LNCrawler

บทที่ 87 คอกวัวถูกบุกทำลาย...

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 87 คอกวัวถูกบุกทำลาย...


“เหลวไหล!”

​
ตาเฒ่าหวังโกรธจนหนวดกระดิกตาถลน ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาไล่ฟาดฟู่ซีโจวในทันทีพร้อมกับตะคอกเสียงดังลั่น
​
“นี่คือสมบัติล้ำค่าที่ฉันอุตส่าห์เก็บรักษามาตั้งหลายปีเชียวนะ ที่ยอมมอบให้ก็เพราะเห็นว่าเป็นรางวัลหลังจากแกฝึกฝนตำราเคล็ดวิชาเล่มแรกของฉันสำเร็จหรอก นี่แหนะ พูดพล่อยๆ ดีนัก ถ้าแกไม่เอาก็ส่งคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย!”
​
ฟู่ซีโจวหอบหีบสมบัติไว้แนบอก พลางกระโดดโลดเต้นหลบหลีกไปทั่วลานบ้านอย่างคล่องแคล่วว่องไว
​
“โธ่ ผมยังไม่ได้บอกสักคำเลยนะครับว่าไม่เอา ของดีล้ำค่าขนาดนี้ยังไงผมก็ต้องรับไว้อยู่แล้ว อาจารย์เลิกไล่ตีผมเถอะครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปทำกับข้าวให้กิน วันนี้รับรองเลยว่าจะมีทั้งเหล้าชั้นดีและอาหารเลิศรสให้กินจนอิ่มหนำสำราญอย่างแน่นอน”
​
ครั้นตาเฒ่าหวังได้ยินดังนั้นจึงยอมชะลอฝีเท้าและหยุดไล่กวดในที่สุด พลางยืนหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
​
ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า
​
“เดี๋ยวผมขอเอาของไปเก็บให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะรีบเข้าครัวไปทำอาหารทันทีเลย อาจารย์ท่านรอสักครู่นะ”
​
ชายหนุ่มเดินนำหีบใบนั้นไปวางเก็บไว้บนเตียงอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันภายในใจก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ว่า ทั้งที่ตาเฒ่าหวังครอบครองสมบัติล้ำค่าถึงเพียงนี้ แต่เหตุใดเจ้าตัวกลับยังใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นซอมซ่อได้ขนาดนี้กัน ไม่รู้จริงๆว่าชายชราผู้นี้ยังซุกซ่อนปิดบังเขาอยู่อีกมากมายเพียงใด
​
หลังจากนั้น ฟู่ซีโจวจึงหิ้วกระสอบป่านเดินตรงเข้าครัวไป แล้วแอบจับปลาเฉ่าตัวเขื่องออกมาจากมิติส่วนตัวเพื่อนำมาชำแหละทำเมนูปลาน้ำแดงตุ๋นมันฝรั่งให้ชายชราได้รับประทาน ซึ่งทั้งหัวมันฝรั่งและเนื้อปลานั้นล้วนเป็นผลผลิตชั้นเลิศที่มาจากมิติเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ของเขาเองทั้งสิ้น ดังนั้นแม้จะไม่ต้องใส่เครื่องปรุงรสอะไรมากมาย ทว่ากลิ่นหอมกรุ่นของปลาตุ๋นที่โชยแตะจมูกก็ทำเอาตาเฒ่าหวังที่ไม่ได้กินของดีๆ มาหลายวันถึงกับน้ำลายสอด้วยความหิวโหย ยิ่งไปกว่านั้นฟู่ซีโจวยังรินเหล้าเก่าเก็บใส่ชามส่งให้อีกฝ่ายอีกด้วย พอได้จิบสุราเลิศรสสลับกับคีบเนื้อปลาหวานนุ่มเข้าปากคำโต ตาเฒ่าหวังก็ถึงกับหรี่ตาลงอย่างพึงพอใจและสำราญใจเป็นที่สุด
​
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ดี ฟู่ซีโจวจึงถือโอกาสนี้เอ่ยถามหยั่งเชิงขึ้นมาทันที
​
“อาจารย์ สมบัติล้ำค่าแบบเมื่อครู่นี้ ท่านยังมีเก็บไว้อีกเยอะไหมครับ”
​
ตาเฒ่าหวังปรายตามองลูกศิษย์แวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงขรึมๆ
​
“แกไม่ต้องมาหลอกถามฉันหรอก”
​
ฟู่ซีโจวได้แต่หัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสา ส่วนตาเฒ่าหวังก็เอ่ยสำทับขึ้นมาอีกครั้งว่า
​
“เอาเป็นว่าขอแค่แกปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้ให้สำเร็จ รับรองเลยว่าผลประโยชน์ที่แกจะได้รับย่อมไม่น้อยหน้าใครอย่างแน่นอน”
​
ฟู่ซีโจวได้ยินเช่นนั้นก็นึกขำอยู่ในใจ เพราะดูท่าแล้วชายชราคนนี้กำลังขายฝันเพื่อหลอกล่อใช้งานเขาอยู่ชัดๆ
​
ทันใดนั้น ตาเฒ่าหวังก็คล้ายเพิ่งจะถึงนึกบางสิ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยต่อว่า
​
“จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แกควรรู้ไว้”
​
“เรื่องอะไรเหรอครับ”
​
ชายชราวางตะเกียบลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม
​
“ช่วงไม่กี่วันมานี้ ทางฝั่งคอกวัวดูไม่ค่อยจะสงบเรียบร้อยสักเท่าไร”
​
หัวใจของฟู่ซีโจวกระตุกวูบลงในฉับพลัน เขารีบละล่ำละลักถามกลับไปโดยทันที
​
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ!”
