บทที่ 81 ซูอวิ๋นนึกเสียใจที่สลัดฟู่ซีโจวทิ้ง
บทที่ 81 ซูอวิ๋นนึกเสียใจที่สลัดฟู่ซีโจวทิ้ง
บรรดาผู้คนในบริเวณนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เว่ยกั๋ว ต่างก็พากันยืนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปตามๆ กัน
คนในครอบครัวหลินเองก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นความจริงไปได้
ในบรรดาคนเหล่านั้น ซูอวิ๋นคือผู้ที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด ริมฝีปากของเธอสั่นระริกพลางพึมพำออกมาอย่างไม่ยอมรับความจริง
“เป็นไปไม่ได้!”
“เรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไงกัน...”
ผู้ชายที่เธอ ซูอวิ๋น คนนี้สลัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี จะกลายมาเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรกัน
หากคนที่เธอตกลงปลงใจแต่งงานด้วยคือฟู่ซีโจว ป่านนี้เธอก็คงจะได้พลอยเชิดหน้าชูตาและมีหน้ามีตาตามไปด้วยแล้วไม่ใช่หรือ
คนที่สร้างผลงานจับสายลับฝ่ายศัตรูได้น่ะ นอกจากจะได้รับเงินรางวัลอย่างงามแล้ว ย่อมมีอนาคตและหน้าที่การงานอันรุ่งโรจน์รออยู่อีกด้วย
ซูอวิ๋นยังจำได้ขึ้นใจว่า สามีของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในห้างสรรพสินค้าเคยช่วยแจ้งเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับสายลับศัตรู จนได้รับเงินรางวัลตอบแทนก้อนโต และส่งผลให้เพื่อนร่วมงานคนนั้นพลอยได้เลื่อนตำแหน่งตามไปด้วยอีกคน
ยิ่งหวนคิดในใจก็ยิ่งรู้สึกกระสับกระส่ายทรมาน เธอปรารถนาเหลือเกินว่าขอให้เรื่องราวทั้งหมดตรงหน้านี้เป็นเพียงแค่เรื่องโกหก หรือไม่ก็อยากให้คนที่ตนแต่งงานด้วยไม่ใช่คนไร้ประโยชน์อย่างหลินเจี้ยนเยี่ย หากแต่เป็นฟู่ซีโจว
ทว่าในความเป็นจริง หลี่เว่ยกั๋วกลับตีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาพลางหันไปสั่งคนตระกูลหลินด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พวกคุณจงขอโทษสหายฟู่ซีโจวเดี๋ยวนี้!”
“ไม่อย่างนั้นละก็ ผมจะควบคุมตัวพวกคุณทั้งหมดกลับไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจในข้อหาแจ้งความเท็จทันที!”
คนทั้งสี่ของตระกูลหลินถึงกับยืนนิ่งอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
ข้อหานี้ร้ายแรงไม่น้อยเลยทีเดียว
หลินต้าจวินเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา เขารีบกระทุ้งข้อศอกใส่จ้าวชุนฮวาที่ยังคงยืนเหม่อลอยอยู่ข้างๆ
“เร็วเข้าสิ! รีบขอโทษเร็ว!”
แม้ว่าจ้าวชุนฮวาจะไม่เต็มใจแม้แต่น้อย แต่เมื่ออยู่ภายใต้สายตาอันเย็นยะเยือกของหลี่เว่ยกั๋ว ร่างกายของเธอก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอหันไปมองฟู่ซีโจวอย่างจำนน ก่อนจะเอ่ยปากออกมาเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงบิน
“ขอโทษ...”
