LNCrawler

บทที่ 84 แก๊งค้ามนุษย์

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 84 แก๊งค้ามนุษย์


‎ฟู่ซีโจวขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบจับจ้องไปยังหญิงวัยกลางคนผู้นั้นอย่างไม่วางตา ขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นว่าข้างกายของหล่อนยังมีผู้ชายอีกสองคนยืนขนาบข้างอยู่ด้วย ชายทั้งคู่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป ทว่าท่าทางกลับดูมีพิรุธลับๆ ล่อๆ ดวงตาทั้งสองคู่คอยกวาดมองไปรอบทิศอย่างระแวดระวัง ราวกับกำลังคอยดูต้นทางให้อย่างไรอย่างนั้น
‎
เพียงปรายตามองปราดเดียว ฟู่ซีโจวก็ฟันธงได้ทันทีเลยว่าคนทั้งสามจะต้องเป็นแก๊งค้ามนุษย์อย่างแน่นอน แต่ตามปกติแล้ว หากผู้ปกครองทำลูกหลงหาย ย่อมต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถไฟให้ออกตามหาตัวเด็กโดยด่วน ทว่าจนถึงตอนนี้ ตำรวจรถไฟกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะออกตามหาเด็กเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจึงคาดเดาในใจว่า ไม่กลุ่มคนพวกนี้ลงมือลักพาตัวสำเร็จมานานจนพาเด็กขึ้นรถไฟหลบหนีมาได้ไกลแล้ว ก็คงเป็นเพราะแม่ของเด็กชายตัวน้อยอาจจะกำลังเผชิญกับเรื่องร้ายแรงบางอย่างอยู่ก็เป็นได้
‎
ในตอนนั้นเอง ความอดทนของหญิงวัยกลางคนก็ดูเหมือนจะหมดสิ้นลง หล่อนยกมือขึ้นปิดปากและจมูกของเด็กน้อยเอาไว้แน่น พลางเค้นเสียงต่ำข่มขู่อย่างดุดันว่า
‎
“ก็บอกแล้วไงว่าแม่แกไปเข้าห้องน้ำ ให้ย่าช่วยดูแลแทนแค่นี้ไม่ได้หรือไงฮะ? จะร้องไห้กระจองอแงไปถึงไหน! ขืนยังแหกปากร้องอีกแม้แต่แอะเดียว ฉันจะจับแกโยนลงไปจากรถไฟเดี๋ยวนี้แหละ ถึงตอนนั้นแกจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าแม่อีกเลยคอยดูสิ!”
‎
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่รายรอบเมื่อเห็นภาพดังกล่าวต่างก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในยุคสมัยนี้มีเด็กซุกซนดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย เวลาเด็กดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง ผู้ใหญ่ส่วนมากก็มักจะใช้วิธีจัดการแบบเดียวกันนี้แหละ คือทั้งดุด่าและลงไม้ลงมือควบคู่กันไป พอโดนปราบเข้าหน่อยเดี๋ยวเด็กก็ยอมสงบเสงี่ยมเจียมตัวไปเอง
‎
เด็กชายตัวน้อยถูกขู่จนตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วเบาลงไปบ้าง ทว่าเจ้าตัวเล็กก็ยังคงสะอึกสะอื้นไห้อย่างน่าสงสารไม่หยุดหย่อน
‎
ชายร่างผอมสูงที่ทำหน้าที่คอยดูต้นทางอยู่ใกล้ๆ จึงหันไปเอ่ยกับหญิงวัยกลางคนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
‎
“ป้าครับ เมื่อกี้ผมเหมือนจะได้ยินว่าหลานชายของป้าอยากจะเข้าห้องน้ำนะ ดูท่าทางแกอาจจะปวดท้องเลยงอแงไม่หยุดแบบนี้ ทางที่ดีป้าลองพาแกไปเข้าห้องน้ำสักหน่อยไหมครับ?”
