LNCrawler

บทที่ 92 ขันที

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 92 ขันที


‎“อะไรนะ? โสมอย่างนั้นหรือ!”
‎
น้ำเสียงของหวังต้าเกินพลันตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินข่าวลือหนาหูมาว่า มีชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นบังเอิญขุดพบโสมป่าบนภูเขา และหลังจากนั้นกองพลน้อยฝ่ายผลิตของหมู่บ้านแห่งนั้นก็นำโสมล้ำค่าไปขายจนได้เงินก้อนโตมาเป็นกอบเป็นกำ
‎
ข่าวแพร่สะพัดไปไกลจนทำให้ในช่วงเวลานั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยงหยางแทบทุกคนต่างก็พากันแห่แหนขึ้นเขาไปอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความหวังที่ว่าจะโชคดีขุดพบโสมล้ำค่าเช่นนั้นบ้าง
‎
ทว่าแม้จะมีผู้คนขึ้นไปค้นหากันมากมายก่ายกองปานใด ท้ายที่สุดกลับไม่มีใครหน้าไหนหาเจอแม้แต่ใบของต้นโสมเลยสักคนเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตามหาเมล็ดพันธุ์อันล้ำค่าเลยด้วยซ้ำ
‎
“ที่นายพูดมาเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ? นายสามารถหาเมล็ดพันธุ์โสมมาได้จริงๆ งั้นหรอ!” หวังต้าเกินเบิกตากว้างพลางเอ่ยถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นมั่นคง “ทำได้แน่นอนครับ ผมขอรับรองเลยว่าจะจัดการหาเมล็ดพันธุ์มาให้ได้ก่อนที่จะถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน และพอถึงช่วงเวลานั้น หมู่บ้านเซี่ยงหยางของเราก็สามารถจัดเตรียมพื้นที่สำหรับทำแปลงเพาะปลูกโสมได้อย่างเต็มรูปแบบ ทว่าแน่นอนครับว่า การปลูกโสมในช่วงเริ่มต้นนั้นย่อมจะยังไม่เห็นผลผลิตหรือกำไรใดๆ ทันตาเห็น โดยทั่วไปคงต้องใช้ระยะเวลาฟูมฟักดูแลประมาณสี่ถึงห้าปีเป็นอย่างต่ำ จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตอันล้ำค่าได้ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นการเพาะปลูกที่ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานและใช้ความอดทนค่อนข้างสูงทีเดียว...”
‎
“เรื่องนั้นฉันเข้าใจ!”
‎
หวังต้าเกินถูมือทั้งสองข้างเข้าหากันไปมาด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้นเดินวนไปวนมาอยู่สองสามรอบราวกับหนูติดจั่น จริงอยู่ที่การเพาะปลูกโสมนั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ทว่าเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมามันช่างสูงลิ่วจนประเมินค่าแทบไม่ได้เลยทีเดียว
‎
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!” หัวหน้าฝ่ายผลิตร้องอุทานออกมาอย่างเบิกบานใจ
‎
“ปัญญาชนฟู่เอ๊ย หากนายสามารถนำพาชาวบ้านทุกคนปลูกโสมจนสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยขึ้นมาได้จริงๆ ล่ะก็ นายย่อมกลายเป็นผู้มีพระคุณและเป็นวีรบุรุษคนสำคัญของหมู่บ้านเซี่ยงหยางเราอย่างไม่ต้องสงสัย! ถึงเวลานั้น ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านย่อมต้องซาบซึ้งและจดจำความดีงามของนายเอาไว้ในใจไปตลอดกาลแน่นอน”
‎
หวังต้าเกินตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ ก่อนจะกล่าวสรุปด้วยความมุ่งมั่น “เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะ! เดี๋ยวฉันจะขอนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับคณะกรรมการฝ่ายผลิตคนอื่นๆ ดูก่อน จากนั้นก็จะรีบดำเนินการเขียนรายงานทำเรื่องยื่นขออนุมัติจากทางคอมมูนให้เรียบร้อย หากทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหาอะไรแทรกซ้อน พอถึงปีหน้า... พวกเราก็สามารถลงมือปลูกโสมได้เลย!”
‎
ฟู่ซีโจวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางๆ “ตกลงครับ ไม่มีปัญหา....”
‎
.........
ตกกลางคืน...
