LNCrawler

บทที่ 89 กระทืบหวังไหลจื่อ

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 89 กระทืบหวังไหลจื่อ


‎“หัวหน้าฝ่ายผลิตก็คิดว่าพวกเขามีปัญหาอย่างนั้นหรือครับ?”
‎
ฟู่ซีโจวอยากรู้ทัศนคติของหวังต้าเกินที่มีต่อพ่อแม่ของตนรวมถึงท่านผู้เฒ่าทั้งสามคน
‎
หวังต้าเกินชะงักไปครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าฟู่ซีโจวจะเอ่ยถามออกมาตรงๆ เช่นนี้ เขาเหลือบตามองดูรอบๆ เมื่อเห็นว่าบรรดาชาวบ้านแยกย้ายกันไปหมดแล้ว จึงลดเสียงลงพลางกระซิบว่า
‎
“ฉันไม่ได้คิดว่าพวกเขามีปัญหาอะไรหรอกนะ”
‎
“เพียงแต่สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้มันบีบบังคับ สิ่งเดียวที่ฉันพอจะทำได้ก็คือการไม่ไปสร้างความลำบากใจให้พวกเขาก็เท่านั้น”
‎
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้น ภายในใจของฟู่ซีโจวก็รู้สึกโล่งอกและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
‎
อันที่จริง ในตอนที่เขาเห็นโสมในมิติเพาะปลูกออกผล เขาก็เคยคิดเอาไว้ว่าจะมอบเมล็ดพันธุ์ให้กับหวังต้าเกิน เพื่อนำพาชาวบ้านปลูกโสมสร้างรายได้เสริม
‎
ทว่าก่อนหน้านี้มันยังคงเป็นเพียงแค่ความคิด แต่ทว่าตอนนี้ฟู่ซีโจวตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะลงมือทำตามแผนการนั้นจริงๆ
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นก็เดินกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวัง
‎
เขารู้อยู่แก่ใจดีว่าเรื่องแมลงพวกนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้นจึงไม่ได้ลงมือทำความสะอาดอะไรให้วุ่นวาย เพียงแค่จัดการปัดกวาดลวกๆ พอเป็นพิธีให้ตบตาคนอื่นได้ จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังคอกวัวทันที
‎
ทันทีที่ฟู่ซีโจวปรากฏตัวขึ้นที่คอกวัว คนตระกูลฟู่ต่างก็พากันตกใจจนสะดุ้งสุดตัว
‎
ฟู่เจี้ยนถิงรีบกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ครั้นแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เขาจึงกดเสียงต่ำแล้วเอ่ยถามขึ้นมา “ซีโจว ทำไมนายถึงมาที่นี่ในตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้ล่ะ?”
‎
ฟู่ซีโจวรีบอธิบายว่า “หัวหน้าฝ่ายผลิตสั่งให้ทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันกำจัดแมลงน่ะครับ ผมเลยบอกเขาว่าจะมาจัดการที่ฝั่งนี้เอง”
‎
“แบบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว ลูกรีบกลับไปเถอะ อย่าให้ใครมาเห็นเข้าเชียว” ซูหย่าฉินเอ่ยบอกด้วยความประหม่าและร้อนรน
‎
เธอรู้สึกหวาดกลัวว่าคนอื่นจะนำแซ่ของพวกเขาไปเชื่อมโยงกับสถานะจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต
‎
“แม่ครับ ไม่เป็นอะไรหรอก” ฟู่ซีโจวรู้ดีว่าผู้เป็นแม่กำลังกังวลเรื่องอะไร เขาจึงพูดจาปลอบโยนให้เธอคลายความกังวล “ผมได้รับอนุญาตจากหัวหน้าฝ่ายผลิตให้มาที่นี่แล้ว รับรองว่าไม่มีใครสงสัยหรอกครับ”
‎
