LNCrawler

บทที่ 94 แผนการยั่วยวน

คุณชายนายทุนเกิดใหม่ กวาดสมบัติบ้านศัตรูจนเกลี้ยง แล้วลงชนบท — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 94 แผนการยั่วยวน


​ฟู่ซีโจวตอบกลับไปว่า “นั่นเป็นห้องของท่านผู้เฒ่าครับ”
​
ตาเฒ่าหวังพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวงพลางกล่าวเสริม “พวกคุณอยากจะค้นก็เข้าไปค้นเถอะ”
​
เนื่องจากข้าวของภายในห้องของตาเฒ่าหวังมีค่อนข้างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายจึงใช้เวลาค้นหาอยู่นานพักใหญ่ ทว่าสุดท้ายก็ต้องเดินกลับออกมามือเปล่า
​
“ทำไมถึงไม่มีอะไรเลยล่ะ พวกคุณไม่ได้ค้นดูให้ละเอียดหรือเปล่า?”
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาไม่ละเว้นแม้กระทั่งพื้นดินด้านล่าง ทุกซอกทุกมุมล้วนถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนหมดสิ้นแล้ว
​
“คุณป้าครับ โปรดอย่าตั้งข้อสงสัยในการปฏิบัติงานของพวกเรา”
​
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ตรวจสอบบาดแผลบนร่างกายของหวังไหลจื่อมาแล้ว และวิเคราะห์คร่าวๆ ว่าอาวุธที่ทำให้เกิดบาดแผลลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นของมีคมจำพวกมีดปลายปืนทางทหาร
​
ซึ่งพวกเขาไม่พบอาวุธประเภทนั้นภายในบริเวณนี้เลยจริงๆ
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจหันไปมองฟู่ซีโจว ก่อนจะเอ่ยถามตามขั้นตอนปฏิบัติ “สหาย เมื่อคืนนี้คุณอยู่ที่ไหน แล้วมีใครสามารถเป็นพยานยืนยันให้ได้บ้าง?”
​
ทว่ายังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยปาก ตาเฒ่าหวังก็จัดการเคาะกล้องยาสูบกับพื้นรองเท้าเบาๆ แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน
​
“เมื่อคืนนี้เขาก็อยู่กับชายแก่คนนี้มาตลอดนั่นแหละ ไม่ได้ออกไปไหนเลย ฉันเห็นกับตาว่าเขากลับเข้าห้องไปนอน ฉันสามารถเป็นพยานให้เขาได้”
​
แม่ของหวังไหลจื่อเต้นเร่าๆ ด้วยความไม่ยอมความ “สหายตำรวจ พวกคุณอย่าไปเชื่อคำพูดของตาเฒ่าคนนี้นะ! ชายแก่คนนี้ร้ายกาจจะตายไป เขาจะต้องรับเงินของฟู่ซีโจวมาเพื่อช่วยพูดแก้ต่างให้มันอย่างแน่นอน!”
​
ฟู่ซีโจวตีหน้าขรึมลงพลางเอ่ยตอบ “สหายตำรวจ เมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเลยจริงๆ ตรงนี้คือท้ายหมู่บ้าน คนที่สามารถเป็นพยานให้ผมได้ก็มีเพียงท่านผู้เฒ่าแค่คนเดียวเท่านั้น หรือไม่อย่างนั้นพวกคุณจะลองไปสอบถามดูก็ได้ครับ ว่าเมื่อคืนนี้มีชาวบ้านคนไหนเห็นผมออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกบ้างหรือเปล่า”
​
ฟู่ซีโจวมั่นใจอย่างยิ่งว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีใครเห็นเขาสักคน อีกอย่างหวังไหลจื่อก็เป็นที่รังเกียจของคนทั้งหมู่บ้าน คงไม่มีใครหน้าไหนยอมมาเป็นพยานเท็จเพื่อกล่าวหาเขาหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมีเรื่องโครงการปลูกโสมเข้ามาเกี่ยวพัน ชาวบ้านจึงยิ่งไม่มีทางใส่ร้ายเขาอย่างเด็ดขาด
​
“เรื่องนั้นทางเราจะไปตรวจสอบดูอีกที” เจ้าหน้าที่ตำรวจจดบันทึกข้อมูลลงไป “ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ พวกเราขอตัวกลับก่อน”
​
พอแม่ของหวังไหลจื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะกลับ เธอก็เบิกตากว้างพลางรีบถลันเข้าไปขวางทางเอาไว้ทันที “พวกคุณจะเดินหนีไปแบบนี้ได้ยังไง! มันนี่แหละที่เป็นคนลงมือทำร้ายลูกชายของฉัน ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมจับกุมตัวมันไปล่ะ?”