สองพ่อลูกตระกูลหลินต่างก็ต้องจำใจเอ่ยคำขอโทษตามออกมาด้วยความอับอายเช่นเดียวกัน
และคนสุดท้ายก็คือซูอวิ๋น เธอค่อยๆ ดึงสติที่เลื่อนลอยกลับคืนมา แล้วเอ่ยคำขอโทษออกไปด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
ฟู่ซีโจวก้าวเท้าตรงเข้าไปข้างหน้าเพื่อร่นระยะห่างระหว่างตนเองกับคนพวกนั้น จากนั้นจึงอาศัยจังหวะนั้นสะบัดผงเรียกแมลงสองห่อที่ได้รับเป็นรางวัลจากระบบ โปรยปรายไปตรงหน้าคนทั้งสี่อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย
นับตั้งแต่ที่เขาได้ฝึกฝนตามคัมภีร์ลับที่ตาเฒ่าหวังมอบให้ การเคลื่อนไหวของเขาก็รวดเร็วว่องไวอย่างน่าอัศจรรย์
ทุกคนตรงนั้นมองเห็นเพียงแค่ฟู่ซีโจวยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ เท่านั้น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
ฟู่ซีโจวเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วันข้างหน้าอย่าได้เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก ไม่อย่างนั้น เรื่องมันคงไม่จบลงง่ายๆ แค่การขอโทษเหมือนอย่างในวันนี้แน่นอน”
เมื่อเรื่องราวคลี่คลายลงไปเปลาะหนึ่ง สมาชิกบ้านหลินทั้งสี่คนที่นอกจากจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรแล้วยังต้องเสียหน้า จึงทำท่าเตรียมจะพากันเดินหนีไป ทว่ากลับได้ยินหลี่เว่ยกั๋วหันไปพูดกับฟู่ซีโจวขึ้นมาเสียก่อนว่า
“สหายซีโจว ทางเทศบาลเมืองได้ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า คุณต้องมาร่วมงานให้ได้เชียวนะ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าวีรบุรุษตัวจริงมีหน้าตาเป็นอย่างไร”
คนตระกูลหลินได้ยินเข้าเช่นนั้น ในอกก็ยิ่งพลุ่งพล่านไปด้วยความอิจฉาริษยาจนแสบร้อนไปหมด
ทว่าฟู่ซีโจวกลับกล่าวปฏิเสธ
“ต้องขอโทษด้วยครับผู้กำกับหลี่ เรื่องนี้เกรงว่าผมคงจะไม่สะดวก เพราะวันพรุ่งนี้ผมต้องออกเดินทางแล้ว คงไม่อาจอยู่ร่วมพิธีมอบรางวัลได้ เอาตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้เถอะครับ เรื่องรางวัลไว้ค่อยรบกวนให้หัวหน้าทางโน้นช่วยส่งมอบให้ หรือไม่ก็แจ้งให้ผมไปรับด้วยตัวเองก็แล้วกันครับ”
แม้หลี่เว่ยกั๋วจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็เคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย
หลังจากนั้น ผู้กำกับการหลี่ก็ได้บอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของฟู่ซีโจว ที่ใช้ไหวพริบประลองกำลังสยบสายลับติดอาวุธปืนทั้งสามคนต่อหน้าผู้คนทั้งหมดในเขตบ้านพักโรงงาน
คนบ้านหลินไม่อยากทนฟังเรื่องเชิดชูเหล่านั้นแม้แต่น้อย อีกทั้งยังหวาดกลัวว่าฟู่ซีโจวจะหาเรื่องเล่นงานตนซ้ำ จึงรีบพากันเผ่นแน่บกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นพอก้าวพ้นประตูบ้านเข้าไป เห็นผนังทั้งสี่ด้านว่างเปล่าโล่งเตียน จ้าวชุนฮวาก็ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้อีกต่อไป เธอทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“บ้านของฉันไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง แล้วต่อไปนี้จะใช้ชีวิตอยู่กันยังไง!”
หล่อนร้องไห้ฟูมฟายพลางทุบตีพื้นดินไม่หยุด เสียงกรีดร้องโหยหวนของเธอดังลั่น จนทำให้เพื่อนบ้านในลานบ้านรวมต่างพากันชะเง้อคอมองเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนใบหน้าของแต่ละคนล้วนมีแต่รอยยิ้มเยาะที่ได้ชมเรื่องสนุก
หลินเจี้ยนเยี่ยเดิมทีก็มีโทสะสุมแน่นอยู่เต็มอกอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้ก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจจนแทบทนไม่ไหว
เขาจึงระบายความเคียดแค้นทั้งหมดใส่ซูอวิ๋นทันที นิ้วชี้จ่อไปที่ปลายจมูกของเธอพร้อมกับตะคอกด่าเสียงกร้าว
“ทั้งหมดเป็นเพราะนังตัวซวยอย่างเธอแท้ๆ! ตั้งแต่เธอก้าวเท้าเข้ามาในบ้านเรา ก็ไม่เคยมีเรื่องดีเกิดขึ้นเลยสักเรื่อง ตอนนี้แม้แต่ของในบ้านก็ยังถูกยกไปจนเกลี้ยง เธอมันคือตัวกาลกิณีชัดๆ!”
