LNCrawler

บทที่ 78 บุกกวาดบ้านตระกูลหลินอีกครา

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 78 บุกกวาดบ้านตระกูลหลินอีกครา


ท้องฟ้ามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทาง ซูอวิ๋นถึงได้ลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับมาถึงบ้าน

​
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงเตาไฟอันเย็นชืดไร้ร่องรอยการจุดไฟหุงหาอาหาร เธอยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามอันใด จ้าวชุนฮวาที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมคุยเล่นอยู่กับหลินจือจือทางด้านข้าง ก็ถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมลงบนพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเปิดฉากส่งเสียงด่าทอขึ้นมาในทันที
​
“แหม นึกว่าลืมทางกลับบ้านไปแล้วเสียอีก ลองดูสิว่าตอนนี้นี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้ว ตายด้านไปแล้วหรืออย่างไร ถึงไม่รู้ความว่าคนทั้งบ้านเขากำลังรอแกกลับมาทำกับข้าวน่ะ”
​
คำด่าทอนั้นทำให้ไฟโทสะปะทุขึ้นมาในอกของซูอวิ๋นทันควัน
​
ตัวเธอเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน หวังเพียงจะได้กลับมากินข้าวร้อนๆ ให้อิ่มท้องสักมื้อ แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่เพียงความว่างเปล่า ทว่ายังต้องมาทนรับคำก่นด่าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ เปลวเพลิงแห่งความคับแค้นจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป
​
“ถ้าฉันยังไม่กลับมาทำ แล้วแม่ทำเองไม่เป็นหรืออย่างไร มือแม่มีไว้แค่ตั้งโชว์ไว้ประดับร่างหรือไงกัน”
​
จ้าวชุนฮวาได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
​
“นี่แกกล้าเถียงงั้นเหรอ ไปดูบ้านไหนเมืองไหนกันที่เขาให้แม่สามีต้องมาคอยทำกับข้าวให้กินน่ะ”
​
ซูอวิ๋นยืนเท้าสะเอวแล้วตอกกลับเสียงแข็งทันที
​
“ให้แม่ทำกับข้าวสักมื้อเดียวมันจะตายหรือไง แม่พิการนอนซมอยู่บนเตียงจนขยับตัวทำไม่ได้ หรือว่าทำกับข้าวไม่เป็นกันแน่ แล้วก่อนที่ฉันจะแต่งเข้ามา บ้านนี้กินอะไรดื่มอะไรกันถึงรอดมาได้ ฉันต้องตรากตรำทำงานล่วงเวลาแทบเป็นแทบตาย กลับมาบ้านแม้แต่น้ำแกงสักถ้วยก็ยังไม่มี ถ้าต้องอยู่กันแบบนี้ วันข้างหน้าก็ไม่ต้องอยู่มันแล้ว”
​
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซูอวิ๋นถูกครอบครัวนี้กดขี่ข่มเหงมามากพอแล้ว จนกระทั่งถึงจุดที่ไม่คิดจะยอมทนอีกต่อไป
​
เมื่อจ้าวชุนฮวาเห็นว่าลูกสะใภ้กล้าต่อปากต่อคำ ก็พลันเปลี่ยนสีหน้ามาเอ่ยเยาะเย้ยถากถางด้วยน้ำเสียงประชดประชันในทันใด
​
“ทำงานล่วงเวลางั้นหรอ นางตัวดี ใครจะไปรู้ว่าแกไปทำงานหรือแอบไปเริงร่ากับผู้ชายคนอื่นกันแน่ เจ้าเจี้ยนเยี่ยของบ้านเราต้องแต่งเอานังผู้หญิงขี้เกียจสันหลังยาวอย่างแกเข้ามาเป็นเมีย ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนไปแปดร้อยชาติจริงๆ”
​
ซูอวิ๋นฟังแม่สามีใส่ร้ายป้ายสีว่าตนเองคบชู้สู่ชาย ร่างกายของเธอก็สั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัดจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
​
ในจังหวะนั้นเอง หลินเจี้ยนเยี่ยก็เดินเตร็ดเตร่กลับมาจากข้างนอก พอเปิดประตูเข้ามาก็ตะโกนโหวกเหวกขึ้นมาทันที
​
“หิวจะตายอยู่แล้ว ข้าวปลาพร้อมหรือยัง”
