LNCrawler

บทที่ 67 จดหมายสองฉบับ

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 67 จดหมายสองฉบับ


กู่เส้าอู่ทอดสายตามองดูฟู่ซีโจวอย่างพิจารณา ชายหนุ่มเพิ่งจะลงมาเป็นปัญญาชนในชนบทได้ไม่นานนัก ทว่าในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ เขากลับสามารถฝึกฝนฝีมือการต่อสู้จนเก่งกาจได้ถึงระดับนี้ พรสวรรค์ของไอ้หนุ่มนี่ช่างยอดเยี่ยมไม่เบาเลยทีเดียว
​
ชายชราจ้องมองฟู่ซีโจว ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงออกไป "ซีโจว เธอน่ะเป็นต้นกล้าชั้นดีเลยนะ เคยคิดอยากจะสมัครเข้ากองทัพบ้างไหม"
​
ฟู่ซีโจวส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ "คุณปู่กู่ครับ ผมไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย"
​
ในชีวิตชาตินี้ เขาเพียงแค่อยากจะคอยปกป้องดูแลครอบครัว ชำระหนี้แค้นให้สิ้นซาก แล้วใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุขก็พอแล้ว
​
"ทำไมล่ะ" กู่เส้าอู่รู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง "ด้วยฝีมือและมันสมองอย่างเธอเนี่ยนะ ถ้าได้เข้าไปอยู่ในกองทัพล่ะก็ อนาคตย่อมก้าวไกลไร้ขีดจำกัด การปกป้องบ้านเมืองและสร้างคุณูปการให้ประเทศชาติ นี่สิถึงจะเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายอกสามศอกควรจะทำ"
​
ฟู่เหวินปินเองก็เอ่ยปากสนับสนุนเช่นกัน "ซีโจว ผู้เฒ่ากู่พูดถูกแล้วนะ ถ้าลูกอยากจะไป พ่อก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่"
​
ก่อนหน้านี้เขาได้รู้มาก่อนแล้วว่า ตอนนี้ฟู่ซีโจวมีสมุดสำมะโนครัวแยกออกมาต่างหากแล้ว ทางกองทัพจึงไม่น่าจะตรวจสอบพบความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกของพวกเขาได้ ตัวเขาเองก็เคยเป็นทหารมาก่อน ย่อมต้องวาดหวังอยากจะเห็นลูกชายได้สวมเครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติเช่นเดียวกัน
​
ฟู่ซีโจวรับรู้ได้ถึงความคาดหวังของบิดา ทว่าตัวเขาเองไม่มีความคิดที่จะเข้ากองทัพเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
​
"พ่อครับ คุณปู่กู่ครับ การปกป้องประเทศชาติและการสร้างคุณูปการ มันไม่ได้มีแค่หนทางแห่งการเป็นทหารเพียงอย่างเดียวนะครับ"
​
"การที่ผมลงมาทำงานในชนบทแบบนี้ ก็ถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศชาติในอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน"
​
เมื่อซูหย่าฉินได้ยินคำพูดของฟู่ซีโจว เธอกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเป็นเพราะพวกตนที่คอยถ่วงความเจริญของลูกชายเอาไว้ ดวงตาของคนเป็นแม่เริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เธอจึงรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อลอบเช็ดน้ำตาอย่างเงียบๆ
​
ทางด้านกู่เส้าอู่ เมื่อเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของฟู่ซีโจวเช่นนั้น ก็ตระหนักได้ทันทีว่าชายหนุ่มไม่ได้อยากเข้ากองทัพจริงๆ จึงไม่ได้เอ่ยปากหว่านล้อมอะไรอีก
​
"เธอพูดถูกแล้วล่ะ ขอเพียงเป็นคนดี ไม่ว่าจะไปเปล่งประกายความสามารถอยู่ที่ไหนมันก็มีค่าเท่ากัน เพราะล้วนแต่เป็นการอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติของเราทั้งสิ้น"
