บทที่ 6 วางยาสลบขโมยเงินคืน
บทที่ 6 วางยาสลบขโมยเงินคืน
ทันทีที่ฟู่ซีโจวผลักบานประตูรั้วลานบ้านเข้าไป เขาก็ชนเข้ากับหลินจือจือซึ่งเพิ่งเลิกงานกลับมาพอดี
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายวาบขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหน้าฟู่ซีโจว... เธอรีบก้าวซอยเท้าตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือไปคล้องแขนเขาไว้อย่างสนิทสนมประจบประแจง
“พี่ ในที่สุดพี่ก็กลับมาเสียที ได้ยินแม่บอกว่าพี่เอาเงินจากที่บ้านไปตั้งสองพันหยวนเหรอ”
น้ำเสียงหวานที่แฝงความละโมบของหลินจือจือปลุกความทรงจำอันมืดดำจากชาติก่อนให้ถาโถมซัดสาดเข้ามาในหัวของฟู่ซีโจวอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
หลินจือจือผู้นี้เป็นลูกสาวคนเล็กของหลินต้าจวินกับจ้าวชุนฮวา ทั้งยังเป็นเด็กที่วิ่งตามหลังเติบโตมาพร้อมกับเขา ชาติก่อนไม่ว่าจะก่อนที่เขาจะถูกส่งไปชนบทหรือหลังจากได้กลับเข้าเมือง คนที่เขาตามใจและรักใคร่ทะนุถนอมที่สุดก็คือน้องสาวคนนี้นี่เอง
ทว่าในยามที่เขาพาน้องสาวแท้ๆ ร่วมสายเลือดอย่างฟู่เฉี่ยวซินกลับเข้าเมืองมาด้วย หลินจือจือกลับเห็นแก่อนาคตและความสุขสบายของตนเอง ยุยงส่งเสริมให้เขายกฟู่เฉี่ยวซินให้แต่งงานกับชายชั่วที่มีนิสัยชอบใช้ความรุนแรง
ในเวลานั้นเขาไม่ได้ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายเป็นคนสันดานหยาบช้า และด้วยความที่อยากปูทางชีวิตให้น้องสาวบุญธรรมอย่างหลินจือจือ เขาจึงเป็นฝ่ายออกปากเกลี้ยกล่อมจนฟู่เฉี่ยวซินยอมพยักหน้าตกลงแต่งงานออกไป
โดยหารู้ไม่เลยว่า... เพียงเพราะการตัดสินใจอันโง่เขลาในครั้งนั้น ผ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งปี ฟู่เฉี่ยวซินกลับต้องถูกทุบตีทำร้ายจนถึงแก่ความตายอย่างน่าเวทนา
และในวันที่เธอสิ้นใจนั้น ในท้องยังคงมีสายเลือดบริสุทธิ์อยู่ในครรภ์อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เขายอมก้มหน้ารับโทษติดคุกแทนหลินเจี้ยนเยี่ย หลินจือจือกลับไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนเขาเลยสักครั้งเดียว ในยามที่เขาต้องทนทุกข์ทรมาน ขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าและอาหารจนต้องกัดฟันเขียนจดหมายขอร้องให้เธอส่งของจำเป็นเข้าไปให้ในเรือนจำ ทุกอย่างกลับเงียบหายไร้ซึ่งการตอบกลับราวกับก้อนหินจมดิ่งสู่ก้นทะเลลึก
เขาทุ่มเทสละให้ไปทั้งชีวิต ทว่ากลับไม่อาจแลกเอาเศษเสี้ยวความจริงใจมาจากหมาป่าตาขาวตัวนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของฟู่ซีโจวพลันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง เขาดึงแขนของตนเองออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี แล้วถอยร่นออกไปสองก้าวด้วยท่าทีเหินห่าง
หลินจือจือชะงักงันไปด้วยความประหลาดใจกับท่าทีเย็นชาเฉยเมยที่แปลกไปจากเดิม ทว่าพอหวนนึกถึงเงินก้อนใหญ่ถึงสองพันหยวนนั้น เธอก็ไม่ยอมถอย รีบเบียดตัวขยับเข้าไปใกล้ชิดอีกครั้ง
“พี่ ฉันรู้ดีนะว่าการที่พี่กับพี่ซูอวิ๋นต้องถอนหมั้นกันมันทำให้พี่ไม่สบายใจ แต่โบราณว่าไว้ ของเก่าไม่ไปของใหม่ก็ไม่มาจริงไหมล่ะ”
เธอเอ่ยเสียงออดอ้อนพลางเอื้อมมือไปเขย่าแขนฟู่ซีโจวไปมาอย่างเคยชิน