‎
ขณะเดียวกัน ชายหน้าตาดุดันแก้มยุ้ยไปด้วยมัดเนื้ออีกคนก็เบะปากส่งซิกให้หญิงวัยกลางคน พลางพยักพเยิดหน้าไปทางโบกี้ถัดไปอย่างรู้กัน สำหรับเขาแล้ว เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ช่างส่งเสียงเอะอะน่ารำคาญเสียจริง ร้องไห้โยเยจนเขาปวดขมับไปหมด เขาจึงตั้งใจว่าประเดี๋ยวพอหลบไปถึงที่ลับตาคนเมื่อไหร่ จะต้องสั่งสอนเด็กดื้อคนนี้ให้เข็ดหลาบเสียหน่อย จากนั้นค่อยจับกรอกยาให้หลับปุ๋ยไปเสียจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว
‎
“จริงด้วยสิ ขอบคุณมากนะสหาย”
‎
หญิงวัยกลางคนเข้าใจเจตนาของพรรคพวกเป็นอย่างดี หล่อนจึงรีบแสร้งเอ่ยตอบรับ แล้วกระชับอ้อมแขนอุ้มเด็กน้อยที่ยังสะอื้นฮักๆ มุ่งหน้าเดินตรงไปยังฝั่งห้องน้ำในทันที
‎
แววตาของฟู่ซีโจวพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะสาวเท้าก้าวตามชายฉกรรจ์ทั้งสองคนไปอย่างรวดเร็ว ครั้นเดินมาถึงจังหวะที่ต้องเบียดสวนผ่านร่างของชายหน้าโหดแก้มยุ้ย ฟู่ซีโจวก็แสร้งทำทีเป็นก้าวพลาดจนเท้าลื่น ร่างสูงใหญ่เสียหลักเซถลาพุ่งเข้ากระแทกใส่ลำตัวของอีกฝ่ายอย่างจังด้วยแรงที่หนักหน่วงไม่เบา
‎
“โอ๊ย! ให้ตายสิ พับผ่าเถอะ!”
‎
ชายหน้าโหดถูกชนเข้าอย่างแรงจนร่างเซถลาไปหลายก้าวและเกือบจะล้มคะมำลงกับพื้น
‎
“เดินประสาอะไรของแกเนี่ย หัดดูตาม้าตาเรือเสียบ้างสิ!”
‎
“ขอโทษด้วยครับ ขอโทษจริงๆ พอดีเมื่อกี้ผมก้าวพลาดเท้าลื่นไปหน่อยน่ะครับ”
‎
ฟู่ซีโจวรีบเอ่ยปากขอโทษขอโพยติดๆ กันด้วยท่าทางสำนึกผิด
‎
“คิดว่าจะพูดแค่คำว่าเท้าลื่นแล้วเรื่องมันจะจบง่ายๆ หรือไง?”
‎
ชายร่างผอมสูงรีบก้าวเข้ามาล้อมกรอบสมทบอีกแรงด้วยใบหน้าถมึงทึงไม่เป็นมิตร
‎
“นี่แกตั้งใจจะหาเรื่องพวกเราใช่ไหมฮะ?”
‎
ฟู่ซีโจวแสร้งถอยหลังกรูดไปก้าวหนึ่งพลางถามกลับด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ว่า
‎
“ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ครับ แล้วพวกคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ?”
‎
“แล้วแกคิดว่ายังไงล่ะ?”
‎
ชายร่างผอมสูงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางหักข้อนิ้วมือตัวเองจนเกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บฟังดูน่าขนลุก
‎
“เอ่อออ... ช่างมันเถอะ”
‎
ชายหน้าโหดแก้มยุ้ยกลับเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง แม้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีรูปร่างสูงโปร่งและไม่ได้ดูอ้วนท้วนล่ำสันอะไรนัก แต่แรงกระแทกที่พุ่งเข้าใส่ตัวเขาเมื่อครู่นี้กลับหนักหน่วงเสียจนเขาเกือบจะนึกว่าตัวเองถูกก้อนหินขนาดใหญ่หล่นทับเข้าให้เสียอีก เพื่อไม่ให้เสียงานใหญ่ เขาจึงหันไปปรามพรรคพวกร่างผอมสูงว่า
‎
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก พวกเรารีบไปกันเถอะ”
‎
แต่แทนที่เรื่องจะจบลงเพียงเท่านั้น ฟู่ซีโจวกลับยกมือขึ้นตบคลำตามกระเป๋าเสื้อและกางเกงของตนเอง ก่อนจะก้าวเข้าไปขวางทางพวกมันเอาไว้ทันที
‎
“เดี๋ยวก่อน! พวกคุณยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
‎
เดิมทีชายร่างผอมสูงอุตส่าห์ยอมลดหมัดลงเพราะตั้งใจจะปล่อยผ่านให้หนุ่มคนนี้รอดตัวไปสักครั้งแล้วแท้ๆ แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้ามายืนขวางทางไม่ยอมให้พวกตนเดินจากไปแบบนี้ มันจึงหรี่ตาแคบลงพร้อมกับเค้นเสียงต่ำข่มขู่ว่า
‎
“ถ้าแกยังไม่อยากตายก็รีบไสหัวหลบไปให้พ้นทางซะ!”