​
ฟู่เหวินปินเองก็รู้ดีว่าลูกชายไม่อยากไปจริงๆ จึงยอมล้มเลิกความคิดนั้นไป เขาจงใจเปลี่ยนเรื่องคุยพลางเอ่ยถามว่า "ซีโจว เหล้าเก่าเก็บที่ลูกเคยเอามาให้คราวก่อนน่ะ ยังพอมีเหลืออยู่อีกไหม"
​
"ยังมีอยู่ครับ จะให้ผมกลับไปเอามาให้เดี๋ยวนี้เลยไหมครับ" ฟู่ซีโจวตอบกลับทันควัน ของรางวัลที่ได้จากระบบยังมีเก็บไว้อีกตั้งมากมาย หากผู้เป็นพ่ออยากจะดื่มเท่าไหร่ เขาก็มีให้ไม่อั้น
​
"ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นหรอก เอาไว้คราวหน้าตอนที่ลูกมาเยี่ยม ค่อยติดไม้ติดมือมาด้วยก็แล้วกัน" ฟู่เหวินปินบอกปัดอย่างเกรงใจ
​
"เหวินปิน คุณก็เพลาๆ เรื่องดื่มลงหน่อยเถอะ" ซูหย่าฉินเอ่ยปรามสามี ในขณะที่อารมณ์ของเธอเริ่มกลับมาสงบเยือกเย็นลงแล้ว เธอเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ด้านหลัง ก่อนจะหยิบเอาเสื้อบุกันหนาวตัวหนึ่งออกมา
​
"ซีโจว ลองสวมดูสิลูก ว่าใส่ได้พอดีตัวไหม"
​
ฟู่ซีโจวพลันนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อคราวที่แล้วตอนที่เขามาเยี่ยม ก็เห็นผู้เป็นแม่กำลังเย็บเสื้อตัวนี้อยู่นี่เอง เดิมทีเขาคิดว่าแม่คงจะเย็บเสื้อให้กับคนอื่นๆ ในครอบครัว คาดไม่ถึงเลยว่าจะตั้งใจเย็บให้เขา
​
"แม่ครับ ผมยังมีเสื้อผ้าใส่พอนะครับ แม่เอาเวลาไปเย็บให้พี่ใหญ่กับน้องสามก่อนเถอะครับ"
​
"กว่าจะเข้าสู่ฤดูหนาวก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่อีกพักใหญ่ เย็บให้คนอื่นยังไงก็ทันถมเถไปจ้ะ อีกอย่าง พวกเขาก็ยังมีเสื้อโค้ตทหารที่ลูกเอามาให้อยู่นี่นา รับรองว่าไม่มีใครต้องทนหนาวหรอก ลูกรีบลองใส่ดูเถอะ ถ้ามันหลวมไปแม่จะได้เอาไปแก้ให้พอดี"
​
ซูหย่าฉินกล่าวพลางนำเสื้อบุกันหนาวตัวนั้นมาทาบวัดขนาดบนตัวของลูกชาย เธอรู้สึกว่ารูปร่างส่วนสูงและน้ำหนักของซีโจวนั้นน่าจะพอๆ กับฟู่เจี้ยนถิง เสื้อบุกันหนาวตัวนี้จึงถูกตัดเย็บขึ้นโดยอิงตามสัดส่วนรูปร่างของฟู่เจี้ยนถิงเป็นหลัก
​
ฟู่เจี้ยนถิงก็ช่วยพูดสมทบขึ้นมาอีกแรง "ซีโจว นายก็ลองใส่ดูเถอะนะ เมื่อก่อนแม่เย็บเสื้อผ้าให้พวกเราตั้งเยอะตั้งแยะ แต่กลับกัน แม่มักจะบ่นเสียดายอยู่เสมอที่ไม่มีโอกาสได้ตัดเสื้อผ้าให้นายเลยสักชุด ดังนั้นพอนายเอาผ้าฝ้ายมาให้ปุ๊บ แม่ก็รีบลงมือเย็บเสื้อให้นายทันทีเลยล่ะ"
​
"ตกลงครับ"
​
ฟู่ซีโจวรับเสื้อบุกันหนาวมาแล้วก็สวมเข้าที่ตัวทันที เสื้อบุกันหนาวตัวนี้ถูกตัดเย็บมาอย่างหนานุ่ม ชายหนุ่มจึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
​
"ขอบคุณมากครับแม่ อุ่นมากเลยครับ ใส่ได้พอดีเป๊ะ ผมชอบมากๆ เลย"
​
ซูหย่าฉินมองดูลูกชายสวมเสื้อที่เธอตั้งใจเย็บให้ด้วยมือ ภายในใจพลันรู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก
​
บรรยากาศภายในบ้านพักคอกวัวฝั่งนี้ จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น
​
ทว่าในขณะเดียวกัน ภายในห้องพักของจุดพักปัญญาชนหญิง จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนกลับกำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัสจนแทบจะขาดใจตาย
​
"กรี๊ด! มาอีกแล้ว! พวกมันมาอีกแล้ว!"
