บทที่ 66 โชว์ฝีมือการล่าสัตว์ป่า
บทที่ 66 โชว์ฝีมือการล่าสัตว์ป่า
ฟู่ซีโจวตอบสนองอย่างรวดเร็วฉับไว ชายหนุ่มคว้าก้อนหินบนพื้นขึ้นมาอย่างลื่นไหล ก่อนจะขว้างออกไปทางกระต่ายป่าอย่างแรง ก้อนหินพุ่งกระทบหัวของมันอย่างแม่นยำราวกับจับวาง เจ้ากระต่ายร้องเสียงหลงออกมาคำหนึ่งแล้วล้มตึงลงกับพื้นทันที ฟู่ซีโจวจึงเดินเข้าไปหิ้วร่างอ้วนท้วนของมันขึ้นมา
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ดีใจ จู่ๆ พุ่มไม้ด้านข้างก็มีเสียงดังพรึ่บพรับ พร้อมกับไก่ป่าตัวหนึ่งที่บินพุ่งพรวดออกมา ฟู่ซีโจวไม่รอช้า ขว้างก้อนหินออกไปอีกหนึ่งก้อนซึ่งก็พุ่งเข้าเป้าตรงหัวของไก่ป่าอย่างพอดิบพอดี เจ้าไก่เคราะห์ร้ายกระพือปีกดิ้นรนอยู่สองสามที ก่อนจะร่วงตุบลงมาบนพื้นเช่นเดียวกัน
เมื่อมือหนึ่งหิ้วกระต่ายป่า ส่วนอีกมือหนึ่งถือไก่ป่าเอาไว้ ฟู่ซีโจวก็คำนวณเวลาคร่าวๆ แล้วเห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงเดินกลับไปยังบริเวณป่าสน
ทันทีที่กู่เส้าอู่และกู่หมิงเยวี่ยเห็นสัตว์ป่าในมือของชายหนุ่ม ทั้งสองต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
"ซีโจว นี่เธอไปล่ามาได้ยังไงกัน" กู่เส้าอู่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
เมื่อครู่นี้เจ้าหนุ่มนี่เพิ่งจะถือซาลาเปาเนื้อเดินออกไปไม่ใช่หรือ ชายชราเคยได้ยินแต่สุภาษิตที่ว่าเอาซาลาเปาเนื้อขว้างสุนัข มีแต่ไปไม่มีกลับ แต่ไม่เคยได้ยินเลยว่าซาลาเปาเนื้อจะสามารถใช้ล่ากระต่ายกับไก่ป่าได้ด้วย!
"ผมใช้ก้อนหินขว้างเอาครับ" ฟู่ซีโจวตอบกลับไปตามตรง
"ใช้ก้อนหินเนี่ยนะ" กู่เส้าอู่ยิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงมากกว่าเดิม
การใช้ก้อนหินล่ากระต่ายและไก่ป่าไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้ง่ายๆ เพราะมันต้องอาศัยทั้งสายตาที่เฉียบคมและพละกำลังแขนที่ยอดเยี่ยม ชายชรากวาดสายตามองสำรวจฟู่ซีโจวตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าแม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะดูซูบผอม ทว่าโครงสร้างร่างกายกลับดูล่ำสันแข็งแรง อีกทั้งแววตายังแฝงไปด้วยพลังชีวิตและจิตวิญญาณอันกล้าแกร่ง
"พ่อหนุ่ม เธอเคยฝึกฝนวิชามาอย่างนั้นหรือ" กู่เส้าอู่เอ่ยถามหยั่งเชิง
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับเบาๆ "ก็เคยฝึกมานิดหน่อยครับ"
แค่เคยฝึกมานิดหน่อยยังทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ กู่เส้าอู่เริ่มรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในใจ
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง กระต่ายป่าอีกตัวหนึ่งก็วิ่งตัดหน้าพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว ฟู่ซีโจวหรี่ตาลงทันที ชายหนุ่มโค้งตัวลงไปคว้าก้อนหินบนพื้นมาสองก้อน ก่อนจะตวัดแขนขว้างออกไปในชั่วพริบตา
หินก้อนแรกพุ่งกระทบขาหน้าของกระต่ายป่าอย่างจัง ส่วนหินอีกก้อนก็พุ่งตามไปติดๆ และกระแทกเข้าที่ขาหลังของมัน ทันทีที่ถูกโจมตี ร่างของเจ้ากระต่ายก็เสียหลักตีลังกาอยู่หลายตลบ ก่อนจะนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีก
ภาพตรงหน้าทำเอากู่เส้าอู่และกู่หมิงเยวี่ยถึงกับยืนอ้าปากค้าง นี่มันใช่วิชาพื้นๆ ซะที่ไหนกัน แววตาที่กู่เส้าอู่ใช้มองฟู่ซีโจวจึงแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เดิมทีเขาคิดเพียงว่าฟู่ซีโจวเป็นเพียงชายหนุ่มที่มีเส้นสายและมีไหวพริบเฉียบแหลมคนหนึ่งเท่านั้น คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมีทักษะความสามารถที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
