บทที่ 83 กลับหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
บทที่ 83 กลับหมู่บ้านเซี่ยงหยาง
[เถ้าแก่หวัง ทางผมมีหมูโตเต็มวัยน้ำหนักเกินห้าร้อยจินพร้อมจับขายอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบตัว ตั้งใจว่าจะขอแลกเป็นลูกหมูสักหนึ่งพันหกร้อยตัว ไม่รู้ว่าทางคุณสนใจจะแลกไหม?]
ก่อนหน้านี้ เถ้าแก่หวังได้แต่นั่งมองชายหนุ่มแลกเปลี่ยนข้าวของกับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มด้วยความอิจฉาตาร้อน เขากำลังคิดอยู่พอดีเลยว่า รอให้คนพวกนั้นเจรจาธุระกันเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ ตนเองค่อยทักไปสอบถามดูสักหน่อยว่าหมูชุดนั้นพร้อมจะจับออกขายได้เมื่อใด คาดไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ เจ้าพ่อเสบียงกลับเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเขาก่อนเสียอย่างนั้น
[ได้สิ ได้แน่นอน! เดี๋ยวฉันจะรีบติดต่อไปทางฟาร์มเพาะพันธุ์ให้เดี๋ยวนี้เลย ว่าแต่เจ้าพ่อเสบียง นายตั้งใจจะแลกเปลี่ยนกันตอนไหนล่ะ?]
ฟู่ซีโจวนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[งั้นก็ตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้เหมือนคนอื่นๆเถอะ]
เถ้าแก่หวังเขียงหมูรีบพิมพ์ตอบกลับมาโดยทันทีด้วยความดีใจ
[เยี่ยมไปเลย! ช่วงไม่กี่วันมานี้ วีแชตของฉันแทบจะระเบิดเพราะถูกบรรดาลูกค้าที่อยากได้เนื้อหมูทักมาถามไถ่กันไม่หยุดหย่อน ถ้าอย่างนั้นฉันจะตั้งตารอนะ]
หลังจากจัดการเรื่องราวปลีกย่อยเหล่านี้จนเสร็จสรรพ ฟู่ซีโจวจึงกดออกจากกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของทันที ชายหนุ่มก้มลงมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาแล้วพบว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก ในเวลานี้จางฮุ่ยหมินคงกำลังทำงานอยู่ที่โรงงานอย่างแน่นอน ต่อให้เขากลับไปที่พักตอนนี้ก็คงไม่มีใครอยู่พูดคุยด้วยอยู่ดี
ทันใดนั้น ภาพใบหน้าของกู่หมิงเยวี่ยก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของฟู่ซีโจว ก่อนที่จะแยกจากกันตรงสถานีขนส่ง เขาเคยรับปากหญิงสาวเอาไว้แล้วว่า หากตนเองเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเมื่อไหร่จะรีบติดต่อกลับไปเพื่อส่งข่าวคราวให้เธอสบายใจ ทว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมากลับมีเรื่องราวมากมายเข้ามาแทรกจนล่าช้า ส่งผลให้จนถึงป่านนี้เขาก็ยังไม่ได้ติดต่อหาเธอเลยสักครั้ง พอหวนนึกถึงว่าตลอดหลายวันนี้กู่หมิงเยวี่ยอาจจะกำลังเป็นห่วงความปลอดภัยของตนอยู่ ฟู่ซีโจวก็พลันรู้สึกผิดในใจขึ้นมาไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปพบหน้าเธอในตอนนี้เลย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ฟู่ซีโจวก็ไม่รอช้า รีบออกเดินทางโดยทันที ชายหนุ่มโดยสารรถประจำทางมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทหารซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของกู่หมิงเยวี่ย ครั้นเดินมาถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้า เขาก็ถูกทหารเวรยามที่ยืนประจำการอยู่ก้าวออกมาขวางไว้เสียก่อน
"สหาย มาหาใครครับ?"
