LNCrawler

บทที่ 86 จดหมายของจ้าวเหมย

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 86 จดหมายของจ้าวเหมย


‎เด็กชายตัวน้อยยื่นมือมารับน่องไก่ไปถือไว้ พลางเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยขอบคุณเขาอย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า
‎
“ขอบคุณครับคุณอา”
‎
หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จเรียบร้อย เจ้าตัวเล็กก็ถือของกินวิ่งกลับไปหาแม่ของตนทันที
‎
หญิงสาวหันมาพยักหน้าให้ฟู่ซีโจวเล็กน้อย พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ กล่าวขอบคุณด้วยความเกรงใจว่า
‎
“ขอบคุณมากนะคะ”
‎
ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยตอบกลับอย่างสุภาพว่า
‎
“ไม่เป็นไรครับ”
‎
เมื่อรับประทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ฟู่ซีโจวก็เอนกายลงนอนพักผ่อนบนเตียงอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้เขานอนหลับพักผ่อนจริงๆ เพราะตลอดหลายวันที่ต้องวิ่งวุ่นจัดการธุระอยู่ในปักกิ่งนั้น เขาแทบไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มเลยสักคืน พอได้เอนหลังสบายๆ เช่นนี้ความง่วงงุนจึงเริ่มเข้าครอบงำทันที
‎
ขบวนรถไฟแล่นฉึกฉักไปตามรางเหล็กตลอดทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งในที่สุดก็เดินทางมาถึงเขตมณฑลเฮยหลงเจียง ทว่าฟู่ซีโจวได้แอบเก็บข้าวของเดินแยกตัวออกไปตั้งแต่ก่อนที่ขบวนรถไฟจะเทียบชานชาลาสถานีปลายทางเสียอีก กว่าที่หญิงสาวจะทันได้สังเกตเห็นและตั้งใจจะเอ่ยปากซักถามข้อมูลติดต่อของชายหนุ่มอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งของเขาก็หายลับไปจนหาตัวไม่พบเสียแล้ว
‎
หญิงสาวทอดถอนใจออกมาเบาๆ ด้วยความเสียดาย พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชายตัวน้อยอย่างอ่อนโยน สามีของหล่อนเป็นวีรบุรุษผู้กล้าของชาติที่ต้องสละชีพไปในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งหนึ่ง เด็กคนนี้จึงเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวที่สามีทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า และยังเป็นทายาทสืบสกุลเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลอีกด้วย ดังนั้น ชายหนุ่มนิรนามผู้นั้นจึงไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตลูกชายของหล่อนเอาไว้เท่านั้น แต่ยังเท่ากับได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับครอบครัวของสามีหล่อนทั้งตระกูลเลยทีเดียว
‎
หญิงสาวลูบศีรษะลูกน้อยอีกครั้งก่อนจะคว้ากระเป๋าสัมภาระเตรียมตัวพาลูกเดินลงจากขบวนรถไฟ ทว่าในจังหวะนั้นเอง หล่อนกลับเห็นลูกชายล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเอาธนบัตรปึกหนึ่งออกมาถือไว้
‎
“ลูกไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหน?”
‎
คนเป็นแม่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ทั้งที่ในใจพอจะคาดเดาคำตอบได้อยู่แล้ว เด็กชายตัวน้อยจึงหันไปมองยังเตียงนอนชั้นบนสุดที่ฟู่ซีโจวเพิ่งจะนอนพักอยู่เมื่อครู่นี้ พลางตอบเสียงใสว่า
‎
“คุณอาเป็นคนให้มาครับ”
‎
คำตอบของลูกชายช่วยยืนยันสิ่งที่หล่อนคาดเดาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ขอบตาของหญิงสาวจึงพลันร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาด้วยความตื้นตันใจในทันที
‎