​
จ้าวชุนฮวาปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเอาอกเอาใจในชั่วพริบตา
​
“เจี้ยนเยี่ยกลับมาแล้วเหรอลูก รีบนั่งพักก่อนสิ กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ”
​
เธอพูดพลางหันไปตวัดสายตาขุ่นขวางใส่ซูอวิ๋นอย่างเอาเรื่อง
​
“ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม ไม่ได้ยินหรืออย่างไรว่าเจี้ยนเยี่ยเขาหิวแล้ว รีบไสหัวไปทำกับข้าวเข้าสิ”
​
ทำไมกัน ทำไมเธอต้องทนรับเรื่องพรรค์นี้ด้วย
​
ความอัดอั้นตันใจและความโกรธแค้นที่สั่งสมมาเนิ่นนานในใจของซูอวิ๋นได้ระเบิดออกมาอย่างสิ้นเชิง
​
“ฉันไม่ทำ ฉันก็ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันเหมือนกัน มีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ฉันต้องคอยรับใช้พวกคุณอยู่ฝ่ายเดียว”
​
“ปีกกล้าขาแข็งนักนะ”
​
จ้าวชุนฮวากระแทกเมล็ดแตงโมในมือลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น ก่อนจะผุดลุกขึ้นมายืนประจันหน้า
​
“แกแต่งเข้ามาอยู่ในตระกูลหลินของเรา การทำอาหารปรนนิบัติคนในบ้านมันเป็นหน้าที่ที่แกต้องทำอยู่แล้ว หรือแกคิดจะให้แม่สามีอย่างฉันต้องมาคอยรับใช้แกกันล่ะ”
​
“คิดว่าฉันอยากแต่งเข้ามาอยู่ในตระกูลหลินนักหรือไง ตอนนั้นไม่ใช่เพราะพวกคุณมาคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้ฉันแต่งเข้ามาหรอกเหรอ พอฉันไม่ยอม หลินเจี้ยนเยี่ยก็ยังวางแผนชั่วเล่นงานฉันอีก”
​
ซูอวิ๋นแผดเสียงตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างสุดจะกลั้น
​
ตั้งแต่แต่งงานกับหลินเจี้ยนเยี่ยมาได้ระยะหนึ่ง เธอก็เริ่มตาสว่างและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างถ่องแท้แล้วว่า เรื่องราวเลวร้ายก่อนหน้านี้ล้วนเป็นกับดักที่หลินเจี้ยนเยียวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ
​
จ้าวชุนฮวาแค่นหัวเราะเยาะหยันอย่างเหยียดหยาม
​
“นั่นมันก็เป็นเพราะแกมันใจง่ายเองต่างหากล่ะ ถ้ารู้จักรักนวลสงวนตัว มีหรือจะถูกพวกปลอกแขนแดงจับได้จนต้องถูกบีบให้ไปจดทะเบียนสมรส สำหรับฉันแล้ว การที่เจี้ยนเยี่ยต้องมาแต่งเอานังตัวซวยที่นำความพินาศมาสู่ครอบครัวอย่างแกเข้ามา มันคือคราวเคราะห์ที่สุดในชีวิตชัดๆ ตอนนี้ยังจะมายืนพร่ำเพ้อทำปากดีอยู่ตรงนี้อีก ถ้าเก่งจริงก็ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้เสียสิ”
​
คำพูดเหยียดหยามนั้นทำเอาซูอวิ๋นโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ
​
“ไปก็ไปสิ ทำเหมือนกับว่ามีใครเขาพิศวาสไอ้คนไม่เอาถ่านอย่างหลินเจี้ยนเยี่ยนี่นักหนาอย่างนั้นแหละ”
​
“เธอด่าใครว่าไม่เอาถ่าน”
​
หลินเจี้ยนเยี่ยได้ยินคำสบประมาทนั้น ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เขาพุ่งปราดเข้ามาเงื้อมือตบเข้าที่ใบหน้าของซูอวิ๋นอย่างรุนแรง
​
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดัง “เพียะ” สนั่นหวั่นไหว ใบหน้าของซูอวิ๋นบวมเป่งขึ้นมาในพริบตา
​
เธอถูกตบจนสมองมึนงงไปชั่วขณะ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมแก้มที่แสบร้อนเอาไว้ สายตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อขณะจ้องมองไปยังหลินเจี้ยนเยี่ย
​
“แกกล้าลงไม้ลงมือกับฉันหรอ”
​
“ตบแกแล้วมันจะทำไม นังตัวดี ฉันให้เกียรติแกมากเกินไปใช่ไหม ถ้าไม่ใช่เพราะดวงซวยๆ ของแกคอยขัดแข้งขัดขาฉัน มีหรือที่ฉันจะต้องตกต่ำจนเป็นแบบนี้”