“เงินตั้งมากมายขนาดนั้น วางทิ้งไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้งอกเงยอะไรขึ้นมา พี่ก็แบ่งให้ฉันยืมใช้บ้างสิ ช่วงนี้ฉันกำลังเล็งกระโปรงตัวใหม่ไว้อยู่พอดี แถมยังมีรองเท้าหนังใบเล็กๆ อีกคู่หนึ่งด้วยนะ”
แต่เดิมนั้นฟู่ซีโจวมักจะตามใจและตอบสนองความต้องการของเธอแทบทุกเรื่องเสมอ ขอเพียงแค่เธอเอ่ยปากเปิดทาง ต่อให้เป็นกระโปรงราคาหลายสิบหยวน หรือแม้กระทั่งอยากจะได้ดวงดาวบนท้องฟ้า เขาก็ยังเพียรพยายามสรรหามาให้เธอจนได้
ด้วยเหตุนี้ หลินจือจือจึงคิดเอาเองอย่างย่ามใจว่า คราวนี้ทุกอย่างก็คงจะราบรื่นเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
ฟู่ซีโจวจ้องมองใบหน้าประจบสอพลอนั้นด้วยสายตานิ่งสนิทและเย็นเยียบ
“ไม่ให้ยืม”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินจือจือแข็งค้างไปในฉับพลัน
“พี่ว่าอะไรนะ”
เธอแทบไม่อยากเชื่อหูของตนเอง จึงรีบละล่ำละลักถามซ้ำออกมาอีกหน
“ทำไมพี่ถึงไม่ยอมให้ฉันยืมล่ะ ตอนนี้พี่ซูอวิ๋นก็ถอนหมั้นกับพี่ไปแล้ว ถ้าพี่ไม่เอาเงินก้อนนั้นมาให้ฉันใช้ แล้วพี่จะเก็บเอาไว้ทำประโยชน์อะไรได้อีก...”
ฟู่ซีโจวแค่นยิ้มหยันออกมาอย่างเย็นชา
“ฉันจะเอาไปทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน หลินจือจือ อย่าได้คิดจะละโมบอยากได้เงินของคนอื่นให้มันมากนัก”
ทิ้งคำพูดเชือดเฉือนไว้เพียงเท่านั้น เขาก็สะบัดตัวเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องพักของตนเองทันที
หลินจือจือยืนอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่ ได้แต่มองแผ่นหลังของฟู่ซีโจวที่เดินลับหายเข้าไปในห้องโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง พลางขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดระคนสงสัย
ฟู่ซีโจวเป็นบ้าอะไรไป
แต่ก่อนแต่ไรเขาไม่เคยมีท่าทีหมางเมินเช่นนี้มาก่อน เขามักจะใจกว้างและตามใจเธอแทบทุกเรื่องไม่ใช่หรือ
ไฉนพอถูกซูอวิ๋นถอนหมั้นเข้าหน่อย ถึงได้เปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคนเช่นนี้
หลินจือจือเม้มปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์ พลางคิดในใจว่าคงต้องรอให้ฟู่ซีโจวอารมณ์เย็นลงกว่านี้เสียก่อน ค่อยหาจังหวะเข้ามาขอเงินเขาใหม่อีกรอบ
ฟู่ซีโจวกลับเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงตรงริมขอบเตียง ก่อนจะส่งกระแสจิตสอบถามระบบในทันที
[ระบบ ในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของ สามารถชะลอเวลาการทำธุรกรรมออกไปก่อนได้หรือไม่]
แท้จริงแล้วเขาต้องการนำเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี่ในห้องใต้ดินของตระกูลหลินไปแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงอาหาร ทว่าเมื่อลองคิดทบทวนดูอย่างรอบคอบ ต่อให้คนในกลุ่มต้องการสิ่งนี้จริงๆ ในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่มีใครสามารถรวบรวมเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาให้ได้ในทันที ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องสอบถามให้แน่ใจว่า จะสามารถตกลงจำนวนสิ่งของที่จะแลกเปลี่ยนกันไว้ล่วงหน้า แล้วค่อยรอให้อีกฝ่ายรวบรวมเสบียงครบถ้วนก่อนจึงค่อยทำการแลกเปลี่ยนได้หรือไม่
[เรียนโฮสต์ ตราบใดที่ท่านและฝ่ายตรงข้ามตกลงเรื่องจำนวนสิ่งของและระยะเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากการทำธุรกรรมด้วยเงินตรา ระบบจะไม่เข้าไปแทรกแซงเงื่อนไขอื่นใดทั้งสิ้น]