"ผมมาพบหมอกู่ กู่หมิงเยวี่ยครับ"
ทหารเวรยามกวาดสายตาสำรวจมองเขาอยู่สองสามที ก่อนจะเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์เพื่อต่อสายแจ้งไปยังด้านในทันที
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ฟู่ซีโจวก็มองเห็นร่างของกู่หมิงเยวี่ยกำลังวิ่งกึ่งเดินออกมาจากตัวอาคารโรงพยาบาลอย่างเร่งรีบ
"ในที่สุดคุณก็มาสักทีนะคะ"
กู่หมิงเยวี่ยวิ่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ลมหายใจของเธอยังคงหอบถี่เล็กน้อยจากความเร่งรีบ ครั้นได้เห็นฟู่ซีโจวยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน หัวใจของหญิงสาวที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอดหลายวันก็พลันคลายความกังวลลงได้เสียที กระทั่งขอบตาทั้งสองข้างเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีก่อนหน้านี้ผมติดธุระที่ต้องสะสางนิดหน่อย วันนี้ถึงเพิ่งจะพอมีเวลาว่างแวะมาหา"
เวลานี้กู่หมิงเยวี่ยสวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา ขับเน้นให้บุคลิกของเธอดูทะมัดทะแมงและเปี่ยมไปด้วยความกระฉับกระเฉง ทั้งยังช่วยเสริมให้เครื่องหน้าที่งดงามโดดเด่นดูสุขุมจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม ฟู่ซีโจวมองดูท่าทางที่เป็นกังวลอย่างปิดไม่มิดของเธอแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจและละอายใจอยู่ลึกๆ
"แล้วคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ? ธุระที่ไปจัดการราบรื่นดีหรือเปล่า?"
กู่หมิงเยวี่ยกวาดสายตาสำรวจมองชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียด เพื่อพยายามตรวจดูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บตรงส่วนไหนมา
"ไม่เป็นอะไรเลยครับ ทุกอย่างราบรื่นดีมาก"
ฟู่ซีโจวคลี่ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยชวนต่อ
"พอดีผมกำลังเตรียมตัวจะเดินทางกลับหมู่บ้านเซี่ยงหยางแล้ว วันนี้เราไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อดีไหมครับ?"
ได้ยินดังนั้น กู่หมิงเยวี่ยก็ชะงักไปชั่วขณะ เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้หัวหน้าฝ่ายผลิตได้ออกใบลาหยุดให้เขานานถึงหนึ่งเดือนเต็ม คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะรีบเดินทางกลับเร็วถึงเพียงนี้ แม้ภายในใจของหญิงสาวจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์และไม่อยากให้เขาจากไปเร็วๆ นี้ ทว่าเมื่อหวนนึกถึงว่าครอบครัวของเขายังคงต้องทนลำบากอยู่ในคอกวัว เขาก็ย่อมต้องเป็นห่วงและไม่อาจวางใจอยู่ห่างไกลได้นานนัก เธอจึงพยักหน้าตอบตกลงทันที จากนั้นก็กลับเข้าไปลางานกับหัวหน้างานเป็นเวลาครึ่งวัน แล้วเปลี่ยนมาสวมชุดลำลองธรรมดาเพื่อเดินเคียงคู่ไปกับฟู่ซีโจวมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อเข้าไปถึงในร้าน ฟู่ซีโจวก็หยิบคูปองเนื้อและคูปองอาหารระดับชาติออกมาเพื่อสั่งหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหนึ่งจาน ไก่ทอดกรอบอีกหนึ่งตัว ส่วนอาหารหลักนั้นเป็นหมั่นโถวแป้งขาวเนื้อนุ่ม
ทั้งสองคนนั่งรับประทานอาหารพลางพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างออกรส โดยไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อยว่า หลิวตงเหลียน มารดาของซูอวิ๋น กำลังเดินออกมาจากห้องครัวด้านหลังพอดี
เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว หลิวตงเหลียนก็จดจำฟู่ซีโจวได้ในทันที นั่นทำให้ภายในอกของหล่อนพลันอัดอั้นตันใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ไหนนังซูอวิ๋นลูกสาวตัวดีบอกไว้ว่า ฟู่ซีโจวถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่ชนบทแล้วไม่ใช่หรือไง? แล้วเหตุใดตอนนี้เขาถึงมาปรากฏตัวอยู่ในเมืองหลวงได้เล่า?