เมื่อคนตระกูลฟู่เห็นว่าเขาดื้อดึงไม่ยอมกลับไป ต่างก็พากันส่ายหน้าด้วยความจนใจ
‎
แน่นอนว่าการได้ใช้เวลาร่วมกับฟู่ซีโจวให้มากขึ้นอีกสักนิด ย่อมถือเป็นความสุขล้นปรี่สำหรับครอบครัวของพวกเขาอยู่แล้ว
‎
ทว่าถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงไม่กล้าแสดงความสนิทสนมกับชายหนุ่มมากจนเกินไปอยู่ดี
‎
ซูหย่าฉินถึงขั้นดึงตัวหลานสาวตัวน้อยไปกระซิบตักเตือนอยู่ด้านข้าง กำชับอย่างหนักแน่นว่าห้ามเข้าไปใกล้ชิดกับฟู่ซีโจวเด็ดขาด
‎
แม้ว่าฟู่หร่วนหร่วนจะยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจเหตุผลของผู้เป็นย่า แต่เธอก็ยังคงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย และพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะวิ่งเข้าไปเล่นกับคุณอารองเอาไว้ในใจ
‎
ฟู่ซีโจวมองดูท่าทางที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังของทุกคนในครอบครัวแล้ว ภายในใจก็พลันรู้สึกจุกแน่นจนอึดอัด เขาไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เพียงแค่คว้าเคียวขึ้นมาแล้วลงมือทำงานทันที
‎
เขาจัดการถอนวัชพืชรอบๆ คอกวัวจนสะอาดสะอ้าน ซ้ำยังเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้ที่พังเสียหายและเศษขยะระเกะระกะไปกองรวมกันไว้อีกฝั่งหนึ่งอย่างเป็นระเบียบ
‎
และในจังหวะนั้นเอง หยางเว่ยตงก็เดินแกว่งแขนไปมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ตรงเข้ามาหาพอดี
‎
“ซีโจว ฉันกะแล้วเชียวว่านายต้องอยู่ที่นี่”
‎
หยางเว่ยตงมือหนึ่งถือไม้กวาด ส่วนอีกมือหิ้วถังปูนขาวเอาไว้ “หัวหน้าฝ่ายผลิตใช้ให้ฉันมาช่วยนายน่ะ”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงรับรู้
‎
ทางด้านคนตระกูลฟู่ เมื่อเห็นว่ามีคนนอกเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคนก็ยิ่งมีท่าทีประหม่าตื่นตระหนกมากกว่าเดิม แต่ละคนพากันก้มหน้าก้มตาทำงานงุดๆ ด้วยความลุกลี้ลุกลน แม้แต่หางตาก็ยังไม่กล้าเหลือบมองไปทางฟู่ซีโจวเลยแม้แต่นิด
‎
ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงยียวนกวนประสาทของใครบางคนดังแว่วมาให้ได้ยิน
‎
“แหม... ที่นี่ครึกครื้นกันดีจังเลยนะ”
‎
ฟู่ซีโจวเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็พบกับชายรูปร่างผอมแห้งราวกับลิง แถมยังสูงเพียงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรกำลังเดินทอดน่องเข้ามา
‎
เมื่อได้เห็นหน้าตาท่าทางอันแสนจะกะล่อนปลิ้นปล้อนและดูต่ำทรามของอีกฝ่าย ฟู่ซีโจวก็จำได้ในทันทีว่าชายคนนี้คือ 'หวังไหลจื่อ' อันธพาลเสเพลประจำหมู่บ้านนั่นเอง
‎
ในชาติที่แล้ว สาเหตุที่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ต้องประสบเคราะห์กรรมจนเกิดเรื่องร้ายแรง ซ้ำหลานสาวตัวน้อยยังมาถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไป ทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนเป็นฝีมือของไอ้สารเลวหวังไหลจื่อคนนี้นั่นเอง!