​
หลี่เยี่ยนกรีดร้องเสียงหลง พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงจนมิดหัว ทว่าพวกแมลงร้ายเหล่านั้นกลับสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกซอกทุกมุม พวกมันพากันมุดเข้าไปตามรอยแยกเล็กๆ ของผ้าห่มอย่างน่าสยดสยอง
​
ทางด้านจ้าวเหมยนั้นยิ่งมีสภาพน่าเวทนากว่ามาก ทั่วทั้งเรือนร่างของเธอถูกกัดจนแทบไม่เหลือผิวหนังดีๆ เลยสักแห่ง ทั้งความเจ็บปวดและความคันคะเยอที่รุมเร้า ทำเอาเธอแทบอยากจะถลกหนังตัวเองทิ้งซะให้รู้แล้วรู้รอด
​
การจุดรมควันใบอ้ายเฉ่านั้นก็พอจะได้ผลอยู่บ้าง แต่พวกเธอก็ไม่สามารถจุดรมควันทิ้งไว้ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน มิเช่นนั้นก็คงจะสำลักควันตายกันไปเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงแรกๆ ทุกคนก็ยังพอจะมีน้ำใจช่วยลงแรงกันอยู่บ้าง แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า คนพวกนั้นก็เริ่มเผยธาตุแท้แห่งความเห็นแก่ตัวออกมา ทีละคนพากันบ่นนู่นรังเกียจนี่ จนไม่มีใครยอมช่วยจุดรมควันให้อีกต่อไป
​
"ต้องเป็นฝีมือของไอ้สารเลวฟู่ซีโจวแน่ๆ" จ้าวเหมยเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น
​
"แต่พวกเราไม่มีหลักฐานอะไรเลยนะ" หลี่เยี่ยนสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก "ขืนต้องทนอยู่สภาพแบบนี้ต่อไป ฉันจะต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ!"
​
"ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉันจะเขียนจดหมายไปหาคุณป้า ฉันจะกลับเข้าเมือง"
​
จ้าวเหมยไม่อาจอดทนรับสภาพนี้ได้อีกต่อไป เธอฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นจากเตียง ควานหากระดาษและปากกา ก่อนจะกัดฟันทนต่อความคันคะเยอบนร่างกาย แล้วลงมือเขียนจดหมายอย่างเร่งรีบ
​
เนื้อความในจดหมาย เธอได้ขอร้องให้คุณป้าช่วยแจ้งข่าวแก่ครอบครัวของเธอ ให้ยอมเสียเงินสักก้อนเพื่อหาทางดึงตัวเธอกลับเข้าเมืองให้จงได้
​
นอกจากนี้ เธอยังจงใจระบุทิ้งท้ายเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า ตอนนี้ฟู่ซีโจวกำลังเป็นปัญญาชนอยู่ที่หมู่บ้านเซี่ยงหยาง
​
ในคืนก่อนหน้าที่เธอจะออกเดินทาง คุณป้าของเธอยังเคยคิดวางแผนจะวางยาเพื่อจัดการกับฟู่ซีโจวอยู่เลย หากคุณป้าได้รู้ว่าตอนนี้ฟู่ซีโจวมาอยู่ที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางล่ะก็ พวกเขาจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อเล่นงานมันอย่างแน่นอน
​
เมื่อเขียนจดหมายเสร็จเรียบร้อย จ้าวเหมยก็จัดการพับกระดาษอย่างระมัดระวัง ภายในใจก็แอบวางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้จะไหว้วานให้ซุนเสี่ยวอวี่ช่วยนำจดหมายไปส่งให้
​
ทางด้านฟู่ซีโจวนั้นไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย ว่าจ้าวเหมยกำลังจะส่งจดหมายกลับไปยังเมืองหลวง
​