‎
ทว่าฟู่ซีโจวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาตะโกนโพล่งขึ้นมาเสียงดังฟังชัดว่า
‎
“เงินของผมหายไป! ต้องเป็นพวกคุณสองคนแน่ๆ ที่แอบฉกเงินผม!”
‎
สิ้นคำกล่าวหา ชายหนุ่มก็หันไปร้องบอกบรรดาผู้โดยสารคนอื่นๆ ในโบกี้เดียวกันต่อทันที
‎
“ทุกท่านครับ รีบล้วงเช็กดูเงินของตัวเองเร็วเข้าว่ายังอยู่ครบไหม แล้วรบกวนใครก็ได้ช่วยไปตามสหายตำรวจรถไฟมาที่นี่ทีครับ!”
‎
คำพูดของฟู่ซีโจวดึงดูดความสนใจของผู้โดยสารทั้งโบกี้ได้ในพริบตา ทุกคนต่างพากันลนลานตบคลำไปยังจุดที่ตนซ่อนเงินเอาไว้เพื่อตรวจดูว่า มีของมีค่าสูญหายไปหรือป่าว ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้โดยสารใจดีบางคนรีบผลุนผลันลุกออกไปตามเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถไฟด้วยความกระตือรือร้น
‎
ครั้นเห็นว่าเรื่องชักจะบานปลายจนถึงขั้นทำให้ตำรวจรถไฟแห่กันมาที่นี่ ชายร่างผอมสูงก็ไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป มันพุ่งตัวปราดเข้าไปกระชากคอเสื้อของฟู่ซีโจวอย่างแรงด้วยความเดือดดาล
‎
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! ฉันยังไม่ได้แตะต้องตัวแกเลยแม้แต่ปลายเล็บ แล้วจะไปปล้นเงินของแกได้ยังไงฮะ? ดูท่าแกคงจะอยากลองดี รนหาที่ตายเองชัดๆ!”
‎
นัยน์ตาคมกริบของฟู่ซีโจวทอประกายเย็นยะเยือกขึ้นทันควัน ในเสี้ยววินาทีที่มือของอีกฝ่ายเอื้อมมาคว้าคอเสื้อ เขาก็ตวัดมือสวนกลับไปตะปบข้อมือของมันเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ ชายร่างผอมสูงยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ข้อมือของมันก็ถูกฟู่ซีโจวออกแรงบิดกระชากอย่างแรงจนสุดแรงเกิด!
‎
“อ๊าก!”
‎
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นไปทั่วทั้งโบกี้ พร้อมกับที่ข้อมือของชายร่างผอมสูงหักพับบิดเบี้ยวไปในองศาที่ดูผิดธรรมชาติอย่างน่าสยดสยอง
‎
ชายหน้าโหดเห็นเพื่อนร่วมแก๊งเสียท่าก็สบถด่าลั่นด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะเงื้อหมัดพุ่งทะยานเข้ามาหมายจะชกให้คว่ำ ทว่าฟู่ซีโจวเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว แล้วตวัดเท้าถีบอัดเข้าที่หัวเข่าของอีกฝ่ายอย่างจัง ร่างท้วมของชายหน้าโหดถึงกับทรุดฮวบคุกเข่ากระแทกพื้นดังตึง ก่อนจะลงไปนอนกุมขาตัวเองดิ้นพล่านพร้อมกับแหกปากร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน
‎
ทางด้านหญิงวัยกลางคนที่อุ้มเด็กอยู่ เมื่อเห็นว่าพรรคพวกทั้งสองคนถูกจัดการจนหมอบราบคาบแก้วไปต่อหน้าต่อตา หล่อนก็ตื่นตระหนกตกใจสุดขีดจนเตรียมจะกอดรัดร่างเด็กน้อยแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอด แต่มีหรือที่ฟู่ซีโจวจะยอมปล่อยให้หล่อนหลุดรอดไปได้ง่ายๆ ชายหนุ่มพุ่งทะยานไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียวก็สามารถดักขวางทางหนีของหล่อนเอาไว้ได้ทันท่วงที แม้โดยปกติแล้วเขาจะไม่นิยมลงไม้ลงมือกับผู้หญิง แต่สำหรับการรับมือกับพวกค้ามนุษย์ที่ไร้สามัญสำนึกเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องออมมือหรือเกรงใจแต่อย่างใด ชายหนุ่มจึงยกมือขึ้นฟันสันมือสับลงไปที่ต้นคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ หญิงวัยกลางคนถึงกับตาเหลือกค้าง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะอ่อนปวกเปียกทรุดฮวบสลบเหมือดลงไปกองกับพื้นทันที ฟู่ซีโจวจึงอาศัยจังหวะนั้นคว้าร่างของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเข้ามาสู่อ้อมกอดได้อย่างปลอดภัย