ซูอวิ๋นที่ยังคงจมอยู่กับความเสียดายที่ตนเองสลัดฟู่ซีโจวทิ้งไป เมื่อถูกหลินเจี้ยนเยี่ยชี้หน้าด่ากราดเช่นนี้ ความเคียดแค้นชิงชังในใจจึงปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด
เธอเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำ และด่าสวนกลับไปอย่างไม่ยอมจำนนแม้แต่น้อย
“ฉันเป็นตัวซวยงั้นเหรอ! หลินเจี้ยนเยี่ย หนังหน้าของนายยังมีความอายอยู่บ้างไหม! ถ้าไม่ใช่เพราะนายวางแผนชั่วใส่ฉัน ฉันจะต้องตกต่ำจนมีสภาพอย่างในวันนี้ไหม!”
“นายลองมองดูฟู่ซีโจวเสียบ้างสิ! เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ตอนนี้เขาเป็นถึงวีรบุรุษผู้จับสายลับศัตรู! แล้วนายล่ะ ตัวนายมันก็แค่เศษสวะที่ไม่เอาไหน ดีแต่วางอำนาจตบตีเมียอยู่ในบ้าน แม้แต่จะถือรองเท้าให้เขานายยังไม่มีปัญญาเลยด้วยซ้ำ!”
“เธอพูดอะไรออกมานะ!”
หลินเจี้ยนเยี่ยเบิกตากว้างด้วยความเดือดดาล เมื่อครู่นี้เขาก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลาแล้วว่าสายตาที่ซูอวิ๋นใช้มองฟู่ซีโจวมันแปลกประหลาด
พอมาได้ยินเธอเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับฟู่ซีโจวเข้าแบบนี้ เขาก็รู้สึกราวกับถูกซูอวิ๋นสวมเขาให้เข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มพุ่งปราดเข้าไปข้างหน้า แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของซูอวิ๋นอย่างรุนแรงอีกฉาดใหญ่
“ปากดีนักใช่ไหม! ฉันจะตบให้พูดไม่ออกเลย!”
“คิดว่าฉันสู้ฟู่ซีโจวไม่ได้งั้นสิ เมื่อก่อนเธอก็ไม่ใช่ว่าคอยให้ความหวังไอ้เศษสวะฟู่ซีโจวนั่นไปพลาง แล้วก็นอนยอมให้ฉันเอาอย่างหน้าด้านๆ ไปด้วยหรอกหรือ!”
“ถ้าเธอชอบฟู่ซีโจวนัก มีปัญญาจริงก็แล่นตามมันไปสิ ดูสิว่าคนอื่นเขาจะยังเอาเธออยู่ไหม ถุย! สภาพของใช้แล้วที่ฉันนอนจนพรุนไปหมดอย่างเธอ ยังกล้ามาพล่ามเปรียบเทียบอะไรตรงนี้อีก!”
หลินเจี้ยนเยี่ยคลุ้มคลั่งราวกับคนเสียสติ เขาระดมทั้งหมัดทั้งเท้าทุบตีด่าทอซูอวิ๋นไม่ยั้งมือ
ซูอวิ๋นกรีดร้องพลางพยายามหลบหลีก ทว่าเธอหรือจะสู้เรี่ยวแรงของหลินเจี้ยนเยี่ยได้ ไม่นานนักก็ถูกทำร้ายจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
ฝ่ายจ้าวชุนฮวาและหลินต้าจวินนอกจากจะไม่เข้าไปห้ามปรามแล้ว ซ้ำร้ายยังคอยยุแยงส่งเสริมอยู่ข้างๆ อีกด้วย
“ตีมันเลย! ตีสั่งสอนมันให้หนัก! ผู้หญิงตัวล้างตัวผลาญพรรค์นี้ ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ!”
“นังนี่แหละที่ชักนำให้ไอ้สารเลวฟู่ซีโจวย้อนกลับมาหาเรื่อง! ทั้งหมดเป็นเพราะมันคนเดียวแท้ๆ!”
