บทที่ 88 จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนที่สภาพร่อแร่ใกล้ตาย
บทที่ 88 จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนที่สภาพร่อแร่ใกล้ตาย
ฟู่ซีโจวผลักประตูหอพักของจุดพักปัญญาชนหญิงแล้วลอบย่องเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ หลังจากที่จัดการโปรยผงเรียกแมลงใส่จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนไปคนละหนึ่งห่อเรียบร้อยแล้ว เขาจึงค่อยๆ หมุนตัวผละจากมาโดยไร้สุ้มเสียง
เมื่อกลับมาถึงบ้านของตาเฒ่าหวัง ชายหนุ่มก็เอนกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ทว่าเนื่องจากก่อนหน้านี้เขานอนหลับมาตลอดทางบนรถไฟจนเต็มอิ่ม ตอนนี้ร่างกายจึงยังคงตื่นตัวและสดชื่นอย่างยิ่ง เขาเลยส่งจิตสำนึกเข้าไปสำรวจภายในมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์แทน
สิ่งแรกที่เขาปรายตามองก็คือฝูงลูกหมูจำนวนกว่าหนึ่งพันตัว ซึ่งภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของหุ่นยนต์การเกษตร พวกมันต่างก็กินอาหารจนอิ่มแปล้และกำลังส่งเสียงร้องอู๊ดๆ พลางใช้จมูกดุนคุ้ยดินดำเล่นอย่างอารมณ์ดี ถัดจากนั้นเขาก็กวาดสายตาไปดูฝูงปลาเก๋ามังกร ซึ่งหลังจากผ่านการเจริญเติบโตมาได้หนึ่งวันเต็มๆ ขนาดลำตัวของพวกมันก็ดูใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมอยู่พอสมควร
ฟู่ซีโจวปล่อยให้จิตสำนึกของตนล่องลอยเดินสำรวจไปรอบๆ มิติเพาะปลูกและปศุสัตว์อย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ต้นโสมที่เขาเคยนำมาลงปลูกไว้บนผืนดินดำก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับเติบโตจนแตกใบเขียวชอุ่มหนาทึบ และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยินดีมากที่สุดก็คือ บริเวณยอดของต้นโสมกลับผลิดอกสีเหลืองอมเขียวออกมาเป็นช่อๆ เต็มไปหมด
ครั้นเพ่งพินิจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาก็พบว่าต้นโสมเหล่านั้นถึงกับติดผลสีแดงสดออกมาเป็นพวงแล้วด้วยซ้ำ ช่วงที่ผ่านมาเขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับธุระสารพัน จนลืมเรื่องที่ตัวเองเคยนำโสมที่เก็บมาได้มาลงปลูกไว้บนผืนดินดำเสียสนิท จึงไม่ได้เข้ามาสนใจไยดีมันเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มจ้องมองผลสีแดงสดใสเหล่านั้นด้วยหัวใจที่พองโตและเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีอย่างล้นหลาม เพราะการเพาะปลูกโสมนั้นมีความแตกต่างจากเห็ดหลินจือโดยสิ้นเชิง เห็ดหลินจือสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการกระจายสปอร์ แต่โสมจำเป็นต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ดังนั้นหากดอกโสมรุ่นนี้สามารถเจริญเติบโตจนติดผลได้อย่างรวดเร็ว เขาก็จะสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์โสมเอาไว้ได้เป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
จากการตรวจสอบผ่านเนตรวิเศษ ฟู่ซีโจวจึงได้รู้ว่าโสมป่าที่เดิมทีมีอายุเพียงร้อยปี บัดนี้ได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นโสมป่าอายุห้าร้อยปีไปเรียบร้อยแล้ว ถึงกระนั้นอัตราการเติบโตระดับนี้ภายในมิติก็ยังนับว่าไม่เร็วนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมันเป็นสายพันธุ์ที่หายาก ประกอบกับที่ผ่านมาได้รับเพียงน้ำพุวิเศษที่ถูกเจือจางแล้วมารดหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด มันจึงเติบโตได้ค่อนข้างช้ากว่าพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำพุบริสุทธิ์
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเบนสายตาไปยังบ่อน้ำพุวิเศษ ก่อนหน้านี้เขาได้ตั้งค่าระบบการทำงานของหุ่นยนต์การเกษตรเอาไว้ว่า นอกจากบรรดาไม้ผลแล้ว พืชไร่ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดให้ใช้น้ำพุวิเศษที่เจือจางแล้วในการรดน้ำทั้งหมด ฟู่ซีโจวจึงใช้จิตสำนึกบังคับหยดน้ำพุวิเศษบริสุทธิ์ลงไปรดต้นโสมป่าล้ำค่าต้นนั้นสองสามหยด แต่หลังจากเฝ้าสังเกตดูอยู่ครู่หนึ่ง ตัวโสมป่าก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ปรากฏให้เห็น เขาจึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยเข้ามาดูผลลัพธ์อีกครั้ง
ทันทีที่ถอนจิตสำนึกกลับออกมาจากมิติเพาะปลูกและปศุสัตว์ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้นำสมบัติที่ตาเฒ่าหวังมอบให้เก็บเข้าสู่มิติเลย ชายหนุ่มจึงยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจัดการส่งหีบใบนั้นเข้าไปไว้ในมิติทันที
ทว่าทันใดนั้น เสียงของระบบก็พลันดังกังวานขึ้นมาในหัว
[ตรวจพบสิ่งของที่มีพลังงาน กระตุ้นรางวัลพิเศษ เปิดใช้งานฟังก์ชันโรงรับจำนำในมิติเรียบร้อยแล้ว]
ฟู่ซีโจวรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาในทันที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสนใจ
[ระบบ ฟังก์ชันโรงรับจำนำคืออะไรเหรอ?]