‎
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้กินเวลาไปเพียงแค่สิบกว่าวินาทีเท่านั้นเอง ผู้โดยสารทุกคนที่อยู่ในโบกี้รถไฟต่างก็พากันเบิกตากว้าง อ้าปากค้างมองดูภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถไฟรุดหน้ามาถึง ครั้นได้เห็นสภาพอันน่าตกใจตรงหน้าก็ยังอดที่จะชะงักงันไปชั่วขณะไม่ได้
‎
ฟู่ซีโจวชี้มือไปยังร่างของคนร้ายทั้งสามที่นอนกองอยู่บนพื้น พลางเอ่ยรายงานกับเจ้าหน้าที่ด้วยน้ำเสียงสุขุมจริงจังว่า
‎
“สหายตำรวจครับ ผมสงสัยว่าคนพวกนี้น่าจะเป็นแก๊งค้ามนุษย์ ส่วนเด็กคนนี้ก็คงจะถูกพวกเขาลักพาตัวมา....”
‎
จากนั้นชายหนุ่มจึงช่วยเล่าลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้เจ้าหน้าที่ฟังอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ
‎
หลังจากที่ตำรวจรถไฟได้รับฟังเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดจนเข้าใจดีแล้ว เขาก็เบนสายตาหันไปมองเด็กชายตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของฟู่ซีโจว ทว่าในเวลานี้เจ้าตัวเล็กกลับเสียขวัญอย่างหนักจนแผดเสียงร้องไห้จ้าออกมาไม่หยุด มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีเลยว่าคงยังไม่สามารถซักถามข้อมูลอะไรจากเด็กคนนี้ได้อย่างแน่นอน
‎
เมื่อเห็นท่าทางน่าเวทนาเช่นนั้น ฟู่ซีโจวจึงแสร้งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตนเอง แต่ความจริงแล้วเขาแอบดึงเอาลูกอมรสนมกำมือหนึ่งออกมาจากในมิติส่วนตัวต่างหาก
‎
“อยากกินลูกอมไหม?”
‎
เด็กน้อยที่กำลังตื่นกลัวพอได้เห็นลูกอมรสนมตรงหน้าก็ถึงกับสะอึกฮึกออกมาทีหนึ่ง ดวงตากลมโตที่คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาช้อนขึ้นมองฟู่ซีโจวอย่างมีความหวัง
‎
ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจของฟู่ซีโจวอ่อนยวบลงด้วยความเอ็นดูและสงสารจับใจ เขาพลางหวนนึกไปถึงหลานสาวตัวน้อยของตนเองขึ้นมาทันที ในชาติก่อน หลานสาวของเขาก็ถูกพวกอันธพาลเสเพลในหมู่บ้านล่อลวงไปขายให้กับแก๊งค้ามนุษย์แบบนี้แหละ ด้วยเหตุนี้เอง พอได้กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ เขาจึงเกลียดชังและทนเห็นการลักพาตัวค้ามนุษย์ไม่ได้ ชายหนุ่มค่อยๆ วางร่างของเด็กชายลงยืนบนพื้นอย่างเบามือ ก่อนจะแกะเปลือกลูกอมออกเม็ดหนึ่งแล้วยื่นป้อนใส่ปากให้เจ้าตัวเล็กอย่างอ่อนโยน
‎
ทางด้านตำรวจรถไฟเมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าฟู่ซีโจวมีท่าทางซื่อตรงและไม่น่าจะใช่คนเลวร้ายอะไร จึงสั่งการให้เข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนที่นอนกองอยู่บนพื้นเอาไว้ทันที ทว่าครั้นก้มลงมองดูสภาพของคนร้ายแต่ละคน ซึ่งคนหนึ่งสลบเหมือดไม่ได้สติ อีกคนข้อมือหักผิดรูป ส่วนอีกคนก็เจ็บหนักจนแม้แต่จะพยุงตัวยืนขึ้นยังไม่ไหว ตำรวจรถไฟก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองฟู่ซีโจวด้วยสายตาที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้... นี่สหายหนุ่มคนนี้จะลงมือหนักหน่วงเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
‎
“สหายครับ รบกวนคุณช่วยพาเด็กคนนี้ตามพวกเราไปให้ปากคำสักหน่อยนะครับ”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะคว้าสัมภาระของตนเองแล้วพาเด็กน้อยเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดๆ.....