ฟู่ซีโจวเข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที
เช่นนี้เขาย่อมสามารถเจรจาตกลงกับสมาชิกในกลุ่มให้เรียบร้อยเสียก่อนได้ แล้วค่อยรอจนกระทั่งอีกฝ่ายตระเตรียมเสบียงอาหารได้เพียงพอ จึงค่อยดำเนินการแลกเปลี่ยนในภายหลัง
ฟู่ซีโจวอดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมในความชาญฉลาดและยืดหยุ่นของระบบอยู่ในใจ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เขากลับฉุกคิดถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่ง
ในชาติก่อนเขาเคยได้ยินหลินเจี้ยนเยี่ยคุยโวว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ เก้าอี้โบราณตัวนั้นถูกนำไปขายได้ราคาสูงถึงแสนกว่าหยวน หากเทียบกับราคาเสบียงอาหารในยุคนั้นแล้ว ย่อมสามารถแลกข้าวสารได้มากถึงยี่สิบตันเลยทีเดียว
ซึ่งดูเหมือนว่าพื้นที่ในมิติเก็บของของเขาในยามนี้คงไม่อาจรองรับสิ่งของมากมายขนาดนั้นได้ทั้งหมด
พื้นที่มิติเก็บของย่อมไม่อาจปล่อยให้แออัดจนเต็มแน่น ฟู่ซีโจวจึงจำต้องพับเก็บแผนการ... การนำเก้าอี้ไปแลกเป็นอาหารเอาไว้ชั่วคราว โดยตั้งใจเอาไว้ว่าคืนนี้จะจัดการกวาดล้างขโมยทรัพย์สมบัติมีค่าในบ้านตระกูลหลินทั้งหมด แล้วริบเอาไปซุกซ่อนไว้ในมิติเก็บของของตัวเองเสียก่อนก็แล้วกัน
ท้องฟ้าภายนอกค่อยๆ มืดสลัวลงทีละน้อย
ฟู่ซีโจวไม่ได้ก้าวออกไปกินข้าวด้านนอก และคนในตระกูลหลินก็ไม่มีใครสักคนคิดจะเอ่ยปากเรียกเขา
จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงสามทุ่มกว่า เสียงเคาะประตูด้านนอกห้องของเขาก็ดังแว่วขึ้นมาจากฝีมือของจ้าวชุนฮวา
“อาโจว หลับไปหรือยังน่ะลูก”
ฟู่ซีโจวยังคงนั่งนิ่งเงียบ ไม่ยอมส่งเสียงตอบรับใดๆ
จ้าวชุนฮวาถือวิสาสะผลักบานประตูให้เปิดออก เธอเดินประคองชามบะหมี่ร้อนๆ ที่มีควันสีขาวลอยกรุ่นเข้ามาด้านใน
“เมื่อเย็นไม่ได้กินข้าว คงจะหิวแย่แล้วใช่ไหม แม่ทำบะหมี่มาให้ชามหนึ่ง รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่เถอะนะ”
เธอวางชามลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมของน้ำซุปเนื้อโชยเตะจมูกออกมาอย่างชัดเจน
ฟู่ซีโจวเหลือบสายตามองบะหมี่ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหมูชิ้นโต พลางแค่นเสียงหัวเราะเยาะอยู่ในใจ หญิงแก่คนนี้คงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังจะวางยาสลบแล้วลอบขโมยเงินสองพันหยวนไปจากเขาอย่างแน่นอน
“ผมไม่หิว”
เมื่อจ้าวชุนฮวาเห็นท่าทีซังกะตายราวกับไร้เรี่ยวแรงของเขา ก็เข้าใจไปเองว่าคงเป็นเพราะเรื่องที่โดนซูอวิ๋นถอนหมั้นเป็นแน่แท้
เธออดไม่ได้ที่จะลอบก่นด่าและเย้ยหยันอยู่ในใจ
นับว่าลูกชายแท้ๆ ของเธอยังคงมีความสามารถเหนือชั้นกว่ามาก ที่ชิงพาซูอวิ๋นขึ้นเตียงไปเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้เจ้าโง่ฟู่ซีโจวผู้นี้โดนสวมเขาเข้าให้เต็มเปา แต่กลับยังมานั่งจมปลักเศร้าโศกเสียใจอยู่ตรงนี้อีก
จ้าวชุนฮวาขยับเข้าไปนั่งลงข้างๆ เขา แสร้งทำทีเป็นเอ่ยปลอบประโลมด้วยความหวังดี
“อาโจวเอ๋ย ก็แค่เลิกรากับนังหนูซูอวิ๋นนั่นไป เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้เอง มันจะร้ายแรงถึงขั้นต้องมาอดข้าวประท้วงกันเชียวหรือ ฟังแม่นะ กินบะหมี่สักหน่อย แล้วนอนหลับให้เต็มตื่น พอตื่นเช้าขึ้นมาวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างมันก็เลือนหายไปหมดเองนั่นแหละ”