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณป้าครับ ในเมื่อไม่มีหลักฐาน พวกเราก็ไม่สามารถจับกุมใครส่งเดชได้หรอกนะครับ อีกอย่างศัตรูของลูกชายคุณก็ไม่ได้มีแค่คนเดียวเสียหน่อย ทางเราจะดำเนินการสืบสวนต่อไปอย่างดีแน่นอน”
​
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น แม่ของหวังไหลจื่อก็ถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเริ่มตีโพยตีพายอาละวาดคลุกฝุ่นทันที
​
“สวรรค์ลงทัณฑ์! ช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย! พวกคุณจงใจจะปกป้องฆาตกรชัดๆ ลูกชายของฉันต้องกลายเป็นคนพิการไปเปล่าๆ หรือนี่ ฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว!”
​
เจ้าหน้าที่ตำรวจคร้านที่จะใส่ใจ จึงเพียงพยักหน้าให้กับฟู่ซีโจวและตาเฒ่าหวัง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
​
ตาเฒ่าหวังถลึงตาใส่แม่ของหวังไหลจื่ออย่างหงุดหงิด “แกจะมานอนแหกปากโวยวายอะไรอยู่ตรงนี้? อย่าคิดนะว่าพอตัวเองแก่แล้วจะไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรแก ฉันน่ะแก่กว่าแกเสียอีกนะโว้ย!”
​
พูดจบตาเฒ่าหวังก็เงื้อมือขึ้นสูง ทำเอาแม่ของหวังไหลจื่อตกใจกลัวจนต้องหุบปากฉับ ไม่กล้าส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาอีก
​
ก่อนหน้านี้หวังไหลจื่อเคยบังอาจเข้ามาขโมยของถึงในบ้านของตาเฒ่าหวัง แล้วก็ถูกสั่งสอนกลับไปจนสะบักสะบอม จนถึงป่านนี้แม่ของหวังไหลจื่อก็ยังคงจำได้ดีว่าตาเฒ่าคนนี้ลงมือได้หนักหน่วงโหดเหี้ยมเพียงใด
​
เธอรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นพลางปัดฝุ่นตามบั้นท้าย ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ฟู่ซีโจวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะเดินขากะเผลกกระย่องกระแย่งกลับบ้านของตัวเองไป
​
ทว่าเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงหวังไหลจื่อแผดร้องตะโกนดังลั่นออกมาจากในห้อง “หวังพ่านตี้! แกมัวไปตายห่าอยู่ที่ไหน! ฉันจะกินน้ำ หูหนวกไปแล้วหรือยังไงฮะ!”
​
เมื่อแม่ของหวังไหลจื่อเข้าใจว่าลูกสาวไม่ได้ดูแลลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนให้ดี เปลวเพลิงแห่งโทสะก็พวยพุ่งขึ้นมาจุกอกทันที เธอจัดการยกเท้าถีบประตูให้เปิดออกแล้วพุ่งพรวดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
​
ภายในห้อง หวังพ่านตี้กำลังประคองชามน้ำด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะค่อยๆ ยื่นส่งไปให้หวังไหลจื่อ
​
แต่พอหวังไหลจื่อเห็นว่าน้ำในชามยังคงมีควันร้อนๆ ลอยกรุ่น เขาก็ปัดชามใบนั้นทิ้งลงพื้นอย่างแรง ทำให้น้ำร้อนจัดสาดกระเด็นไปลวกมือของหวังพ่านตี้จนเต็มเปา
​
“น้ำร้อนลวกคอขนาดนี้ แกคิดจะฆ่าฉันให้ตายเลยใช่ไหม! ฉันจะบอกอะไรให้นะ ต่อให้ฉันจะกลายเป็นคนพิการ แต่ฉันก็ยังเป็นทายาทสืบสกุลเพียงคนเดียวของบ้านตระกูลหวังอยู่ดี! ส่วนนังตัวขาดทุนอย่างแกน่ะมันไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด!”