หลังจากเดินไปหยิบกระต่ายป่าขึ้นมาแล้ว ฟู่ซีโจวก็หันมากล่าวว่า "คุณปู่กู่ครับ ประเดี๋ยวรบกวนช่วยฝากบอกพ่อกับแม่ของผมทีนะครับ ว่ามื้อเย็นนี้หุงแค่ข้าวสวยก็พอ ไม่ต้องทำกับข้าวพวกเนื้อสัตว์ เดี๋ยวผมจัดการทำเสร็จแล้วจะเอาไปส่งให้ที่บ้านพักเองครับ"
"ได้เลย ได้เลย"
สองปู่หลานพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันจนพอหอมปากหอมคอแล้ว ทั้งสามคนจึงพากันเดินลงจากเขา ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน อารมณ์ของกู่หมิงเยวี่ยดูหดหู่ลงเล็กน้อย หญิงสาวเอาแต่เดินเงียบๆ โดยมีแววตาที่แดงก่ำ
ฟู่ซีโจวสังเกตเห็นถึงความกังวลในใจของเธอ จึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า "ไว้โอกาสหน้า ถ้ามีเวลาว่างผมจะพาคุณมาเยี่ยมคุณปู่กู่อีกนะครับ"
ชายหนุ่มกล่าวเสริมอีกว่า "แล้วก็ ต่อให้หลังจากนี้คุณต้องกลับไปประจำการที่กองทัพ ผมก็จะคอยช่วยดูแลคุณปู่กู่ให้เป็นอย่างดี คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ"
กู่หมิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาซาบซึ้งใจ "ขอบคุณมากนะคะ สหายฟู่"
เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้นั่งคุยกับคุณตา ท่านก็เล่าให้ฟังว่าช่วงที่ผ่านมาฟู่ซีโจวคอยดูแลเอาใจใส่พวกผู้เฒ่าทั้งหลายเป็นอย่างดี กู่หมิงเยวี่ยจึงรู้สึกทราบซึ้งใจในตัวเขาเป็นอย่างมาก
เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามข้อสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจออกมาในที่สุด "สหายฟู่ ทำไมคุณถึงทำดีกับฉันขนาดนี้ล่ะคะ"
ฟู่ซีโจวระบายยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ "ก็เพราะคุณเป็นคนดี คุณปู่กู่เองก็เป็นคนดี แล้วพวกคุณก็ล้วนทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติของเรายังไงล่ะครับ"
คำตอบนั้นช่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ทว่าภายในใจของกู่หมิงเยวี่ยกลับรู้สึกวูบโหวงและผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก ที่แท้ เหตุผลที่เขาทำดีกับเธอก็เป็นเพียงเพราะเธอและคุณตาต่างก็สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติเท่านั้นเองสินะ เธออุตส่าห์แอบคิดไปว่า.....
กู่หมิงเยวี่ยรีบส่ายศีรษะเบาๆ เพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไปจากหัว นี่เธอกำลังคิดเหลวไหลอะไรอยู่เนี่ย สหายฟู่เป็นคนดีมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือเธอและคุณตาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แล้วเธอจะไปมีความคิดที่ไม่เข้าท่าแบบนั้นได้อย่างไรกัน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างจริงใจส่งไปให้ฟู่ซีโจว
"ขอบคุณจริงๆ นะคะ การที่มีคุณคอยช่วยดูแลคุณตาให้แบบนี้ ทำให้ฉันสามารถกลับไปประจำการที่กองทัพได้อย่างหมดห่วงเลยล่ะค่ะ"
ฟู่ซีโจวเพียงแค่ยิ้มรับ เมื่อเดินมาถึงตีนเขา ชายหนุ่มก็ไม่ได้เดินไปส่งกู่หมิงเยวี่ยที่สถานีอนามัย แต่เลือกที่จะแวะกลับไปที่บ้านของตาเฒ่าหวังเสียก่อน เพื่อนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปเก็บไว้ แล้วจึงค่อยกลับไปทำงานต่อตามปกติ
..........