ฟู่ซีโจวยังคงนั่งนิ่งเฉย ไม่ไหวติง
“ถึงไม่กินเส้น ก็ซดน้ำแกงสักหน่อยเถอะนะ บะหมี่ชามนี้แม่ตั้งใจใส่หมูสับลงไปตั้งเยอะ น้ำแกงหวานอร่อยกำลังดีเชียวล่ะ”
จ้าวชุนฮวาพูดพลางยกชามขึ้นมา แล้วใช้ช้อนตักน้ำแกงยื่นเข้ามาจ่อจนชิดริมฝีปากของเขา
ฟู่ซีโจวมองดูสีหน้าอันกระตือรือร้นของเธอด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่ลึกในดวงตา ก่อนจะยอมอ้าปากรับน้ำแกงช้อนนั้นเข้าไปอมไว้ในปากอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นว่าเขายอมกลืนมันลงไป แววตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจก็วาวโรจน์ขึ้นมาในดวงตาของจ้าวชุนฮวาวูบหนึ่ง
“อย่างนี้สิถึงจะถูก รีบนอนพักผ่อนเสียเถอะนะ”
ฟู่ซีโจวไม่เอ่ยคำใด เขาเอนตัวลงนอนบนเตียงในทันที
และทันทีที่จ้าวชุนฮวาก้าวพ้นประตูห้องออกไป เขาก็รีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วบ้วนน้ำแกงทั้งหมดที่อมเอาไว้ในปากทิ้งลงไปในกระโถนใต้เตียงจนหมดสิ้น
หลังจากทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง เขาก็หลับตาลง แสร้งทำทีเป็นหลับใหลอย่างสนิท
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงกลางดึกอันเงียบสงัด
บานประตูห้องของฟู่ซีโจวก็ถูกผลักให้แง้มเปิดออกอย่างแผ่วเบาด้วยมือของจ้าวชุนฮวาและหลินต้าจวิน
“มันหลับสนิทแล้วแน่นะ”
หลินต้าจวินกดเสียงกระซิบถามอย่างระมัดระวัง
จ้าวชุนฮวาย่องเข้าไปใกล้ข้างเตียง อาศัยแสงสลัวรางจากตะเกียงน้ำมันก๊าดกวาดสายตามองฟู่ซีโจว ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาอย่างพึงพอใจ
“หลับลึกเป็นตายยิ่งกว่าหมูเสียอีก ฉันใส่ยาลงไปตั้งเยอะขนาดนั้น”
“รีบหาเร็วเข้า เงินสองพันหยวนนั่นต้องซ่อนอยู่ในห้องนี้แน่ๆ”
สองสามีภรรยารีบลงมือค้นหาในทันใด
คนหนึ่งเริ่มรื้อค้นตู้และลิ้นชักอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่อีกคนตรงเข้าไปตรวจค้นรอบเตียงนอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
พวกเขาสะบัดเสื้อผ้าทุกตัวของฟู่ซีโจวออกจนหมดสิ้น แม้กระทั่งกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงก็ถูกล้วงปลิ้นออกมาดูจนทะลัก
ลิ้นชักโต๊ะถูกกระชากเปิดออกจนสุด ข้าวของด้านในกระจัดกระจาย ผ้าห่มและฟูกบนเตียงถูกรื้อค้นจนยับเยิน แม้กระทั่งหมอนก็ยังถูกบีบคลำไปทั่วทุกซอกทุกมุม
“ไม่มีเลย”
“ทางนี้ก็ไม่มีเหมือนกัน”
คนทั้งสองสบตากันด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นดำคล้ำในชั่วพริบตา
“มันจะเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหนได้อีก”
จ้าวชุนฮวายังไม่ยอมแพ้ เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องพลางเดินวนเวียนไม่หยุด ทั้งเอามือเคาะตามผนังห้อง ทั้งก้มลงแนบหูกับพื้นดิน และยังพยายามจะงัดแงะแผ่นอิฐสีแดงบนพื้นขึ้นมาตรวจดูอีกด้วย
ส่วนหลินต้าจวินนั้นยิ่งลงมืออย่างดุดันกว่า เขาถึงขั้นงัดแผ่นกระดานเตียงขึ้นมาแผ่นหนึ่ง แล้วส่องไฟฉายเข้าไปสำรวจดูด้านในอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่านอกจากเศษฝุ่นหนาเตอะกับแมงมุมไม่กี่ตัวแล้ว กลับไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
หลินต้าจวินสบถด่าออกมาด้วยความเดือดดาล...