ระบบจึงอธิบายรายละเอียดให้ฟังอย่างชัดเจน
[โฮสต์ ฟังก์ชันโรงรับจำนำก็คือท่านสามารถนำสิ่งของที่มีมูลค่าใดๆ ก็ได้มาจำนำไว้กับมิติ เมื่อกำหนดระยะเวลาในการจำนำแล้วจะไม่สามารถถอนคืนกลางคันได้ ยิ่งระยะเวลาจำนำนานเท่าไหร่ พลังงานที่ได้รับก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกัน สิ่งของที่เคยผ่านการจำนำมาแล้วหนึ่งครั้ง มิติจะไม่รับจำนำซ้ำอีกเป็นอันขาด]
เมื่อได้ฟังดังนั้นเขาก็เข้าใจได้ในทันที เพราะรูปแบบการทำงานของโรงรับจำนำแห่งนี้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกับการฝากประจำของธนาคารนั่นเอง ชายหนุ่มจึงลองเอ่ยถามระบบต่ออีกประโยค
[ถ้าอย่างนั้น หากฉันนำแจกันทรงกลมลายเคลือบใบนี้ไปวางไว้ในโรงรับจำนำเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จะได้รับพลังงานทั้งหมดเท่าไหร่?]
ระบบตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
[โฮสต์ จะได้รับพลังงานหนึ่งแสนแต้ม]
จำนำไว้หนึ่งสัปดาห์จะได้พลังงานแค่หนึ่งแสนแต้ม หากฝากไว้หนึ่งเดือนก็คงได้เพียงสี่แสนแต้มเท่านั้น ในขณะที่การอัปเกรดมิติให้ขึ้นไปถึงระดับสิบเอ็ดจำเป็นต้องใช้พลังงานสูงถึงหนึ่งล้านห้าแสนแต้มเลยทีเดียว แต่อย่างไรเสีย ในช่วงเวลานี้เขาก็ยังไม่ได้วางแผนที่จะนำวัตถุโบราณในมิติออกมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของอยู่แล้ว
หลังจากใคร่ครวญดูอย่างถี่ถ้วน ฟู่ซีโจวจึงตัดสินใจนำวัตถุโบราณทั้งหมดที่มีอยู่ในมิติไปฝากจำนำไว้เป็นระยะเวลาสองเดือนรวด ทว่าทันทีที่จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็พลันดังขึ้นอีกครั้ง
[โฮสต์ ตรวจพบสิ่งของที่ไม่สามารถฝากจำนำได้]
พอเขาก้มลงตรวจสอบดู ก็พบว่าสิ่งที่ถูกคัดออกมานั้นกลับเป็นบรรดาแสตมป์ที่เขากว้านซื้อมาจากในเมืองหลวงนั่นเอง คาดว่าแสตมป์เหล่านี้น่าจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของวัตถุโบราณ อีกทั้งแสตมป์ในยุคหลังก็ยังมีแนวโน้มที่มูลค่าจะพุ่งสูงขึ้นได้ค่อนข้างจำกัดอีกด้วย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็กะว่าจะหาโอกาสกว้านซื้อแสตมป์เก็บไว้ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อยโดยไม่คิดจะเก็บสะสมไว้กับตัว รอให้มีเวลาว่างเมื่อไหร่ค่อยนำพวกมันทั้งหมดไปลงประกาศขายในกลุ่มแลกเปลี่ยนสิ่งของแทนก็แล้วกัน หลังจากวางแผนในใจเสร็จเรียบร้อย ฟู่ซีโจวก็หยิบน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นออกมาจากมิติหนึ่งขวด ยกขึ้นกระดกดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาในตำราลับต่อไป
.......