‎
หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตาเฒ่าหวังก็ไม่รอช้า รีบดึงตัวฟู่ซีโจวออกไปฝึกฝนวิชาการต่อสู้ที่ลานบ้านตามเดิมทันที
‎
“ไอ้หนู... วันนี้แกทำตัวโดดเด่นออกหน้าออกตาจนเป็นจุดสนใจมากเลยนะ แต่จงจำเอาไว้ให้ดีว่า ไอ้เศษสวะอย่างหวังไหลจื่อมันไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปที่แกจะประมาทได้ สันดานอย่างมันมีพรรคพวกเพื่อนฝูงเลวๆ ระดับเดียวกันจับกลุ่มสุมหัวกันอยู่อีกเป็นพรวน ดังนั้น แกจึงจำเป็นจะต้องมุมานะฝึกฝนฝีมือให้แข็งแกร่งและเฉียบขาดมากยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อที่จะได้สามารถปกป้องคุ้มครองทั้งตัวแกเอง ตลอดจนคนที่แกรักให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงได้”
‎
ฟู่ซีโจวรับฟังและรู้สึกเห็นพ้องกับคำตักเตือนอันหวังดีนี้อย่างยิ่ง ชายหนุ่มจึงตั้งอกตั้งใจฝึกฝนกระบวนท่าต่างๆ ตามคำชี้แนะของตาเฒ่าหวังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
‎
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวๆ สองชั่วโมง ท้องฟ้าเบื้องบนก็มืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์
‎
ตาเฒ่าหวังอ้าปากหาวหวอดๆ ด้วยความง่วงงุน ก่อนจะโบกมือไล่ลูกศิษย์แล้วเดินกลับเข้าไปนอนพักผ่อนภายในห้องของตนเอง
‎
เมื่อสบโอกาส ฟู่ซีโจวจึงลอบเดินออกจากประตูเรือนอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะอาศัยความมืดมิดของรัตติกาลลัดเลาะไปตามเส้นทางแคบๆ จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่หน้าบ้านของหวังไหลจื่อ
‎
ภายในตัวบ้านซอมซ่อหลังนั้นมีเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมานของหวังไหลจื่อเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ผสมปนเปไปกับเสียงด่าทอสบถสาบานของแม่หวังไหลจื่ออย่างไม่ขาดสาย
‎
“โอ๊ย... เจ็บ... เจ็บจะตายอยู่แล้ว... แม่... ขาของผมมันพิการไปแล้วใช่ไหม...” เสียงสั่นพร่าของหวังไหลจื่อคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา
‎
“ไม่พิการหรอกลูกเอ๊ย! วันแรกมันก็ต้องปวดแผลเจ็บร้าวเป็นธรรมดานั่นแหละ ลูกจ๋า... ลูกต้องอดทนเอาไว้นะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยปลอบประโลมเสียงอ่อน
‎
“แต่ผมทนไม่ไหวแล้วนะแม่! แม่ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลทีเถอะ ไอ้หมอเถื่อนนั่นมันก็บอกเองไม่ใช่หรือไงว่าถ้าไปหาหมอที่โรงพยาบาล อาการมันก็จะหายเร็วขึ้นน่ะ!”
‎
“โธ่... ลูกเอ๋ย... แกก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าค่าทำแผลที่โรงพยาบาลน่ะมันแพงหูฉี่ขนาดไหน? นี่แกไม่อยากจะแต่งเมียแล้วหรือยังไง!”
‎
แม่ของหวังไหลจื่อรีบแย้งขึ้นมาทันควัน “เงินก้อนนี้พวกเราต้องประหยัดเก็บหอมรอมริบเอาไว้นะ รอให้แกหายดีเป็นปกติเมื่อไหร่ แม่ก็จะเอาเงินไปเป็นค่าสินสอดสู่ขอเมียหน้าตาสะสวยมาให้แกสักคน จากนั้นแกก็รีบๆ ปั๊มหลานชายตัวอ้วนจ้ำม่ำมาให้แม่ชื่นใจสักสองสามคนก็แล้วกัน...”