​
ความกังวลต่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวพุ่งเข้าจับขั้วหัวใจอย่างรุนแรง จนเขาแทบอยากจะพุ่งตัวออกไปดูสถานการณ์ที่คอกวัวเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
​
“ก็พวกตัวป่วนน่ารำคาญกลุ่มเดิมนั่นแหละที่ยกพวกบุกเข้ามาทุบทำลายข้าวของอีกรอบ แต่แกวางใจเถอะ คนในครอบครัวของแกปลอดภัยดีทุกคน มีแค่พวกโต๊ะกับข้าวของเครื่องใช้เท่านั้นที่ถูกทุบพังไป ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว”
​
คำยืนยันนั้นทำให้ฟู่ซีโจวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองตาเฒ่าหวังด้วยความประหลาดใจ
​
“ว่าแต่... อาจารย์รู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดได้ยังไงครับ”
​
ตาเฒ่าหวังยกมือขึ้นตบปากตัวเองเบาๆ อย่างนึกขึ้นได้ พอเหล้าเข้าปากมากเกินไปทีไร ก็มักจะเผลอหลุดปากพูดมากจนความลับรั่วไหลทุกที
​
“เรื่องแค่นี้คิดว่าจะปิดบังสายตาคนอย่างฉันพ้นหรือยังไงกัน ตั้งแต่ตอนที่แกยอมควักเงินตั้งห้าหยวนเพื่อขอเช่าบ้านผุๆ พังๆ ของฉันอาศัยอยู่ ฉันก็พอจะเดาต้นสายปลายเหตุออกตั้งแต่แรกแล้ว...”
​
ฟู่ซีโจวรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าชายชราไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง เขาจึงเพียงแต่คลี่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไป
​
“ไม่มีเรื่องไหนที่สามารถรอดพ้นสายตาของอาจารย์ไปได้เลยจริงๆครับ”
​
ตาเฒ่าหวังขยับตัวโน้มหน้าเข้ามาใกล้ฟู่ซีโจวอีกนิด พลางเอ่ยทวงบุญคุณด้วยท่าทางมีเลศนัย
​
“เจ้าหนู งานนี้แกต้องขอบคุณฉันให้มากๆ เลยนะจะบอกให้”
​
“เอ๊ะ.... ทำไมล่ะครับ”
​
ชายชรายิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเล่าออกมาด้วยความสะใจ
​
“ก็ฉันแอบลงมือจัดการสั่งสอนพวกที่บุกไปพังคอกวัวของพ่อแม่แกให้แทนแล้วน่ะสิ ฉันดีดก้อนกรวดเล็กๆ พุ่งแหวกอากาศไปกระแทกใส่ขาของพวกมันแต่ละคนอย่างจัง รับรองได้เลยว่าคนพวกนั้นจะต้องปวดร้าวระบมไปอีกนานครึ่งค่อนเดือนเชียวล่ะ”
​
ยามที่ตาเฒ่าหวังเอ่ยถึงวีรกรรมของตนในครั้งนี้ สีหน้าของเขาก็เปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะช่วงนั้นฟู่ซีโจวไม่อยู่ในหมู่บ้าน เขาก็คงไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยตนเองหรอก ทว่าฝีมือของเขาก็ยังคงเก๋าเกมไม่เสื่อมคลาย แม้จะซัดจนขากองทัพตัวป่วนเหล่านั้นบวมเป่งกันถ้วนหน้า แต่ก็ไม่มีใครจับร่องรอยของเขาได้เลยแม้แต่น้อย สุดท้ายคนพวกนั้นยังพากันเข้าใจผิดคิดว่าถูกผีหลอกเข้าให้กลางวันแสกๆ จนต้องแหกปากร้องโหยหวนแล้วโกยอ้าวหนีตายกันไปอย่างไม่คิดชีวิต
​
ฟู่ซีโจวส่งยิ้มให้ตาเฒ่าหวังด้วยความซาบซึ้งใจ....