​
หลินเจี้ยนเยี่ยสบถด่าอย่างกราดเกรี้ยว ทั้งยังทำท่าจะปรี่เข้ามาลงไม้ลงมือซ้ำอีก
​
ในเวลานี้ซูอวิ๋นขาดสติไปโดยสิ้นเชิงแล้ว เธอออกแรงผลักหลินเจี้ยนเยี่ยออกไปอย่างสุดกำลัง ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
​
“หลินเจี้ยนเยี่ย แกยังนับว่าเป็นผู้ชายอยู่อีกหรอ ฉันเป็นคนทำให้แกซวยงั้นหรือ ชัดเจนอยู่แล้วว่าครอบครัวของแกมันโง่เง่ากันเองทั้งบ้าน จนถูกฟู่ซีโจวมันปั่นหัวและวางแผนเล่นงานจนหมดรูป ถ้าแกเก่งแต่เที่ยวมาตบตีฉัน ทำไมถึงไม่เก่งพอที่จะไปคิดบัญชีแค้นกับฟู่ซีโจวมันล่ะ ตอนนี้มันกลับมาแล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ดูดีมีราคา ล้วงกระเป๋าออกมาทีไรก็มีแต่เงินกับคูปองสารพัด ถ้าเก่งจริงก็ไปทวงของพวกนั้นคืนมาจากมันสิ”
​
ฟู่ซีโจวกลับมาแล้วงั้นหรอ
​
เมื่อคนตระกูลหลินได้ยินชื่อนี้ ต่างก็ชะงักงันไปด้วยความตกตะลึง
​
จ้าวชุนฮวาเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา หล่อนรีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนของซูอวิ๋นเอาไว้แน่น
​
“เธอพูดว่าอะไรนะ ไอ้เด็กเวรฟู่ซีโจวมันกลับมาแล้วหรอ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”
​
เรื่องที่บ้านถูกยกเค้าจนเกลี้ยงคราวก่อน เธอปักใจเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าเป็นฝีมือของฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน ในเมื่อตอนนี้มันเสนอหน้ากลับมาแล้ว เธอจะต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาลากคอมันเข้าคุก และบีบให้มันคายทรัพย์สินทุกชิ้นที่เอาไปจากตระกูลหลินออกมาให้หมด
​
“เขาต้องอยู่ที่บ้านของจางฮุ่ยหมินแน่ๆ”
​
ซูอวิ๋นยกมือกุมแก้มพลางตอบเสียงสั่น
​
ตอนที่ฟู่ซีโจวเดินจากไปพร้อมกับจางฮุ่ยหมิน เธอเห็นเข้าพอดี ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้าที่ฟู่ซีโจวจะลงไปชนบท เขากับจางฮุ่ยหมินก็เป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว คราวนี้กลับมาปักกิ่งโดยไม่มีที่ไป ย่อมต้องไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลจางอย่างไม่ต้องสงสัย
​
สมาชิกทั้งสี่คนของตระกูลหลินจึงรีบสุมหัวปรึกษาหารือกันในทันที พวกเขาวางแผนกันอย่างดิบดีว่า ในวันพรุ่งนี้จะพาเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกไปเอาเรื่องและจัดการกับฟู่ซีโจวให้สาสม
​

........

ณ บ้านตระกูลจาง
​
หลังจากกินอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อย จางฮุ่ยหมินก็พาฟู่ซีโจวกลับมายังห้องพักของตน
​
ตลอดระยะทางที่เดินผ่าน ทั้งสองยังได้ทักทายกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตบ้านพักครอบครัวคนงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์อีกหลายคน เมื่อเข้ามาในห้องและนั่งพูดคุยกันได้สักพัก ฤทธิ์ของสุราก็เริ่มเข้าครอบงำจนทำให้ต่างฝ่ายต่างต้านทานความง่วงงุนไม่ไหว จึงได้แยกย้ายกันล้มตัวลงนอนหลับไป
​
ทว่าก่อนที่ฟู่ซีโจวจะหลับตาลง เขาได้สั่งการให้ระบบช่วยปลุกตนเองให้ตื่นขึ้นมาในเวลาตีสองตรง
​
ครั้นเวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสอง ระบบก็เริ่มทำงานตรงเวลาเผง
​
[เย้... ดึ๋งดั๋งดึ๋งดั๋ง เจ้าคนไม่มีไข่... ไม่มีไข่...]