‎
พอหวนนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายในชาติก่อน ฟู่ซีโจวก็โกรธแค้นจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่ คันไม้คันมืออยากจะพุ่งเข้าไปจับมันสับเป็นชิ้นๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
‎
หวังไหลจื่อเพิ่งจะพ้นโทษออกจากคุกมาได้ไม่นาน พอได้ยินข่าวลือแว่วมาว่าทางฝั่งคอกวัวมีกลุ่มคนที่ถูกส่งตัวมาดัดนิสัยพักอาศัยอยู่ มันก็เลยตั้งใจจะเดินมาโฉบดูเสียหน่อย เผื่อว่าจะรีดไถผลประโยชน์อะไรติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง
‎
แต่พอมันกวาดสายตามองไปมา แล้วบังเอิญไปสะดุดตาเข้ากับเฉียวเซี่ยเสวี่ย สายตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความหื่นกระหายและไม่ยอมละไปไหนอีกเลย
‎
“แม่สาวน้อยคนนี้ช่างหน้าตาสะสวยจิ้มลิ้มเสียจริง เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ลองมาอยู่กับพี่ดูสิจ๊ะ รับรองได้เลยว่าพี่จะเลี้ยงดูปูเสื่อให้เธอได้กินหรูอยู่สบายในหมู่บ้านเซี่ยงหยางแห่งนี้เอง”
‎
หวังไหลจื่อเอ่ยปากแทะโลมด้วยแววตาหื่นกามพลางสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาเฉียวเซี่ยเสวี่ยอย่างคุกคาม
‎
เฉียวเซี่ยเสวี่ยตกใจกลัวจนใบหน้าซีดเผือด เธอรีบคว้าตัวลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่นแล้วก้าวถอยหลังหนีด้วยความตื่นตระหนก
‎
ฟู่เจี้ยนถิงหน้าทะมึนลงในฉับพลัน เขารีบก้าวออกมายืนจังก้าขวางหน้าปกป้องภรรยาและลูกสาวเอาไว้ทันที พร้อมกับตวาดกร้าวออกไปว่า
‎
“แกคิดจะทำอะไร!”
‎
หวังไหลจื่อแสยะยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นฟันสีเหลืองอ๋อยที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก “เฮอะ.... ฉันกำลังคุยกับแม่สาวน้อยคนนี้อยู่ แล้วมันไปหนักหัวแกตรงไหนไม่ทราบ?”
‎
“เธอเป็นภรรยาของฉัน แกไสหัวไปให้พ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ฟู่เจี้ยนถิงตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด
‎
หากไม่ใช่เพราะสถานะของเขาในตอนนี้กำลังอ่อนไหวและอยู่ในช่วงถูกเพ่งเล็ง ป่านนี้เขาก็คงจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดอัดไอ้เวรนี่ให้หมอบกระแตไปกองกับพื้นแล้ว
‎
แต่ทว่าในยามนี้ หากเขาขาดสติลงไม้ลงมือไป คนอื่นๆ ในครอบครัวก็จะต้องพลอยรับเคราะห์ถูกร่างแหไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‎
“ภรรยาแกงั้นเรอะ?” หวังไหลจื่อกวาดสายตามองประเมินฟู่เจี้ยนถิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม “สภาพร่อแร่ครึ่งผีครึ่งคนอย่างแกนี่นะ จะคู่ควรกับเมียหน้าตาสะสวยขนาดนี้? ฉันว่าสู้ให้เธอมาอยู่กับฉันซะยังจะดีกว่า รับรองได้เลยว่าฉันจะเลี้ยงดูให้กินอิ่มนอนอุ่นอย่างดีเชียวล่ะ”
‎
ขณะที่ปากกำลังพ่นคำพูดจาดูถูก มันก็ทำท่าจะยื่นมือข้ามไหล่ของฟู่เจี้ยนถิงเข้าไปลูบคลำใบหน้าของเฉียวเซี่ยเสวี่ย
‎
ฟู่เจี้ยนถิงโกรธจนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง เขายื่นมือออกไปปัดมืออันสกปรกของมันทิ้งอย่างแรง “ไสหัวไป!”
‎
การกระทำนั้นทำให้หวังไหลจื่อบันดาลโทสะขึ้นมาทันที
‎
“ไอ้ปัญญาชนเหม็นเน่าอย่างแกกล้าลงไม้ลงมือกับฉันงั้นเหรอ? สงสัยรนหาที่ตายไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหมฮะ!”