​
“รอบนี้ผมนำยาเส้นชั้นดีมาจากเมืองหลวงค่อนข้างเยอะ เดี๋ยวอีกสักพักผมจะเอามามอบให้อาจารย์นะครับ”
​
ตาเฒ่าหวังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางแค่นเสียงตอบกลับอย่างวางมาด
​
“ถือว่าแกยังรู้จักกาลเทศะอยู่บ้าง”
​
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฟู่ซีโจวจึงแบ่งยาเส้นส่วนหนึ่งไปมอบให้ตาเฒ่าหวังตามสัญญา จากนั้นเขาก็กลับไปจัดการคัดแยกและจัดระเบียบเสบียงข้าวของภายในมิติส่วนตัวให้เข้าที่เข้าทาง ครั้นรอจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทลง ชายหนุ่มก็ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป เขารีบก้าวเท้าออกจากลานบ้านแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังคอกวัวโดยทันที ซึ่งในเมื่อตอนนี้ตาเฒ่าหวังล่วงรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ฟู่ซีโจวจึงไม่จำเป็นต้องคอยระแวงหรือปกปิดร่องรอยเหมือนแต่ก่อนอีก
​
ทันทีที่เดินมาจนเกือบจะถึงจุดหมาย เขาก็ดึงถุงผ้าที่จัดเตรียมข้าวของไว้ล่วงหน้าออกมาจากมิติ ก่อนจะเลิกม่านกั้นประตูขึ้นแล้วก้าวเข้าไปภายในคอกวัวอย่างเงียบเชียบ เนื่องจากเหตุการณ์บุกพังทำลายข้าวของนั้นผ่านพ้นมาก่อนหน้านี้สักพักแล้ว ตอนนี้คนตระกูลฟู่จึงช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่จนกลับมาเรียบร้อยดังเดิม ทว่าทันทีที่ได้ยินเสียงคนเลิกม่านเดินเข้ามาอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างก็พากันสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดระแวง แต่ครั้นพอเห็นชัดว่าเป็นฟู่ซีโจว พวกเขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน
​
“ซีโจว ลูกกลับมาแล้วเหรอ!”
​
ซูหย่าฉินรีบสาวเท้าเข้ามาหาลูกชายด้วยความดีใจ พลางกวาดสายตาสำรวจมองดูทั่วร่างของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีร่องรอยบาดแผลใดๆ เธอก็ค่อยคลายความกังวลลงได้บ้าง
​
“ลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
​
“ไม่มีเลยครับแม่”
​
ฟู่ซีโจวตอบกลับพร้อมกับหมุนตัวให้ดูรอบหนึ่ง เพื่อยืนยันให้ทุกคนมั่นใจว่าตนเองยังคงปลอดภัยและสบายดีทุกประการ
​
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กวาดสายตามองไปรอบๆ คอกวัว ก่อนจะสังเกตเห็นได้ทันทีว่าโต๊ะไม้ที่เคยตั้งอยู่ภายในห้องได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นถูกคนพวกนั้นทุบทำลายจนพังยับเยินอย่างแน่นอน เพียงแค่นึกถึงใบหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้น ฟู่ซีโจวก็โกรธแค้นจนขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเอ่ยถามครอบครัวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
​
“ผมได้ข่าวว่าพวกปลอกแขนแดงบุกมาอาละวาดที่นี่ พ่อกับแม่และทุกคนไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับ”
​
สมาชิกครอบครัวตระกูลฟู่ต่างชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความคาดไม่ถึงว่าเขาจะล่วงรู้เรื่องนี้เข้าเสียแล้ว ก่อนที่ฟู่เหวินปินจะเป็นฝ่ายเอ่ยตอบขึ้นมาเพื่อปลอบใจลูกชาย
​
“คนพวกนั้นก็แค่บุกเข้ามาทุบทำลายข้าวของนิดหน่อยเท่านั้นแหละ พวกเราไม่เป็นอะไรกันมากหรอก”
​
ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทว่าเพลิงโทสะภายในใจของฟู่ซีโจวก็ยังคงคุกรุ่นไม่จางหาย เขาจึงซักถามต่อไปอีกว่า
​
“แล้วพวกมันได้ปล้นเอาเสบียงอาหารไปบ้างหรือเปล่าครับ”
​
ซูหย่าฉินส่ายหน้าเบาๆ พลางตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
​
“ไม่ได้เอาอะไรไปเลย พวกเราเอาไปซ่อนไว้ในที่มิดชิดมาก คนพวกนั้นค้นหาเท่าไรก็หาไม่เจอหรอก”
​
เพียงแต่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์บุกค้นอันน่าอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่กล้านำเสบียงอาหารเหล่านั้นออกมาทำกินกันอีกเลยเพราะกลัวว่าจะถูกคนภายนอกจับพิรุธได้
​
ฟู่ซีโจววางถุงผ้าในมือลงบนพื้น ก่อนจะเอ่ยบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
​
“ผมเอาของกินมาเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่งครับ พ่อครับ แม่ครับ เรื่องคนพวกนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกนะ เพราะในช่วงเวลาอันใกล้นี้ พวกมันจะไม่มีทางโผล่หน้ามาวุ่นวายที่นี่ได้อีกอย่างแน่นอน”
​
“ทำไมลูกถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ”
​
ฟู่เหวินปินเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าฟู่ซีโจวก็ไม่ได้แพร่งพรายออกไปว่าเป็นฝีมือการสั่งสอนของตาเฒ่าหวัง เขาเพียงแต่เปลี่ยนเรื่องแล้วให้คำมั่นสัญญากับครอบครัวแทนว่า
​
“ทุกคนวางใจเถอะครับ อีกไม่นานเกินรอ ผมจะพาทุกคนออกไปจากคอกวัวแห่งนี้ให้ได้”
​
เมื่อคนตระกูลฟู่ได้ยินคำพูดนั้น ต่างก็พากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้อาวุโสทั้งสามท่านจากคอกวัวห้องข้างๆ ก็พากันเดินแวะเวียนเข้ามาหาพอดี ฟู่ซีโจวหันไปมองสำรวจสีหน้าของชายชราทั้งสาม ครั้นเห็นว่าพวกเขายังคงมีสีหน้าปกติไม่ต่างจากครอบครัวของตน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน ความกังวลใจเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ภายในอกจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น
​
ท่ามกลางสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของผู้อาวุโสทั้งสาม ฟู่ซีโจวจึงเอ่ยรายงานขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและจริงจัง
​
“คุณปู่กู่ คุณปู่หวง คุณปู่หานครับ ผมไม่ได้ทำให้ความไว้วางใจของพวกท่านต้องสูญเปล่า ตอนนี้ผมได้นำจดหมายไปส่งมอบให้ถึงมือของผู้อำนวยการเฉียนเรียบร้อยแล้วครับ”
​
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็ล้วงหยิบซองจดหมายซองหนึ่งซึ่งภายในบรรจุธนบัตรจำนวนหนึ่งพันหยวนที่เฉียนเสวียอี้ฝากมาให้ออกมาจากถุงผ้า ก่อนจะยื่นส่งมอบให้กับหวงกั๋วหัวโดยตรง
​
“คุณปู่หวงครับ ผู้อำนวยการเฉียนกำชับให้ผมนำสิ่งนี้มามอบให้คุณปู่ให้ได้ ท่านฝากบอกมาว่าท่านไม่เคยลืมเลือนเรื่องของคุณปู่เลยแม้แต่วันเดียว และทันทีที่มีจังหวะโอกาสเมื่อไร ท่านจะรีบดำเนินการทวงคืนความบริสุทธิ์และกู้คืนชื่อเสียงให้คุณปู่อย่างแน่นอน...”
​
หวงกั๋วหัวยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรับซองจดหมายนั้นมาถือไว้ ทันทีที่เขาเปิดออกดูและได้เห็นปึกธนบัตรหนาเตอะที่อัดแน่นอยู่ภายใน หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจก็ร่วงเผาะลงมาอาบแก้มในฉับพลัน
​
“ดีเหลือเกิน ดีจริงๆ....”