ทางด้านฟู่ซีโจว หลังจากก้าวลงจากรถไฟเรียบร้อยแล้ว เขาก็แวะไปทำธุระที่ทำการไปรษณีย์ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อจัดการเบิกเงินสดจำนวนหนึ่งพันหยวนที่จางฮุ่ยหมินโอนมาให้ก่อนหน้านี้ แล้วแอบเก็บเข้าไปไว้ในมิติส่วนตัวทันที จากนั้นชายหนุ่มจึงเดินเลี่ยงไปหาตรอกซอกซอยที่ปลอดผู้คน เพื่อนำเอาจักรยานเอ้อปาต้าก้างซึ่งเดิมทีเคยเป็นของหลินต้าจวินออกมาจากในมิติ แล้วปั่นมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านเซี่ยงหยางอย่างรวดเร็ว
‎
เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านเซี่ยงหยาง ฟู่ซีโจวก็ตรงดิ่งไปยังบ้านพักของหัวหน้าฝ่ายผลิตก่อนเป็นแห่งแรก ทันทีที่หวังต้าเกินได้เห็นหน้าชายหนุ่ม เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ก็ไหนตอนขอลาหยุดเขาอนุมัติเวลาให้ไปตั้งหนึ่งเดือนเต็มไม่ใช่หรือไง? แล้วเหตุใดเจ้าตัวถึงได้เดินทางกลับมาเร็วนักล่ะ? หรือว่าพ่อแม่บุญธรรมของเขาด่วนจากไปเสียแล้ว? หวังต้าเกินได้แต่คาดเดาไปต่างๆ นานาอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงระมัดระวังว่า
‎
“ปัญญาชนฟู่ เรื่องทางฝั่งพ่อแม่บุญธรรมของนายจัดการเรียบร้อยดีหมดแล้วเหรอ?”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับคำอย่างขึงขัง
‎
“เรียบร้อยหมดแล้วครับหัวหน้าฝ่ายผลิต พรุ่งนี้ผมสามารถออกไปทำงานในแปลงเกษตรได้ตามปกติเลย...”
‎
หวังต้าเกินทำท่าอ้ำอึ้งคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ชะงักไว้.... ใจหนึ่งเขาก็อยากจะบอกให้ชายหนุ่มพักผ่อนต่ออีกสักสองสามวัน แต่อีกใจหนึ่งก็เกรงว่าหากปล่อยให้อยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วเจ้าตัวอาจจะฟุ้งซ่านคิดสั้นเอาได้ สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยปลอบใจเบาๆ ว่า
‎
“ปัญญาชนฟู่ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ล่ะ”
‎
เพียงได้ยินคำปลอบโยนนั้น ฟู่ซีโจวก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิดไปไกล แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยปากแก้ความเข้าใจผิดแต่อย่างใด เพราะป่านนี้คนบ้านตระกูลหลินก็คงกำลังถูกฝูงแมลงรุมทึ้งเล่นงานจนทรมานเจียนตาย เหมือนตายทั้งเป็นไม่ต่างอะไรจากที่หัวหน้าฝ่ายผลิตเข้าใจสักเท่าไหร่หรอก
‎
ครั้นเดินออกมาจากที่ทำการกองพลน้อยฝ่ายผลิต ฟู่ซีโจวก็เผอิญเดินสวนทางกับจ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนเข้าอย่างจัง ทันทีที่หญิงสาวทั้งสองคนเห็นหน้าเขา พวกหล่อนก็แสดงท่าทีหวาดผวาราวกับหนูเจอแมว สายตาล่อกแล่กหลุกหลิกไม่กล้าสบตา และทำท่าจะเดินอ้อมหลบไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณทันที
‎
ฟู่ซีโจวกวาดตามองดูรอยแผลเป็นบนใบหน้าของพวกหล่อนที่ยังไม่ทันจะหายดี พลางกระตุกยิ้มเย็นชาขึ้นที่มุมปาก การเดินทางไปทำธุระในครั้งนี้กินเวลาหลายวันอยู่เหมือนกัน จนเขาไม่มีโอกาสได้แอบโปรยผงเรียกแมลงเพิ่มให้พวกหล่อนอย่างต่อเนื่องเลย ชายหนุ่มพลันนึกถึงผงเรียกแมลงทั้งห้าห่อที่เพิ่งได้รับเป็นรางวัลจากระบบขึ้นมาได้ ปริมาณมากขนาดนั้นน่าจะเพียงพอให้พวกหล่อนได้ลิ้มรสความทรมานไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว เพียงแต่น่าเสียดายอยู่นิดหน่อยตรงที่ตอนนี้ฤดูเก็บเกี่ยวช่วงใบไม้ร่วงผ่านพ้นไปแล้ว สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็นลงทำให้จำนวนแมลงในหมู่บ้านเซี่ยงหยางลดน้อยลงไปมาก ไม่เหมือนกับที่ปักกิ่งซึ่งสภาพอากาศยังคงอบอุ่นกว่าและมีแมลงชุกชุมมากกว่าหลายเท่า
‎
ฟู่ซีโจวหมายมั่นปั้นมือในใจว่าคืนนี้คงจะต้องแอบแวะเวียนไปแถวจุดพักปัญญาชนเสียหน่อย....


จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าเดินกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวัง ทว่าขณะเดินมาได้เพียงครึ่งทาง ปัญญาชนหญิงอย่างซุนเสี่ยวอวี่ก็รีบวิ่งซอยเท้าถี่ๆ เข้ามาดักหน้าเขาไว้เสียก่อน

‎
“ปัญญาชนฟู่คะ รอเดี๋ยวก่อนค่ะ”
‎
น้ำเสียงของซุนเสี่ยวอวี่แผ่วเบาไม่ต่างไปจากนิสัยขี้ขลาดหวาดกลัวของเจ้าตัวเลยแม้แต่น้อย
‎
แต่เนื่องจากฟู่ซีโจวมีประสาทการได้ยินที่เฉียบคมมาก เขาจึงได้ยินเสียงเรียกนั้นอย่างชัดเจน ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าหยุดยืนแล้วหันกลับไปมองหล่อนทันที
‎
“ปัญญาชนซุน มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
‎
ซุนเสี่ยวอวี่วิ่งหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟู่ซีโจวด้วยท่าทางประหม่าตื่นเต้นและดูลังเลใจไม่น้อย ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
‎
“มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”
‎
ซุนเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเอาจดหมายฉบับหนึ่งยื่นส่งมาตรงหน้าเขา โดยที่เจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้างุดไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา
‎
“จดหมายฉบับนี้... เมื่อหลายวันก่อนจ้าวเหมยฝากให้ฉันช่วยเอาไปส่งไปรษณีย์ให้น่ะค่ะ”
‎
ฟู่ซีโจวขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ในเมื่อเป็นจดหมายที่จ้าวเหมยไหว้วานให้หล่อนช่วยนำไปส่งไปรษณีย์ แล้วหล่อนจะเอามายื่นให้เขาทำไมกัน? ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้ยื่นมือออกไปรับไว้
‎
เมื่อซุนเสี่ยวอวี่เห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมรับจดหมายไปเสียที หล่อนก็เริ่มร้อนรนใจจนต้องรีบละล่ำละลักอธิบายเสียงตะกุกตะกักว่า
‎
“คือว่า... ตอนนั้นซองจดหมายมันปิดกาวไว้ไม่ค่อยสนิท กระดาษข้างในก็เลยหลุดร่วงออกมาน่ะค่ะ บังเอิญฉันเหลือบไปเห็นว่าในเนื้อความมีเขียนชื่อของคุณอยู่ด้วย ฉันก็เลยแอบเปิดอ่านดู...”
‎
“ในจดหมายนั่น จ้าวเหมยแอบเขียนบอกข่าวเรื่องที่คุณถูกส่งตัวลงมาใช้แรงงานที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางแห่งนี้ ให้พวกญาติๆ ของเธอรู้ค่ะ”
‎
อันที่จริงซุนเสี่ยวอวี่พอจะรับรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางระหว่างคนกลุ่มนี้อยู่บ้างเหมือนกัน สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเวลาที่จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนจับกลุ่มนินทาว่าร้ายฟู่ซีโจวนั้น พวกหล่อนไม่เคยคิดจะระมัดระวังหรือหลบเลี่ยงคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ซุนเสี่ยวอวี่จึงพลอยได้รู้ความจริงไปด้วยว่า ฟู่ซีโจวเป็นลูกบุญธรรมของป้าห่างๆ ของจ้าวเหมย และยังรู้อีกด้วยว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักตัดขาดกันไปแล้ว ดังนั้นหล่อนจึงคาดเดาได้ทันทีว่าเนื้อหาในจดหมายฉบับนี้จะต้องส่งผลเสียต่อฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน หญิงสาวจึงตัดสินใจแอบซ่อนจดหมายฉบับนี้เอาไว้โดยพลการ และตั้งใจว่าจะรอให้ฟู่ซีโจวเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านเมื่อไหร่ ค่อยนำมามอบให้กับมือของเขาโดยตรง เพราะอย่างไรเสีย ก่อนหน้านี้เขาก็เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหล่อนเอาไว้เหมือนกัน
‎
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้น ฟู่ซีโจวจึงยอมยื่นมือออกไปรับจดหมายจากซุนเสี่ยวอวี่มาถือไว้ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลยก็คือ นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่มีนิสัยขี้ขลาดตาขาวอย่างซุนเสี่ยวอวี่จะกล้าตัดสินใจทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้ด้วย ชายหนุ่มคลี่กระดาษจดหมายออกอ่านดูอย่างรวดเร็ว เนื้อความข้างในเต็มไปด้วยคำตัดพ้อโอดครวญของจ้าวเหมยที่บ่นว่าการใช้ชีวิตในชนบทนั้นยากลำบากแสนสาหัสเพียงใด พร้อมทั้งรบเร้าให้คนทางบ้านช่วยหาช่องทางวิ่งเต้นพาหล่อนกลับเข้าไปอยู่ในเมืองให้ได้ และในขณะเดียวกันหล่อนก็ยังแอบคาบข่าวเรื่องที่เขาอยู่หมู่บ้านเซี่ยงหยางไปบอกให้จ้าวชุนฮวารับรู้อีกด้วย
‎
แววตาของฟู่ซีโจวพลันเย็นเยียบลงในทันที เพราะถ้าหากปล่อยให้จ้าวชุนฮวาล่วงรู้ว่าเขามาลงชนบทอยู่ที่หมู่บ้านเซี่ยงหยางแห่งนี้ละก็ นับจากนี้ต่อไปจะต้องมีเรื่องวุ่นวายตามมาราวีเขาไม่เว้นแต่ละวันอย่างแน่นอน และไม่แน่ว่าจดหมายขอความช่วยเหลือแกมรีดไถจากซูอวิ๋นก็อาจจะถูกส่งตามมาเป็นพรวนไม่ขาดสายเหมือนอย่างในชาติก่อนอีกก็เป็นได้ ชายหนุ่มขยำกระดาษจดหมายในมือจนยับยู่ยี่เป็นก้อนกลม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยขอบคุณซุนเสี่ยวอวี่ด้วยความจริงใจว่า
‎
“ปัญญาชนซุน ขอบคุณคุณมากเลยนะครับ”
‎
“มะ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”
‎
เมื่อได้รับคำขอบคุณอย่างจริงจังจากชายหนุ่ม ซุนเสี่ยวอวี่ก็ยิ่งรู้สึกเขินอายจนทำตัวไม่ถูก พวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีระเรื่อจางๆ
‎
“ถ้าอย่างนั้น... ฉันขอตัวกลับไปก่อนนะคะ”
‎
พูดจบหญิงสาวก็รีบหมุนตัววิ่งผละจากไปอย่างรวดเร็ว สำหรับการหักหลังจ้าวเหมยในครั้งนี้ หล่อนไม่ได้รู้สึกผิดหรือกระอักกระอ่วนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างไรเสีย ในยุคสมัยนี้การที่จดหมายจะตกหล่นสูญหายไปกลางทางก็นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ.... ต่อให้จดหมายฉบับนี้จะส่งไปไม่ถึงปักกิ่ง จ้าวเหมยก็ไม่มีทางระแคะระคายหรือสงสัยในตัวหล่อนอย่างแน่นอน
‎
ฟู่ซีโจวมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งห่างออกไปพลางครุ่นคิดด้วยความประหลาดใจอยู่ลึกๆ...


เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคนที่ดูอ่อนแอหัวอ่อนมาโดยตลอดอย่างซุนเสี่ยวอวี่ แท้จริงแล้วจะเป็นคนที่รู้จักคิดอ่านวางแผนซับซ้อนพอดู แถมยังมีความคิดที่จะเอาคืนคนที่เคยรังแกตัวเองอีกด้วย ชายหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นเพราะการกลับมาเกิดใหม่ของเขาได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกจนส่งผลให้ซุนเสี่ยวอวี่เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าแท้จริงแล้วเนื้อแท้ของหล่อนก็เป็นคนเช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ในชาติก่อนตัวเขาไม่ได้ใส่ใจจนมองไม่เห็นมุมนี้ของหล่อนกันแน่

‎
ฟู่ซีโจวล้วงไม้ขีดไฟออกมาจุดเผาจดหมายฉบับนั้นจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา จากนั้นจึงมุ่งหน้าเดินกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวังต่อทันที ทว่าทันทีที่เขาเพิ่งจะผลักประตูรั้วก้าวเข้าไปด้านใน ก็เห็นตาเฒ่าหวังยกเก้าอี้พับตัวเล็กมานั่งรออยู่กลางลานบ้าน พร้อมกับกำลังสูบกล้องยาสูบพ่นควันปุ๋ยๆ ดูราวกับว่ากำลังตั้งตารอคอยการกลับมาของเขาอยู่โดยเฉพาะ
‎
“กลับมาแล้วเรอะ?”
‎
ตาเฒ่าหวังปรือเปลือกตาขึ้นมองศิษย์รักเล็กน้อย
‎
“ครับอาจารย์ ผมกลับมาแล้วครับ”
‎
ฟู่ซีโจวขานรับอย่างนอบน้อมพลางวางสัมภาระในมือลง
‎
“ไอ้เด็กแสบ นึกว่าจะลืมทางกลับไปเสียแล้ว”
‎
ชายชราผุดลุกขึ้นยืนแล้วเอามือไพล่หลังเดินทอดน่องไปมาอยู่กลางลานบ้าน
‎
“รีบเข้าครัวไปทำของอร่อยๆ ให้ฉันกินสักมื้อสิ ช่วงหลายวันที่แกไม่อยู่นี่ ฉันกินแต่อาหารจืดชืดจนปากจืดไปหมดแล้ว...”
‎
“ได้ตามคำสั่งเลยครับผม”
‎
ฟู่ซีโจวหัวเราะร่าตอบรับอย่างอารมณ์ดี ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินเข้าห้องครัวไปนั้น ตาเฒ่าหวังก็พลันร้องเรียกตัวเขาเอาไว้เสียก่อน
‎
“เดี๋ยวก่อน...”
‎
พูดจบชายชราก็เดินหายเข้าไปในตัวบ้าน แล้วอุ้มหีบไม้ใบหนึ่งที่มีน้ำหนักไม่เบาออกมายื่นส่งให้กับฟู่ซีโจว
‎
“อ้ะ เอาไปสิ”
‎
“ข้างในนี้คืออะไรเหรอครับ?”
‎
ฟู่ซีโจวรับหีบไม้มาถือไว้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝากล่องออกดู
‎
ทันทีที่ฝาหีบไม้ถูกเปิดออก ฟู่ซีโจวก็ถึงกับยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันไปในพริบตา ภายในกล่องไม้ใบนั้นมีแจกันกระเบื้องเคลือบโบราณใบหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่ ตัวแจกันมีรูปทรงปากเล็กคอยาว ช่วงท้องป่องกลมมนและมีฐานทรายรองรับ ลวดลายมังกรเหินทะยานท่ามกลางหมู่เมฆสีทองแดงดูโดดเด่นมีชีวิตชีวาตัดกับพื้นผิวเคลือบสีขาวบริสุทธิ์อย่างงดงามไร้ที่ติ... 


ฟู่ซีโจวลองโคจรพลังเนตรวิเศษกวาดมองตรวจสอบดูเพียงปราดเดียว เขาก็สามารถยืนยันได้ทันทีว่าแจกันกระเบื้องเคลือบในหีบใบนี้คือ ‘แจกันทรงกลมเคลือบสีแดงใต้เคลือบลายมังกรดั้นเมฆ’ จากเตาหลวงในรัชสมัยหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงของแท้แน่นอน! หากนำของล้ำค่าระดับนี้ไปลงแลกเปลี่ยนในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของละก็ ไม่แน่ว่าอาจจะได้แต้มพลังงานมหาศาลจนสามารถอัปเกรดระบบเลื่อนขั้นติดต่อกันได้หลายระดับเลยทีเดียว....


ฟู่ซีโจวไม่อาจรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ได้อีกต่อไป เขารีบเงยหน้าขึ้นมองตาเฒ่าหวังด้วยความตื่นตะลึงพลางเอ่ยถามขึ้นว่า

‎
“นี่อาจารย์ครับ อาจารย์ไปเอาของดีล้ำค่าขนาดนี้มาจากไหนกัน? คงไม่ใช่ว่าแอบไปขุดสุสานบรรพบุรุษบ้านไหนมาหรอกนะ?”

..............................