หลังจากเลิกงาน ฟู่ซีโจวก็ปฏิเสธคำชวนดื่มเหล้าของหยางเว่ยตง ชายหนุ่มรีบจ้ำอ้าวกลับมาที่บ้านของตาเฒ่าหวังเพื่อลงมือจัดการชำแหละเนื้อกระต่ายและไก่ป่าทันที เขาตั้งใจว่าจะตุ๋นเนื้อสัตว์ทั้งสองชนิดแยกหม้อกัน ระหว่างที่กำลังตุ๋นอยู่นั้น เขาก็ใส่เครื่องเทศปรุงรสลงไปมากมาย และพอใกล้จะได้ที่ ฟู่ซีโจวก็แอบหยิบน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นออกมาเทผสมลงไปหนึ่งขวด
วินาทีที่น้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นผสมผสานลงไปในน้ำซุป มันก็ช่วยกระตุ้นกลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณทันที กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูกทำเอาตาเฒ่าหวังถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก
"ไอ้หนู... แกนี่ฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยมจริงๆ ขนาดสัตว์ป่าสาบๆ ยังทำให้หอมฉุยได้ถึงขนาดนี้"
กู่หมิงเยวี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรัวเร็ว
เมื่อเนื้อตุ๋นสุกได้ที่แล้ว ฟู่ซีโจวก็จัดการตักใส่ชามใบใหญ่แล้วยกออกมาเสิร์ฟ พอเห็นดังนั้น ตาเฒ่าหวังก็รีบวิ่งไปตักข้าวสวยร้อนๆ ทันที แม้แต่กู่หมิงเยวี่ยซึ่งปกติมักจะมีท่าทีเรียบร้อยสงบเสงี่ยมก็ยังทิ้งความเกรงใจ พลางตักข้าวสวยพูนชามให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว
ตาเฒ่าหวังยกชามข้าวมานั่งลงที่โต๊ะ ชายชรารีบคว้าตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อกระต่ายเข้าปากด้วยความอดใจไม่ไหว สัมผัสแรกคือความนุ่มละมุนของเนื้อที่แทบจะละลายในปาก อีกทั้งยังแฝงไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
"ไอ้หนูนี่แกใส่เครื่องปรุงอะไรลงไปเนี่ย ทำไมเนื้อถึงได้เปื่อยนุุ่มชุ่มลิ้นขนาดนี้"
ฟู่ซีโจวยกชามข้าวของตัวเองมานั่งร่วมโต๊ะ "ก็แค่เครื่องปรุงรสธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ"
"รสสัมผัสของเนื้อหม้อนี้ไม่เหมือนที่ฉันเคยทานเลยค่ะ อร่อยมากๆ เลย" กู่หมิงเยวี่ยเองก็เอ่ยปากชมเปาะเช่นกัน...
ต่อให้เป็นพ่อครัวใหญ่ประจำร้านอาหารของรัฐ ก็คงจะไม่มีฝีมือปลายจวักเทียบเท่าฟู่ซีโจวได้อย่างแน่นอน! หญิงสาวแอบคิดในใจว่า หากตนต้องกลับไปประจำการที่กองทัพเมื่อไหร่ เธอจะต้องคิดถึงรสชาติรสมือของฟู่ซีโจวมากแน่ๆ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็ไม่ได้สนใจว่าท้องฟ้ายังไม่มืดสนิทดี ชายหนุ่มจัดการเก็บเนื้อตุ๋นที่เหลือเข้าไปไว้ในมิติ แล้วรีบมุ่งหน้าตรงไปยังคอกวัวทันที พอเดินมาถึงที่หมาย เขาก็นำเนื้อตุ๋นเหล่านั้นออกมา และเมื่อคำนวณดูแล้วเกรงว่าปริมาณเท่านี้คงจะไม่พอทาน ชายหนุ่มจึงหยิบเอาเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วออกมาเพิ่มอีกเล็กน้อย
ภายในบ้านพักคอกวัว ฟู่เฉี่ยวซินขยับจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นหอมหวนลอยมาตามสายลม "หอมจังเลยค่ะ... พ่อลองดูสิคะว่าพี่รองเอาเนื้อมาส่งหรือเปล่า"