​
ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและสะอื้นไห้จนแทบจะเปล่งคำพูดใดออกมาไม่ได้อีก...
​
ฟู่ซีโจวไม่อยากเห็นผู้เฒ่าหวงต้องจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้าสะเทือนใจมากจนเกินไป เขาจึงรีบเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเล่าเรื่องที่ตนเองเดินทางกลับไปเมืองหลวงในคราวนี้แล้วบังเอิญได้จัดการถอนรากถอนโคนกลุ่มสายลับศัตรูไปหลายคนให้ทุกคนฟังแทน ทั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้เล่ารายละเอียดที่อันตรายแบบเจาะลึกแต่อย่างใด เพียงแค่บอกเล่าข้ามๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากเล่าจบแล้ว ฟู่ซีโจวจึงหันกลับมาเอ่ยกับคนในครอบครัวอีกครั้งว่า
​
“พ่อครับ แม่ครับ ผมวางแผนไว้ว่าจะอาศัยผลงานความดีความชอบจากการจับกุมสายลับในครั้งนี้ มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อรับตัวทุกคนออกไปจากคอกวัว และในขณะเดียวกันผมก็จะทำเรื่องยื่นขอที่ดินปลูกบ้านจากทางหมู่บ้านสักแปลงหนึ่ง พวกเราจะได้สร้างบ้านเป็นของตัวเองเพื่ออยู่อาศัยด้วยกันเสียที”
​
“แต่ถ้าทำแบบนั้นมันจะไม่เป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเราจนส่งผลกระทบต่อตัวลูกหรอกเหรอ.... ซีโจว แม่ว่าอย่าเพิ่งเสี่ยงทำแบบนั้นเลยนะลูก”
​
ซูหย่าฉินเอ่ยทัดทานขึ้นมาด้วยความวิตกกังวล เพราะเกรงว่าอนาคตของลูกชายจะต้องมาพลอยมัวหมองไปด้วย ทว่าเมื่อฟู่ซีโจวกวาดสายตามองดูสภาพภายในคอกวัวอันทรุดโทรมที่แม้แต่เตียงอิฐให้ความอบอุ่นสักหลังก็ยังไม่มี เขาก็อึดอัดใจจนแทบทนไม่ไหว หากปล่อยไว้เช่นนี้แล้วเมื่อถึงฤดูหนาวอันเยือกเย็น ทุกคนจะใช้ชีวิตผ่านพ้นไปได้อย่างไรกัน ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็จะต้องสะสางปัญหานี้ให้ลุล่วงภายในช่วงหลังจบฤดูเก็บเกี่ยวและก่อนที่ลมหนาวจะมาเยือนอย่างเต็มตัวให้จงได้...
​
“วางใจเถอะครับแม่ เรื่องนี้ผมเตรียมการไว้พร้อมแล้วและมั่นใจว่าจะจัดการได้อย่างแน่นอน...”
​
หลังจากนั่งพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับทุกคนต่ออีกสักพัก ฟู่ซีโจวก็หันไปหยอกล้อกับหลานสาวตัวน้อยอย่างเอ็นดูพร้อมกับแบ่งลูกอมให้เธอจำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาจึงค่อยเตรียมตัวบอกลาเพื่อเดินทางกลับ แต่ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากคอกวัวไป ชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะแอบเทน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นลงไปในตุ่มน้ำของคอกวัวทั้งสองฝั่ง ฝั่งละสองขวดอย่างเงียบเชียบ
​
ครั้นเดินห่างออกมาจากบริเวณคอกวัวได้ไกลพอสมควรแล้ว ฟู่ซีโจวกลับยังไม่ได้มุ่งหน้าตรงกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวังในทันที หากแต่เขานำเสื้อคลุมล่องหนออกมาสวมคลุมกายไว้ แล้วเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าตรงไปยังหอพักของกลุ่มปัญญาชนหญิงแทน ถึงแม้ว่าการที่ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาแอบย่องเข้าไปในเขตจุดพักปัญญาชนหญิงยามค่ำคืนดึกดื่นเช่นนี้จะดูไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไรนัก ทว่าเขาก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้จ้าวเหมยและหลี่เยี่ยนได้นอนหลับฝันดีอย่างสุขสบายในค่ำคืนนี้ได้เลยจริงๆ

..........................