​
หวังพ่านตี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากอธิบายอะไร แม่ของหวังไหลจื่อก็พุ่งทะยานเข้ามาเสียก่อน
​
หญิงวัยกลางคนระบายความโกรธแค้นทั้งหมดที่มีลงบนตัวของหวังพ่านตี้ ทั้งเตะทั้งต่อยประเคนเข้าใส่อย่างไม่ยั้งมือ
​
“นังตัวซวย! นังตัวขาดทุน! เลี้ยงแกเอาไว้มันจะมีประโยชน์อะไรฮะ! แค่น้องชายคนเดียวยังดูแลให้ดีไม่ได้! ฉันจะตีแกให้ตายไปเลยคอยดู!”
​
หวังพ่านตี้ได้แต่ยกแขนขึ้นกุมศีรษะแล้วหดตัวคุดคู้อยู่ตรงมุมกำแพง เธอไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องโอดครวญ ทำได้เพียงสะอื้นไห้อย่างเงียบงัน
​
แม่ของหวังไหลจื่อลงมือทุบตีไปพลางก่นด่าไปพลาง “เป็นเพราะไอ้ฟู่ซีโจวแท้ๆ ที่ทำให้บ้านของพวกเราต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้! ไม่ช้าก็เร็วฉันจะต้องฆ่ามันให้ตายจงได้!”
​
“แล้วก็นังเด็กบ้าอย่างแกด้วย! ช่างเป็นตัวไร้ประโยชน์เสียจริง! วันๆ เอาแต่แอบอู้ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เคยช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้เลยสักนิด!”
​
กระทั่งลงมือทุบตีจนเหนื่อยหอบนั่นแหละ แม่ของหวังไหลจื่อถึงยอมหยุดพัก เธอยืนเท้าสะเอวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
​
สายตาของเธอทอดมองดูลูกสาวที่นอนขดตัวงอเป็นกุ้งอยู่บนพื้นพร้อมกับบาดแผลเต็มตัว สลับกับมองลูกชายที่ยังคงนอนครางหงิงๆ ด้วยใบหน้าเคียดแค้นอยู่บนเตียงเตา จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมาในหัวของเธอ
​
ลูกชายของเธอพิการไปแล้ว ชาตินี้ทั้งชีวิตคงไม่สามารถแต่งเมียมีลูกได้อีก สายเลือดของตระกูลหวังคงต้องมาจบสิ้นลงตรงนี้เสียแล้ว ส่วนเงินห้าสิบหยวนในมือก็ยังแทบจะไม่พอใช้รักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของลูกชายด้วยซ้ำ แล้วหลังจากนี้พวกเธอจะเอาอะไรกินเอาอะไรใช้ล่ะ?
​
สายตาของแม่หวังไหลจื่อจึงตวัดกลับมาหยุดอยู่ที่หวังพ่านตี้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกสาวคนนี้จะหน้าตาไม่ค่อยได้เรื่อง รูปร่างก็ผอมแห้งกร่องราวกับถั่วงอก ทว่าอย่างไรเสียก็ยังถือว่าเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ดี
​
ตอนนี้ใครกันล่ะที่รวยที่สุดในหมู่บ้าน? ถ้าไม่ใช่ไอ้หนุ่มฟู่ซีโจวคนนั้น? แค่มันสะบัดมือเบาๆ ก็สามารถโยนเงินห้าสิบหยวนออกมาได้อย่างง่ายดาย แถมตอนที่เธอเพิ่งจะกลับมาถึงหมู่บ้านก็ยังได้ยินข่าวลืออีกว่า หัวหน้าฝ่ายผลิตเพิ่งจะอนุมัติที่ดินสำหรับสร้างบ้านให้กับมันไปหมาดๆ... นี่ต่อให้เปลี่ยนเป็นปัญญาชนคนอื่นๆ ก็คงไม่มีใครรวยสู้มันได้อีกแล้ว!
​
แม่ของหวังไหลจื่อปราดเข้าไปกระชากผมของหวังพ่านตี้ แล้วดึงรั้งร่างของลูกสาวให้ลุกขึ้นจากพื้นอย่างรุนแรง
​
“ยังจะมาร้องไห้อีก! ร้องไห้หาพระแสงอะไรฮะ! ถ้านังหมูนอนกินบ้านกินเมืองอย่างแกไม่หลับลึกจนเกินไป น้องชายของแกจะต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ไหม!”