สายตาของเธอจับจ้องไปยังกับข้าวที่มีแต่เนื้อสัตว์เต็มโต๊ะ รวมถึงสหายหญิงที่กำลังนั่งอยู่เคียงข้างกายชายหนุ่ม แม้สหายหญิงคนนั้นจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายธรรมดา ทว่าหากพิจารณาจากรูปลักษณ์และท่วงท่าสง่าราศีที่แผ่ออกมาแล้ว ฐานะทางครอบครัวของหล่อนจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ซูอวิ๋นไปหลงเชื่อคำยุยงและยอมให้คนตระกูลหลินชักจูงจมูกได้ตามอำเภอใจละก็ ป่านนี้คนที่ได้มานั่งกินอาหารดีๆ เคียงข้างฟู่ซีโจวก็คงหนีไม่พ้นซูอวิ๋นอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่แน่ว่าคนเป็นแม่ยายอย่างเธอก็คงจะได้พลอยฟ้าพลอยฝน มีหน้ามีตาและได้กินของดีๆ กับเขาบ้างไปแล้ว!
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ หลิวตงเหลียนก็ได้แต่ก่นด่าสาปแช่งคนตระกูลหลินอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า นังลูกสาวตัวดีอย่างซูอวิ๋นก็ช่างกระไร เห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัวตัวเอง ยอมทิ้งไข่มุกล้ำค่าเพื่อไปคว้าเอาลูกปลาไร้ราคามาครอง แถมชื่อเสียงเกียรติยศก็ยังถูกหลินเจี้ยนเยี่ยทำลายเสียจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ส่งผลให้เธอต้องพลอยอับอายขายขี้หน้า จนทุกวันนี้แทบจะไม่กล้าสู้หน้าบรรดาเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ทางฝั่งตระกูลหลินยังถือโอกาสใช้ข้ออ้างว่าทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินค่าสินสอดให้แก่ตระกูลซูเลยแม้แต่เฟินเดียว!
หลิวตงเหลียนจ้องมองจานเนื้อร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นและมีควันลอยฉุยอยู่บนโต๊ะอาหารตาเป็นมัน พลางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทว่าท้ายที่สุดหล่อนกลับไม่มีหน้าจะเดินเข้าไปทักทายตีสนิทกับฟู่ซีโจวได้อีกต่อไป
มื้ออาหารของคนทั้งสองผ่านพ้นไปท่ามกลางบรรยากาศที่แสนรื่นรมย์และอบอุ่นใจ หลังจากอิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ฟู่ซีโจวจึงเดินไปส่งกู่หมิงเยวี่ยจนถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาลทหาร
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดทอประกายสีเหลืองหม่นอาบไล้ไปทั่วบริเวณ ทอดเงาร่างของกู่หมิงเยวี่ยให้เหยียดยาวออกไปบนพื้นถนน
"ฉันต้องกลับเข้าไปข้างในแล้วนะคะ"
กู่หมิงเยวี่ยหยุดฝีเท้าลง พลางก้มหน้าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ฟู่ซีโจวทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
"ตกลงครับ คุณเดินเข้าไปเถอะ ส่วนทางฝั่งคุณตาของคุณ ไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะครับ"
ทว่ากู่หมิงเยวี่ยกลับยังไม่ยอมขยับก้าวขาไปไหน หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบประสานสายตากับดวงตาคมเข้มของฟู่ซีโจวโดยตรง ราวกับว่าเธอกำลังรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีในชีวิตออกมา
"สหายฟู่คะ"
"หืม?"