ในขณะที่บรรดาเพื่อนบ้านในลานบ้านรวมกำลังมุงดูเรื่องสนุกกันอย่างออกรสนั้นเอง พลันก็ได้ยินเสียงหลินเจี้ยนเยี่ยร้องอุทานออกมา
“โอ๊ย! ทำไมมันคันอย่างนี้เนี่ย!”
จู่ๆ หลินเจี้ยนเยี่ยก็รู้สึกคันคะเยอไปทั่วทั้งร่างอย่างประหลาด ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังรุมกัดกินผิวเนื้อ
เขาหยุดมือลงทันที แล้วเริ่มใช้เล็บตะกุยตะกายเกาตามเนื้อตัวอย่างบ้าคลั่ง
“บ้าจริง ทำไมจู่ๆ ถึงได้คันยิบๆ ขึ้นมาแบบนี้!”
ทันใดนั้น จ้าวชุนฮวาและหลินต้าจวินต่างก็พากันแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตกใจกลัวเช่นเดียวกัน
“คุณพระช่วย! นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย!”
จ้าวชุนฮวาก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด บนพื้นห้องล้วนเต็มไปด้วยแมลงสีดำมะเมื่อมยั้วเยี้ยไปหมด
ยิ่งไปกว่านั้น แมลงเหล่านั้นยังพากันไต่เลื้อยตามขาของพวกตนขึ้นมาบนลำตัวอย่างรวดเร็ว
พวกมันทั้งไต่ทั้งรุมกัดไม่หยุดหย่อน
“แมลง! แมลงเต็มไปหมดเลย!”
ซูอวิ๋นเองก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติบนร่างกายของตนเอง เธอส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนพลางกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้น
คนทั้งสี่ของบ้านหลินในเวลานี้ แปรสภาพกลายเป็นมนุษย์แมลงที่กำลังนอนดิ้นพล่านและบิดตัวไปมาอย่างน่าสมเพช
พวกเขาพยายามปัดป้องและเกาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าแมลงเหล่านั้นกลับราวกับฝังรากงอกออกมาจากเนื้อตัว ปัดอย่างไรก็ไม่ออก ซ้ำยังยิ่งรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ผิวหนังของพวกเขาถูกขูดเกาจนเหวอะหวะเลือดเนื้อเปรอะเปื้อนในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าความคันทรมานนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย จนพวกเขารู้สึกอยากจะถลกหนังตัวเองทิ้งเสียให้พ้นทุกข์
เพื่อนบ้านในลานบ้านรวมที่ยืนอออยู่ตรงประตู เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์อันแปลกประหลาดและน่าขยะแขยงภายในห้อง ต่างก็ตกใจกลัวจนต้องก้าวถอยหลังกรูด
“สวรรค์คุ้มครอง นี่มันเวรกรรมตามสนองอะไรกันเนี่ย!”
“ต้องเป็นเพราะทำชั่วเอาไว้มากเกินไปแน่ๆ ขนาดเบื้องบนยังทนดูต่อไปไม่ไหว!”
“สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้คนบ้านนี้ทำตัวชั่วร้ายกันทั้งครอบครัวล่ะ!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานของคนบ้านหลินยังคงดังระงมไม่ขาดสาย แม้ร่างกายจะทับบดขยี้แมลงตายไปนับไม่ถ้วน
ทว่ากลับยังมีแมลงอีกมากมายมหาศาลหลั่งไหลไต่เข้ามาหาพวกเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
กระทั่งตะขาบและสัตว์มีพิษร้ายต่างๆ ก็ยังเริ่มทยอยคืบคลานเข้ามาด้วย
..........
ส่วนตัวการสำคัญอย่างฟู่ซีโจว ในเวลานี้กลับยืมรถจักรยานของจางฮุ่ยหมิน ปั่นตรงไปยังตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้านี้ระบบได้มอบรางวัลเป็นแป้งสาลีขัดขาวหนึ่งหมื่นจินให้แก่เขา เขาจึงตั้งใจว่าจะปล่อยขายบางส่วนในตลาดมืดของเมืองหลวงแห่งนี้เสียก่อน แล้วส่วนที่เหลือค่อยนำไปจัดการหลังจากเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
การแบ่งกระจายจำนวนสินค้าออกเป็นส่วนๆ เช่นนี้ จะช่วยตัดปัญหาและหลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปได้มากมายทีเดียว
.............................