บทที่ 80 เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งปักกิ่ง
บทที่ 80 เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งปักกิ่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กวาดสายตามองคนตระกูลหลินด้วยความระอาใจ
คนในครอบครัวมีกันอยู่สี่คนแท้ๆ กลับปล่อยให้ผู้หญิงคนเดียวออกมาร้องแรกแหกกระเชออย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“คุณป้าครับ เรื่องการกลับเข้าเมืองนั้น ทางเราจะประสานงานกับสำนักงานปัญญาชนเพื่อตรวจสอบต่อไป แต่เรื่องลักขโมยที่คุณกล่าวอ้างนั้น ทางเราไม่มีพยานหลักฐานอะไรเลย แล้วคุณยังต้องการจะให้ทำอย่างไรอีกล่ะครับ”
จ้าวชุนฮวากลอกตาไปมาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ก่อนจะโพล่งออกมาในทันใด
“นอกจากพวกคุณจะยอมให้พวกเราเข้าไปค้นข้างใน ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด”
ฟู่ซีโจวมองดูท่าทีอันน่ารังเกียจของจ้าวชุนฮวา แล้วจึงก้าวออกมายืนประจันหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
“สหายตำรวจ ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมเชื่อ ก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าไปค้นเถอะครับ คนทำดีย่อมไม่ต้องกลัวเงาคด จะได้ถือโอกาสนี้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมให้กระจ่างไปด้วยเลย ทว่าหากพวกเขาค้นไม่พบอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว พวกเขาจะต้องกล่าวคำขอโทษผมต่อหน้าทุกคนที่นี่”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเหลือบมองฟู่ซีโจวแวบหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ
“ได้ ในเมื่อคุณพูดขนาดนี้แล้ว ก็เอาตามนั้นเถอะ”
เขาเอ่ยพลางหันไปมองคนตระกูลหลินด้วยสายตาจริงจัง
“แต่ขอพูดเตือนไว้ตรงนี้ก่อน หากพวกคุณค้นแล้วไม่พบอะไรเลย ก็ต้องกล่าวคำขอโทษต่อสหายฟู่ และต้องได้รับความยินยอมยกโทษจากเขาด้วย”
จ้าวชุนฮวาพอได้ยินว่าได้รับอนุญาตให้เข้าไปค้นได้ ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นทันควัน พร้อมกับส่งสายตาลำพองใจใส่ฟู่ซีโจวอย่างเย้ยหยัน
เธอไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับฟู่ซีโจว
ต่อให้เฟอร์นิเจอร์ไม่ได้อยู่ในนั้น เธอก็ยังสามารถแกล้งค้นหาของอย่างอื่นออกมา แล้วตู่ว่าเป็นของบ้านตนเองได้อยู่ดี
วันนี้ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร หล่อนก็ต้องส่งเจ้าหมาป่าตาขาวอย่างฟู่ซีโจวเข้าซังเตให้จงได้
จางฮุ่ยหมินเปิดประตูห้องของตนออกกว้างด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ
คนตระกูลหลินต่างพากันกรูเข้าไปข้างใน
โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีเดินตามเข้าไปด้วยเพื่อคอยจับตาดูความเรียบร้อย
ฟู่ซีโจวยืนรออยู่ตรงลานบ้านด้านนอกโดยไม่ได้ก้าวตามเข้าไป ระหว่างนั้นเขาก็ใช้จิตสำนึกสั่งการให้ระบบเริ่มแยกชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่กวาดต้อนมาจากบ้านตระกูลหลิน
เตียงนอนไม่มีความจำเป็นต้องใช้ จัดการรื้อถอนเอาไม้ไปทำเป็นคอกหมูเสียก็สิ้นเรื่อง
ส่วนเก้าอี้เก็บไว้สักสองตัวก็พอ แค่ให้พอใช้งานได้
รอจนกระทั่งเขากลับไปที่หมู่บ้านในคราวนี้ เมื่อรางวัลส่งไปถึงหมู่บ้านแล้ว เขาจะไปยื่นเรื่องขอที่ดินสร้างบ้านกับหัวหน้าฝ่ายผลิต เพื่อปลูกสร้างบ้านพักขึ้นมาสักหลัง คอยท่าเวลาที่ครอบครัวย้ายออกจากคอกวัวจะได้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม
ถึงเวลานั้น ค่อยทำเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่ขึ้นมาก็ยังไม่สาย
ฟู่ซีโจวแยกชิ้นส่วนของที่พอจะรื้อได้จนเสร็จสิ้น ทางด้านคนตระกูลหลินก็ค้นห้องจนทั่วแล้วเช่นกัน
ทว่ากลับไม่พบสิ่งของอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
จ้าวชุนฮวาถึงกับยืนอึ้งตาค้าง ทำไมห้องนี้ถึงไม่มีข้าวของดีๆ อะไรอยู่เลยสักชิ้น
เธอคิดจะยัดเยียดข้อหาขโมยของให้ฟู่ซีโจวแบบดิ้นไม่หลุด แต่กลับไม่มีหนทางจะทำได้เลย
“สหายตำรวจ บ้านคนธรรมดาๆ ทั่วไปจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีอะไรเลยสักอย่างแบบนี้” จ้าวชุนฮวาโวยวาย
หลินเจี้ยนเยี่ยเข้าใจความคิดของผู้เป็นแม่ในทันที จึงรีบช่วยเสริมว่า
“จริงด้วยครับ ต้องเป็นเพราะฟู่ซีโจวมันกินปูนร้อนท้อง กลัวความผิด เลยแอบเอาของทั้งหมดไปซ่อนไว้ที่อื่นแน่ๆ”
จางฮุ่ยหมินได้ยินเข้าก็แค่นเสียงเย้ยหยันขึ้นมาทันที
“ฉันว่าน่ะพวกตระกูลหลิน พวกคุณควรจะพอได้แล้ว ชายหนุ่มตัวคนเดียวอย่างฉันจะไปมีข้าวของมีค่าอะไรมากมายกัน ทำไมล่ะ พอค้นไม่เจอของดีๆ เพื่อเอามาใส่ร้ายซีโจว พวกคุณก็เลยผิดหวังกันงั้นหรอ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจปั้นหน้าขรึมแล้วกล่าวเสียงเข้ม
“พอได้แล้ว ค้นก็ค้นไปแล้วเรียบร้อย รีบกล่าวคำขอโทษต่อสหายเขาโดยเร็วเสีย”
ฟู่ซีโจวได้ยินดังนั้น จึงแอบหยิบผงเรียกแมลงสองห่อออกมาจากมิติแล้วสอดเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างแนบเนียน
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเก็บผงเรียกแมลงพวกนี้ไว้ให้จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนตอนกลับไปถึงหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เอามาแจกจ่ายให้คนครอบครัวนี้ได้ลิ้มลองรสชาติกันก่อนก็แล้วกัน
ทว่าจ้าวชุนฮวากลับไม่ยอมเอ่ยคำขอโทษแต่โดยดี
“มีสิทธิ์อะไรมาบังคับให้พวกเราต้องขอโทษมัน”
สมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลหลินเดิมทีเตรียมตัวจะกล่าวขอโทษฟู่ซีโจวอยู่แล้ว แต่พอเห็นท่าทีดื้อดึงของจ้าวชุนฮวา ต่างก็พากันเชิดหน้าขึ้นแล้วมองฟู่ซีโจวอย่างวางมาดราวกับตนเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า
“ซีโจว อย่างไรเสียฉันก็เป็นพ่อบุญธรรมของแกนะ อย่าทำอะไรที่มันบีบคั้นกันเกินไปนักเลย” หลินต้าจวินเอ่ยขึ้น
ผู้คนรอบข้างที่ยืนมุงดูอยู่เห็นเช่นนั้นก็ทนดูต่อไปไม่ไหว ต่างพากันส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันที
“แหม คนตระกูลหลินนี่ช่างน่าขันสิ้นดี ตอนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นทำไมถึงไม่นึกบ้างว่าเป็นพ่อแม่บุญธรรมของเขา ตอนนี้กลับมาวางก้ามทำเป็นทวงบุญคุณ ไม่อายปากบ้างหรืออย่างไร”
“คนตระกูลหลินนี่ช่างหน้าหนาจนไม่มีอะไรจะเปรียบจริงๆ หนาเสียจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว”
จ้าวชุนฮวาถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดังถุย ก่อนจะเปิดศึกปะทะคารมกับผู้คนรอบข้างอย่างไม่กลัวเกรง
“พวกแกจะไปรู้อะไร คนที่มีประวัติน่าสงสัยอย่างมัน พวกเราไม่แจ้งจับก็ถือว่าเมตตาปรานีมากแค่ไหนแล้ว ยังจะกล้ามาเรียกร้องให้พวกเราขอโทษอีกหรอ สหายตำรวจ รีบตรวจสอบเรื่องที่เขาเป็นปัญญาชนแต่แอบกลับเข้าเมืองมาเถอะ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงหันมามองฟู่ซีโจว
ฟู่ซีโจวเอ่ยตอบอย่างสุขุม
“ผมมีธุระสำคัญจึงต้องกลับเข้าเมืองมา อีกทั้งยังมีจดหมายแนะนำตัวที่ออกโดยกองพลน้อยอย่างถูกต้องด้วย”