เช้าวันรุ่งขึ้น บุรุษไปรษณีย์ก็ได้เดินทางเข้ามายังหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
​
ฟู่ซีโจวได้รับจดหมายตอบกลับจากจางฮุ่ยหมิน
​
เนื้อความในจดหมาย จางฮุ่ยหมินได้กล่าวขอบคุณเพื่อนรักที่ช่วยเตือนสติในตอนนั้น ทำให้เขาสามารถหลบหลีกจากการยั่วยวนของแม่ม่ายคนนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด
​
เมื่อได้รู้ว่าเพื่อนสนิทปลอดภัยดี ฟู่ซีโจวก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ
​
เมื่อไม่มีแม่ม่ายมาคอยสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้ครอบครัวแล้ว ชาตินี้ชีวิตของจางฮุ่ยหมินย่อมจะไม่ได้ตกต่ำย่ำแย่อย่างแน่นอน
​
ในตอนท้ายของจดหมาย จางฮุ่ยหมินได้เอ่ยถึงหลินเจี้ยนเยี่ยและซูอวิ๋นเอาไว้ด้วย
​
[ไอ้สารเลวหลินเจี้ยนเยี่ยมันคิดจะใช้การแต่งงานเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกส่งตัวลงชนบท พวกมันทั้งครอบครัวแห่กันไปทาบทามสู่ขอถึงบ้านสกุลซูเชียวนะ แถมยังเร่งรัดให้รีบจัดงานแต่งงานกันให้จบๆ ไปด้วยซ้ำ]
​
[แต่ทว่าสองครอบครัวดันมีปากเสียงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันซะงั้น แล้วในท้ายที่สุด ก็เพราะเรื่องอื้อฉาวระหว่างหลินต้าจวินกับแม่ม่ายหวังนั่นแหละ ที่ทำให้ภายในครอบครัวสกุลหลินต้องมาแตกหักตีกันเองอีกรอบ ดูทรงแล้วงานแต่งงานนี้คงจะต้องพับโครงการไปก่อนชั่วคราวแน่ๆ]
​
[ถึงอย่างนั้น ไอ้เวรนั่นมันมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ฉันสังหรณ์ใจว่ามันจะต้องพยายามหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อแต่งงานกับซูอวิ๋นให้ได้ เพื่อหนีการถูกส่งตัวไปยังชนบทแน่นอน ดังนั้นแผนการที่จะให้มันไปตกระกำลำบากในชนบทก็คงจะมีโอกาสสำเร็จน้อยมากทีเดียว]
​
[แต่นายไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะ ขอเพียงแค่พวกมันกล้าแต่งงานกันล่ะก็ ฉันก็จะเอาจะส่งจดหมายร้องเรียนที่นายเตรียมไว้ ไปส่งยังหน่วยงานที่ซูอวิ๋นทำงานอยู่ทันที จะได้ให้หล่อนได้ลิ้มรสชาติของการสูญเสียทั้งชื่อเสียงและการงานซะบ้าง]
​
[อ้อ จริงสิ ฉันโอนเงินไปให้นายก้อนหนึ่งด้วยนะ อย่าลืมแวะไปรับที่ที่ทำการไปรษณีย์ด้วยล่ะ]
​
หลังจากอ่านจดหมายจบ ฟู่ซีโจวก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเท่าไหร่นัก กับการที่หลินเจี้ยนเยี่ยอาจจะไม่ถูกส่งตัวลงชนบท
​
ในเมื่อมีนโยบายช่องโหว่เปิดทางเอาไว้แบบนี้ อีกทั้งหลินเจี้ยนเยี่ยก็ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมต้องคิดหาทางแต่งงานเพื่อหนีการถูกส่งตัวอยู่แล้ว
​
แต่ถึงแม้จะไม่ต้องลงไปตกระกำลำบากในชนบท หลินเจี้ยนเยี่ยก็อย่าได้หวังเลยว่าชาตินี้จะได้เสวยสุขเหมือนอย่างในชาติที่แล้ว
​
ในเมื่อฟู่ซีโจวได้กวาดเอาทั้งเงินทองและของเก่ามีค่าของตระกูลหลินมาจนหมดเกลี้ยงแล้ว วันเวลาแห่งความสุขสบายของพวกมันก็ย่อมต้องจบสิ้นลงไปด้วย