‎
เฉียวเซี่ยเสวี่ยกลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ลุกลาม จึงหลบอยู่เบื้องหลังสามีพลางกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เจี้ยนถิง อย่ามีเรื่องเลยนะ อย่าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้คุณพ่อกับคุณแม่เลย”
‎
เมื่อหวังไหลจื่อได้ยินบทสนทนานั้น มันก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกเขาย่อมไม่มีความกล้าพอที่จะต่อกรด้วยอย่างแน่นอน มันจึงเชิดหน้าขึ้นพลางพูดจาข่มขู่ด้วยความได้ใจว่า
‎
“ไอ้ชนชั้นเก่าเหม็นเน่า ถ้าตอนนี้แกยอมส่งเมียของแกมาให้ฉันเล่นสนุกสักหน่อย ฉันจะยอมหลับตาข้างหนึ่งไม่เอาความก็ได้ แต่ถ้าไม่ล่ะก็... ฉันจะไปฟ้องพวกปลอกแขนแดงว่า...”
‎
ทว่ายังไม่ทันที่หวังไหลจื่อจะพ่นคำขู่จบประโยค ฟู่ซีโจวก็พุ่งพรวดเข้ามาประชิดตัว แล้วยกขาขึ้นถีบเข้าที่ยอดอกของมันอย่างเต็มแรง!
‎
"ปัง!" เสียงกระแทกดังสนั่น
‎
ร่างของหวังไหลจื่อลอยกระเด็นถอยหลังไปไกลถึงสามเมตร มันกุมท้องบิดตัวกลิ้งทุรนทุรายอยู่บนพื้นพลางแหกปากร้องโอดโอยราวกับสุนัขโดนน้ำร้อนลวก
‎
“ไอ้ระยำ แกกล้าเตะฉันงั้นเรอะ!”
‎
หวังไหลจื่อเจ็บปวดจนหน้าตากระตุกบิดเบี้ยว มันฝืนทนความเจ็บปวดตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะล้วงเอามีดพกเล่มหนึ่งที่ส่องประกายวาววับออกมาจากอกเสื้อ
‎
“ไอ้เด็กเหลือขอ วันนี้ฉันจะเอาชีวิตแกให้ได้!”
‎
หวังไหลจื่อหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด มันง้างมีดในมือแล้วพุ่งทะยานเข้าไปหมายจะแทงฟู่ซีโจวให้ทะลุ
‎
ภาพเหตุการณ์อันน่าระทึกขวัญนั้นทำให้คนตระกูลฟู่ถึงกับหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
‎
ทว่าหยางเว่ยตงกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ เขาคว้าท่อนไม้ที่อยู่ใกล้มือแล้วพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดท่อนไม้เข้าที่ข้อมือของหวังไหลจื่ออย่างจัง
‎
"เคร้ง!" เสียงโลหะกระทบพื้น มีดพกเล่มนั้นร่วงหลุดจากมือตกลงไปกองอยู่บนพื้นทันที
‎
ฟู่ซีโจวไม่รอช้า อาศัยจังหวะชุลมุนก้าวประชิดตัวแล้วปล่อยหมัดขวาตรงเข้าที่เบ้าตาของหวังไหลจื่ออย่างถนัดถนี่ จนทำให้มันมีสภาพตาเขียวปูดโปนราวกับหมีแพนด้าในชั่วพริบตา
‎
จากนั้นเขาก็ตามซ้ำด้วยการเตะเข้าที่ข้อเข่าของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
‎
"ตุบ!" หวังไหลจื่อทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว ทรุดเข่ากระแทกพื้นดังสนั่น
‎
แต่ทว่าฟู่ซีโจวยังคงรู้สึกไม่หนำใจ เขาจัดการคว้าเส้นผมของมันเอาไว้แน่น ก่อนจะประเคนหมัดรัวใส่ใบหน้าอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นอย่างบ้าคลั่งไม่ยั้งมือ
‎
“นี่สำหรับความปากดีของแก!”
‎
“และนี่สำหรับมือสกปรกที่กล้ายื่นออกไปลวนลามคนอื่น!”