‎
แม่ของหวังไหลจื่อเริ่มวาดฝันปั้นน้ำเป็นตัว สร้างวิมานในอากาศเพื่อหลอกล่อให้ลูกชายคล้อยตาม
‎
เมื่อหวังไหลจื่อหลับตาจินตนาการถึงอนาคตอันแสนหอมหวานตามคำบอกเล่าของผู้เป็นแม่ จู่ๆ มันก็รู้สึกราวกับว่าความเจ็บปวดบริเวณท่อนขาที่หักสะบั้นนั้นทุเลาเบาบางลงไปอย่างน่าประหลาด
‎
ฟู่ซีโจวที่แอบยืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านนอกถึงกับเบ้ปากด้วยความสมเพชระคนสะอิดสะเอียน
‎
จะบอกว่าแม่ของหวังไหลจื่อรักลูกชายของตนเองมากเหลือเกินก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่หากจะบอกว่าไม่รักเลย มันก็คงจะไม่ใช่ความจริงเสียทีเดียว
‎
ฟู่ซีโจวทนยืนฟังสองแม่ลูกเริ่มถกเถียงพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติว่าในอนาคตจะผลิตทายาทสักกี่คนดี ชายหนุ่มก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจอย่างเย็นเยียบ
‎
'วางใจเถอะ... เพราะแกจะไม่มีวันได้มีลูกเลยแม้แต่คนเดียว!'
‎
ฟู่ซีโจวเฝ้ารอจนกระทั่งสรรพเสียงเจื้อยแจ้วภายในบ้านเริ่มเงียบสงบลง ชายหนุ่มจึงจัดการสวมใส่เสื้อคลุมล่องหนอย่างรวดเร็ว
‎
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปผลักบานประตูให้เปิดออกนั้นเอง เสียงสบถด่าทออันเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายของแม่หวังไหลจื่อก็พลันดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาทอีกระลอก
‎
“ลูกเอ๊ย... แกวางใจได้เลยนะ แม่ไม่มีวันปล่อยให้ไอ้เด็กสารเลวฟู่ซีโจวมันลอยนวลไปได้ง่ายๆ แน่ ขอเพียงแค่สบโอกาสเหมาะๆ เมื่อไหร่ล่ะก็ แม่นี่แหละจะลงมือจัดการฆ่ามันให้ตายคามือเพื่อล้างแค้นให้แกเอง...”
‎
หลังจากที่สาดคำสาปแช่งระบายความแค้นจนเป็นที่พอใจแล้ว แม่ของหวังไหลจื่อก็อ้าปากหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะเดินเตร็ดเตร่กลับเข้าไปนอนในห้องของตนเองอย่างเกียจคร้าน
‎
และเพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงกรนคลอกฟี้ดังกึกก้องประดุจฟ้าร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตัวบ้าน
‎
ฟู่ซีโจวล้วงเอามีดพกเล่มเล็กที่มีความคมกริบประดุจใบมีดโกนออกมาจากช่องว่างมิติ เขาจัดการงัดกลอนประตูออกอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ก่อนจะแทรกกายวูบผ่านรอยแยกเข้าไปภายในตัวบ้านอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี
‎
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา กลิ่นเหม็นฉุนของยาสมุนไพรผสมปนเปกับกลิ่นสาบสางของเหงื่อไคลอันน่าสะอิดสะเอียนก็ลอยคละคลุ้งเตะจมูกอย่างจัง
‎
หวังไหลจื่อกำลังนอนหงายแผ่หลาอยู่บนเตียงเตา โดยที่ท่อนขาข้างซึ่งถูกเขาตีจนหักสะบั้นในตอนกลางวันกำลังถูกดามเอาไว้ด้วยเฝือกไม้ไผ่แบบหยาบๆ ลวกๆ
‎
ฟู่ซีโจวไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวเท้าสืบเข้าไปประชิดตัวเป้าหมายอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งตะปบปิดปากอันเน่าเหม็นของหวังไหลจื่อเอาไว้แน่นสนิท ส่วนมืออีกข้างที่ถือมีดพกคมกริบก็ตวัดวูบกรีดลึกตัดเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และเหี้ยมโหดในคราเดียว!
‎
หวังไหลจื่อสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด ร่างกายของมันกระตุกเกร็งชักดิ้นชักงออย่างรุนแรงด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงถลนออกมานอกเบ้าราวกับปลาตาย ทว่ากลับไม่อาจเปล่งเสียงกรีดร้องใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ!