​
หวังพ่านตี้หวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นเทาไปหมด “แม่คะ…”
​
“น้องชายของแกชีวิตพังพินาศไปหมดแล้ว หลังจากนี้ครอบครัวของเรา คงต้องพึ่งพาแกแล้วล่ะ” แม่ของหวังไหลจื่อเอ่ยขึ้นพลางกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์
​
“แม่คะ… แล้วฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะคะ…”
​
แม่ของหวังไหลจื่อยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของลูกสาว ก่อนจะกระซิบเน้นย้ำทีละคำ “ไอ้ฟู่ซีโจวมันมีเงิน แกจงหาวิธีแต่งงานกับมันให้ได้ซะ”
​
ตราบใดที่ลูกสาวของเธอได้แต่งงานกับฟู่ซีโจว เงินทองทั้งหมดนั่นมันก็จะต้องตกเป็นของเธอไม่ใช่หรือไง?
​
หวังพ่านตี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “แม่คะ แม่พูดอะไรออกมา! เขา...เขาเป็นศัตรูที่ทำร้ายน้องชายของฉันนะ!”
​
เพียะ!
​
แม่ของหวังไหลจื่อฟาดฝ่ามือตบหน้าลูกสาวฉาดใหญ่ ก่อนจะตวาดกลับด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “หุบปาก! เป็นศัตรูแล้วมันทำไมละ! เขามีเงิน ขอแค่แกทำให้เขาถูกใจแกได้ ครอบครัวของพวกเราก็จะมีทางรอดแล้ว!”
​
“แกจงหาวิธีไปนอนกับมันให้ได้ รอจนกว่าข้าวสารจะกลายเป็นข้าวสุก ถึงตอนนั้นมันยังจะกล้าปฏิเสธความรับผิดชอบได้อีกงั้นหรือ?”
​
“เมื่อถึงเวลานั้น แกก็จะเป็นคนของมันแล้ว เงินทองของมัน ก็จะต้องกลายเป็นเงินของบ้านเราด้วยไม่ใช่หรอ!”
​
หวังพ่านตี้ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำหูน้ำตาไหลอาบเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้า “ไม่นะแม่คะ ฉันไม่ไป ฉันกลัว”
​
คนที่สามารถลงมือทำร้ายน้องชายของเธอจนกลายเป็นแบบนี้ได้ ผู้ชายคนนั้นย่อมไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาบงการหรือรับมือได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
​
ใบหน้าของแม่หวังไหลจื่อบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “นังตัวขาดทุน! แกกล้าพูดปฏิเสธกับแม่งั้นหรือฮะ! เลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้ พอขอให้ทำประโยชน์เพื่อครอบครัวเสียบ้างแกกลับไม่ยอมทำ! หรือว่าแกอยากจะเห็นน้องชายของแกเจ็บปวดทรมานจนตาย แล้วปล่อยให้เราสองแม่ลูกต้องอดตายไปพร้อมกันหรือยังไง!”
​
หญิงวัยกลางคนสบถด่าพลางเงื้อมือขึ้นทุบตีหวังพ่านตี้อีกระลอก “ฉันจะสั่งสอนแกที่ไม่ยอมไป! ฉันจะตีแกให้ตายไปเลย นังลูกเนรคุณ! เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูแกมาจนโต รู้อย่างนี้ตอนเกิดมาน่าจะจับแกกดน้ำให้ตายคาโถฉี่ไปซะก็ดี!”
​
หวังพ่านตี้ถูกทุบตีจนต้องล้มลงไปนอนกลิ้งเกลือกกระเสือกกระสนอยู่บนพื้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนในที่สุด เธอก็เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัวจนแทบจะทนรับเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
​
“แม่คะ เลิกตีฉันเถอะ… เลิกตีได้แล้ว… ฉัน… ฉันยอมไป… ยอมไปแล้วค่ะ…”
​
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ของหวังไหลจื่อถึงได้ยอมหยุดมือ ก่อนจะถ่มน้ำลายรดร่างของลูกสาวอย่างรังเกียจ “มันต้องได้อย่างนี้สิถึงจะถูก”
​
“พรุ่งนี้แกก็ไปจัดการตัวเองให้สะอาดสะอ้านแล้วไปหามันซะ ถ้าหากทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จละก็ คอยดูเถอะว่าฉันจะจัดการกับแกยังไง!”

..........................