"ฉันชอบคุณค่ะ"
ถ้อยคำสารภาพอันแสนเรียบง่ายของเธอ เปรียบเสมือนก้อนกรวดเล็กๆ ที่ถูกโยนตกลงสู่กลางห้วงหัวใจอันสงบนิ่งของฟู่ซีโจว ก่อให้เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวกระจายออกไปเป็นวงกว้าง ชายหนุ่มถึงกับยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่ในทันที
กู่หมิงเยวี่ยเกรงว่าตนเองจะถูกฟู่ซีโจวเอ่ยปากปฏิเสธกลับมา เธอจึงรีบพูดรัวเร็วขึ้นโดยทันที
"ฉันรู้ดีค่ะว่าตอนนี้คุณยังมีเรื่องสำคัญอีกตั้งมากมายที่ต้องไปจัดการ เพราะฉะนั้นคุณยังไม่จำเป็นต้องให้คำตอบฉันในตอนนี้ก็ได้"
แววตาของกู่หมิงเยวี่ยทั้งใสกระจ่างและเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวมั่นคงอย่างยิ่ง
"ฉันจะรอจนกว่าคุณจะสะสางธุระทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย ถึงตอนนั้นค่อยมาให้คำตอบกับฉันนะคะ"
"ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานสักแค่ไหน ฉันก็จะรอคุณค่ะ"
สิ้นเสียงคำมั่นสัญญา หญิงสาวก็รีบหันหลังแล้ววิ่งผลุนผลันผ่านประตูใหญ่ของเขตทหารเข้าไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ฟู่ซีโจวได้ทันเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
ฟู่ซีโจวยังคงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน
ตัวเขาเองก็ไม่ใช่ท่อนไม้ไร้ความรู้สึก ทั้งความดีงามและน้ำใจไมตรีที่กู่หมิงเยวี่ยหยิบยื่นให้ รวมถึงแววตาอันแสนพิเศษยามที่เธอทอดมองมายังตน เรื่องเหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของเขามาโดยตลอด
แต่ทว่า ในยามนี้เขายังไม่อาจมอบคำมั่นสัญญาใดๆ ให้แก่เธอได้เลยจริงๆ
ทั้งพ่อและแม่ของเขายังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคอกวัว ต่อให้เขาสามารถช่วยเหลือพวกท่านออกมาจากที่นั่นได้สำเร็จ แต่ตราบใดที่พ่อแม่ยังไม่ได้รับการคืนความเป็นธรรมและได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง เขาก็จะไม่มีวันหวนกลับมาที่เมืองหลวงแห่งนี้อย่างเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของเขาในตอนนี้ยังค่อนข้างล่อแหลมและอ่อนไหวเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่อาจให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับกู่หมิงเยวี่ยได้ เพื่อไม่ให้เธอต้องมาพลอยเดือดร้อนหรือแปดเปื้อนไปด้วย
ฟู่ซีโจวได้แต่ลอบตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่เอาไว้ในใจ คงต้องรอให้เขาสามารถพาพ่อแม่กลับคืนสู่เมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยเสียก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที หากเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ภายในหัวใจของเธอยังคงมีเขาอยู่เหมือนเดิม เขาก็จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีในชีวิตเพื่อดูแลและทะนุถนอมเธอให้ดีที่สุด
.........
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหนึ่งวัน ฟู่ซีโจวก็ได้เอ่ยคำร่ำลากับจางฮุ่ยหมิน ก่อนจะก้าวขึ้นขบวนรถไฟเพื่อเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่มณฑลเฮยหลงเจียง
ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวขึ้นมานั่งประจำที่บนขบวนรถไฟ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็พลันดังก้องขึ้นมาในโสตประสาทโดยทันที
[โฮสต์ ตอนนี้พี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมือง กระผม ผอ.หวัง และไซซีขายปลา ได้จัดเตรียมสิ่งของที่จะนำมาแลกเปลี่ยนไว้พร้อมเรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าต้องการดำเนินการแลกเปลี่ยนในตอนนี้เลยหรือไม่?]