เนื่องจากเมื่อช่วงบ่าย กู่เส้าอู่ได้มาบอกกล่าวล่วงหน้าไว้แล้วว่าฟู่ซีโจวล่าสัตว์ป่ามาได้ และกำชับให้มื้อเย็นนี้พวกเขาสนใจแค่หุงข้าวสวยก็พอ ไม่ต้องทำกับข้าวเพิ่ม ดังนั้นในเวลานี้ข้าวสวยร้อนๆ จึงหุงเสร็จเตรียมรอไว้อยู่แล้ว ขาดก็เพียงแค่รอให้พี่รองนำเนื้อตุ๋นมาส่งเท่านั้น
ทันทีที่ฟู่เฉี่ยวซินพูดจบ ฟู่ซีโจวก็เดินประคองชามใบใหญ่เข้ามาพอดี "น้องเล็ก.... เธอนี่จมูกไวอย่างกับลูกสุนัขเลยนะ"
เขาวางชามเนื้อตุ๋นและห่อกระดาษน้ำมันลงบนโต๊ะ "นี่เป็นเนื้อสัตว์ป่าที่พี่ล่ามาได้ แล้วก็มีเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วอีกนิดหน่อย ทุกคนรีบมาทานกันตอนที่กำลังร้อนๆ เถอะครับ"
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายของเนื้อตุ๋นชามนี้ ทำเอาทุกคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ ทางด้านฟู่หร่วนหร่วนน้อยก็ยิ่งแสดงอาการตะกละตะกลามออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"คุณอารองคะ เนื้อ เนื้อ หนูอยากกินเนื้อค่ะ!"
"ได้เลยจ้ะ หร่วนหร่วนคนเก่งของอาต้องได้กินน่องไก่ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดนะ!" ฟู่ซีโจวหัวเราะร่วนพลางคีบน่องไก่ป่าชิ้นโตส่งให้หลานสาว
ทุกคนพากันนั่งล้อมวงรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย คีบเนื้อเข้าปากคำสลับกับข้าวสวยร้อนๆ อีกคำ บนใบหน้าของแต่ละคนล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
พวกเขาจัดการกวาดเนื้อตุ๋นในชามจนเกลี้ยงเป็นอันดับแรก ก่อนจะหันไปจัดการกับเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วที่เหลือ แม้ว่าเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วจะมีรสชาติดีเยี่ยมเพียงใด แต่ในความรู้สึกของทุกคนแล้ว มันกลับอร่อยสู้เนื้อตุ๋นฝีมือของฟู่ซีโจวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
"อาโจวเอ๊ย ฝีมือทำอาหารของเธอนี่ไม่เลวเลยจริงๆ!" หวงกั๋วหัวเอ่ยชมเปาะในขณะที่ปากก็ยังเคี้ยวตุ้ยๆ
หานฉี่หมิงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วล่ะ เนื้อหม้อนี้ตุ๋นด้วยไฟที่กำลังดีเป๊ะ รสชาติอร่อยล้ำยิ่งกว่าพ่อครัวใหญ่ในร้านอาหารของรัฐซะอีกนะเนี่ย"
กู่เส้าอู่ซัดข้าวสวยคำสุดท้ายเข้าปากจนหมดเกลี้ยง พลันนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์อันน่าทึ่งบนภูเขาด้านหลังเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา ชายชราจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามฟู่ซีโจวออกไป
"ซีโจว ทักษะการใช้ก้อนหินขว้างล่าสัตว์ป่าอันยอดเยี่ยมที่เธอโชว์ให้ดูเมื่อตอนกลางวันน่ะ อาจารย์ของเธอสอนมายังไงหรือ พอจะเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม"
ฟู่ซีโจวจึงตอบกลับไปอย่างฉะฉานว่า "คนที่ผมไปขออาศัยอยู่ด้วย แกชื่อว่าตาเฒ่าหวังครับ แกพอจะมีวิชาศิลปะการต่อสู้อยู่บ้าง ผมก็เลยขอฝากตัวเป็นศิษย์ซะเลย แกช่วยสอนกระบวนท่าหมัดมวยพื้นฐานให้ผมอยู่พักหนึ่ง พอฝึกฝนไปนานวันเข้า ทั้งสายตาและพละกำลังแขนของผมก็ค่อยๆ พัฒนาดีขึ้นไปเองตามธรรมชาติครับ"
............................