‎
สิ่งที่ทำให้มันหวาดผวาจนแทบสิ้นสติก็คือ มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากำลังมีฝ่ามือปริศนาของใครบางคนปิดปากของมันเอาไว้แน่น ทว่าเบื้องหน้าสายตาของมันกลับว่างเปล่า... ไม่มีร่องรอยของมนุษย์คนใดปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่เงา!
‎
ความรู้สึกในยามนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่าสิ่งที่กำลังลงมือเชือดเฉือนทำร้ายร่างกายของมันอยู่นั้น ไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนเดินดิน... หากแต่เป็นวิญญาณอาฆาตจากขุมนรก!
‎
ในที่สุด หวังไหลจื่อก็ไม่อาจทนรับแรงกระตุ้นอันหนักหน่วงจากความหวาดกลัวสุดขีดและความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกันได้ มันเหลือกตาขึ้นข้างบน ก่อนจะหมดสติสลบเหมือดไปในทันที
‎
ฟู่ซีโจวค่อยๆ คลายมือที่ปิดปากอีกฝ่ายออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาอันเย็นเยียบลงไปจับจ้องยัง 'ขาที่สาม' ของหวังไหลจื่ออย่างโหดเหี้ยม
‎
ขืนปล่อยของโสมมพรรณนี้เก็บเอาไว้ มันก็มีแต่จะกลายเป็นเครื่องมือไปสร้างความเดือดร้อนย่ำยีผู้หญิงบริสุทธิ์คนอื่นๆ....


ฟู่ซีโจวเงื้อมีดในมือขึ้นสูง ก่อนจะตวัดฟาดฟันลงมาอย่างรวดเร็วเด็ดขาดเพียงดาบเดียว ส่งผลให้หวังไหลจื่อต้องกลายสภาพเป็นขันที ขาดคุณสมบัติความเป็นชายไปชั่วชีวิต!

‎
หลังจากที่ลงมือจัดการสะสางความแค้นทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมาย ชายหนุ่มก็เร้นกายถอยร่นกลับไปยังบ้านของตาเฒ่าหวังอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอยราวกับสายลม
‎
ทันทีที่ถอดเสื้อคลุมล่องหนออกเรียบร้อยแล้ว เขาก็พุ่งตัววูบเดียวเข้าไปภายในมิติของระบบในทันที
‎
อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาเปิดเข้าไปสำรวจมิติในครั้งแรก เขาก็ได้ค้นพบความลับอย่างหนึ่งว่า ตัวเขาเองสามารถนำพาร่างกายเนื้อเข้าไปภายในมิติเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยเช่นกัน(มิติเก็บของ และ มิติเพาะปลูก คนละส่วนกัน)
‎
ชายหนุ่มตัดสินใจใช้น้ำพุวิเศษที่อยู่ในมิติเพาะปลูกมาชำระล้างร่างกายและอาบน้ำชำระคราบสกปรกจนสะอาดหมดจด
‎
ในเมื่อระบบเคยแจ้งเตือนเอาไว้แค่ว่า 'ห้ามดื่ม' แต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามบอกเสียหน่อยว่าห้ามนำมาใช้อาบ! หลังจากที่อาบน้ำจนรู้สึกสดชื่นสบายตัวแล้ว ฟู่ซีโจวจึงวาร์ปตัวกลับออกมาจากมิติ แล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อนบนเตียงอย่างผ่อนคลาย
‎
และในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ค้นพบความมหัศจรรย์บางอย่าง... การนำน้ำพุวิเศษมาชำระล้างร่างกายนั้น มันกลับให้ผลลัพธ์อันน่าทึ่งเทียบเท่ากับการดื่มน้ำยาบำรุงร่างกายระดับต้นเลยทีเดียว!
‎
ความรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียที่สะสมมาตลอดทั้งวัน พลันมลายหายวับไปเป็นปลิดทิ้งในชั่วพริบตา
‎
เมื่อฟู่ซีโจวหวนนึกถึงความจริงที่ว่า บัดนี้ไอ้เศษสวะหวังไหลจื่อได้กลายสภาพเป็นขันทีไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว โศกนาฏกรรมอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับพี่สะใภ้ในชาติที่แล้ว ย่อมไม่มีทางหวนกลับมาซ้ำรอยเดิมในชาตินี้ได้อย่างแน่นอน
‎
เมื่อคิดได้ดังนั้น ภูเขาแห่งความกังวลลูกใหญ่ที่กดทับอยู่ภายในใจก็พลันถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายและเบาสบายตัวขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
‎

..........