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ในขณะที่ฟู่ซีโจวกำลังเตรียมตัวจะออกไปทำงานในแปลงนา เสียงเอะอะโวยวายจนแทบจะทำให้ทั้งหมู่บ้านปั่นป่วนก็พลันดังแว่วมาเข้าหูเสียก่อน
“รีบมาดูเร็วเข้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ? บ้านไหนมีคนตายหรือไง?”
“ยังไม่มีคนตายหรอก แต่อีกไม่นานก็คงไม่รอดแล้วล่ะ ก็สองสาวที่จุดพักปัญญาชนหญิงนั่นแหละ อาการร่อแร่เต็มทีแล้ว”
ฝีเท้าของฟู่ซีโจวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะก้าวเดินตามกลุ่มชาวบ้านมุ่งหน้าไปยังทิศทางของจุดพักปัญญาชนหญิงอย่างเงียบๆ....
ทว่ายังไม่ทันจะได้เดินไปถึงที่หมาย เขาก็มองเห็นชาวบ้านชายสองคนกำลังแบกร่างของหลี่เยี่ยนและจ้าวเหมยขึ้นหลัง ต่างคนต่างก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นมุ่งหน้าไปยังบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างเร่งรีบ
จังหวะที่ชายชาวบ้านทั้งสองวิ่งสวนผ่านไป ฟู่ซีโจวก็มีโอกาสได้เห็นสภาพของหญิงสาวทั้งสองคนอย่างชัดเจน จ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนหลับตาพริ้มไม่ได้สติ ผิวหนังทุกส่วนที่โผล่พ้นร่มผ้าล้วนบวมเป่งไปด้วยตุ่มผื่นสีแดงเป็นปื้นๆ ส่วนใบหน้าก็บวมฉึ่งจนดูไม่ต่างอะไรกับหมั่นโถวที่กำลังขึ้นฟูเลยแม้แต่น้อย
ป้ากุ้ยฮวาที่เบียดตัวแทรกอยู่ในกลุ่มชาวบ้านถึงกับจุ๊ปากออกมาสองทีด้วยความตกใจ
“แม่เจ้าโว้ย นี่ไปโดนตัวอะไรกัดมาเนี่ย? ทำไมถึงได้บวมเป่งเป็นหัวหมูขนาดนี้”
แม่ของต้าหนิวที่ยืนเคี้ยวหมั่นโถวแป้งข้าวโพดอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยสำทับขึ้นมาทันที
“จะโดนตัวอะไรได้อีกล่ะ ก็ต้องเป็นพวกแมลงคราวก่อนน่ะสิ ถ้าให้ฉันพูดนะ แม่พวกนี้ก็ขี้เกียจตัวเป็นขนเกินไป คราวก่อนกว่าจะกำจัดแมลงพวกนั้นไปได้ก็แทบแย่ หัวหน้าฝ่ายผลิตอุตส่าห์สั่งให้พวกหล่อนไปหาซื้อยาฆ่าแมลงในตัวอำเภอมาฉีดพ่นทำลายไข่แมลงเสียให้สิ้นซาก แต่พวกหล่อนกลับทำหูทวนลมไม่ยอมฟังกันเลยสักนิด แล้วดูสภาพตอนนี้สิ เป็นไงล่ะ”
“นั่นน่ะสิ แถมยังขี้เซานอนหลับเป็นตายอีกต่างหาก โดนแมลงรุมกัดมาทั้งคืนขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นี่ถ้าไม่ได้ปัญญาชนซุนที่เป็นคนจิตใจดี เห็นว่าสายแล้วยังไม่ยอมตื่นเลยเดินไปตะโกนเรียก ป่านนี้ทั้งสองคนคงได้ขาดใจตายไปจริงๆ แล้วล่ะ”
ฟู่ซีโจวรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นไปพลาง ก้าวเดินตามหลังกลุ่มชาวบ้านมุ่งหน้าไปยังบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิตไปพลาง โดยที่ในใจลึกๆ ก็อดรู้สึกเสียดายขึ้นมาไม่ได้ ตัวปัญหาสองคนนี้ช่างดวงแข็งชะมัด ขนาดโดนเล่นงานหนักถึงเพียงนี้ก็ยังอุตส่าห์เหลือลมหายใจรวยรินอยู่อีก หากเปลี่ยนเป็นช่วงฤดูร้อนล่ะก็ สองคนนี้คงได้ตายไปหลายร้อยรอบแล้วอย่างแน่นอน
ไม่นานนัก กลุ่มชาวบ้านก็เดินมาถึงหน้าบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิต เมื่อหวังต้าเกินก้าวออกมาด้านนอกและได้เห็นสภาพของจ้าวเหมยกับหลี่เยี่ยนที่บวมเป่งจนแทบดูไม่เป็นผู้เป็นคน เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจสุดขีด
“หัวหน้าฝ่ายผลิต ตอนนี้พวกเราจะทำยังไงกันดีครับ?”
ใครคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยความกระวนกระวาย หวังต้าเกินจึงรีบสั่งการอย่างเร่งด่วนทันที
“แล้วจะมามัวยืนบื้ออยู่ทำไมกันล่ะ! รีบไปตามเจ้าเถี่ยว่างให้มาขับรถแทรกเตอร์พาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอเดี๋ยวนี้เลย ขืนปล่อยให้มีคนตายขึ้นมา ปีนี้หมู่บ้านเซี่ยงหยางของพวกเราคงไม่ต้องหวังเรื่องการประเมินเป็นหมู่บ้านดีเด่นกันแล้ว”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ชาวบ้านถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา บางส่วนรีบวิ่งไปตามตัวหวังเถี่ยว่างอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชายสองคนที่แบกร่างหญิงสาวอยู่บนหลังก็รีบมุ่งหน้าไปยังที่ทำการฝ่ายผลิตทันที เนื่องจากรถแทรกเตอร์นั้นจอดเทียบอยู่ตรงหน้าประตูที่ทำการฝ่ายผลิตนั่นเอง
หวังต้าเกินหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแล้วอัดควันเข้าปอดอย่างแรงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมดำคล้ำอย่างยิ่ง หากปัญญาชนมาเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเขา คนเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตอย่างเขาย่อมต้องเสียหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งถ้าระดับคอมมูนไต่สวนเอาผิดลงมาเมื่อไหร่ เขาก็คงหนีไม่พ้นต้องถูกตำหนิอย่างหนักแน่นอน
เขาโยนก้นบุหรี่ทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้จนดับสนิท ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งชาวบ้านทุกคนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เลิกมุงดูกันได้แล้ว งานในไร่นาวันนี้ให้พักเอาไว้ก่อน”
“ทุกคนรีบกลับบ้านไปทำความสะอาดครั้งใหญ่เดี๋ยวนี้ ทั้งในบ้านนอกบ้าน ทุกซอกทุกมุม ต้องกวาดล้างให้สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งหมด! โดยเฉพาะตรงจุดพักปัญญาชนกับแถวคอกวัว ให้เน้นทำความสะอาดอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ”
“เดี๋ยวสักพักให้แต่ละบ้านส่งตัวแทนมาเบิกผงปูนขาวไปโรยรอบๆ ตัวบ้าน แล้วไปหาใบอ้ายเฉ่ามาจุดรมควันไล่แมลงด้วย ให้ตายเถอะ ยังไงวันนี้ก็ต้องกำจัดแมลงบัดซบพวกนี้ให้สิ้นซากให้หมด!”
บรรดาชาวบ้านที่ได้ฟังคำสั่งของหวังต้าเกินต่างก็มีท่าทีอิดออดไม่ค่อยเต็มใจนัก ทว่าพอนึกถึงสภาพอันน่าสยดสยองของปัญญาชนหญิงทั้งสองคนเมื่อครู่นี้ จึงไม่มีใครกล้าชักช้าอืดอาดอีกต่อไป ต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวทำความสะอาดครั้งใหญ่กันอย่างพร้อมเพรียง
ในจังหวะนั้นเอง ฟู่ซีโจวก็ก้าวเดินเข้าไปหาหวังต้าเกินแล้วเอ่ยถามขึ้น
“หัวหน้าฝ่ายผลิต แถวคอกวัวก็ต้องไปทำความสะอาดด้วยเหรอครับ?”
หวังต้าเกินพยักหน้ารับ ชายหนุ่มจึงอาสาขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอไปช่วยจัดการแถวคอกวัวเองก็แล้วกันครับ”
หวังต้าเกินปรายตามองสำรวจฟู่ซีโจวอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอนุญาตพร้อมกับกำชับเสียงเข้ม
“ตกลง แต่ปัญญาชนฟู่ ฉันต้องขอเตือนนายไว้ก่อนนะ ว่าอย่าลืมรักษาระยะห่างจากคนพวกนั้นที่อยู่ในคอกวัวด้วยล่ะ”
ฟู่ซีโจวไม่ได้เอ่ยปฏิเสธและไม่ได้ตอบรับคำเตือนนั้น หากแต่เลือกที่จะย้อนถามกลับไปแทน
.........................