​
ฟู่ซีโจวลืมตาโพลงขึ้นมาในความมืดทันควัน
​
“หยุดร้องได้แล้ว ฉันยังมีอยู่ครบถ้วน”
​
เสียงเพลงล้อเลียนเรื่องไร้ไข่ของระบบพลันชะงักงันไปในบัดดล
​
[โฮสต์ ระบบมีบริการตัดไข่นะครับจากราคาปกติเก้าร้อยเก้าสิบแปด ตอนนี้คิดเพียงแปดสิบแปดแต้มพลังงานเท่านั้น...]
​
ฟู่ซีโจวถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
​
เขารู้สึกปวดหนึบตรงจุดนั้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ระบบนี้นึกจะเพี้ยนขึ้นมาทีไร เป็นต้องหาเรื่องทำให้เขาเกือบสิ้นตระกูลอยู่เรื่อยเชียว
​
ฟู่ซีโจวลุกขึ้นจากที่นอนอย่างเงียบเชียบ แล้วค่อยๆ ย่องออกจากห้องพักของจางฮุ่ยหมินไป
​
นับตั้งแต่ที่เขาได้ฝึกฝนตามคัมภีร์ลับที่ตาเฒ่าหวังมอบให้ ประกอบกับการดื่มน้ำยาบำรุงร่างกายควบคู่กันไป เวลานี้ฝีเท้าของเขาจึงเบาราวกับขนนก พลิ้วไหวและคล่องแคล่วไม่ต่างอะไรกับวิชาตัวเบาเลยทีเดียว
​
แม้ว่ากำแพงของเขตบ้านพักโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์จะสูงตระหง่านเพียงใด ทว่าสำหรับเขาในยามนี้ มันกลับไม่ต่างอะไรกับสิ่งกีดขวางที่ไร้ความหมาย
​
เขากระโดดข้ามกำแพงสูงใหญ่ไปได้อย่างง่ายดาย หลบหลีกกองกำลังรักษาการณ์ที่กำลังเดินตรวจตราพลางอ้าปากหาวหวอดๆ ได้อย่างแนบเนียน และมุ่งหน้ามาถึงบริเวณใกล้เคียงกับลานบ้านรวมที่ตระกูลหลินอาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว
​
เมื่อมองหากำแพงเตี้ยจุดเดิมพบแล้ว เขาก็กระโดดข้ามเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านของตระกูลหลิน
​
ฟู่ซีโจวล้วงเอาเส้นลวดที่ตระเตรียมไว้ตั้งแต่แรกออกมา แหย่เข้าไปในรูกุญแจอันเก่าคร่ำคร่าแล้วบิดเบาๆ.... เพียงครั้งเดียว กลไกของแม่กุญแจก็คลายออกอย่างง่ายดาย
​
จากนั้นเขาก็หยิบเอาเสื้อคลุมล่องหนออกมาสวมใส่ไว้บนร่าง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นอย่างผ่าเผยโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว
​
เป้าหมายในการมาเยือนครั้งนี้ชัดเจนยิ่งนัก เขาต้องการจะกวาดล้างข้าวของทุกชิ้นในบ้านตระกูลหลินให้เกลี้ยงเกลา ไม่ให้หลงเหลือไว้แม้แต่ชิ้นเดียว
​
เขาเริ่มเดินตรงเข้าไปในห้องครัวและห้องใต้ดินเป็นลำดับแรก จัดการเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้ที่ตระกูลหลินเพิ่งจะซื้อหามาใหม่เข้าไปไว้ในมิติทั้งหมด
​
จากนั้นจึงย้ายมาจัดการที่ห้องโถงกลางบ้าน
​
หลังจากกวาดเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างจนหมดสิ้น ฟู่ซีโจวก็ผลักประตูห้องนอนของหลินต้าจวินกับจ้าวชุนฮวาเข้าไป
​
เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ทั้งสองคนหลับสนิทราวกับซากหมูตายก็ไม่ปาน
​
ฟู่ซีโจวกำหนดจิตเพียงชั่วครู่ ส่งเตียงที่ทั้งสองคนกำลังนอนหลับอยู่นั้นเข้าไปไว้ในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของที่มีเพียงตัวเขาอยู่ตามลำพัง
​
เตียงนอนหลังใหญ่พลันอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา
​
เสียงดัง “ตุ้บ” สองครั้งดังขึ้นติดๆ กัน
​
ร่างของหลินต้าจวินและจ้าวชุนฮวาร่วงตกลงมากระแทกกับพื้นดินอันเย็นเฉียบและแข็งกระด้างอย่างแรง
​
ทว่าทั้งคู่กลับเพียงแค่ส่งเสียงครางฮือๆ ออกมาสองสามคำ พลิกตัวไปมาแล้วก็หลับต่อเสียอย่างนั้น
​
ฟู่ซีโจวยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ครั้นแน่ใจแล้วว่าพวกมันไม่ได้ตื่นขึ้นมาจริงๆ เขาก็ลงมือกวาดตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ โต๊ะเครื่องแป้ง ตลอดจนหีบใส่ของทั้งหมดที่อยู่ในห้องนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น
​
ภายในห้องนอนทั้งห้องพลันแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าไร้สิ่งของใดๆ ในทันที
​
เมื่อจัดการห้องนี้เสร็จเรียบร้อย เขาก็ก้าวเดินต่อไปยังห้องนอนของหลินจือจือ
​
ฟู่ซีโจวยังคงลงมืออย่างไม่เกรงใจเช่นเดิม เขาเก็บทั้งเตียงนอนและทรัพย์สินมีค่าทุกชิ้นในห้องของเธอไปจนเกลี้ยง
​
สภาพของหลินจือจือก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่ของเธอ หลังจากร่วงลงมากระแทกพื้น เธอก็แค่ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะหลับลึกต่อไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว
​
ฟู่ซีโจวไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคนตระกูลหลินจะหลับลึกหลับหนาได้ถึงเพียงนี้
​
เดิมทีเขายังนึกกังวลว่าคนพวกนี้อาจจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา จึงได้ตั้งใจสวมเสื้อคลุมล่องหนเอาไว้เพื่อคอยหลอกหลอนขวัญให้พวกมันตกใจกลัวเล่นหากจำเป็น
​
แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าจะกลายมาเป็นเช่นนี้ไปได้
​
ท้ายที่สุด ฟู่ซีโจวก็ผลักประตูห้องนอนของหลินเจี้ยนเยี่ยกับซูอวิ๋นเข้าไป
​
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เขาก็แลเห็นคนทั้งสองกำลังนอนกอดก่ายหลับใหลอย่างมีความสุขอยู่บนเตียง
​
ซูอวิ๋นยังคงนอนเอาแขนขาเกี่ยวพันร่างของหลินเจี้ยนเยี่ยไว้แน่นราวกับปลาหมึกยักษ์
​
ฟู่ซีโจวจ้องมองชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยรังสีอำมหิตที่วูบผ่านเข้ามาแวบหนึ่ง
​
ชาติที่แล้ว ก็เป็นเพราะคนสารเลวสองคนนี้นี่แหละ ที่ผลักเขาตกลงมาจากบันได จนต้องจบชีวิตอันน่าขันและน่าเวทนานั้นลงไป
​
มาในชาตินี้ เขาจะไม่มีวันปล่อยให้พวกมันต้องตายไปอย่างง่ายดายเด็ดขาด
​
เขาจะทำให้พวกมันต้องทุกข์ทรมานจนรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก
​
ฟู่ซีโจวขยับความคิดเพียงแวบเดียว เก็บทั้งเตียงนอนและผ้าห่มผืนหนาเข้าไปในมิติพร้อมๆ กัน
​
ส่งผลให้ร่างของหลินเจี้ยนเยี่ยและซูอวิ๋นร่วงลงมากระแทกกับพื้นห้องอย่างจังพร้อมกันทั้งคู่
​
ซูอวิ๋นคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ามา เธอจึงขยับตัวซุกเข้าไปในอ้อมอกของหลินเจี้ยนเยี่ยตามสัญชาตญาณ พลางส่งเสียงละเมองึมงำออกมาแผ่วเบา
​
“เจี้ยนเยี่ย... ฉันหนาว...”

.......................