แม้เขาจะเอ่ยเช่นนั้น แต่กลับไม่ได้หยิบจดหมายแนะนำตัวออกมาแสดง
เพราะในจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้น หัวหน้าฝ่ายผลิตได้ระบุเหตุผลเอาไว้ว่า กลับเข้าเมืองเพื่อมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่บุญธรรมที่กำลังป่วยหนัก
ตอนนั้นที่เขาอ้างเหตุผลนี้กับหัวหน้าฝ่ายผลิต ก็เพียงเพราะไม่อยากเปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของการกลับเข้าเมืองของตนเท่านั้น
จ้าวชุนฮวาทำหน้าไม่เชื่อถืออย่างเห็นได้ชัด
“พูดว่ามีจดหมายแนะนำตัวก็แปลว่ามีงั้นหรอ ถ้าแน่จริงก็ควักเอาออกมาให้ทุกคนช่วยกันดูสิว่าของจริงหรือของปลอม”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน
“สหายฟู่ โปรดนำเอาจดหมายแนะนำตัวออกมาให้พวกเราตรวจสอบดูด้วยครับ”
ฟู่ซีโจวเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจะจำใจล้วงเอาจดหมายแนะนำตัวออกมา ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“เอะอะโวยวายอะไรกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่”
หลี่เว่ยกั๋วเบียดเสียดฝูงชนก้าวเข้ามาข้างใน
วันนี้เขาเดินทางมายังสถานีตำรวจย่อยแห่งนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการจับกุมสายลับศัตรู นึกไม่ถึงเลยว่าพอมาถึงสถานี ก็ได้ยินเรื่องคดีประหลาดคดีหนึ่งเข้าพอดี
เล่าลือกันว่าครอบครัวหนึ่งตอนเข้านอนทุกอย่างยังปกติดี แต่พอตื่นขึ้นมาข้าวของในบ้านกลับหายวับไปจนหมดสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ขโมยลงมือกวาดทรัพย์สินไป ก็ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่เพื่อนบ้านข้างเคียงเลยแม้แต่น้อย
หลี่เว่ยกั๋วจึงเกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาทันที อยากจะเห็นกับตาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จึงได้ติดตามผู้อำนวยการสถานีตำรวจย่อยแห่งนี้เดินทางมาด้วย
ทว่าทันทีที่เบียดตัวเข้ามาในวงล้อม เขาก็เหลือบไปเห็นฟู่ซีโจวเข้าพอดี
เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นึกว่าสายตาของตนฝาดไป จึงรีบยกมือขึ้นขยี้ตาดูอีกครั้ง
ครั้นเห็นฟู่ซีโจวกำลังมองมาที่ตนด้วยสีหน้าจนปัญญา เขาก็คลี่ยิ้มกว้างออกมาทันที
“เอ๊า... สหายซีโจว คุณมาทำอะไรอยู่ที่นี่กันละครับ...”
สรรพนามที่หลี่เว่ยกั๋วใช้เรียกฟู่ซีโจวนั้น ได้เปลี่ยนจาก 'สหายฟู่' มาเป็น 'สหายซีโจว' อย่างสนิทสนมเรียบร้อยแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะผลงานชิ้นสำคัญที่ฟู่ซีโจวได้มอบให้แก่สถานีตำรวจย่อยของพวกเขา ซึ่งด้วยความชอบอันยิ่งใหญ่นี้ ตำแหน่งของเขาในการเลื่อนขั้นครั้งต่อไปย่อมมั่นคงอย่างไม่ต้องสงสัย
ฟู่ซีโจวเองเมื่อได้พบกับหลี่เว่ยกั๋วก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“ผู้กำกับหลี่ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ครับ”
“ผมมาที่สถานีตำรวจย่อยแห่งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการจับกุมสายลับศัตรูน่ะสิ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอกับคุณเข้า แล้วคุณละครับมาทำอะไรอยู่ที่นี่... จริงสิผมได้ยินว่าที่นี่มีคดีประหลาดเกิดขึ้น คุณพอจะรู้เรื่องไหมว่าเป็นมาอย่างไร รีบเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ดูแลคดีจำหลี่เว่ยกั๋วได้เป็นอย่างดี
ทั้งยังทราบข่าวว่าเขาเพิ่งจะนำกำลังกวาดล้างองค์กรสายลับศัตรูมาได้หมาดๆ กำลังเป็นดาวเด่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว
โดยไม่ต้องรอให้ฟู่ซีโจวเอ่ยปาก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบรายงานรายละเอียดของคดีนี้ให้หลี่เว่ยกั๋วฟังทันที
เมื่อหลี่เว่ยกั๋วได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง
เขาเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นว่า
“ไม่ต้องตรวจสอบแล้วล่ะ สหายซีโจวกลับมาปักกิ่งในครั้งนี้ก็เพื่อส่งมอบเอกสารลับชิ้นหนึ่ง เรื่องนี้ฉันสามารถรับประกันให้เขาได้ด้วยตัวเอง การที่เขากลับมาปักกิ่งนั้นถูกต้องและไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น”
ฟู่ซีโจวเห็นหลี่เว่ยกั๋วก้าวเข้ามาตั้งแต่แรกก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่จำเป็นต้องนำจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้นออกมาแสดงอีกต่อไปแล้ว
ทว่าจ้าวชุนฮวากลับยังคงไม่ยอมลดละ หล่อนชี้นิ้วแทบจะจรดปลายจมูกของหลี่เว่ยกั๋วแล้วแผดเสียงด่าทอ
“คุณบอกว่าเขาไม่มีปัญหาก็แปลว่าไม่มีปัญหาอย่างนั้นหรอ คุณเป็นพวกเดียวกับมันใช่ไหม ทรัพย์สินข้าวของบ้านฉันเป็นคุณที่ช่วยมันเก็บซ่อนเอาไว้ใช่หรือเปล่า”
เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบตวาดห้ามปรามเสียงดังลั่น
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน นี่คือท่านผู้กำกับการสถานีตำรวจย่อยเชียวนะ... เขาเพิ่งจะนำกำลังจับกุมองค์กรสายลับมาได้หมาดๆ หากคุณยังกล้าพูดจาเลื่อยเปื่อยไร้สาระอีก จะถูกจับขังคุกเดี๋ยวนี้เลย”
จ้าวชุนฮวาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เธอนึกไม่ถึงเลยว่าคนที่โผล่พรวดพราดเข้ามาและเอ่ยปากพูดเมื่อครู่นี้ จะเป็นถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจ
หลินเจี้ยนเยี่ยรีบกระตุกดึงตัวจ้าวชุนฮวาให้ถอยร่นไปด้านหลัง พร้อมกับส่งยิ้มประจบประแจงออกมา
“ต้องขออภัยด้วยครับสหายตำรวจ แม่ของผมไม่ได้ตั้งใจน่ะครับ”
เขาตวัดสายตาดุใส่ผู้เป็นแม่ทันที
“แม่อย่าพูดจาซี้ซั้วอีกเลย อยากให้พวกเราทุกคนต้องเข้าไปนอนกินข้าวหลวงในคุกหรืออย่างไร ถึงจะพอใจ....”
จ้าวชุนฮวาเบะปากอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะเป็นถึงผู้กำกับการสถานี”
ก็เครื่องแบบตำรวจมันเหมือนๆ กันไปหมด เธอจะไปรู้ได้อย่างไรกันเล่า
หลี่เว่ยกั๋วมองดูสมาชิกทั้งสี่ของตระกูลหลินที่ยังมีท่าทีดื้อดึงไม่ยอมรามือ ก็ตัดสินใจที่จะช่วยออกโรงหนุนหลังฟู่ซีโจวอย่างเต็มที่
เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินั้นเป็นความลับระดับสุดยอดที่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ ทว่าเรื่องการจับกุมสายลับศัตรูนั้นย่อมสามารถยกขึ้นมาป่าวประกาศได้อย่างภาคภูมิ
เขาจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกึกก้องกังวานว่า
“การกระทำของพวกคุณในตอนนี้ ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสีวีรบุรุษของประชาชน สหายฟู่ซีโจวท่านนี้ เพิ่งจะใช้ความกล้าหาญเพียงลำพังบุกจับกุมสายลับศัตรูที่พกพาอาวุธปืนถึงสามคนได้เมื่อวานซืน อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือแก่สถานีตำรวจย่อยของพวกเราในการกวาดล้างองค์กรสายลับที่แฝงตัวอยู่ในปักกิ่งมานานหลายปีจนสิ้นซาก เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองปักกิ่งของพวกเรา วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างคุณงามความดีถึงเพียงนี้ จะมานึกละโมบอยากได้เศษข้าวของในบ้านของพวกคุณไปเพื่ออะไรกัน”
............................