ฟู่ซีโจวยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกพลางเอนแผ่นหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะเอ่ยตอบรับในใจเงียบๆ
[แลกเปลี่ยนเลย]
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ดำเนินการแลกเปลี่ยนสำเร็จ ท่านได้รับพลังงาน 10,000 แต้ม]
นี่คือผลตอบแทนจากการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับพี่สาวอวี่ของฝากพื้นเมืองนั่นเอง
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ดำเนินการแลกเปลี่ยนสำเร็จ ท่านได้รับพลังงาน 10,000 แต้ม]
และรายการนี้เป็นส่วนที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับกระผม ผอ.หวัง
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ดำเนินการแลกเปลี่ยนสำเร็จ ท่านได้รับพลังงาน 100,000 แต้ม]
ส่วนรายการสุดท้ายนี้ ย่อมเป็นผลจากการแลกเปลี่ยนกับไซซีขายปลาอย่างไม่ต้องสงสัย
เสียงแจ้งเตือนที่ดังรัวต่อเนื่องกันเป็นชุดเช่นนี้ ช่วยปลุกให้อารมณ์ของฟู่ซีโจวเบิกบานแจ่มใสขึ้นมาอย่างยิ่ง
ชายหนุ่มค่อยๆ หลับตาลง ก่อนจะส่งจิตสำนึกของตนเข้าไปสำรวจภายในมิติของระบบโดยตรง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ ภายในพื้นที่มิติมีต้นไม้ผลขนาดสูงใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเพิ่มขึ้นมากว่าสามสิบต้น เพียงแค่กวาดตามองดูคร่าวๆ ก็พอดูออกว่าต้นไม้เหล่านี้น่าจะมีอายุอานามราวสิบปีเห็นจะได้ นอกจากนี้ยังมีลูกพันธุ์ปลาเก๋ามังกรอีกนับไม่ถ้วนแหวกว่ายอยู่ด้วย แถมไซซีขายปลาก็ยังใจดีแถมอาหารปลาติดมาให้เขาอีกต่างหาก
นับว่ายอดเยี่ยมไม่เลวเลยจริงๆ
ฟู่ซีโจวไม่รอช้า รีบจัดการนำต้นไม้ผลเหล่านั้นลงปลูกในผืนดินสีดำอันอุดมสมบูรณ์ทันที พร้อมทั้งปล่อยฝูงลูกปลาเก๋ามังกรลงไปแหวกว่ายในบ่อน้ำภายในมิติอย่างเป็นระเบียบ
หลังจากจัดการธุระตรงหน้าจนเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็ตั้งท่าจะตรวจนับจำนวนผักผลไม้รวมถึงไข่ไก่ ไข่เป็ด และไข่ห่านที่สะสมเอาไว้ในมิติ เพื่อเตรียมจะนำไปลงประกาศแลกเปลี่ยนในกลุ่มแชตเสียหน่อย ทว่าจู่ๆ เสียงร้องไห้โฮอย่างเสียขวัญของเด็กคนหนึ่งก็พลันดังแทรกเข้ามา ขัดจังหวะห้วงความคิดของเขาให้ขาดห้วงลงในฉับพลัน
"ฮือๆ... ผมจะหาแม่! ผมไม่ยอมไปกับป้าหรอกนะ!"
ฟู่ซีโจวลืมตาตื่นขึ้นทันที ก่อนจะเบนสายตามองตามทิศทางของต้นเสียงนั้นไป
ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาเห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้ามอซอเรียบง่าย กำลังกอดรัดร่างของเด็กชายวัยราวสี่ถึงห้าขวบเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ลักษณะการแต่งกายของหญิงวัยกลางคนผู้นั้นดูราวกับชาวบ้านที่เพิ่งเดินทางมาจากแถบชนบท ในขณะที่เด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนกลับสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมอ่องเนื้อดี ซึ่งดูอย่างไรฐานะความเป็นอยู่ของทั้งคู่ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวและไม่น่าจะใช่คนในครอบครัวเดียวกันได้เลย
ในยามนี้ เด็กชายตัวน้อยกำลังแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำไปหมดทั้งแถบ ขณะที่สองมือสองเท้าก็พยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดชีวิต
..............................