“มารดามันเถอะ ไอ้เด็กเวรนี่มันเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่”
จ้าวชุนฮวาเองก็ร้อนรนใจจนแทบคลั่ง เธอเดินกระสับกระส่ายวนไปเวียนมาในห้อง
“หรือว่าพวกเราจะมองข้ามตรงไหนไป แต่ว่านอกจากในห้องนี้แล้ว มันจะยังเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนได้อีก...”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงกัน”
หลินต้าจวินเตะเก้าอี้ข้างตัวระบายอารมณ์ด้วยความหงุดหงิด
เมื่อมั่นใจแล้วว่าหาอย่างไรก็คงไม่พบ จ้าวชุนฮวาจึงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเดือดดาล ก่อนจะหันไปจ้องมองฟู่ซีโจวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย
“ซวยชะมัด!! นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้เด็กเวรนี่มันจะเจ้าเล่ห์เพทุบายได้ถึงขนาดนี้ ถึงขั้นรู้ความจนเอาเงินไปซ่อนไว้นอกบ้านได้ พอนึกถึงเงินตั้งมากมายขนาดนั้นต้องไปตกอยู่ในมือของมัน ฉันล่ะอยากจะบีบคอมันให้ตายคามือไปเลยจริงๆ”
หลินต้าจวินตีสีหน้าเคร่งขรึมดำทะมึนพลางเอ่ยขึ้นว่า
“อย่าเพิ่งใจร้อนไป พรุ่งนี้คุณก็ทำของอร่อยๆ ให้มันกินอีกสักมื้อ เดี๋ยวผมจะมอมเหล้ามันเอง แล้วค่อยหลอกตะล่อมถามหาที่ซ่อนเงิน ยังไงเสียก็ต้องเค้นเอาเงินก้อนนั้นออกมาจากปากมันให้จงได้ พอได้เงินกลับคืนมาเมื่อไหร่ ค่อยจัดการส่งมันลงไปลำบากที่ชนบท จะส่งไปแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ช่าง ให้มันไปตายอยู่ที่นั่นแหละจะดีที่สุด”
จ้าวชุนฮวาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เห็นพ้องกับแผนการนี้อย่างเต็มที่
เมื่อควานหาเงินไม่พบ สองสามีภรรยาจึงจำต้องล่าถอยกลับออกไปด้วยความหัวเสีย
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องนอนอีกครั้ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฟู่ซีโจวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
เขาลุกขึ้นมายืนแอบอยู่หลังประตู รอจนแน่ใจแล้วว่าภายนอกไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ หลงเหลืออยู่ จึงค่อยๆ ผลักบานประตูออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
เขาไม่ได้เปิดไฟส่องทาง อาศัยความคุ้นเคยเดินลัดเลาะตรงไปยังเพิงเก็บฟืนในลานบ้านอย่างเงียบกริบ เมื่อยกกองฟืนที่สุมไว้ออกไปด้านข้าง ก็เผยให้เห็นทางเข้าห้องใต้ดินอันมืดมิดปรากฏขึ้นเบื้องหน้าในที่สุด
.........................