​
ทว่าเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า สองสามีภรรยาตระกูลหลินต่างก็ยังมีหน้าที่การงานรองรับ ขอเพียงแค่พวกมันไม่หาเรื่องสร้างความเดือดร้อน ครอบครัวนี้ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยเงินเดือนประจำ
​
ฟู่ซีโจวจึงได้แต่แอบคิดในใจว่า หากในอีกสักระยะหนึ่งเขาสามารถหาทางกลับไปยังเมืองหลวงได้ล่ะก็ เขาจะต้องหาโอกาสแวะไปเยี่ยมเยือนบ้านสกุลหลินอีกสักรอบ เพื่อจัดการกวาดล้างทรัพย์สินของพวกมันให้สิ้นซากเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน!
​
ฟู่ซีโจวขบคิดพลางส่งจิตสำนึกมุ่งตรงเข้าไปในมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์
​
ด้วยความช่วยเหลือจากเหล่าหุ่นยนต์ ผลผลิตทางการเกษตรรุ่นแรกในมิติของเขาจึงถูกเก็บเกี่ยวจนหมดเกลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้น ผลไม้ที่ออกผลเต็มต้นก็ถูกเด็ดลงมาเป็นจำนวนมาก และยังรวมไปถึงไข่ไก่ที่ถูกเก็บรวบรวมไว้อีกมหาศาล
​
ฟู่ซีโจวจึงรีบจัดการย้ายเสบียงทรัพยากรเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่จัดเก็บของมิติ เพื่อป้องกันไม่ให้ของสดเหล่านี้เน่าเสียไปเสียก่อน
​
ในระหว่างที่เขากำลังง่วนอยู่กับการจัดการสิ่งของอยู่นั้น ทางฝั่งของบ้านพักคอกวัว หวงกั๋วหัวเองก็เพิ่งจะได้รับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์เช่นกัน
​
ชายชรารับจดหมายมาถือไว้ เมื่อกวาดสายตามองตราประทับไปรษณีย์และพบว่ามันถูกส่งมาจากมณฑลกวางตุ้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
​
ทว่าทันทีที่เขาเปิดซองจดหมายออก และสังเกตเห็นสัญลักษณ์ลับเล็กๆ ที่ถูกสลักซ่อนเอาไว้ตรงด้านในของซอง มือที่เหี่ยวย่นก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
​
สัญลักษณ์นี้คือรหัสลับแห่งคำมั่นสัญญา ระหว่างเขากับเพื่อนเก่าแก่ผู้หนึ่ง
​
เมื่อหลายปีก่อน สหายรักของเขาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในต่างแดน เพื่อหวังจะนำกลับมาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ
​
สหายผู้นั้นได้ตกลงสัญญากับเขาเอาไว้ว่า หากวันใดวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับภยันตรายร้ายแรง เขาผู้นั้นจะรีบส่งมอบข้อมูลลับที่ได้มาทั้งหมดมาให้กับตน
​
หวงกั๋วหัวหยิบเอาสิ่งของที่ซ่อนอยู่ภายในซองออกมาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
​
ภายในนั้นปรากฏกระดาษจดหมายอยู่หลายแผ่น บนหน้ากระดาษล้วนเต็มไปด้วยตัวเลขและสัญลักษณ์มากมายที่ดูเผินๆ เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
​
ทว่าแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คือรหัสลับเข้ารหัสพิเศษที่มีเพียงเขาและเพื่อนเก่าผู้นั้นเท่านั้นที่สามารถถอดความหมายได้

.............................