‎
ทุกครั้งที่ฟู่ซีโจวสบถด่า เขาก็จะประเคนหมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าของมันหนึ่งครั้ง เขาลงมือทุบตีจนหวังไหลจื่อเลือดกำเดาไหลทะลัก ใบหน้าบอบช้ำปูดโปนจนแทบจะจำเค้าโครงเดิมไม่ได้
‎
หยางเว่ยตงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ถึงกับต้องลอบสูดลมหายใจด้วยความหวาดเสียว รู้สึกเจ็บปวดแทนใบหน้าของอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน
‎
หวังไหลจื่อถูกซ้อมจนสะบักสะบอมไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้ สิ่งเดียวที่มันทำได้ในตอนนี้คือการยกแขนขึ้นกุมหัวบังหน้า แล้วส่งเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญราวกับภูตผีปีศาจ
‎
“ไอ้ปัญญาชนเหม็นเน่าบัดซบ แกจะฆ่าคนหรือไง! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที!”
‎
เสียงแหกปากร้องขอความช่วยเหลือของมันดึงดูดความสนใจของผู้คนในละแวกใกล้เคียงให้รีบกรูกันเข้ามาดูเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว
‎
แม่ของหวังไหลจื่อซึ่งมีรูปร่างอ้วนเตี้ยและผิวดำคล้ำ เมื่อได้ยินเสียงลูกชายก็รีบพุ่งพรวดเข้ามา ทันทีที่เธอเห็นว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังถูกคนกดลงไปกระทืบอยู่บนพื้น เธอก็ระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาในทันที
‎
“ไอ้คนสมควรตาย! ใครให้ความกล้าแกมาทุบตีลูกชายของฉันฮะ!”
‎
แม่ของหวังไหลจื่อสบถด่าทอด้วยความเดือดดาลพลางถลันตัวเข้าไปหมายจะช่วยลูกชายให้หลุดพ้นจากการโดนซ้อม
‎
แต่ทันใดนั้น ฟู่ซีโจวก็ตวัดสายตาอันดุดันและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งจ้องเขม็งไปที่เธออย่างเอาเรื่อง
‎
แววตาอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำเอาหญิงวัยกลางคนถึงกับต้องเบรกฝีเท้าหยุดชะงักอยู่กับที่อย่างกะทันหัน
‎
เธอจดจำได้ในทันทีว่าชายหนุ่มที่กำลังลงมือทุบตีลูกชายของเธออยู่นี้ก็คือ ฟู่ซีโจว
‎
เพียงแต่ว่าสายตาของอีกฝ่ายในเวลานี้มันช่างดูน่าหวาดผวายิ่งนัก จนเธอสัมผัสได้เลยว่าหากดึงดันพุ่งตัวเข้าไปขวาง มีหวังเธอคงได้ถูกกระทืบจนตายตกไปตามกันแน่ๆ
‎
เมื่อเห็นท่าไม่ดี แม่ของหวังไหลจื่อจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งจ้ำเบ้ากับพื้น ก่อนจะเริ่มใช้มุกเดิมๆ นั่นคือการตบต้นขาของตัวเองฉาดใหญ่แล้วร้องห่มร้องไห้โวยวายตีโพยตีพายออกมา
‎
“สวรรค์ลงโทษด้วยเถอะ! นี่มันไม่มีกฎหมายบ้านเมืองแล้วหรือยังไง! ปัญญาชนลงมือทำร้ายชาวบ้าน! จะตีคนให้ตายอยู่รอมร่อแล้ว!”
‎
“พวกแกมัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ รีบไปตามหัวหน้าฝ่ายผลิตมาสิ รีบไปแจ้งตำรวจเลยนะ ต้องจับตัวไอ้เด็กนรกนี่ไปรับโทษโดนยิงเป้าให้ได้!”
‎
ทว่าชาวบ้านเซี่ยงหยางต่างก็เอือมระอาและรังเกียจพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยของหวังไหลจื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาแต่ละคนที่มายืนมุงดูเหตุการณ์จึงได้แต่ยืนนิ่งเฉย ไม่มีใครยอมอาสาไปแจ้งข่าวให้หวังต้าเกินทราบเลยแม้แต่คนเดียว
‎
เมื่อแม่ของหวังไหลจื่อเห็นดังนั้น เธอก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับชี้นิ้วด่าทอฟู่ซีโจวอย่างไม่ลดละ
‎
“ไอ้เด็กสารเลว! แกกล้ามาทำร้ายลูกชายของฉัน วันนี้ฉันจะขอเอาชีวิตเข้าแลก สู้ตายกับแกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”
‎
............................