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น...
‎
ความเงียบสงบของหมู่บ้านเซี่ยงหยางก็ถูกพังทลายลงด้วยเสียงแหกปากร้องไห้คร่ำครวญอันดังลั่นสั่นสะเทือนของแม่หวังไหลจื่อ เสียงโหยหวนนั้นปลุกให้ชาวบ้านทุกคนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่
‎
“สวรรค์ลงโทษด้วยเถอะ! ไอ้คนใจอมหิตหน้าไหนมันแอบมาลอบทำร้ายลูกชายของฉัน! ลูกชายฉันพิการไปหมดแล้ว! เส้นเอ็นทั้งที่ข้อมือและข้อเท้าถูกตัดจนขาดสะบั้นไม่เหลือชิ้นดีเลย! แล้ว... แล้วก็ยังมี... อึก...”
‎
“โฮ... ลูกแม่เอ๊ยยย... ต่อไปนี้แกจะสืบทอดสายเลือดทายาทให้กับตระกูลหวังของเราไม่ได้อีกแล้วหรือนี่! โฮๆๆ...”
‎
แม่ของหวังไหลจื่อวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งไปที่หน้าประตูสำนักงานฝ่ายผลิต ก่อนจะทิ้งตัวก้นกระแทกลงกับพื้น แล้วเริ่มแหกปากแผดเสียงร้องไห้ฟูมฟายตีโพยตีพายอย่างเอาเป็นเอาตาย
‎
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มพากันแห่มามุงดูเหตุการณ์จนเนืองแน่นได้ที่แล้ว หญิงวัยกลางคนก็เริ่มงัดเอามารยาออกมาร่ายรำ อาละวาดโวยวายหมายมั่นปั้นมือจะโยนความผิดทั้งหมดไปยัดเยียดให้กับฟู่ซีโจวอย่างหน้าด้านๆ
‎
“หัวหน้าฝ่ายผลิต! เรื่องอำมหิตพรรณนี้มันจะต้องเป็นฝีมือของไอ้เด็กนรกฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน! เมื่อวานมันเพิ่งจะลงมือตีลูกชายฉันจนขาหักไปหมาดๆ พอตกดึกมันก็แอบย่องมาลอบกัดทำร้ายลูกฉันลับหลังอีก! ในฐานะที่คุณเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายผลิต คุณจะมาทำเป็นทองไม่รู้ร้อนนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาดนะ! ถ้าคุณกล้าทำเป็นเพิกเฉยล่ะก็ ฉันนี่แหละจะไปแจ้งตำรวจให้มาลากคอมันเข้าคุกเอง!”
‎
บรรดาชาวบ้านที่มายืนจับกลุ่มล้อมวงกันเป็นวงกว้าง ต่างก็พากันซุบซิบนินทาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันอย่างออกรส
‎
ตาเฒ่าหวังเองก็มาแฝงตัวกลมกลืนปะปนอยู่ในกลุ่มฝูงชนที่กำลังยืนดูงิ้วโรงใหญ่ฉากนี้ด้วยเช่นกัน
‎
ชายชราลอบคิดในใจอย่างขบขันว่า 'ที่แท้... เมื่อคืนที่ไอ้หนูนั่นมันแอบด้อมๆ มองๆ ออกไปข้างนอกกลางดึกกลางดื่น ก็เพื่อมาจัดการตอนไอ้หวังไหลจื่อให้กลายเป็นขันทีนี่เองสินะ!'
‎
ลูกศิษย์คนนี้ของเขา... ช่างลงมือได้เด็ดขาดและร้ายกาจไม่เบาเลยจริงๆ!
‎
ตาเฒ่าหวังไม่รอช้า รีบก้าวออกมายืนยันความบริสุทธิ์เพื่อปกป้องลูกศิษย์ของตนเองในทันที
‎
“เหลวไหลสิ้นดี! เมื่อคืนนี้ซีโจวมันก็ขลุกตัวอยู่กับตาแก่ขี้บ่นอย่างฉันตลอดทั้งคืน ไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไหนเลยสักก้าวเดียว! ถ้าหล่อนยังขืนกล้าพ่นน้ำลายใส่ร้ายป้ายสีส่งเดชอีกล่ะก็... เดี๋ยวเราจะได้เห็นดีกันแน่!”
