใบอ้ายเฉ่าแห้งที่เหลือทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนมาจุดไฟรมควันอยู่ข้างกายของหญิงสาวทั้งสอง ควันสีขาวลอยคลุ้งหนาทึบส่งกลิ่นฉุนกึกจนทำเอาผู้คนรอบข้างสำลักน้ำหูน้ำตาไหล ดูเหมือนว่าแมลงพวกนั้นจะหวาดกลัวกลิ่นควันชนิดนี้เป็นอย่างมาก ในที่สุดพวกมันจึงค่อยๆ แตกฮือบินหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
เมื่อจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนถูกหามส่งตัวมาถึงสถานีอนามัย สภาพของพวกเธอก็ดูบอบช้ำปูดบวมเสียจนแทบจะดูไม่เป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป
เมื่อกู่หมิงเยวี่ยเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคนทั้งคู่ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ หญิงสาวรีบลงมือทำแผลและทายาให้พวกเธออย่างเร่งด่วน ทว่าหลังจากทายาไปได้เพียงชั่วอึดใจเดียว จู่ๆ ก็มีฝูงแมลงฝูงใหญ่โผล่พรวดมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วพุ่งตรงเข้ามารุมกัดทึ้งพวกเธออย่างบ้าคลั่งอีกระลอก
กู่หมิงเยวี่ยตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด เธอรีบก้าวถอยหลังกรูดออกห่างทันที ปล่อยให้สองสาวที่ถูกฝูงแมลงรุมทึ้งแหกปากร้องโอดครวญเสียงหลง พลางตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างน่าเวทนา
เมื่อชาวบ้านเห็นสถานการณ์เริ่มบานปลาย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำใบอ้ายเฉ่ามาจุดรมควันกันต่อไป
จนกระทั่งฝูงแมลงยอมล่าถอยไปอีกครั้ง จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนจึงรีบคว้ากิ่งอ้ายเฉ่าที่ติดไฟคนละกำมือ แล้วโกยแน่บวิ่งเตลิดกลับไปยังจุดพักปัญญาชนอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีฝูงแมลงที่ยังคงหวาดกลัวควันไฟบินไล่กวดตามหลังไปอย่างไม่ลดละ
หญิงสาวทั้งสองคนวิ่งสะดุดล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักได้สำเร็จ ก่อนจะรีบลงกลอนปิดประตูและหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนาไม่มีช่องโหว่
ส่วนทางด้านหวังต้าเกินก็สั่งให้ชาวบ้านนำกองใบอ้ายเฉ่าไปสุมทิ้งไว้กลางลานกว้างของจุดพักปัญญาชน....
ควันไฟลอยโขมงอยู่นานนับชั่วยาม กว่าจะสามารถขับไล่ฝูงแมลงเหล่านั้นให้แตกกระเจิงไปได้จนหมดสิ้น
“สรุปแล้วเรื่องบ้าบอพวกนี้มันคืออะไรกันแน่?” หวังต้าเกินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนสงสัย นี่ก็เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังมีแมลงชุกชุมอยู่อีกมากมายขนาดนี้? แถมทำไมพวกมันถึงต้องพุ่งเป้าไปโจมตีแค่หลี่เยี่ยนกับจ้าวเหมยแค่สองคนเท่านั้นล่ะ? หรือว่าช่วงนี้พวกหล่อนจะทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าเอาไว้มากเสียจนสวรรค์ทนดูไม่ไหว เลยลงทัณฑ์สั่งสอนพวกหล่อนกันแน่?
ทว่าพริบตาต่อมา หวังต้าเกินก็พลันตระหนักได้ว่าความคิดของตนเองนั้นช่างงมงายและเต็มไปด้วยความเชื่อแบบเก่าๆ เขาจึงรีบสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปทันที โบราณท่านว่าเอาไว้ว่า... อย่าได้หลงเชื่องมงายเด็ดขาดเชียว!
ฟู่ซีโจวที่ยืนซ่อนตัวอยู่หลังฝูงชน ลอบทอดสายตามองดูสภาพอันน่าเวทนาของจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนด้วยความรู้สึกสะใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
กล้าดีนักนะที่มาวางแผนตลบตะแลงใส่เขา และนี่แหละคือจุดจบของพวกหล่อน!
ฤทธิ์ของผงเรียกแมลงสามารถอยู่ได้ยาวนานถึงเจ็ดวันเต็มๆ งานนี้ผู้หญิงทั้งสองคนนั้นคงจะได้เสวยสุขกันอย่างหนำใจแน่ๆ....
ถ้าไม่โดนควันอ้ายเฉ่ารมจนสำลักตายเสียก่อน ก็คงโดนกองทัพแมลงรุมกัดจนขาดใจตายไปเองนั่นแหละ
ทว่าฟู่ซีโจวก็ยังแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ เพราะช่วงนี้เข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว จำนวนแมลงจึงลดน้อยถอยลงไปกว่าช่วงฤดูร้อนอยู่มากโข ชายหนุ่มถึงขั้นแอบมาดหมายเอาไว้ในใจว่า หากคราวหน้าหลี่เยี่ยนกับจ้าวเหมยยังกล้าเสนอหน้ามาหาเรื่องรนหาที่ตายกับเขาอีกล่ะก็ เขาจะประเคนผงเรียกแมลงให้พวกเธอเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวเลยทีเดียวเชียว เพราะเขาแอบเห็นแล้วว่าในร้านค้าของระบบก็มีไอเทมชิ้นนี้วางขายอยู่ด้วยเหมือนกัน
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ฟู่ซีโจวเพิ่งจะค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่างของระบบ นั่นก็คือรางวัลพิเศษที่ระบบสุ่มแจกมาให้นั้น หากตอนแรกในร้านค้าไม่มีวางขาย แต่พอมอบเป็นรางวัลให้เขาแล้ว ไอเทมชิ้นนั้นก็จะถูกนำมาวางจำหน่ายในร้านค้าโดยอัตโนมัติ
ดังนั้นแทนที่จะลงมือเชือดผู้หญิงสองคนนี้ทิ้งไปเสียให้พ้นๆ การปล่อยให้พวกเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกแมลงรุมกัดทุกวี่ทุกวันตลอดช่วงเวลาที่ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานที่นี่ ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่สร้างความบันเทิงได้ไม่เลวเหมือนกัน
เมื่อหมดเรื่องสนุกให้ติดตาม ฟู่ซีโจวก็คร้านที่จะยืนมุงดูต่อ เขาจึงหันหลังเดินกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวังอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่หย่อนก้นนั่งลงบนเตียง ชายหนุ่มก็เริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณทันที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสรรพคุณของน้ำยาบำรุงร่างกายหรือเปล่า เพราะในตอนนี้ต่อให้เขาจะแบ่งแยกสมาธิไปทำอย่างอื่นพร้อมๆ กัน มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มใช้จิตสำนึกสั่งการเปิดหน้าต่างแชตของกลุ่มระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของขึ้นมา
ก่อนจะพบว่าเถ้าแก่หวังเขียงหมูกำลังกระหน่ำแท็กเรียกชื่อเขาอย่างบ้าคลั่ง
...........................