จนกระทั่งคนทั้งหมดเดินมาถึงบริเวณตู้เสบียงของขบวนรถไฟ ชายหนุ่มจึงอาศัยจังหวะล้วงมือเข้าไปในกระสอบสัมภาระเพื่อบังตา แล้วแอบหยิบขนมเถาซูอบกรอบออกมาจากในมิติเพื่อส่งให้กับเด็กชายตัวน้อย เจ้าตัวเล็กรับขนมไปถือไว้แน่นพลางเงยหน้าขึ้นมองฟู่ซีโจวด้วยแววตาที่เริ่มคุ้นเคยและไว้วางใจมากขึ้น

‎
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามช่วยกันปลอบประโลมจนเด็กน้อยเริ่มมีท่าทีสงบลงบ้างแล้ว พวกเขาจึงค่อยๆ เอ่ยซักถามข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กขึ้นมา ทว่าเจ้าตัวเล็กกลับเอาแต่ปิดปากเงียบไม่ยอมพูดจาอะไรเลยสักคำ แถมยังคอยหันไปมองทางฟู่ซีโจวอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดตำรวจรถไฟก็จนปัญญาจำต้องหันมาขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่มแทน
‎
“สหายครับ ผมดูแล้วเด็กคนนี้คงจะยังตื่นตกใจมากเกินไป แบบนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะครับ...”
‎
แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเขาจะเชื่อมั่นว่าฟู่ซีโจวเป็นพลเมืองดีที่เข้ามาช่วยเหลือเด็กก็ตาม แต่ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานแล้ว พวกเขาก็ยังคงต้องหาพยานหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ให้แน่ชัดอยู่ดี
‎
ฟู่ซีโจวจึงตัดสินใจก้มลงเอ่ยถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
‎
“หนูน้อย แม่ของหนูอยู่ที่ไหนเหรอ?”
‎
น่าแปลกที่เด็กน้อยซึ่งเอาแต่ปิดปากเงียบมาโดยตลอด จู่ๆ ก็ยกนิ้วเล็กๆ ชี้ไปยังทิศทางของตู้รถไฟตู้นอนทันที
‎
“คุณแม่... คุณแม่กำลังนอนหลับอยู่ครับ”
‎
ตำรวจรถไฟได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะหันมาเอ่ยขอแรงฟู่ซีโจวอีกครั้ง
‎
“สหายครับ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเด็กจะยอมเชื่อฟังแค่คุณคนเดียวเลย ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณช่วยพาเด็กเดินไปกับพวกเราสักรอบจะได้ไหมครับ? จะได้พาไปดูให้รู้แน่ชัดเลยว่าผู้โดยสารคนไหนคือแม่ของเด็กคนนี้กันแน่”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างไม่เกี่ยงงอน เขาช้อนตัวเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง แล้วก้าวเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งหน้าไปยังโบกี้ตู้นอนทันที ขณะที่เดินไปนั้น ชายหนุ่มก็อดที่จะครุ่นคิดประเมินอยู่ในใจไม่ได้ว่า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเด็กชายตัวน้อยคนนี้ตัดเย็บจากเนื้อผ้าอย่างดี แถมผู้เป็นแม่ยังมีกำลังซื้อตั๋วโดยสารแบบตู้นอนได้อีกด้วย ดูท่าทางฐานะและภูมิหลังของครอบครัวนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

...........................