‎
ตามปกติแล้ว ตาเฒ่าหวังมักจะทำตัวเป็นเพียงชายชราท่าทางซอมซ่อที่ไม่ค่อยมีความโดดเด่นสะดุดตาอะไรนักในหมู่บ้าน ทว่าในยามที่เขาอ้าปากเอ่ยคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดเช่นนี้ กลับแฝงไปด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงในใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
‎
ความก้าวร้าวโอหังของแม่หวังไหลจื่อพลันฝ่อลงไปหลายส่วนในทันที เธอรีบเถียงคอเป็นเอ็น “ถ้าไม่ใช่ฝีมือมันแล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ! ในหมู่บ้านนี้ก็เห็นจะมีแค่มันคนเดียวนั่นแหละที่มีความแค้นบาดหมางกับครอบครัวของฉันน่ะ!”
‎
ตาเฒ่าหวังแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคอ สายตาเหลือบไปเห็นฟู่ซีโจวที่เพิ่งจะเดินทอดน่องเข้ามาสมทบอย่างเชื่องช้า ชายชราจึงรีบเอ่ยสมทบเพื่อปัดเป่าข้อครหาให้ลูกศิษย์อย่างลื่นไหล
‎
“ถุย! คนที่มีความแค้นฝังหุ่นกับไอ้ไหลจื่อบ้านหล่อนน่ะ มีเยอะแยะถมเถไปเป็นกองทัพนู่น! ลองนับนิ้วดูสิว่าในหมู่บ้านเรามีบ้านไหนบ้างที่ไม่เคยโดนไอ้ไหลจื่อมันงัดแงะขโมยข้าวของน่ะฮะ? ขนาดบ้านของตาแก่อย่างฉันที่ยากจนค่นแค้นจนแทบจะต้องกินลมกินแล้งประทังชีวิต มันก็ยังอุตส่าห์บากหน้ามายกเค้าขโมยของไปจนได้เลยคิดดูเอาเถอะ!”
‎
“และอีกอย่างนะ... นี่หล่อนความจำเสื่อมไปแล้วหรือยังไง ถึงได้ลืมไปเสียสนิทว่าไอ้ไหลจื่อลูกชายตัวดีของหล่อนน่ะ มันถูกจับยัดเข้าซังเตเพราะไปก่อเรื่องระยำอะไรเอาไว้!”
‎
เดิมทีบรรดาชาวบ้านก็แอบนึกสงสัยในตัวฟู่ซีโจวอยู่ลึกๆ ทว่าพอได้ยินคำพูดสะกิดใจของตาเฒ่าหวัง ทุกคนก็พลันตาสว่างและลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เรื่องนี้คงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน
‎
เพราะอันที่จริงแล้ว สาเหตุที่ทำให้หวังไหลจื่อต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุกก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะมันดันตาบอดไม่ดูตาม้าตาเรือ บังอาจไปลวนลามแทะโลมลูกสาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในตัวอำเภอเข้าให้นั่นเอง!
‎
และหลังจากนั้น พ่อของหญิงสาวที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ได้ต่อสายตรงไปหาตำรวจให้ลากคอไอ้หวังไหลจื่อเข้าไปนอนดัดสันดานในซังเตข้อหาอนาจารทันที
‎
“เฮอะ! จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่ตาเฒ่าหวังพูดนั่นแหละ! บางทีครอบครัวของเจ้าหน้าที่คนนั้นเขาอาจจะรู้สึกว่าบทลงโทษที่ให้ไอ้ไหลจื่อติดคุกแค้นั้นมันยังน้อยเกินไป ไม่สาสมกับความผิดที่มันก่อ ก็เลยแอบจ้างวานคนมาลอบทำร้าย สั่งสอนให้มันพิการไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้!” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยคาดเดาขึ้นมาอย่างออกรสออกชาติ
‎
ทันทีที่ได้ยินข้อสันนิษฐานนั้น ใบหน้าของแม่หวังก็พลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเธอก็ยังคงดันทุรังแผดเสียงด่าทออย่างไม่ยอมจำนน
‎
“พวกแกหุบปากเน่าๆ ไปเลยนะ! พวกแกกำลังตดออกทางปากชัดๆ! เรื่องนี้มันจะต้องเป็นฝีมือของไอ้เด็กนรกฟู่ซีโจวอย่างแน่นอน ฉันมั่นใจ!”
‎
............................